Home | Mom's Diary | Register | Login | Forgot Password | Contact Us   
Don't Miss ขอเชิญคุณแม่พบกันที่ Boots Enfa Smart Club ในงานรักลูก Festival 2010 ที่ Hall2-3 อิมแพค เมืองทองธานี เวลา 9.00-20.00 น. 12-14 มีนาคม 53 นี้เท่านั้น รับสิทธิพิเศษเมื่อสมัครสมาชิกในงาน ฟรีทันทีกระเป๋าสุดเก๋ คุณแม่สามารถส่งใบสมัครสมาชิก Enfa Smart Club ได้ที่ ตู้ปณ.216 ปณศ.คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 อย่าลืมแนบแถบบาร์โค้ดเอนฟาและภาพลูกน้อยมาด้วยนะคะ ติดต่อ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์มี้ด จอห์นสัน โทร. 02-725-8700
 
   
Username
password

Use enhanced security

Forgot your Password
 
เรื่องเด่นประจำเดือน พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูมิคุ้มกัน พื้นฐานสำคัญเพื่อพัฒนาการที่ดีที่สุดของลูกน้อย
   

เรื่องภูมิคุ้มกันนั้นเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญสำหรับการส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อย เพราะเมื่อมี
ภูมิคุ้มกันดี ลูกน้อยก็ย่อมเรียนรู้ได้ดี พัฒนาการด้านต่างๆ ก็จะเป็นที่พออกพอใจยอดคุณแม่
เราก็เลยไปตามหาผู้เชี่ยวชาญที่ช่ำชองเรื่องภูมิคุ้มกันมาไขคำตอบในเรื่องนี้
และ รศ.พญ. จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ หัวหน้าฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ก็ได้ให้เกียรติมาตอบทุกข้อสงสัยกับเราในครั้งนี้ค่ะ

ก่อนอื่นเลยนะคะต้องขออธิบายคำว่าภูมิคุ้มกันกับพัฒนา
การก่อน พัฒนาการก็คือการเจริญเติบโต หรือการปรับ
ปรุงพื้นฐานด้านต่างๆ เช่น พัฒนาการทางด้านอารมณ์
พัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางด้านภาษา
การพัฒนาต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ใน
เด็กทุกคนอยู่แล้ว ส่วนภูมิคุ้มกันหมายถึง  ระบบพื้นฐาน
ของร่างกายมนุษย์ทุกคน  ซึ่งการทำงานของระบบภูมิ
คุ้มกันก็จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ  ปัจจัยร่วมกัน
เพราะฉะนั้นเด็กแรกเกิดจะมีปัญหาที่ระบบภูมิคุ้มกัน
เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ดังนั้นก็ต้องมีพัฒนาการของระบบภูมิคุ้ม
กันเช่นเดียวกันค่ะ ซึ่งถ้าเด็กมีสุขภาพแข็งแรง นั่นก็หมายความว่าเขาจะมีพัฒนาการที่ดีในทุกๆ
ด้านค่ะ สมมตินะคะถ้าเขาไม่ค่อยป่วย พัฒนาการทุกอย่างของเขา เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ก็จะ
เป็นไปตามวัย แต่เมื่อเทียบกับเด็กที่ปอดบวมบ่อยๆ นอนโรงพยาบาลนานๆ เขาจะทานอะไร
ได้ไหม ก็ไม่ได้ คราวนี้ก็ไม่โต พัฒนาการด้านอื่นๆ ก็เสียไปด้วย
 
ภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่ 70 – 80% จะเริ่มต้นที่ระบบภูมิคุ้มกันทางเดินอาหาร เนื่องจากสารที่เข้ามา
กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจะผ่านทางเดินอาหารเป็นหลัก ซึ่งภูมิคุ้มกันทางเดินอาหารจะประกอบด้วย
  1. ผนังเยื่อบุลำไส้ ถ้าผนังเยื่อบุลำไส้เจริญเติบโตไม่เต็มที่ สารอาหารแปลกปลอมก็มีโอกาส
เข้าไปได้ ทำให้เกิดการแพ้อาหารได้ง่าย
  2. น้ำย่อย มีไว้สำหรับย่อยสารอาหารต่างๆ หรือทำลายเชื้อโรค เพราะบางทีเราทานอาหารบาง
อย่างที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน น้ำย่อยของเรานี่แหละที่จะทำลายเชื้อโรคนั้นได้
  3. ภูมิต่อต้าน ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่อยู่ในผนังลำไส้ ซึ่งภูมิต่อต้านเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี ช่วยกำจัด
สารอาหารที่แปลกปลอมเข้ามา เช่น โปรตีนโมเลกุลใหญ่ๆ ที่ทานเข้าไปแล้วอาจก่อให้เกิดปัญหา
กับร่างกาย แต่ในเด็กแรกเกิดจะไม่ยังไม่มีภูมิต่อต้านในลำไส้ แต่หลังจากคลอดออกมาแล้ว เขาจะค่อยๆ
สร้าง โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ เช่น จากสารอาหารที่ทานเข้าไปค่ะ
 
