คุณแม่ทราบมั้ยคะว่า ช่วงเวลาหนึ่งที่ลูกชอบมาก คือช่วงเวลาของการฟังนิทานจากคุณแม่ เด็กเกือบทุกคนชอบฟังนิทาน และสามารถฟังเรื่องเดิมได้ซ้ำๆ หากคุณแม่จะลองบอกให้เขาเล่านิทานที่ได้ยินทุกวันทุกคืนให้เราฟัง คุณแม่จะแปลกใจเมื่อลูกเล่านิทานแต่ละหน้าให้เราฟังได้แทบไม่ผิดเพี้ยน เหมือนกับว่าเขาอ่านหนังสือออกทีเดียว หรือบางครั้งก็เล่าให้แตกต่างออกไปบ้างพร้อมกับหัวเราะชอบใจกับเรื่องที่ตนเองแต่งขึ้นมา นี่คือคุณค่าของนิทานที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเขาค่ะ

อย่างไรก็ตาม คุณแม่บางคนอาจคิดว่าลูกยังเล็กคงฟังเรื่องราวของนิทานที่อ่านให้ฟังไม่รู้เรื่อง ยังไม่ต้องรีบอ่านให้ฟังนั้น ขอบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดค่ะ เพราะมีงานวิจัยมากมายที่ได้ผลออกมาตรงกันว่า นิทานช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ เด็กที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ฟังตั้งแต่เล็กๆ จะมีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่ละเลยเรื่องนี้

สมัครสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับสิทธิ์! รถเข็นเด็กสุดพรีเมี่ยม ฟรี!

ประโยชน์ของนิทานต่อพัฒนาการเด็ก

การอ่านนิทานให้ลูกฟัง เป็นวิธีสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ง่ายและทำกับลูกได้เกือบตลอดเวลา ที่สำคัญ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าต่อพัฒนาการเด็กหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • พัฒนาสมองลูก

    ขณะที่ฟังนิทาน เด็กๆ จะจดจ่อกับเรื่องราวที่ได้ฟัง สมองของเขาก็จะจินตนาการตามเรื่องราวนั้นๆ คุณแม่จะเห็นว่าลูกเรียกร้องที่จะฟังนิทานเรื่องเดิมซ้ำ ๆ นั่นเป็นเพราะว่า สมองของเขากำลังทำงาน การที่เด็กต้องการฟังนิทานซ้ำๆ ไม่ใช่เพื่อจดจำ เพราะเด็กวัยนี้มีพัฒนาการที่พิเศษของการจดจำ เด็กส่วนมากสามารถจำเรื่องราวในนิทานได้หลังจากฟังเพียงครั้งเดียว แต่นิทานบางเรื่องเติมเต็มความรู้สึกเด็ก เวลาได้ฟังนิทานแล้วเด็กจะมีความสุข จึงอยากฟังซ้ำๆ นอกจากนี้ ขณะฟังนิทานแต่ละเรื่องเด็กต้องใช้พลังในการจินตนาการ เซลล์สมองของเด็กจะสร้างชุดการเชื่อมต่อชุดใหม่ขึ้น การเล่านิทานซ้ำๆ กันเป็นเวลานานจะช่วยให้ชุดการเชื่อมต่อนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นหมายถึงความสามารถในการคิดและการเรียนรู้ก็จะมากขึ้นด้วย

  • พัฒนาภาษาและการสื่อสารลูก

    ขณะที่ลูกนั่งบนตักแล้วคุณแม่อ่านนิทานไปด้วยกัน ลูกจะเห็นความแตกต่างระหว่างการพูดคุยธรรมดากับการอ่านหนังสือ คุณแม่ชี้ชวนให้ลูกดูรูปภาพ พร้อมตัวอักษรที่เป็นคำบรรยาย ลูกจะมีสมาธิจดจ่อ ได้ฝึกการใช้สายตามองภาพ ทำความเข้าใจกับภาพเชื่อมโยงกับคำ พูดได้เร็วขึ้นจากการฟังเสียง และเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆที่ได้ฟังจากนิทาน อีกทั้งเขาจะรู้สึกสนุกกับการดูภาพพร้อมตัวอักษรที่เห็นมากขึ้น

  • พัฒนาทักษะการฟังที่ดีให้เด็ก

    เด็กๆ จะชอบฟังนิทานที่พ่อแม่เล่าหรืออ่าน เพราะเขาอยากรู้และอยากเข้าใจเรื่องราวนั้น ขณะที่ฟัง เด็กๆ ก็เปิดใจกว้างเตรียมพร้อมที่จะซึมซับทุกถ้อยคำของพ่อแม่เพื่อนำมาเรียงร้อยสร้างสรรค์เป็นโลกอัศจรรย์ในจินตนาการของตัวเขาเอง ด้วยเหตุนี้ ระหว่างที่พ่อแม่เล่านิทาน เด็กๆ จึงฝึกฝนตนเองให้รู้จักฟังอย่างตั้งใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และพัฒนาสติปัญญาของเด็กตลอดชีวิต

