นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ท่าทารกในครรภ์ แบบไหนที่ผิดปกติ ท่าแบบไหนเสี่ยงคลอดยาก

ท่าทารกในครรภ์

Enfa สรุปให้

  • ท่าทารกในครรภ์ ในช่วงอายุครรภ์ก่อน 35 สัปดาห์ จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด อาจจะนอนขวาง เอาหัวขึ้น หรือกลับหัวลงได้อย่างอิสระ เพราะมีพื้นที่ภายในมดลูกมากพอให้เคลื่อนไหว

  • ท่าของทารกในครรภ์ ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 35 สัปดาห์ขึ้นไป ควรจะอยู่ในท่าศีรษะลงสู่อุ้งเชิงกรานเพื่อเตรียมคลอด และทารกจะไม่เปลี่ยนท่าอีกหลังจากนี้ 

  • ท่า hf คือ ท่าที่ทารกกลับหัวลงสู่อุ้งเชิงกราน เป็นท่าเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ท่านี้ช่วยให้คลอดง่าย ใช้เวลาไม่นาน และไม่ทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดรุนแรงในขณะคลอด

เลือกอ่านตามหัวข้อ


ทารกในครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงท่าทางอยู่เสมอ เพื่อปรับอิริยาบถให้อยู่ในท่าที่รู้สึกสบาย และสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แม้ว่าพื้นที่ภายในมดลูกจะไม่ได้กว้างขวางมากนักก็ตาม บทความนี้จาก Enfa จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับ ท่าทารกในครรภ์ ในแต่ละช่วงอายุครรภ์ มาดูกันว่า ทารกในครรภ์มีท่าทางอย่างไร และท่าทารกแบบไหนที่อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติ


ท่าทารกในครรภ์ แต่ละช่วงอายุครรภ์

ท่าทารกในครรภ์นั้น จะสามารถตรวจพบได้ผ่านการอัลตราซาวนด์ ซึ่งจะสามารถอัลตราซาวนด์เห็นทารกตัวเต็มวัยที่ไม่ใช่ตัวอ่อนได้ ก็จะต้องตั้งครรภ์อยู่ในช่วงกลางไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่ทารกเริ่มมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงท่าทาง หรืออยู่ในช่วงที่คุณแม่จะสัมผัสได้ถึงการดิ้นของทารกนั่นเอง

ซึ่งการเคลื่อนไหวท่าทางของทารกในครรภ์ในช่วงไตรมาส 2-3 นั้น ก็จะมีตั้งแต่การกลับหัว การพลิกตัว การหันหลัง การนอนแนวขวาง เบี่ยงตัวออกซ้ายหรือขวา สลับสับเปลี่ยนกันไปค่ะ เพราะมีพื้นที่ภายในมดลูกให้ลูกสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงไตรมาสสุดท้าย ตั้งแต่อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 36 เป็นต้นไป ทารกส่วนใหญ่จะเริ่มอยู่ในท่าเดียวกันคือจะค่อย ๆ เริ่มหันศีรษะลงสู่อุ้งเชิงกราน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะคลอด และจะไม่เปลี่ยนท่าอีกแล้ว เพราะพื้นที่ภายในมดลูกไม่เพียงพอต่อการเคลื่อนไหวไปมาอีกต่อไป

ซึ่งหากทารกยังไม่อยู่ในท่าเตรียมคลอด แพทย์อาจช่วยกระตุ้นเพื่อให้ทารกกลับมาอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม เพื่อให้คุณแม่สามารถคลอดธรรมชาติได้ง่าย ลดความเสี่ยงต่อการผ่าคลอดค่ะ


คุณพ่อคุณแม่จะทราบท่าของทารกในครรภ์ได้ด้วยวิธีใดบ้าง

โดยทั่วไปแล้วคุณพ่อคุณแม่สามารถทราบได้ว่าทารกกำลังเคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าทางได้ผ่านการดิ้นของลูก เวลาที่คุณแม่สัมผัสได้ว่าลูกดิ้น หรือคุณพ่อเห็นการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ บริเวณหน้าท้องของคุณแม่ นั่นแหละค่ะทารกกำลังเคลื่อนตัวปรับเปลี่ยนอิริยาบถ  

