ฉลาดเรียนรู้

เลือกของเล่น เพื่อพัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้าน

  • ลูกบอลนุ่มๆ เอาไว้ให้ลูกกลิ้งและเอื้อมมือไปจับ แต่ต้องระวังวัสดุที่ใช้ทำลูกบอล อาจทำให้ลูกเกิดอาการแพ้ฝุ่นได้  - ของเล่นแบบนี้จะช่วยฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือ การกะระยะในการโอนทิศทาง ไปมาตามที่ต้องการ

  • ตุ๊กตาสปริง/ ตุ๊กตาล้มลุก/ ตุ๊กตากอดนอน ช่วงขวบปีแรกของเจ้าตัวเล็ก หาของ เล่นที่มีเสียง ของเล่นนุ่มๆ น่ากอด ไม่มีกระดุมที่ลูกตาที่หลุดง่าย ไม่ใช่วัสดุที่ทำให้ เกิดภูมิแพ้ เวลาเล่นกับลูกก็แค่หยิบของเล่นที่ว่าให้เคลื่อนไหวไปมาหน้าลูก หรือเล่น หลายๆ รูปแบบแล้วพูดคุยให้เป็นเรื่องราว  - เป็นการ สร้างจินตนาการ ทำให้เขารู้จักคิดล่วงหน้า เกิดความคิดเชื่อมโยง และช่วยสร้าง พื้นฐานด้านอารมณ์ เช่น รู้สึกรัก และผูกพันกับสิ่งของได้

  • ของเล่นผิวขรุขระ  เลือกที่น้ำหนักเบาๆ ลูกจะได้หยิบจับ ขยำ กลิ้ง ขว้าง โยน และ หัดฝึกสังเกต รับรู้สัมผัส และเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมือได้ไปพร้อมกัน

  • กระจกเงาแผ่นหนา    ติดเอาไว้ที่ผนัง ลูกจะได้มองเห็นตัวเองและสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบ ตัวผ่านกระจกเงาได้ ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งแวดล้อมที่เห็นตรงหน้า เป็นการฝึกการใช้สายตากับกล้ามเนื้อเคลื่อนไหว ฝึกการรับรู้ตนเอง รู้จักส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้นด้วย  

  • รถไขลาน/ตุ๊กตาไขลาน ให้ลูกเล่นคลานตาม จะทำให้เขาเพลิดเพลิน เป็นการฝึก สัมผัสการใช้มือ และการเคลื่อนไหว ฝึกสายตาและความสนใจ

  • หนังสือภาพ ที่ทำด้วยผ้า พลาสติกหรือกระดาษก็ได้ แล้วให้ลูกดูรูปภาพ อาจให้ลูกเปิด หนังสือเล่น เป็นฝึกการมองภาพสีต่างๆและนี่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะการอ่าน ให้ลูกได้เป็นอย่างดีด้วย

  • ม้าโยกเยก   แค่นั่งอุ้มลูกเล่นโยกไปมา หรือประคองลูกให้นั่งบนม้าโยกเยกแกว่งช้าๆ ไปมาจะช่วยฝึกการเคลื่อนไหวในแนวขึ้นลง เขาจะได้รับรู้ระยะทาง และรู้สึกสนุกสนาน 

ฉลาดเคลื่อนไหว

ช่วยลูกน้อยยืนและเดินได้อย่างมั่นคง

       โดยปกติแล้ว เด็กจะเริ่มยืนและเกาะเดินประมาณเดือนที่ 10  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กด้วย เพราะบางคนยังเข้า 10 เดือนก็เกาะเดินแล้ว ขณะที่บางคนอาจเริ่มเดินเอาในช่วงท้ายของขวบปีแรก ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยการส่งเสริมจากคุณพ่อมือใหม่และคุณแม่มือใหม่ด้วยเช่นกัน หากอยากเห็นลูกยืนและเดินได้อย่างมั่นคงในเร็ววัน คุณพ่อคุณแม่ควร...

  • จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการหัดยืน-เดินอย่างปลอดภัย เช่น ให้ลูกสามารถเดินระยะสั้นสัก 2-3 ก้าว แล้วมีหลักให้เกาะ ซึ่งอาจเป็นเก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ล้มง่าย

  • จูงมือพาลูกเดินบ่อยๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อขาและการทรงตัวแข็งแรงขึ้น ไม่เซล้มได้ง่าย โดยแรกๆ อาจจะจูงลูกเดินด้วยสองมือ และเมื่อลูกเริ่มเดินได้ดีขึ้นค่อยจับจูงมือเดียว

  • พาลูกเปลี่ยนบรรยากาศในการหัดยืน เช่น เดินในสวนเขียวๆ ให้เท้าน้อยๆ ได้สัมผัสพื้นผิวที่แตกต่าง เพื่อให้ลูกเรียนรู้สัมผัสและวิธีการลงน้ำหนัก ก้าว เหยียบอย่างมั่นคง

       ทั้งนี้ ไม่ควรมองข้ามการดูแลเรื่องอาหารการกินให้ลูกได้รับอย่างครบถ้วน เพราะร่างกายที่เติบโตแข็งแรงคือพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการด้านต่างๆ

ฉลาดสื่อสาร

สอนหนูรู้จักคำเรียกญาติ

       พัฒนาการลูกน้อยวัยนี้จะเริ่มจะพูดเป็นคำได้บ้าง (แม้จะฟังไม่เป็นภาษาก็ตาม)  คุณแม่มือใหม่จึงสามารถสอนให้เขารู้จักคำต่างๆ ที่ใช้ในการเรียกแทนคนอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะศัพท์ในการเรียกญาติๆ ของเขาเอง

       วิธีการคือเวลาที่มีใครมาหาหรือมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน คุณแม่ก็บอกเขาว่าคนนี้เป็น “คุณตาผมขาว”  คนนี้เป็น “คุณยายใจดี” ของลูกนะคะ โดยใส่ลักษณะของญาติคนนั้นๆ ไปด้วย หรืออาจใช้อัลบั้มรูปที่มีภาพญาติพี่น้องที่เคยถ่ายร่วมกันไว้ ค่อยๆ นั่งเปิดให้เขาดูทีละรูป ชี้ให้หนูมองทีละคน พร้อมกับบอกว่าคนนี้คือใคร  คำเหล่านั้นที่ลูกได้ยิน พร้อมๆ กับภาพที่เห็น จะทำให้เขาเรียนรู้และเข้าใจได้ในที่สุดว่า รูปร่างหน้าตาแบบนี้ คุณแม่เรียกว่า คุณตา คุณยาย คุณน้า คุณอา และเมื่อเติบโตขึ้นเขาก็จะสามารถเรียกญาติๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเขาคุ้นชินกับคำเหล่านี้มาตั้งแต่เขายังเล็ก  ส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษาเร็วขึ้นมากกว่าที่จะรอให้ลูกโตพอพูดได้คล่องแล้วจึงค่อยสอนค่ะ 

ฉลาดด้านอารมณ์

เล่นกับร่างกาย สร้างลูกอารมณ์ดี

       การเล่นกับร่างกาย  หรือ  Body Play เป็นการใช้ร่างกายของพ่อแม่และลูกในการเล่นด้วยกัน เป็นอุปกรณ์ที่หาง่าย ใกล้ตัว และประหยัด ที่สำคัญเป็นการเล่นที่สนุกและเรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากลูกได้เสมอ และที่สำคัญความรักและความใกล้ชิดจากคุณพ่อคุณแม่คือสิ่งที่สามารถกระตุ้น พัฒนาการของลูกวัยแบเบาะได้ดีที่สุด

       การใช้ใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่เกลือกกลั้วไปตามตัวลูก โดยเฉพาะที่ใบหน้า ที่ท้อง ลูกจะชอบมาก หัวเราะคิกๆ คักๆ ตลอดเวลา ซึ่งช่วงแรกเกิดนี้เป็นช่วงที่เส้นใยประสาทของลูกกำลังก่อตัว ถ้าทำให้ลูกหัวเราะ สมองของเขาจะพัฒนาได้เร็ว ดังนั้นทุกเช้าที่ลูกตื่นขึ้นมา คุณแม่ควรจะทำให้เขาหัวเราะ และก่อนเข้านอนก็เช่นกัน ควรให้ลูกได้หัวเราะอย่างมีความสุขอีกครั้ง จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของครอบครัวไปเลย จะยิ่งช่วยสร้างความฉลาดทางอารมณ์ให้ลูกได้อย่างดีค่ะ