 |
| |
 |
: ซึ่งประกอบด้วย |
Symphonies, Play and Language ดีอย่างไรกับเจ้าตัวเล็กนะ
ถึงเจ้าตัวเล็กจะอยู่ในท้อง ก็มีวิธีให้ยอดคุณแม่อย่างคุณเลี้ยงเจ้าตัวเล็กให้มีพัฒนาการทั้งร่างกาย
และสมองได้ตั้งแต่อยู่ในท้องนะคะ อยากรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ |
|
| |
| |
|

|
|
เสียงดนตรีเกี่ยวอะไรกับเจ้าตัวเล็กในท้องนะ?
นอกจากท่วงทำนอง และจังหวะที่ไพเราะของดนตรีจะฟังแล้วมีความสุข รู้ไหมคะว่าเสียงดนตรี
ยังมีดีกว่านั้นอีกเยอะเชียวค่ะ โดยเฉพาะเสียงดนตรีที่มีจังหวะ ทำนอง และความกลมกลืนของ
เสียงดนตรีที่มีลำดับอย่างเพลงคลาสสิกนั่นไง จะช่วยจัดลำดับความคิดในสมองส่วนที่เรียกว่า
‘Spatial Temporal’ ที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างที่คุณหมอสองท่านนี้
ยืนยันเอาไว้ค่ะ
* Dr.Leon Thurman นักวิจัยชาวอเมริกัน ที่ทดลองเปิดเพลงให้คุณแม่ตั้งครรภ์ฟังทุกวัน ซึ่ง
สุดท้ายก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่า เด็กที่เกิดมาจะมีพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาสูงกว่าเด็ก
ทั่วไป แล้วยังเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย อารมณ์ดี รวมทั้งมีความผูกพันกับคุณแม่มากด้วยนะคะ
* ส่วน Dr.Thoman R.Verny จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสมาคมการ
เสริมสร้างพัฒนาการยอดคุณด็กในสหรัฐอเมริกา ก็บอกไว้เช่นกันค่ะว่า ในกลุ่มคุณแม่ที่ร้องเพลง
กล่อมเด็กให้ลูกในท้องฟังทุกวันอย่างสม่ำเสมอ หลังจากลูกคลอดออกมาแล้ว เมื่อไหร่ที่เจ้าตัว
เล็กได้ยินเสียงเพลงนั้นจากคุณแม่อีกส่วนใหญ่ลูกจะนิ่งเงียบและแสดงอาการสนใจเพลงนั้นเป็น
อย่างมากด้วย แสดงว่าลูกรับรู้เสียงเพลงนั้นได้ตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว
|
|
ให้ลูกฟังเพลงได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี?
|
 |
ยอดคุณแม่คะ รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วเจ้าตัวเล็กของเราจะเริ่มมีพัฒนาการ
เรื่องของระบบประสาทในการรับฟังเสียงตั้งแต่อยู่ในท้องได้ 5 เดือน
แล้วนะคะ และจะเริ่มได้ยินและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆถ้าคลื่นเสียงที่มี
โครงสร้างที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นเครือข่ายใยประสาทที่เกี่ยวกับการ
ได้ยินของเจ้าตัวเล็กให้พัฒนาระบบการทำงานได้รวดเร็วขึ้นด้วยค่ะ และ
ทำให้หลังจากลืมตาดูโลก เจ้าตัวเล็กจะสามารถจัดลำดับความคิดใน
สมองได้ดี รู้สึกผ่อนคลาย และเป็นเด็กที่มีความจำเป็นเลิศเลยนะคะ
ขนาดว่าถ้ามีใครเปิดเพลงที่เคยเปิดตอนอยู่ในท้องให้ฟังแล้ว เจ้าตัว
เล็กจะแสดงอาการให้รู้เลยว่าเขาจำเพลงนั้นได้ด้วยค่ะ
|
|
|
