| |
 |
| |
 |
เจ้าตัวเล็กในวัยแรกเกิด – 6 เดือนด้วย…
|
Symphonies, Play and Language ดีอย่างไรกับเจ้าตัวเล็กนะ
คุณแม่อย่างเราอาจจะนึกว่าตัวเล็กแค่นี้ลูกคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าแค่กินนมแล้วนอน แต่
จริงๆแล้วเบบี๋ตัวน้อยของเรายังต้องการการดูแลเขาอย่างใกล้ชิดเช่นกันค่ะ ซึ่ง ดนตรี การเล่น
และสื่อสารพูดคุยกัน จะช่วยให้เขามีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและสมองอย่างแน่นอนค่ะ |
|
| |
| |
|

|
| |
เจ้าตัวเล็กแรกเกิด – 6 เดือน
เขาสนใจดนตรีแล้วหรือ?
ยืนยันได้จากผลงานวิจัยเลยค่ะว่า เด็กแรกเกิดมีความสามารถด้านดนตรีแล้วนะคะ เพราะดนตรี
มีส่วนสัมพันธ์กับการคิดแบบมีมิติสัมพันธ์ และการคิดวิเคราะห์ตามเหตุผล แปลว่าถ้าฟังดนตรี
ตั้งแต่เด็ก ก็จะทำให้ลูกมีพื้นฐานที่ดีสำหรับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาตร์และภาษา
ตั้งแต่เด็กด้วยค่ะ |
|
ชวนลูกมาฟังดนตรีคลาสสิกกันดีกว่า
ว่ากันว่าดนตรีคลาสสิกไม่ใช่แค่ฟังแล้วเพราะเท่านั้น แต่ดนตรีคลาสสิก
ยังมีส่วนช่วยในเรื่องพัฒนาการทางสมองของเด็กให้เจริญเติบโตได้เป็น
อย่างดีด้วยนะคะ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ ไม่ว่าจะเป็นจังหวะ ท่วงทำนอง
และความกลมกลืนกันของเสียงดนตรี ทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นเซลล์
ประสาทของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงอายุแรกเกิด – 3 ปี ให้แตกแขนง
ออกไปได้มากมาย ทำให้เป็นเด็กฉลาด และความจำดีด้วยค่ะ
|
 |
|
มีงานวิจัยพบว่า ความไพเราะของดนตรีคลาสิกจะช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมสติปัญญา ความ
สนใจความจำของเด็กได้ ซึ่งสมองส่วนนี้จะอยู่ในสมองส่วนที่เรียกว่านีโอคอร์เท็กซ์ และการสร้าง
อารมณ์สุนทรีย์จากดนตรีจะทำให้เด็กๆ ได้ใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วนไปพร้อมกันนะคะ
อีกหนึ่งผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ที่ทดลองใช้ดนตรีเพื่อทดสอบความจำของ
เด็กอายุ 3 เดือนเป็นเวลากว่า 7 วัน ค้นพบว่า เด็กๆ สามารถจดจำสิ่งที่กำหนดให้จำได้ง่ายขึ้น
ยิ่งถ้าเราเปิดเพลงเดิมๆ ให้ฟัง เขาจะจำได้ง่ายและเรียนรู้ได้ดีด้วยค่ะ ส่วนแม่ที่ร้องเพลงให้ลูกฟัง
ตั้งแต่อุ้มท้อง หลังจากคลอดแล้วลองร้องเพลงเดิมให้เขาฟังอีกนะคะ แล้วลองสังเกตว่าเมื่อไหร่
ที่ร้องเพลงเดิมๆ ลูกจะทำท่าทางจำได้ขึ้นมา เขาอาจส่งสัญญาณระหว่างดูดนมแม่ให้เร็วและถี่ขึ้น
หรือไม่ก็อาจจะหยุดดูดนมแม่สักระยะเหมือนกับว่ากำลังตั้งใจฟังเสียงเพลงเดิมที่แม่กำลังร้อง
ให้ฟังอยู่ค่ะ
|
|
เด็กแรกเกิด VS. ดนตรี
เกี่ยวอะไรกันไหม? |
 |
ผศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทสาขา
ประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าให้ฟังนะคะว่า ทำไมดนตรีถึงมีอิทธิพลกับ
สมองของเด็กได้ อาจารย์นวลจันทร์บอกว่าพัฒนาการแรกที่เกิดขึ้น
กับเด็กแรกเกิดตั้งแต่อยู่ในท้องก็คือการได้ยินนั่นเอง เพราะการได้ยิน
เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ง่ายกว่าการรับรู้ด้านอื่นๆ มาก อย่างการมองเห็น