อย่างไรก็ตาม ท่าของทารกในครรภ์ ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เนื่องจากมดลูกและหน้าท้องบดบังการมองเห็นโดยตรง แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถเห็นท่าทางของทารกได้อย่างชัดเจนผ่าน การอัลตราซาวนด์ ทั้งทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอด ซึ่งนอกจากจะเผยให้เห็นท่าของทารกในครรภ์แล้ว ก็ยังช่วยให้แพทย์ประเมินพัฒนาการและสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ได้อีกด้วย


ท่าทารกในครรภ์ผิดปกติ เกิดจากอะไร

ท่าทารกในครรภ์ผิดปกติ ส่วนใหญ่จะหมายถึงการที่ทารกไม่ยอมกลับหัวลงอุ้งเชิงกรานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด เช่น ทารกอยู่ในท่าขวาง ลำตัวตั้งฉากกับคุณแม่ หรือ หันก้นลงสู่อุ้งเชิงกราน ท่าเหล่านี้ถือว่าผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดยาก หรืออาจต้องมีการผ่าคลอด

ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมลูกน้อยจึงอยู่ในท่าผิดปกติ ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่อาจทราบสาเหตุที่แน่ชัดได้ เพราะอาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • คุณแม่มีการคลอดก่อนกำหนด 
  • เป็นการตั้งครรภ์แฝด 
  • ทารกมีความพิการบางอย่าง เช่น ไม่มีกะโหลกศีรษะ หรือ มีเนื้องอกที่ก้น 
  • มีปริมาณน้ำคร่ำมากผิดปกติ 
  • มีเนื้องอกในมดลูก 
  • รกเกาะผิดตำแหน่ง 
  • กล้ามเนื้อมดลูกขาดความตึงตัว เนื่องจากคุณแม่คลอดลูกมาหลายครั้ง


ท่าของทารกในครรภ์ กับความยากง่ายในการคลอด

ท่าของทารกในครรภ์ สามารถบ่งบอกถึงแนวโน้มความยากง่ายในการคลอดได้ ดังนี้


ท่า HF หรือท่าศีรษะลง (Head First) ใช้ Occiput เป็นจุดนำ 

หากทารกอยู่ในท่าที่เอาศีรษะลงอุ้งเชิงกราน ถือว่าเป็นท่าเตรียมคลอดที่ปกติ สามารถคลอดง่าย แต่ก็ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของศีรษะทารกที่หันลง เพราะในบางกรณีอาจทำให้การคลอดยากขึ้น และอาจจำเป็นต้องผ่าคลอด 

  • ท่า LOA (ท่าศีรษะด้านหน้าซ้าย หรือ Left Occiput Anterior) ท้ายทอยของทารกจะอยู่ทางด้านซ้ายของอุ้งเชิงกราน ท่านี้เป็นหนึ่งในท่าที่ทำให้สามารถคลอดได้ง่าย 
  • ท่า ROA (ท่าศีรษะด้านหน้าขวา หรือ Right Occiput Anterior) ท้ายทอยของทารกจะอยู่ทางด้านขวาของอุ้งเชิงกราน เป็นอีกหนึ่งสัญญาณของการคลอดธรรมชาติได้ง่าย 
  • ท่า LOP (ท่าศีรษะด้านหลังซ้าย หรือ Left Occiput Posterior) ท้ายทอยของทารกจะอยู่ท้างด้านหลังข้างซ้ายของอุ้งเชิงกราน ซึ่งทารกกำลังอยู่ในท่านอนขดตัวอยู่ ท่านี้จะทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังมาก และคลอดได้ยาก อาจต้องผ่าคลอด 
  • ท่า ROP (ท่าศีรษะด้านหลังขวา หรือ Right Occiput Posterior) ท้ายทอยของทารกจะอยู่ท้างด้านหลังข้างขวาของอุ้งเชิงกราน ซึ่งทารกกำลังอยู่ในท่านอนขดตัวอยู่เช่นกัน เป็นอีกท่าที่ส่งผลให้คุณแม่ปวดหลังก่อนคลอด และคลอดธรรมชาติได้ยาก อาจต้องผ่าคลอด 
  • ท่า OT (ท่าศีรษะด้านข้าง หรือ Occiput Transverse) ศีรษะของทารกจะอยู่ในแนวขวาง หันท้ายทอยออกทางข้าง เป็นท่าในลักษณะที่ขนานกับช่องเชิงกราน ท่านี้จะทำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติได้ยากลำบากมาก และมีอาการปวดขณะเบ่งคลอด ต้องใช้ระยะเวลานานในการทำคลอด และบางครั้งก็ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้สำเร็จ ต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีผ่าคลอดแทน