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะดนตรีช่วยสร้างพัฒนาการด้านไอคิวเพราะทำนอง
และจังหวะของดนตรีที่เจ้าตัวเล็กได้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้องของคุณแม่บ่อยๆ
จะมีผลโดยตรงกับการพัฒนาสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบความคิด
และการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ด้วยค่ะ
|
 |
|
นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยเกี่ยวกับการฟังเพลงตั้งแต่อยู่ในท้องของเจ้าตัวเล็กด้วยว่า อารมณ์สุนทรีย์
ที่เกิดจากการฟังเพลงของเด็ก มีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมด้านสติปัญญา ความ
สนใจ ความจำที่อยู่ในสมองส่วนที่เรียกว่า “นีโอคอร์เท็กซ์” ด้วยค่ะ ทำให้เจ้าตัวเล็กสามารถรับรู้
จังหวะได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง แยกแยะได้ถึงขนาดว่า เสียงนี้คุ้นเคยตั้งแต่อยู่ในท้องหรือเปล่า อย่าง
เสียงของคุณพ่อคุณแม่ที่คุยกับเขาบ่อยๆ แล้วก็เสียงเพลงที่เปิดให้ฟังเป็นประจำด้วยค่ะ
เพราะฉะนั้นพอย่างเข้าเดือนที่ 5 ก็ลองหาเพลงเพราะๆ มาให้เจ้าตัวเล็กลองฟังบ้างนะคะ เริ่มต้น
ง่ายๆ จาก
- ให้ลำโพงอยู่ห่างหน้าท้องคุณแม่ 1 ฟุตขึ้นไป
- เลือกเปิดเพลงคลาสสิกหรือเพลงสบายๆ จังหวะนุ่มๆ
- ระดับเสียงที่เปิดไม่ควรดังเกินไป ถ้าช่วงที่ลูกตื่นลองสังเกตดูสิว่าดิ้นรึเปล่า
- ไม่ควรเปิดเพลงให้ฟังบ่อยหรือนานเกินไป
- ก่อนเปิดชวนลูกฟังเพลงด้วยว่า “ลูกจ๋า...มาฟังเพลงเพราะๆ กันนะ”
|
|
|
|
|
|
|
| |
|

|
|
สัมผัสจากแม่...ส่งถึงลูกได้
ยอดคุณแม่รู้ไหมคะว่าระบบประสาทสัมผัสของเจ้าตัวเล็กในท้องมีพัฒนาการในเวลาที่ต่างกัน
- ตั้งแต่ 8 สัปดาห์ เขาจะเริ่มรู้สึกถึงการสัมผัส
- 18 สัปดาห์ เขาเริ่มได้ยินเสียง
- 28 สัปดาห์ เขาเริ่มเห็นแสง
|
 |
ระหว่างที่ลูกน้อยในท้องนอนหลับและตื่นทุกๆ 20-40 นาที
เขาจะรู้จักเสียง รับรู้สัมผัสต่างๆ จากเราได้ทั้งการลูบหน้าท้อง
หรือนวดเบาๆ และตอบรับเราด้วยการขยับตัวเคลื่อนไหวนั่นเอง
|
|
|
เวลาที่เราเล่นกับลูกก็เท่ากับช่วยเพิ่มพลังสมองให้ลูก
ด้วยนะคะ เพราะระหว่างที่เล่น คลื่นสมองของเจ้าตัวเล็ก
จะพัฒนาได้เต็มที่และยังสามารถเพิ่มการรับรู้ได้เป็น
อย่างดีด้วยค่ะ ที่สำคัญยังมีส่วนต่อพัฒนาการด้านร่างกาย
อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของเจ้าตัวเล็กได้ในเวลา
พร้อมๆกันด้วย
|
 |
|
|
คุณแม่คะยังมีการศึกษาอีกว่า เซลล์สมองของเด็กอายุ 3 ขวบแรกที่โตมากับสิ่งแวดล้อมที่มีการ
เล่นและการกระตุ้นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยเพิ่มการส่งสัญญาประสาทในสมอง และการเชื่อมต่อ
ระหว่างเซลล์ประสาท ที่ส่งผลสำคัญไปสู่การพัฒนาของสมองได้เลยนะคะ
|
|
เล่นกับลูกในท้องแบบไหนดีล่ะ?