จะเกิดขึ้นทีหลัง เพราะสมองของเด็กในวัยนี้ยังว่างเปล่าอยู่ค่ะ |
เซลล์ประสาทยังเชื่อมต่อกันได้ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แต่เสียงดนตรีที่ผ่านเข้าสู่เซลล์ประสาท
บริเวณกกหูด้านซ้าย กลับช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองในส่วนต่างๆ ให้เชื่อมต่อเข้าถึงกัน
ได้ดี ทำให้เด็กๆ มีการสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์และประมวลผลการรับรู้ได้อย่างดีเลยค่ะ
|
|
|
เสียงดนตรี
ช่วยพัฒนาการของลูกได้นะ
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อล่ะค่ะว่า แค่ฟังเสียงดนตรี ก็เป็นหนึ่งในการพัฒนาเซลล์สมองแล้ว และเสียง
ดนตรียังทำให้สมองซีกซ้ายและขวาทำงานไปพร้อมๆ กันด้วยนะคะ นั่นก็คือสมองซีกขวารับรู้ได้
ถึงความไพเราะความรู้สึกผ่อนคลาย ส่วนสมองซีกซ้ายก็จะรับรู้ตัวโน้ตและจังหวะ เปรียบเทียบ
แล้วก็เหมือนกับการอ่านหนังสือนั่นล่ะค่ะ การอ่านหนังสือที่ดีก็จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษา
และการใช้เหตุผลนั่นเองเพราะฉะนั้นแล้วเสียงดนตรีถึงกลายเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดและง่ายที่สุด
สำหรับคุณแม่ในการพัฒนาสติปัญญา (ไอคิว) และอารมณ์ (อีคิว) ของลูกเราให้ไปพร้อมๆ กัน
ได้ และการฟังเสียงดนตรียังช่วยกระตุ้นให้มีการสื่อสารข้อมูลของสมองส่วนต่างๆ ทำงานได้
อย่างเชื่อมโยงและราบรื่นยิ่งขึ้นด้วยนะคะ
ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันสิคะว่า แต่ละช่วงอายุของลูก จะมีพัฒนาการที่เกิดจากเสียงดนตรีได้
อย่างบ้าง
อายุ 2-3 เดือน
- ลูกจะเริ่มมองหาที่มาของเสียงที่ได้ยินและมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับเสียงที่ได้ยินนั้น
- เจ้าตัวเล็กจะเริ่มแสดงความชอบใจ เวลาที่ได้ฟังเสียงดนตรีและเสียงเพลง เขาจะเริ่ม
ออกเสียงอืออาในลำคอตามไปด้วย
- เขาจะเริ่มแยกเสียงพูดออกจากเสียงอื่นๆ ในเวลาเดียวกันได้แล้ว
- รู้จักแยกเสียง 2 ระดับเสียง และชอบฟังเพลงช้าๆ เบาๆ นุ่มๆ
อายุ 4-5 เดือน
- ถ้าได้ยินเสียงดนตรีต่างๆ เมื่อไหร่ ลูกจะเริ่มแสดงอาการตอบสนองทันที
- เจ้าตัวเล็กจะเริ่มเข้าใจจังหวะมากขึ้น ทำให้ตอบสนองต่อจังหวะและทำนองต่างๆ ได้
- เวลาที่เขาได้ยินจังหวะที่ตัวเองชอบ ก็จะยิ้ม ขยับมือ ขยับเท้า และเริ่มส่งเสียงหัวเราะ
อายุ 6 เดือน
- เขาจะพยายามส่งเสียงเลียนแบบเพลงที่ได้ยิน เพราะเจ้าตัวเล็กในวัยนี้จะเริ่มมีพัฒนา
การของการออกเสียงเป็นพยางค์ได้บ้างแล้วค่ะ
- เวลาที่เขาได้ยินเสียงดนตรี จะแสดงอาการต่างๆ ออกมา อย่างเช่น ผงกหัว โน้มตัวลง
หรือไม่ก็จะส่งเสียงพึมพำตามเพลง
|
| Mozart Effect...คุณค่าของดนตรีกับสมองของเจ้าตัวเล็ก |
 |
มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับคำๆ นี้มาให้บอกกันค่ะ คือคนที่คิดค้น
คำว่า Mozart Effect ขึ้นมาก็คือดอน แคมป์เบล นักเขียนและนักแต่ง
เพลง เขาให้คำหมายของคำนี้เอาไว้ว่า “คืออิทธิพลของเสียง สีสันและ
จังหวะของดนตรี ไม่ว่าจะเป็นโมสาร์ต เพลงสวดในโบสถ์ แจ๊ส นิวเอจ
ละติน ป๊อป หรือแม้แต่ร็อคทุกเสียงเพลงมีผลต่อร่างกาย จิตใจและ