ภูมิต่อต้าน คือ การสร้างภูมิมาต่อต้านตัวเอง หรือไปต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย เช่น คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จากการสร้างภูมิต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ สำหรับคนที่สร้างภูมิมาต่อต้านเซลล์ร่างกายตัวเองก็ทำให้คนนั้นกลายเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง คือโรคเอสแอลอี ซึ่งโรคภูมิแพ้ และโรคเอสแอลอีนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน ส่วนภูมิคุ้มกันหรือที่เราเรียกกันว่าภูมิต้านทานนั้นเป็นของดี เราป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นโรคต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันหรือภูมิต่อต้านก็ใช้ตัวสร้างตัวเดียวกัน แต่ร่างกายจะสร้างเป็นภูมิอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เข้ามากระตุ้นค่ะ สมมติถ้าเป็นเชื้อโรค ร่างกายก็จะทำการสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคตัวนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเจ็บป่วยซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันของเราเวลาติดเชื้อในครั้งต่อๆ ไปด้วยค่ะ


 
 
โดยปกติแล้วเด็กทุกคนจะมีภูมิคุ้มกันเท่ากันตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาแล้วค่ะ ยกเว้นเด็กที่คลอด
ก่อนกำหนด เพราะส่วนต่างๆ หรืออวัยวะต่างๆ ของเขายังสร้างไม่เสร็จ แต่เขาต้องเกิดมาแล้ว
เปรียบเหมือนการสร้างบ้านยังไม่ได้โบกปูน แต่เราต้องเข้าไปอยู่แล้วเราก็ต้องทำใจในระดับหนึ่งที่
จะต้องเห็นตรงนั้นหยาบ ตรงนี้มีรู แต่เมื่อเขาโตขึ้น พัฒนาการของเขาก็จะปรับให้เท่ากับเด็กที่
คลอดตามกำหนดได้เองค่ะ  
 

พันธุกรรมคือ ยีนที่ถ่ายทอดจากพ่อและแม่ไปสู่ลูกเช่น ถ้ายีนที่ถ่ายทอดเป็นโรคภูมิแพ้
ลูกก็จะมีการสร้างภูมิต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ที่ไวกว่าคนอื่น แต่ถ้าพ่อหรือแม่รู้แล้วว่าตัวเองเป็นโรคภูมิแพ้ แล้วเตรียมตัวอย่างดี บ้านทำความสะอาดตลอด ไม่ให้มีฝุ่น ไม่เลี้ยงสุนัขหรือเลี้ยงแมวเลยคือรู้ว่าอะไรเป็นสารก่อภูมิแพ้ก็พยายามหลีกเลี่ยงให้หมด ลูกที่คลอด
ออกมาก็ไม่เป็นโรคภูมิแพ้ เพราะไม่มีสารก่อภูมิแพ้เข้ามากระตุ้นค่ะ
 

ภูมิคุ้มกันจะพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่จะพัฒนาเต็มที่ในวัยเด็ก พออายุ 5 – 6 ขวบไปแล้วก็จะเริ่ม
พัฒนาช้าลง เพราะฉะนั้นตั้งแต่แรกเกิดแม่ต้องดูแลเรื่องโภชนาการ และสภาพแวดล้อมให้ลูก
เป็นอย่างดี ไม่เลี้ยงเด็กรวมกันหลายๆ คน รู้ว่าอะไรเสี่ยงต่อการติดเชื้อก็ต้องพยายามหลีก
เลี่ยงค่ะ  
 
สิ่งที่คุณแม่ตั้งท้องควรทำเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี
สมบูรณ์แข็งแรง ก็คือ การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
ไม่เน้นไปที่อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่อยากทานกุ้งก็
ทานกุ้งทุกวันวันละเป็นกิโล อย่างนี้ก็ไม่ได้นะคะ คือ
อย่าทานให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ทานให้ครบ
5 หมู่แหละค่ะดีที่สุดและในปัจจุบันก็ปฏิเสธไม่ได้เลย
นะคะว่านมผงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน
เนื่องจากแม่ต้องไปทำงานนอกบ้านไม่สามารถให้นมลูกได้นานถึง 4 เดือน 6 เดือน หรือเป็นปีได้ ก็ต้องพึ่งนมผงนี่แหละค่ะ ซึ่งนมผงก็จะมีสารอาหารพื้นฐานที่เด็กควรจะได้รับ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน

แร่ธาตุ อยู่แล้ว โดยวิเคราะห์จากสารอาหารที่อยู่ในน้ำนมแม่ เพราะฉะนั้นสารอาหารหลักๆ ที่เด็ก
ได้รับก็ค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกับนมแม่นอกจากนั้นก็จะเป็นการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเองว่าในน้ำนม
แม่ยังมีสารอาหารอะไรอีกแล้วก็เพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้เด็กที่กินนมผงนั้นยังมีพัฒนาการที่ดีใกล้
เคียงกับเด็กที่กินนมแม่อยู่ค่ะ เช่น มีการเติมดีเอชเอ และเออาร์เอลงไปเพื่อรักษาสมดุลของการ
เจริญเติบโตของภูมิคุ้มกัน หรือมีการเติมกาแลคโตโอลิโกแซคคาไรด์เข้าไป ซึ่งกาแลคโต
โอลิโกแซคคาไรด์เป็นใยอาหาร เรียกว่าพรีไบโอติก ซึ่งพรีไบโอติกก็คืออาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพมีอาหารกิน พอมีอาหารกินก็จะแข็งแรง มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น หรือมีการเติมจุลินทรีย์สุขภาพไปเลยที่เรียกว่าโปรไบโอติก ซึ่งจุลินทรีย์สุขภาพก็จะทำหน้าที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้ เมื่อลำไส้แข็งแรง ร่างกายก็จะแข็งแรงตามไปด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีซิงค์ (สังกะสี) ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันโรค รวมถึงเป็นส่วนประกอบในการเจริญเติบโตของสมองด้วยค่ะ
 

การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่ดีต้องประกอบด้วย
  1. เด็กคลอดตามกำหนด คือต้องเริ่มต้นด้วยพื้นฐานที่ดีก่อนเพราะเด็กที่คลอดครบตามกำหนด
ก็เหมือนเป็นมาตรฐานของธรรมชาติที่กำหนดมา ถ้าคลอดครบตามกำหนดจะมีระบบภูมิคุ้มกันได้ในระดับหนึ่งที่พร้อมจะพัฒนาต่อไป จากนั้นแม่ก็ต้องให้ลูกได้รับโภชนาการที่ดี และครบถ้วน เพื่อส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้พัฒนาต่อไป

  2. จากวัคซีนที่ลูกได้รับ เด็กต้องได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันบางตัว เพื่อให้ร่างกาย
สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโรคต่างๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ซึ่งเป็นวัคซีนพื้นฐานเมื่อลูกได้รับก็จะมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาสำหรับทำลายเชื้อโรคนั้นๆ เมื่อใดที่ได้รับเชื้อโรคนั้นๆ มาร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันสำหรับทำลายเชื้อตัวนั้นทันที แต่โรคบางชนิด เช่น หวัดธรรมดา ก็ต้องเป็น ซึ่งก็ไม่ได้รุนแรงอะไร เมื่อเป็นแล้วกลับเป็นการกระตุ้นภูมิต้านทาน หรือกระตุ้นให้เซลล์ทำงานตลอดเวลา และขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างคะ กับข้อมูลเชิงลึกเรื่องภูมิคุ้มกันที่เรานำมาฝากยอดคุณแม่ในวันนี้ อย่างไรก็ตาม
คุณแม่ก็ต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาสมองลูก ไปพร้อมๆ กับการดูแลเรื่องภูมิคุ้มกันของลูกให้ดีด้วยนะคะ
เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีที่สุดในทุกช่วงวัยค่ะ

 

บทความที่่น่าสนใจ
ชวนหนูๆ มาดูนก : บทเรียนรอบตัว ต่อยอดการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด
เชื่อหรือไม่! ผลการวิจัยล่าสุด เด็ก 9 เดือน สามารถคิดวิเคราะห์ สังเกต และเรียนรู้ได้ดี
บทเรียนต่อยอดการเรียนรู้ เริ่มต้นจากการเล่นกับลูกให้ถูกวิธี
เคล็ดลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตลอด 1,365 วัน
เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้ลูกวัยซนอย่างต่อเนื่อง
ด้วยสารอาหารที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและระบบภูมิคุ้มกัน
ดาวน์โหลดฟรี บทเพลง Music Box ได้ทุกอัลบั้ม ตลอดเดือนธันวาคมนี้
เคล็ดลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตลอด 1,365 วัน
ส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด เปิดโอกาสแห่งการเรียนรู้โลกกว้างอย่างต่อเนื่อง
ไขข้อสงสัยเรื่องภูมิคุ้มกันกับผู้เชี่ยวชาญจาก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
เคล็ดลับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตลอด 1,365 วัน
 
 
.