เรามากระตุ้นระบบประสาทสัมผัสทั้ง 3 ของลูกได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง เป็นการช่วยพัฒนาการของเจ้า
ตัวเล็กได้เป็นอย่างดีเลย
การได้ยิน : เราควรพูดกับลูกบ่อยๆ คุณแม่ลองใช้น้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง และพูดประโยคเดิมซ้ำๆ
ให้ลูกคุ้นเคยดูนะคะวิธีนี้จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ควบคุมการได้ยินของเจ้าตัวเล็กมี
พัฒนาการที่ดีขึ้นและเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอดด้วยค่ะ
การสัมผัส : หมั่นลูบท้องตัวเองเบาๆ เริ่มจากด้านล่างขึ้นไปถึงสะดือ ระหว่างนั้นให้คุณแม่พูดกับ
ลูกด้วยว่าแม่กำลังอะไรอยู่ รู้ไหมคะว่าวิธีนี้จะช่วยพัฒนาระบบประสาทของลูก ถ้าเราลูบท้องแล้ว
เจ้าตัวเล็กดิ้นแปลว่าลูกรับรู้แล้ว แต่ให้ระวังถ้าคุณแม่ลูบท้องแล้วเกิดอาการมดลูกหดรัดตัว
ให้หยุดเลยค่ะและควรไปพบคุณหมอทันที
การมองเห็น : อย่าแปลกใจไปเลยนะคะว่า อยู่ในท้องมืดๆ อย่างนั้นเจ้าตัวเล็กจะเห็นได้อย่างไร
เพราะเมื่อไหร่ที่ย่างเข้าเดือนที่ 7 เจ้าตัวเล็กจะเริ่มกระพริบตาเพื่อตอบสนองกับแสงแล้วค่ะ
เวลานี้คุณแม่อย่างเราลองเล่นกับลูกด้วยการเอาไฟฉายส่องที่หน้าท้องสิคะ วิธีนี้จะช่วยกระตุ้น
เซลล์สมอง เส้นประสาทส่วนรับภาพและการมองเห็น จะได้เตรียมพร้อมสำหรับการมองเห็น
หลังคลอดได้ค่ะ
|
|
|
|
|
|
| |
|

|
|
ลูกรู้จักเสียงต่างๆ จากการพูดคุย
จากผลการวิจัยพบว่า ถ้าคุณแม่คุณพ่อพูดคุยกับเจ้าตัวเล็กบ่อยๆ ตั้งแต่อยู่ในท้อง เด็กที่เกิดมา
จะมีพัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้คุยกับลูกบ่อยๆ แน่นอน เพราะการสื่อ
สารเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบความคิด และสติปัญญา การที่เราให้ความสำคัญกับ
การพัฒนาทักษะทางภาษา ทั้งฟังพูด อ่านและเขียนนั้น ทำให้สมองเจ้าตัวเล็กมีโอกาสพัฒนา
ความสามารถในการรับรู้และการสื่อสารอย่างเต็มที่ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ด้านสังคมและ
อารมณ์ด้วยค่ะ
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ “การได้ยิน” เป็นระบบประสาทสัมผัสที่เจ้าตัวเล็กพัฒนาได้เป็นอย่างแรก
หูและระบบการได้ยินสามารถรับเสียงได้ตั้งแต่อยู่ในท้องก็เพราะสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ
การได้ยินเริ่มทำงานเจ้าตัวเล็กก็เลยได้ยินเสียงต่างๆ ทั้งที่อยู่ในท้องของเราได้หมด อย่างเสียง
เต้นตึกตักของหัวใจ เสียงพูดคุยของแม่ และเสียงที่มาจากด้านนอก เสียงเพลง เสียงแตรรถ