ความคิดของมนุษย์ทั้งนั้น” |
แต่อาจจะเป็นเพราะความหมายของคำคำนี้อาจจะกว้างไปสักหน่อยนะคะ เลยทำให้มีนัก
วิทยาศาตร์กลุ่มหนึ่งสงสัยต่อว่า ดนตรีจะมีผลกับสติปัญญาของคนเราซึ่งเป็นการทำงานของ
สมองได้จริงรึเปล่า เช่น Dr.Gordon Shaw นักฟิสิกส์ที่สนใจเรื่องการนำไฟฟ้าของเซลล์สมอง
เขาก็เลยหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาศึกษาและค้นพบว่าคลื่นเสียงของดนตรีบางชนิด มีผลต่อการนำ
สัญญาณไฟฟ้าของสมองจริงๆ ค่ะ หลังจากนั้นเขาก็เลยร่วมกับ Dr.Frances Rauscher ที่เป็น
นักจิตวิทยา ช่วยกันศึกษาว่าดนตีมีผลต่อการทำงานที่ซับซ้อนของสมองคนเราแค่ไหน แล้วเขา
ก็เลือกใช้เพลงเปียโน โซนาต้า หมายเลข เค.448 ของอะมาดิอุส วูลฟ์กัง โมสาร์ตมาเป็น
เครื่องมือชิ้นสำคัญในการทดสอบวัดความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ (SpatialTemporal) ด้วย
เหตุผลที่ว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่มีความสดใส ร่าเริง มีความซับซ้อนของดนตรีที่พอเหมาะกันดี
และโครงสร้างทุกอย่างของเพลงนี้ก็ลงตัวมากด้วยค่ะ แล้วเขาก็ให้เด็กๆ ลองฟังเพลงนี้เป็นเวลา
10 นาที ปรากฎว่าคะแนนด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กๆ ที่เข้ารับการทดลองมีคะแนนสูงขึ้น ถึงแม้จะ
เป็นการเพิ่มขึ้นแค่ชั่วคราวก็เถอะนะคะ แต่ผลการวิจัยครั้งนี้ก็ทำให้ใครต่อใครรับรู้แล้วว่าดนตรี
คลาสสิกมีคุณค่าต่อการพัฒนาสมองมากแค่ไหน รู้แล้วอย่าอยู่เฉยนะคะ ว่างๆ ก็เปิดเพลง
คลาสสิกให้ลูกฟังได้เลยค่ะ
|
|
ดนตรีกับเซลล์กระจกเงา
ก็ในเมื่อดนตรีทำให้เกิดสิ่งดีๆ ตามมามากมาย แค่นั่งฟังเฉยๆ ยังได้ความสุขอย่างประหลาด
จากความเพราะของเพลง หรือถ้าคิดตามอีกหน่อยก็ได้ทั้งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ด้วยค่ะ ทีนี้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเขาเลยพยายามค้นคว้าให้ลึกลงไปอีกว่า ดนตรีทำให้เกิด
ประโยชน์อะไรมากกว่านั้นอีกไหม ซึ่งเขาก็ได้พบว่า เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) ที่อยู่ใน
สมองของคนเรา ซึ่งเซลล์นี้จะทำหน้าที่ลอกเลียนแบบสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เราพบเห็นและซึมซับ
เข้าไปเป็นอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมของคนเรา ถ้าเราเจอแต่สิ่งที่ดีๆ สมองก็จะแปร
เปลี่ยนเป็นสิ่งดีๆ แต่ถ้าเราเจออะไรแย่ๆมานะคะ ผลที่ได้ก็จะตรงกันข้ามเลย เพราะฉะนั้นการที่
เราได้ฟังดนตรีเพราะๆ ดีๆ ก็จะทำใหเซลล์กระจกเงาซึมซับแต่สิ่งดีๆ เก็บเอาไว้ ทำให้เรารู้สึกดี
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงนั้น และทำให้เราทำแต่สิ่งดีๆ และตามมาด้วยความคิดที่ดีๆ ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นคุณแม่อย่างเราอยากให้ลูกเป็นเด็กดีก็ต้องทำให้เซลล์กระจกเงาของเรากับลูก ซึมซับแต่ความอ่อนโยน มีสุนทรียภาพและจินตนาการที่ดีด้วยการเลือกฟังแต่เพลงเพราะๆ
เมโลดี้สวยๆ เป็นเพลงที่ฟังกี่ครั้งก็ละเมียดละไม และมีความหมายดีๆ ด้วยค่ะ
|
|
เติมอารมณ์สุนทรีย์ให้ลูกได้ด้วยเสียงดนตรี
เริ่มต้นง่ายๆ จาก...