  • เปิดโลกจินตนาการให้ลูก

    ขณะที่ฟังเรื่องราวของนิทาน เด็กๆ ก็เปิดใจกว้างเตรียมพร้อมที่จะซึมซับทุกถ้อยคำของพ่อแม่เพื่อนำมาเรียงร้อยสร้างสรรค์เป็นโลกอัศจรรย์ในจินตนาการของตัวเขาเอง คุณแม่สามารถกระตุ้นจินตนาการของลูกได้ด้วยให้ลูกเล่าเรื่องในแบบของเขา หรืออาจชวนเขาลองขีดเขียนภาพจากนิทานที่ได้ฟัง เป็นการฝึกกล้ามเนื้อมือเขาแต่เนิ่นๆ เมื่อฝึกบ่อยๆ กล้ามเนื้อมือเขาจะแข็งแรงมากพอที่จะลากเส้น ขีดเส้นง่ายๆ ไปตามจินตนาการที่เขามีอยู่ได้

  • พัฒนาอารมณ์ ปลูกฝังคุณธรรม

    เด็กๆ ที่ได้ฟังนิทานจากคุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกมีความสุข ทั้งจากการได้ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ ทั้งจากการได้ฟังเรื่องราวสนุกของนิทาน คุณแม่จึงจะเห็นว่าลูกจะชอบช่วงเวลาที่ได้ฟังนิทานมาก เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่เขารอคอยทีเดียว

    ขณะอ่านหรือเล่านิทานให้ลูกฟัง คุณแม่สามารถใช้นิทานเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังความดี ความมีวินัย คุณธรรม และจริยธรรมด้านต่างๆ ให้ลูกได้อย่างดีเลย เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับจริยธรรม คุณธรรม การอยู่ร่วมกัน ฯลฯ จากนิทานที่เด็กได้ฟัง จะค่อยๆ พัฒนาเป็นความฉลาดทางอารมณ์ การเห็นอกเห็นใจคนอื่น คุณธรรม จริยธรรมที่จะติดตัวเขาไปเมื่อโตขึ้น

    เรียกว่านิทานช่วยให้ลูกได้พัฒนาทั้งเรื่องหัวคิดและหัวใจ (mind and heart) สมองได้พัฒนา คุณธรรมได้ถูกบ่มเพาะลงไปในหัวใจของเขา เพื่อให้เขาเติบใหญ่อย่างคนเก่ง ดี มีคุณภาพ

 

การอ่านนิทานนั้นเป็นกิจกรรมเด็กที่ช่วยในพัฒนาการเด็กได้

 

  • ปลูกฝังให้เด็กคุ้นเคยกับหนังสือ

    การอ่านนิทานให้ลูกฟังจะช่วยปลูกฝังให้ลูกคุ้นเคยกับหนังสือได้มากและลึกซึ้งเพียงนั้น เมื่อเด็กรักหนังสือแล้วเขาก็จะไม่ละเลย ไม่ฉีกทำลายหนังสือ ตรงกันข้าม เขากลับจะค่อยๆ รู้สึกว่าหนังสือไม่ได้มีไว้แค่อ่าน แต่เป็นเพื่อนเหมือนของเล่นชิ้นโปรดชิ้นหนึ่ง เมื่อเด็กรักหนังสือก็จะรักการอ่านไปด้วยนั่นเอง

มาสร้างช่วงเวลาของการอ่านนิทานให้ลูกฟังกันเถอะ

เมื่อรู้คุณค่าของนิทานที่มีต่อลูกแล้ว คุณแม่ควรให้ความสำคัญกับการจัดช่วงเวลาการอ่านนิทานให้ลูกฟังกันนะคะ ในแต่ละวันคุณแม่ควรอ่านนิทานให้ลูกฟังอย่างน้อยวันละ 1 เรื่อง โดยพยายามหาเวลาที่เงียบสงบ เช่น ช่วงก่อนนอนให้เป็นช่วงของการอ่านนิทาน ซึ่งเวลานี้เป็นเหมือนเวลาว่างที่ถ่ายโอนจากเวลาเล่นมาสู่เวลานอน ทำบรรยากาศสบาย ๆ ให้ลูกได้รับรู้ มีความสุข และปลอดภัยด้วยไออุ่นความรักจากแม่ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สร้างความสุขความผูกพันระหว่างแม่ลูก และได้ส่งเสริมพัฒนาการลูกด้วย

เมื่อจะเล่านิทานให้ลูกฟัง หากคุณแม่ได้เตรียมการให้พร้อม ลูกจะสนุกและได้เรียนรู้มากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดย:

  • เตรียมหนังสือนิทานที่เน้นภาพสีสันสดใส

  • ทำตุ๊กตากระดาษประกอบการเล่านิทาน (หากเป็นไปได้)

  • จับลูกมานั่งตักอ่านนิทานด้วยกัน ให้คุณพ่อคุณแม่และลูก ถือตุ๊กตาคนละตัว พร้อมเล่นเป็นตัวละครในนิทาน