เสียงคนพูดคุยกัน เป็นต้น
|
|
คุณแม่ที่คุยกับลูกในท้องบ่อยๆ จะทำให้เจ้าตัวเล็กแยกเสียงของแม่
กับคนอื่นได้ด้วยค่ะ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการพัฒนาที่ดีสำหรับระบบประสาท
และสมองที่ควบคุมการได้ยิน ช่วยเตรียมพร้อมให้เจ้าตัวเล็กสำหรับ
การได้ยินหลังคลอด และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับพัฒนาการด้าน
ภาษาของลูกไปพร้อมกันด้วยค่ะ
มีการศึกษาของ Janellen Huttenlocher ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยา
มหาวิทยาลัยชิคาโก ที่ศึกษาเด็กอายุตั้งแต่ 12-26 เดือน จำนวน 22 คน
พบว่าเด็กจะมีความสามารถในการเข้าใจคำศัพท์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าคุณแม่คุณพ่อและคนในครอบครัวมีการพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ด้วยค่ะ
|
 |
|
| |
|
|
|
|
|
| |
|

|
| |
| Symphonies |
|
- ฟังเพลงนะลูก
เหมาะสำหรับ : 5 เดือนขึ้นไป
ลองเปิดเพลงคลาสสิกทั้งเพลงไทยและสากลให้เจ้าตัวเล็กฟังตอน
เย็นๆ ของแต่ละวัน เพราะเป็นเวลาที่ลูกตื่นแล้วพอดี และพร้อมจะ
ฟังเสียงแล้ว ถ้าให้ดีเปิดวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาทีก็ดีค่ะ
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : ช่วง 5 เดือนเป็นเวลาที่ระบบประสาท
การรับเสียงของเจ้าตัวเล็กพัฒนาแล้วเพลงที่มีจังหวะช้าๆ เบาๆ
และเป็นระบบจะทำให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกอารมณ์ดีไปด้วยนะคะ
- เพลงนี้ร้องให้ลูกนะ
เหมาะสำหรับ : 5 เดือนขึ้นไป
ให้คุณแม่ร้องเพลงที่ตัวเองชอบที่สุด หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ลอง
เลือกเพลงกล่อมเด็กที่ถนัดก็ได้ค่ะ
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : เจ้าตัวเล็กจะชอบฟังเสียงของคุณแม่
อย่างเราอยู่แล้วยิ่งฟังบ่อยๆ ก็ยิ่งคุ้นเคยและจำได้ดีและยังช่วยให้
เจ้าตัวเล็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์และสติปัญญาที่ดีด้วย
- คำคล้องของกัน
เหมาะสำหรับ : 5 เดือนขึ้นไป
ลองหากลอนที่มีคำคล้องจองเพราะๆ อ่านให้ลูกฟัง อ่านแบบทำนอง
เสนาะให้มีเสียงขึ้นๆ ลงๆ จะยิ่งดี
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : อารมณ์ของเจ้าตัวเล็กกับคุณแม่จะ
ประสานเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างง่ายๆ เลยค่ะคำคล้องจองจะทำให้
ลูกจิตใจสงบรู้สึกอบอุ่นมีความสุขและยังช่วยสร้างความคุ้นเคยและ
ช่วยให้ลูกจำเสียงของคุณแม่ได้ดียิ่งขึ้นด้วย
Tips :