1. ร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกฟัง
จะเป็นคุณแม่อย่างเราร้องให้ฟังเอง หรือจะให้พี่เลี้ยงร้องให้ฟังก็ได้ หรืออาจจะเปิดเพลง
กล่อมเด็กที่มีแต่เสียงร้อง ไม่ต้องมีดนตรีประกอบ หรือคุณแม่อยากเก๋หน่อยอาจหา
เพลงเพราะๆที่ไม่ใช่ เพลงกล่อมเด็กมาร้องให้เจ้าตัวเล็กฟังก็ได้เหมือนกันนะคะ แต่ขอ
ให้เป็นเสียงของเราร้องออกมาจากใจ เป็นการร้องด้วยความรักและความสุข เจ้าตัวเล็ก
ของเราก็จะรู้สึกและรับรู้ได้ด้วยค่ะ
2. เลือกเปิดแต่เพลงดีๆ ให้เขาฟัง
ถ้าพ่อแม่ที่ร้องเพลงหรือเล่นดนตรีให้ลูกฟังด้วยตัวเอง ก็จะทำให้พ่อแม่ลูกมีกิจกรรม
ที่อบอุ่นทำ ด้วยกันตั้งแต่เด็กเลยนะคะ ทำให้ลูกคุ้นเคยกับพ่อแม่ เวลาเขาฟังเสียง
เขาก็จะฟังอย่างตั้งใจด้วยและยังทำให้เกิดการเรียนรู้เสียงที่คุ้นเคยได้เร็วกว่าเสียงที่
แปลกแตกต่างออกไปค่ะ
3. ให้เล่นเครื่องดนตรี + เปิดเพลงช้าๆ นุ่มนวล
เลือกของเล่นที่เป็นเครื่องดนตรีให้ลูกเล่น หรือเวลาที่รู้สึกว่าเขาเริ่มหงุดหงิด ส่งเสียง
ร้องไห้งอแง เมื่อไหร่ ลองเปิดเพลงจังหวะช้าๆ นุ่มๆ ให้เขาฟังดูนะคะ เพลงจังหวะช้าๆ
จะทำให้เขารู้สึกเหมือน กับว่าเรากำลังปลอบโยนให้เขาผ่อนคลายค่ะ รู้แล้วอย่าลืมให้
เขาฟังเพลงบ่อยๆ นะคะ
หาเพลงเหมาะๆ ให้เข้ากับวัยของเจ้าตัวเล็ก
ยอดคุณแม่อย่างเรา มาดูกันสิคะว่า จะเลือกเพลงแบบไหนให้ลูกแต่ละช่วงอายุของเราฟังดี
|
|
| อายุ |
เพลงที่เหมาะ |
| 2-3 เดือน |
อายุขนาดนี้ลูกจะชอบฟังเพลงที่มีจังหวะช้าๆ เบาๆ ทำนองนุ่มนวลเข้าไว้ค่ะ
ถ้าคุณพ่อคุณแม่เปิดเพลงแบบนี้ให้ลูกฟังบ่อยๆ เขาจะนอนหลับสบายขึ้นด้วยค่ะ |
| 4-5 เดือน |
เจ้าตัวเล็กของเราจะเริ่มเข้าใจจังหวะมากขึ้น เวลาที่เขาได้ยินเสียงก็จะเริ่ม
ขยับตัวไปมา ถ้าได้ฟังเพลงที่คึกคักหน่อยล่ะก็ เขาจะยิ่งชอบและอาจจะยิ้ม
และตบมือไปพร้อมกับเพลงด้วยนะคะ |
| 6 เดือน |
ลูกจะเริ่มมีพัฒนาการในการออกเสียงได้สั้นๆ เป็นพยางค์แล้วค่ะ เวลาเปิด
เพลงให้ฟังเขาก็จะพยายามส่งเสียงเลียนแบบเพลงที่ได้ยิน เราควรหาเพลง
ที่เป็นเนื้อร้องสั้นๆ ง่ายๆ มาเปิดให้เขาฟัง เขาจะได้หัดเลียนเสียงตามไปด้วย
ไงคะ |
|
ดนตรี : กิจกรรมสนุก
ช่วยพัฒนาการให้เจ้าตัวเล็กแรกเกิด – 6 เดือน
|
 |
|
| |
|
|
|
|
| |
|

|
| |
|
เจ้าตัวเล็กอายุไม่กี่เดือนของคุณแม่อย่างเราออกจากบอบบาง
ขนาดนี้เราอาจเป็นห่วงว่า เอ๊ะ! จะเล่นกับลูกเราได้แล้วจริงๆ หรือ
เพราะลูกเราคงยังทำอะไรได้ไม่มากนักหรอกนะคะอย่างมากก็
แค่กินนมหาวนอน เพราะจริงๆ แล้วเจ้าตัวเล็ก 2 เดือนแรกหลัง
คลอดเวลาส่วนใหญ่ 50-75% ก็คงทำได้แค่นอน แต่ลูกก็มีช่วง
ตื่นตัวและพร้อมจะเรียนรู้แล้วนะคะ โดยเฉพาะช่วง 5-10 นาที
ก่อนหรือหลังเวลาให้นมนั่นล่ะค่ะ
|
 |
|
อายุน้อยๆ ไม่เกิน 6 เดือนแบบนี้ ตาจะเป็นส่วนที่พัฒนาได้ช้าที่สุด ลูกจะมองเห็นได้แค่ใกล้ๆ
ไม่เกิน 10-13 นิ้วเท่านั้นเอง สีต่างๆ ก็ยังเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่มีงานวิจัยของ Dr.Robert
Fantz จากมหาวิทยาลัย Cleveland รัฐโอไฮโอ พบว่า เด็กแรกเกิดจะเลือกมองรูปภาพที่เป็น
เรขาคณิต และจะมองเฉพาะสีดำ-ขาว มากกว่าสีอื่นๆ เพราะเป็นสองสีที่มีความเข้มของสีแตกต่าง
กันที่สุด ก็เลยทำให้เด็กแรกเกิดสนใจเป็นพิเศษและนั่นก็ทำให้เด็กกระตือรื้อร้นอยากเรียนรู้สิ่ง
ต่างๆที่อยู่รอบตัวมากขึ้นด้วยค่ะ
จริงๆ แล้ว พ่อแม่อย่างเราสามารถเล่นกับเจ้าตัวเล็กได้ตั้งแต่เกิดแล้วนะคะ ลองสังเกตเวลา
ที่ลูกตื่นหรือหลับ ถ้าดูๆ แล้วท่าทางวันนั้นเจ้าตัวเล็กของเราจะอารมณ์ดี ท่าทางกระตือรือร้น