  • คุณพ่อคุณแม่เป็นคนเล่า ให้ลูกน้อยฟังและดูภาพตาม

  • ระหว่างเล่า ให้ชี้แต่ละภาพพร้อมอธิบายไปด้วยว่าคืออะไร

  • ทำน้ำเสียงให้สนุกสนานให้ลูกเพลิดเพลินตามไปด้วย เช่น ถ้าในนิทานมีตัวละครเป็นสัตว์ต่างๆ ให้ทำเสียงสัตว์นั้นแล้วให้ลูกทายว่าเป็นเสียงของสัตว์ตัวไหน

การฝึกภาษานั้นเริ่มต้นได้ง่ายๆจากการอ่านนิทาน

ต่อยอดการเรียนรู้ ภาษา และความคิด

  • เปลี่ยนจากการอธิบายภาพในนิทานแล้วให้ลูกน้อยเป็นผู้ฟังอย่างเดียว มาเป็นการถามให้ลูกลองตอบเพื่อกระตุ้นการจดจำคำศัพท์และการสื่อสาร

  • ชวนลูกเป็นผู้เล่าเรื่องในบางตอน เพื่อเสริมสร้างจินตนาการและการใช้ภาษา

  • ตั้งคำถามต่อเรื่องราวในนิทาน เช่น ใช้คำถาม “ถ้าราชสีห์ไม่ติดบ่วงนายพราน ลูกจะตอบแทนบุญคุณราชสีห์ได้อย่างไรอีกบ้าง” ฯลฯ เพื่อท้าทายให้ลูกได้ใช้ความคิดวิเคราะห์และเรียบเรียงคำพูดเพื่อสื่อสารความคิดของเขาออกมา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตเขา เพราะจริงๆ แล้วเด็กๆ มีศักยภาพในการคิดอย่างมาก ขอเพียงแต่ละวันผู้ใหญ่ได้เปิดโอกาส ท้าทายให้เขาได้คิดอยู่เสมอ

MFGM สารอาหารเพื่อพัฒนาสมอง ภูมิคุ้มกัน ภาษา และสมาธิของลูก

นอกจากการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ให้ลูกด้วยนิทานแล้ว การให้ลูกได้รับสารอาหารที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้เช่นกัน โดยเฉพาะสารอาหารสำคัญอย่าง MFGM ซึ่งคือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในน้ำนม ประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ที่พบในนมแม่ เช่น โปรตีนต่างๆ และไขมันเชิงซ้อน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารที่มีประโยชน์และส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น :

  • MFGM กับพัฒนาการด้านสติปัญญาที่สูงกว่า มีผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่า MFGM ช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับ DHA* และงานวิจัยในเด็กพบว่า คะแนนด้านสติปัญญาของเด็กกลุ่มที่ได้รับนมเสริม MFGM สูงกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้เสริม

  • MFGM กับภูมิคุ้มกันของลูก พบว่าโปรตีนบางชนิดใน MFGM มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างระบบการป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยให้ร่างกายลูกแข็งแรงต่อสู้กับการติดเชื้อได้ เมื่อสุขภาพดี ลูกก็เรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างต่อเนื่อง

  • MFGM กับพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารที่ซับซ้อนกว่า มีงานวิจัยในเด็กพบว่า เด็กกลุ่มที่ได้รับนมเสริม MFGM มีพัฒนาการด้านภาษาที่ดีและทักษะการสื่อสารที่ซับซ้อนกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้เสริม

  • MFGM กับสมาธิจดจ่อที่นานกว่า งานวิจัยในเด็กพบว่า เด็กกลุ่มที่ได้รับนมเสริม MFGM มีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมที่ทำนานกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้เสริม

ดังนั้น เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูก คุณแม่จึงไม่ควรมองข้ามการอ่านนิทานให้ลูกฟัง ควบคู่ไปกับการเลือกสารอาหารเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกกันนะคะ

ฟรี! ดาวน์โหลดนิทานดนตรีเพื่อพัฒนาการเด็กที่นี่

คลิปนิทานดนตรี “ทีโม่กับเจ้าหญิงผู้รอบรู้ภาษา”

คลิปนิทานดนตรี “ภูติน้อยกับช่างทำรองเท้า”

คลิปนิทานดนตรี “สี่สหายนักดนตรี”

หรือ ดาวน์โหลดฟรี! นิทานดนตรีอื่น ๆ อีกมากมาย ได้ที่ แอป A+Genius Baby

 

 References: * NeuroProof report for Mead Johnson Nutrition

** Veereman-Wauters G, Staelens S, Rombaut R, et al. Milk fat globule membrane (INPULSE) enriched formula milk decreases febrile episodes and may improve behavioral regulation in young children. Nutrition. 2012;28:749-752.
คุณแม่รู้ไหม สมองลูกน้อยพัฒนาตั้งแต่ในครรภ์ถึง 3 ขวบปีแรก ผู้เชียวชาญพร้อมให้คำปรึกษาได้ที่นี่