- อย่าเปิดเพลงเสียงดังเกินไป หรือให้ลูกฟังเพลงทั้งวัน เพราะแทน
ที่จะอารมณ์ดี คุณลูกและคุณแม่จะรู้สึกเครียดแทนได้
- นอกจากฟังเพลงแล้ว คุณแม่กับคุณพ่อน่าจะลองเป็นนักร้องให้ลูก
ฟังบ้าง จะช่วยพัฒนาการด้านอารมณ์และสมองของลูกได้ด้วยนะคะ
- เพลงที่เหมาะให้ลูกฟัง ควรเป็นเพลงคลาสสิกหรือเพลงบรรเลง
ทั่วไป นำอัลบั้มเพลงของโมสาร์ต บาค และบราห์ม
|
| Play |
|
- รูปที่มองแล้วสบายใจ
อาจจะเป็นรูปที่เราชอบ อย่างรูปวิว รูปเด็กหน้าตาน่ารักๆ มาดู บ่อยๆ
แล้วนึกถึงเจ้าตัวเล็กในท้องบ่อยๆ ลูบท้องเป็นวงกลมรอบสะดือเบาๆ
เชื่อไหมคะแค่นี้ลูกน้อยก็จะรับรู้ได้ถึงความรักจากคุณแม่อย่างคุณ
แล้ว
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : จะทำให้ลูกอารมณ์ดี สดใส เป็นเด็ก
เลี้ยงง่ายหลังคลอด
- คุยกับลูก เวลาลูกดิ้น
ลูกดิ้นเมื่อไหร่ก็ให้คุยกับลูกนะคะ อาจตบท้องเบาๆ ทักทายลูกด้วย
เป็นสัญญาณบอกลูกว่า “รู้แล้วจ๊ะว่าหนูกำลังดิ้น”
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : เป็นการสร้างความผูกพัน ความอบอุ่น
ให้ลูก
- นั่งเก้าอี้โยก
คุณแม่ลองหาเก้าอี้โยกมาสักตัววางไว้ที่มุมโปรด เอาไว้นั่งเล่น
ตอนอ่านหนังสือ หรือฟังเพลง
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : การทรงตัวอย่างสม่ำเสมอบนเก้าอี้โยก
ของเราจะช่วยให้เจ้าตัวเล็กเรียนรู้การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม
เป็นการพัฒนาระบบประสาทการเคลื่อนไหวของเจ้าตัวเล็กได้ค่ะ
- คุณพ่อก็คุยกับลูกได้
ใช้วิธีคุยผ่านหน้าท้องของคุณแม่ อาจลูบหน้าท้องเบาๆ
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : ลูกจะได้คุ้นเคยกับเสียงและสัมผัสไงคะ
- ให้คุณพ่อนวดท้องคุณแม่เบาๆ
ปล่อยให้คุณแม่นั่งบนเบาะนุ่มๆ สบายๆ ส่วนคุณพ่อก็นั่งอยู่ด้านหลัง
แล้วนวดหน้าท้องให้เราเบาๆ
ดีกับลูกอย่างไร : จะทำให้คุณแม่อย่างเรามีความสุขและสบายใจ
ซึ่งตอนนั้นร่างกายเราก็จะผลิตสารแห่งความสุขออกมา และส่งผ่าน
ไปถึงเจ้าตัวเล็กด้วยค่ะ ทำให้ลูกอารมณ์ดี และสมองก็พัฒนาเต็มที่
เช่นกัน
|
| Language |
|
- จ๊ะจ๋ากับลูก
เหมาะสำหรับ : 18 เดือนขึ้นไป
ให้เรียกลูกและคุยแต่เรื่องดีๆ ให้ฟัง เช่น “แม่รักลูกมากนะจ๊ะ” หรือ
“วันนี้ลูกสบายดีหรือเปล่าจ๊ะ” เวลาคุยก็ให้ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล ย้ำคำ
หรือประโยคเดิมซ้ำบ่อยๆ นะคะ จะทำให้ลูกจำเสียง คำ ประโยค
นั้นได้
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : ช่วงนี้ระบบประสาทการรับเสียงของลูกพัฒนาแล้วค่ะ เพราะฉะนั้น