เป็นพิเศษ ก็ถือว่าเล่นกับลูกได้ค่ะ อาจจะเล่นกับลูกวันละ 5-10 นาที ก่อนหรือหลังให้นมช่วงเช้า
กลางวัน และเย็น เป็นระยะเพราะเวลานี้เจ้าตัวเล็กจะรู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษและตื่นตัวต่อการ
เรียนรู้มากที่สุด
|
|
|
เล่นอะไรกับเจ้าตัวเล็กได้บ้าง
1. เล่นเพื่อกระตุ้นการมองเห็น : แค่อุ้มเจ้าตัวเล็กแล้วชี้ชวนให้มองดูสิ่งต่างๆ รอบตัว ช่วง
อายุ 2-3 เดือนแรกอาจหลอกล่อลูกให้มองโมบายสีดำขาวก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนให้เขา
มองโบมายสีสดๆตอนโตกว่านี้เล็กน้อย ว่างๆ ก็เล่นง่ายๆ กับลูกอย่าง โผล่หน้าจ๊ะเอ๋กับลูก
ทำสีหน้าต่างๆเวลาคุยกับ เจ้าตัวเล็ก สบตาและยิ้มสดใสกับลูกบ่อยๆ นะคะ จะได้กระตุ้น
ให้เขามองได้มากขึ้น
2. เล่นเพื่อกระตุ้นการได้ยิน : คุณแม่อย่างเราลองหันหน้าเขาหาลูกแล้วคุยกับเขาดูนะคะ
อาจหยอก ล้อด้วยการทำเสียงสูงๆ ต่ำๆ กับลูกทุกวันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ระหว่างนั้นก็
เขย่าของเล่นหรือบีบของเล่นให้มีเสียง เด็กจะได้หันมาฟัง และจะได้รู้จักแยกแยะเสียง
ต่างๆได้ดีถ้าคุณแม่เสียงดีหน่อยจะร้องเพลงกล่อมเด็กจังหวะนุ่มๆ หรือเปิดเพลงคลาสสิก
ให้เขาฟังก็ได้นะคะ
3. เล่นเพื่อกระตุ้นการได้กลิ่น : แค่อุ้มเจ้าตัวเล็กให้ชิดตัวเราเข้าไว้ ให้ลูกรับรู้กลิ่นที่คุ้นเคย
ของ พ่อแม่ และเขาก็จะค่อยๆ แยกแยะกลิ่นอื่นที่แตกต่างกันออกไปได้ หรือให้เด็กรู้จัก
กลิ่นน้ำนมระหว่างที่ดูดนมแม่ไปด้วย เขาจะได้รู้สึกอุ่นใจขึ้น
4. เล่นเพื่อกระตุ้นการสัมผัส : หาของเล่นนุ่มๆ ชิ้นไม่ต้องใหญ่มากมาให้เขากอดเล่น แล้ว
ก็ลูบ สัมผัสตัวเจ้าตัวเล็กอย่างนุ่มนวล หอมแก้มจุ๊บๆ เบาๆ อุ้มหรือกอดให้เขาได้ยินเสียง
หัวใจพ่อแม่เต้นด้วย เขาจะได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักและมีคุณค่านะคะ
5. เล่นเพื่อกระตุ้นการรู้รส : ระหว่างให้นมลูก เขาก็จะรับรู้รสชาติของน้ำนมแล้ว หลังจาก
นั้นก็ค่อยๆแยกแยะรสชาติอื่นที่แตกต่างไปหลังจากนั้นได้ค่ะ
6. เล่นเพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหว : ให้เขาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ อาจจะชวนให้
เขาคว้าโมบายที่อยู่ข้างบน หรือทำให้ลูกเตะถีบขาตอนนอนหงายวันละ 5 นาทีทุกวัน
เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรให้เขาใส่ถุงเท้าหรือถุงมือนานเกินไป เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อมือ
และเท้าเคลื่อนไหวได้ไม่อิสระและเต็มที่ค่ะ
Do you know?
เล่นกับเขาบ่อยๆ นะคะ เดี๋ยวเขาก็จะสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ที่ได้จากการเล่นกับพ่อแม่มา
เป็นคนเล่นเอง อย่างรู้จักสำรวจร่างกายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนิ้วมือ นิ้วเท้า ปาก เริ่มทำเสียงแปลกๆ
ทำเสียงในลำคอ แล้วก็เริ่มเล่นของอื่นๆ ที่อยู่รอบตัว เริ่มคว้าของที่อยู่ใกล้มือมาเล่น แต่สุดท้าย
ก็แล้วแต่ความสามารถที่แตกต่างกันตามวุฒิภาวะของเด็กแต่ละคนด้วยค่ะ
เย้!!! ได้เวลาเล่นกับลูกแล้ว
ส่วนใหญ่เด็กแรกเกิด – 6 เดือนแบบนี้ จะเล่นกับตัวเองซะมากกว่า อาจจะชอบทำอะไรซ้ำๆ
ไปเรื่อยๆ เพราะเขากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองอยู่ บางทีก็อาจเคลื่อนไหวผิดๆ ถูกๆ ไปบ้าง
เพราะกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของเจ้าตัวเล็กยังประสานกันไม่เต็มที่นักนั่นเองค่ะ
|
|
|

|
| |
|
|
|
|
| |
|

|
|
เล็กๆ แบบนี้ คุยกับลูกได้แล้วหรือ?
ถึงเขาจะเพิ่งเกิดได้ไม่นาน สงเสียงให้เราได้ยินก็แค่อ้อแอ้ ร้องไห้งอแง แล้วก็ทำตาปริบๆ ใส่
เท่านั้นแต่เชื่อไหมคะคุณแม่ ว่านักวิทยาศาตร์ค้นพบมาแล้วว่า พัฒนาการทางภาษาเนี่ยช่วย
ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเจ้าตัวเล็กได้อย่างดีเลยนะคะ เพราะเขาเชื่อว่าภาษาจะช่วย
สร้างความสามารถในการคิดการแก้ปัญหา และช่วยให้เขาแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก
ได้ดีขึ้นอีกต่างหากค่ะ
ยอดคุณแม่คะ ถ้าจะให้ดีเราก็ควรให้เจ้าตัวเล็กอยู่ในที่ที่มีเสียงต่างๆ มากมาย มีจังหวะ ทำนอง
เสียงคนคุยกัน ถึงเขาจะได้แค่ฟังอย่างเดียวก็เถอะค่ะ แต่พัฒนาการทางสมองของเขาจะพัฒนา
ได้ซับซ้อนขึ้นซึ่งก็จะช่วยให้เขาพูดคุยเข้าใจภาษาได้เร็วขึ้น ที่สำคัญนะคะ ช่วงขวบปีแรกแบบนี้
เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ยอดคุณแม่จะต้องสร้างรากฐานที่ดีที่สุดให้กับเขาค่ะ เขาจะได้มีพัฒนาการ
ทางภาษาได้รวดเร็วในอนาคตไงล่ะคะ
|
|
คุณแม่จ๋า...
คุยกับหนูบ่อยๆ หนูจะได้ฉลาดขึ้น
|
|
|
ทารกน้อยของเราในวัยแบเบาะแบบนี้ ถึงเขาจะยังพูดกับเราไม่ได้นะคะ
แต่เขาก็รับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวและตอบสนองได้แล้วค่ะ และจริงๆ ถ้า
สังเกตกันดีๆ แล้ว ภาษาน่ารักของเขา อย่างเสียงร้องและภาษาท่าทาง
ที่เขาแสดงออก ก็พยายามจะส่งสัญญาณบอกเราให้เข้าใจความรู้สึก
ของเขาอยู่แล้วนะคะเพียงแต่เราจะเข้าใจหรือเปล่าเท่านั้นเองค่ะ ที่เป็น
แบบนี้ก็เพราะ จริงๆ แล้วเจ้าตัวเล็กวัยทารกแบบนี้เขาเริ่มตอบสนอง
เสียงอัตโนมัติมาตั้งแตอยู่ในท้องเราได้ 7 เดือนแล้วค่ะ ตอนนั้นเส้นใย
ประสาทและระบบประสาทต่างๆ ก็เติบโตและพัฒนาขึ้นตามมาเป็นระยะ
เช่นกัน เรียกว่าพอคลอดเขาออกมาปุ๊ประบบต่างๆของเขาก็ทำงานได้
ทันทีเลยค่ะ ไม่ต้องมารอเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีก เพราะฉะนั้นถ้าเราคุย
กับลูกบ่อยๆก็เท่ากับช่วยกระตุ้นเจ้าตัวเล็กให้เรียนรู้และเพิ่มพัฒนาการ
ทางภาษาให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยค่ะ
|
 |
|
Betty และ Todd R.Risley นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคนซัส ได้ทำการวิจัยกับเด็กๆ จาก
42 ครอบครัวที่พ่อแม่มีเวลาคุยกับลูกอย่างอบอุ่นตั้งแต่เด็กแบเบาะ พอเขาโตขึ้น จะมีพัฒนาการ
ด้านสติปัญญาที่ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ค่อยได้คุยกับลูกมากนัก
หรือมีการศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจเหมือนกันค่ะ พบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่คุย
ด้วยอย่างสม่ำเสมอ พอเขาโตขึ้นจะกลายเป็นเด็กที่พูดได้เร็ว เขียนและอ่านหนังสือได้ดี และเด็ก
ที่มีทักษะด้านการสื่อสารที่ดีก็จะเรียนหนังสือได้ดีตามมา สามารถคิดแก้ปัญหาได้มากกว่ากลุ่ม
ที่พ่อแม่คุยกับเขาน้อยค่ะ
|
|
|
Do you know?
ยอดคุณแม่รู้ไหมคะว่า เด็กๆ มีโอกาสรับรู้จำนวนเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ถึง 13 ล้านคำ แต่ถ้า
ครอบครัวไหนที่ไม่ได้คุยกับลูก เด็กจะรับรู้เสียงได้น้อยกว่ากลุ่มแรกประมาณ 8 ล้านคำหรือ
น้อยกว่าตั้ง 62% แน่ะค่ะ
เริ่มต้นคุยอะไรกับเจ้าตัวเล็กได้บ้าง?