ก็จะได้ยินเสียงคุณแม่ได้ วิธีนี้จะช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่
ควบคุมการได้ยินของลูกพัฒนาการได้ดีขึ้น และเป็นการเตรียม
พร้อมสำหรับพัฒนาการด้านภาษาของลูกหลังคลอดด้วย
- ฟังนิทานกันนะลูก
เหมาะสำหรับ : 18 สัปดาห์ขึ้นไป
คุณแม่ลองอ่านหนังสือเล่มที่ชอบ หรือเล่านิทานสนุกๆ ให้ลูกฟัง
แต่อย่าลืมใช้น้ำเสียงที่มีจังหวะและใส่อารมณ์ร่วมเข้าไปด้วย
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : ช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่
ควบคุมการได้ยินเสียงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และเป็นการเตรียม
ความพร้อมสำหรับการได้ยินหลังคลอดไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้
ด้านภาษาหลังคลอดด้วยนะคะ
- พ่อแม่ลูกคุยกัน
เหมาะสำหรับ : 18 สัปดาห์ขึ้นไป
ระหว่างวันให้คุณแม่เล่าเรื่องราวของคุณพ่อให้ฟังบ้างอย่าง
“ลูกรู้ไหมจ๊ะคุณพ่อรักลูกมากนะ นี่ก็เพิ่งซื้อนิทานมาให้แม่ให้
อ่านลูกฟัง ” ส่วนคุณพ่อก็คุยกับลูกได้บ่อยๆ เหมือนกันนะคะ
ทั้งทักทาย หยอกเย้าและลูบหน้าท้องคุณแม่เบาๆ และคุย
พร้อมๆ กัน อาจเริ่มด้วยคุยแม่คุยกับลูกสัก 5 นาที แล้วต่อด้วย
คุณพ่ออีก 5 ที แล้วอย่าลืมบอกลูกด้วยว่า “นี่แม่พูดนะจ๊ะ”
“นี่พ่อพูดจ๊ะ”
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : ช่วยพัฒนาเซลล์สมองของเจ้าตัวเล็ก
เป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อม ที่มีผลต่อการพัฒนาสมอง
ของเจ้าตัวเล็ก
- สวดมนต์กับลูก
เหมาะสำหรับ : 1-9 เดือน
คุณแม่สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน นอกจากตัวจิตใจจะสงบแล้ว
ยังช่วยให้ลูกคุ้นกับเสียงของคุณแม่ด้วยนะคะ
ดีกับเจ้าตัวเล็กอย่างไร : การที่ลูกได้ยินเสียงเราในเวลาที่เงียบ
สงบจะทำให้ลูกฟังเสียงอย่างสงบไปด้วย รู้สึกมีความสุข และเป็น
ผลดีกับวงจรการทำงานของสมองเจ้าตัวเล็กค่ะ
Tips :
- เวลาคุยกับลูกควรทำจิตใจและน้ำเสียงให้สดใสเข้าไว้นะคะ
- เรียกชื่อลูกช้าๆ และทักลูกด้วยความรักเสมอ เช่น “ลูกจ๋า
แม่รักหนูรู้ไหม”
- ลองใช้เสียงสูงๆ คุยกับลูก ช่วยเรียกความสนใจได้ค่ะ
- เวลาอ่านหนังสือหรือนิทานให้ใช้น้ำเสียงสูงๆ ต่ำๆ เป็นจังหวะ
- คุยแต่เรื่องดีๆ ของคุณพ่อให้ลูกฟัง
- ไม่ใช่แค่คุณแม่คนเดียวที่คุยกับลูกแต่คุณพ่อควรมีส่วนร่วมใน
การคุยกับลูกบ่อยๆ ด้วย เช่น บอกลูกว่า “เดี๋ยวพ่อเปิดเพลงให้
ฟังนะจ๊ะ”
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
| |
|
|
|
|
|
|
|
|