ถ้ายังนึกไม่ออกนะคะว่า เราจะคุยอะไรกับลูกได้บ้าง ขอแนะนำเลยค่ะว่า อย่างเสียงร้องเพลง
กล่อมลูกเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะเวลาหยอกล้อกับลูก จะช่วยกระตุ้นความสามารถในการ
สื่อสารของเขา เป็นการเตรียมพร้อมสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาภาษาได้เป็น
อย่างดีเลยค่ะ มีนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ศึกษามาว่า เวลาที่เราเล่นกับลูกแม่
อย่างเราจะยื่นหน้าเขาไปใกล้ๆ กับลูกแล้วคุยกับเขาสั้นๆ ด้วยท่าทาง น้ำเสียง หรือสำเนียงที่
น่าสนใจ นั่นล่ะค่ะเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าตัวเล็กของเราหัวใจเต็นเร็วขึ้น ซึ่งก็แปลว่าสมองของลูก
ก็จะสร้างเส้นใยประสาทเพื่อตอบสนองกับการสื่อสารนั้นด้วยค่ะ
คุยบ่อยๆ ลูกจะได้มีพัฒนาการทางภาษาที่ดีตามมา
เวลาคุยกับเจ้าตัวเล็ก อย่าลืมมองหน้าลูกแล้วก็สบตากับลูกไปด้วยนะคะ จะได้เป็นการสอน
ท่าทางและการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า ให้ลูกจดจำจังหวะการพูด และเขาจะได้เข้าใจภาษา
ได้เร็วขึ้นด้วย แต่ต้องเริ่มต้นด้วยคำพูดสั้นๆ ง่ายๆ แค่พยางค์เดียวก่อน อย่าง แมว ปลา นก
ถ้าเป็นไปได้จะชี้ชวนให้เขาดูประกอบไปด้วยก็ได้นะคะ และนอกจากคำพูดที่ฟังง่ายๆ มีระดับ
เสียงสูงต่ำ เป็นจังหวะคล้ายกับเสียงดนตรี จะช่วยทำให้ลูกสนใจเสียงนั้นได้ดีกว่าเสียงที่พูด
เรียบๆ ค่ะ
มาคุยกับลูกทุกวันกันเถอะค่ะ
ถ้าอยากให้เจ้าตัวเล็กพูดเร็วขึ้น สื่อสารกับเขารู้เรื่องได้เร็วขึ้น แม่อย่างเราก็ต้องหาวิธีคุยกับ
ลูกบ่อยๆนะคะ ด้วย 7 กิจกรรมน่ารักน่าคุยที่เราขอแนะนำค่ะ
1. ได้ยินไหมเอ่ย (แรกเกิด – 3 เดือน)
เริ่มจาก : หาของเล่นที่มีเสียงเขย่าให้ลูกฟัง แล้วสังเกตดูสิว่าเจ้าตัวเล็กหันมามองหรือ
เปล่า ถ้าหันมาตามเสียง สบายใจได้เลยค่ะว่าลูกเรามีพัฒนาการการได้ยินปกติดี
ดีอย่างไร : เด็กแรกเกิดจะมีระบบการได้ยินที่ดีมากนะคะ เหมือนๆ กับการสัมผัสด้าน
อื่นๆ เพราะฉะนั้นประสบการณ์จะเป็นตัวกระตุ้นให้เขาแยกแยะเสียงที่แตกต่างกันได้
อย่าง เสียงดังกับ เงียบ เสียงสูงเสียงต่ำ หรือเวลาเราทำเสียงเล็กๆ คุยกับลูก ลูกมักจะ
สนใจมากกว่าทำเสียงเรียบๆโดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนแรก เจ้าตัวเล็กจะหาต้นกำเนิด
เสียงได้ทำให้เขาเริ่มจับเสียงต่างๆที่อยู่ รอบตัว อย่างเสียงคนคุยกัน สำเนียงภาษาต่างๆ
ก็แปลว่าเขาจะเรียนรู้ได้หลายภาษาถ้าได้ยิน ทุกวัน
2. ร้องเพลงกล่อมลูก (แรกเกิด – 6 เดือน)
เริ่มจาก : ก่อนอุ้มเจ้าตัวน้อยไปนอน ให้คุณแม่อย่างเรานี่แหละค่ะเป็นนักร้องเสียงท้อง
ร้องเพลงกล่อมนอนให้ลูกฟัง
ดีอย่างไร : มีงานวิจัยมาแล้วนะคะว่า เพลงกล่อมนอนฝีมือคุณแม่ และเสียงที่พ่อแม่
คุยกับเขาอย่างอ่อนโยน หรือแม้แต่เสียงหัวเราะฮิฮะหยอกเย้ากันระหว่างพ่อแม่ลูก
จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษา เป็นการเตียมความ
พร้อมให้เจ้าตัวเล็กในเรื่อง การพูด การใช้ภาษา และช่วยพัฒนาการด้านสังคมและ
อารมณ์ให้ลูกด้วยค่ะ
3. ลูกจ๊ะ...ลูกจ๋า (แรกเกิด – 6 เดือน)
เริ่มจาก : คุยกับลูกบ่อยๆ นะคะ อย่าง เรียกชื่อลูก สัมผัสเบาๆ ที่ตัวลูกระหว่างคุยกัน
และแสดง ท่าทางประกอบคำพูด เช่น “อาบน้ำ...อุ๊ย...หนาวจัง” “นมนี่..ร้อนๆ”
ดีอย่างไร : จะเป็นการช่วยให้เจ้าตัวเล็กของเรามีพัฒนาการทางภาษาไปพร้อมๆ กับ
การได้ยิน เสียง เด็กๆ จะค่อยๆ จำคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เขาได้ยินและจากที่เขาได้เห็นทุกวัน
วิธีนี้ยังช่วยเสริม พัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์ให้เขาด้วยนะคะ
4. ส่งเสียงทักทาย (3-6 เดือน)
เริ่มจาก : เวลาเราส่งเสียงทักทายเจ้าตัวเล็กของเรา อย่าง “จ๊ะเอ๋” “สวัสดีจ๊ะ...ลูก”
ฯลฯ ก็อย่าลืมทำหน้าตา ทำปากล้อเลียน เช่น ทำปากจู่ อ้าปากหาว แลบลิ้นไปด้วย
ดีอย่างไร : วิธีนี้จะทำให้เจ้าตัวเล็กส่งเสียงอ้อแอ้เลียนแบบเราได้ ช่วยพัฒนาด้าน
ภาษาของลูกเขาจะได้เริ่มขยับปาก ทำหน้าตาเหมือนเรา และยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการ
ด้านความคิดและสติปัญญาของลูกไปด้วยในตัว
5. เล่นเรียกชื่อ (3-6 เดือน)
เริ่มจาก : จับลูกนั่งเล่นที่นั่ง แล้วเราก็จับส่วนต่างๆ ของลูก แล้วเรียกชื่อไปด้วย อย่าง
“นี่จมูกของชมพู่” “นี่แก้มก็น้องโอ้ต” แล้วทำแบบนี้ซ้ำๆ กันเรื่อยๆ
ดีอย่างไร : เจ้าตัวเล็กจะได้รู้ว่าตัวเองชื่ออะไร และเริ่มรู้ว่าส่วนต่างๆ ของร่างกายเขา
เรียกว่า อะไรกันแน่ เป็นการช่วยพัฒนาการด้านภาษา ความคิดและสติปัญญาของลูก
ด้วยค่ะ
6. นี่คือ “หนังสือ”จ๊ะ (3-6 เดือน)
เริ่มจาก : สอนลูกให้รู้จักคำว่า “หนังสือ” อย่างเช่น ก่อนนอนก็อ่านหนังสือให้ลูกฟัง
แล้วให้เขา ลองแตะ สัมผัส จับหนังสือพลิกไปมา เขาจะได้คุ้นเคยกับหนังสือมากขึ้น
ดีอย่างไร : ถ้าแม่อย่างเราสอนให้รู้จักหนังสือตั้งแต่เด็ก แค่หยิบหนังสือพลิกไปมา
หรือถ้าเจ้าตัวเล็กถึงกับกัดเคี้ยวหนังสือ โยนทิ้ง หรือเอาหนังสือไปนอนกอดด้วย ก็
ปล่อยให้เขาทำไปเลย นะคะ จะได้ช่วยให้เขาคุ้นเคยกับหนังสือมากขึ้น และจะทำให้
ลูกกลายเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือตอนโตด้วยค่ะ
7. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง (3-6 เดือน)
เริ่มจาก : หาหนังสือที่เป็นนิทานหรือมีคำคล้องจองให้ลูกฟังวันที่ลูกดูอารมณ์สดใส
ร่าเริง สบายๆ หรือจะตอนอาบน้ำ (หนังสือลอยน้ำ) ไม่ก็ก่อนนอนก็ได้ค่ะ
ดีอย่างไร : จริงๆ แล้วการอ่านออกเสียงมีความสำคัญพอๆ กับที่พ่อแม่อย่างเราคุย
กับลูกได้เลย นะคะ เพราะการอ่านจะมีโครงสร้างของรูปประโยคต่างๆ ที่เราใช้ในการ
สื่อสารอยู่แล้วซึ่งก็จะช่วย ให้ลูกรู้จักสังเกตและเรียนรู้การใช้ภาษาที่ถูกต้องค่ะเวลาแวะ
ไปร้านหนังสือยอดคุณแม่ก็อย่า ลืมซื้อหนังสือประเภทโคลง กลอน คำสัมผัส หนังสือ
ที่มี รูปภาพสีสันสดใส ติดมือกลับบ้านมาบ้างนะคะ ว่างๆ จะได้หยิบอ่านให้เจ้าตัวเล็กฟัง
เพราะหนังสือที่ว่าจะทำให้เจ้าตัวเล็กสนใจฟังได้ มาก แล้วเจ้าตัวเล็กของเราก็จะได้มี
พัฒนาการด้านภาษาสังคมและอารมณ์ความคิดและ สติปัญญาที่ดีตามานั่นเองล่ะค่ะ
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
|