ท่าก้น (Breech Presentation) ใช้ Sacrum เป็นจุดนำ 

ท่าในกลุ่มของ Breech Presentation ซึ่งเป็นท่าที่หันก้นหรืออวัยอวะอุ้งเชิงกรานลงสู่อุ้งเชิงกรานนี้ มีความเสี่ยงทำให้คลอดยากทั้งหมด และอาจต้องมีการผ่าคลอดเพื่อลดความเจ็บปวด และย่นระยะเวลาในการคลอดให้น้อยลง 

  • ท่า LSA (ท่าก้นด้านหน้าซ้าย หรือ Left Sacrum Anterior) ทารกจะหันก้นลงอุ้งเชิงกราน และหันหน้าไปทางด้านซ้ายทวนเข็มนาฬิกา 
  • ท่า RSA (ท่าก้นด้านหน้าขวา หรือ Right Sacrum Anterior) ทารกจะหันก้นลงอุ้งเชิงกราน และหันหน้าไปทางด้านขวาตามเข็มนาฬิกา 
  • ท่า LSP (ท่าก้นด้านหลังซ้าย หรือ Left Sacrum Posterior) ทารกจะหันก้นลงอุ้งเชิงกราน และหลังของทารกจะหันไปทางด้านซ้าย  
  • ท่า RSP (ท่าก้นด้านหลังขวา หรือ Right Sacrum Posterior) ทารกจะหันก้นลงอุ้งเชิงกราน  และหลังของทารกจะหันไปทางด้านขวา


ท่าหัวไหล่ลง หรือขวาง (Transverse Lie) ใช้ Acromion เป็นจุดนำ 

ท่าทารกในครรภ์ในลักษณะที่ทารกเอาหัวไหล่ลงอุ้งเชิงกราน ถือเป็นอีกหนึ่งท่าที่อันตรายต่อการคลอด ทำให้คลอดยาก คลอดลำบาก และอาจต้องใช้ตัวช่วยในการคลอด หรือทำการผ่าคลอด 

  • ท่า LA (ท่าหัวไหล่ซ้ายลง หรือ Left Acromion) ทารกหันหัวไหล่ข้างซ้ายลงช่องเชิงกราน 
  • ท่า RA (ท่าหัวไหล่ขวาลง หรือ Right Acromion) ทารกหันหัวไหล่ข้างขวาลงช่องเชิงกราน 
  • ท่า LAT (ท่าหัวไหล่ตะแคงซ้าย หรือ Left Acromion Transverse) ทารกนอนขวางและตะแคงหัวไหล่ข้างซ้ายลงช่องเชิงกราน 
  • ท่า RAT (ท่าหัวไหล่ตะแคงขวา หรือ Right Acromion Transverse) ทารกนอนขวางและตะแคงหัวไหล่ข้างขวาลงช่องเชิงกราน


ท่าหน้าหรือหน้าผากลง (Face and Brow Presentation) ใช้ Brow หรือ Face เป็นจุดนำ 

ปกติทารกจะต้องหันศีรษะลงอุ้งเชิงกราน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด แต่บางครั้งทารกอาจกลับหัวลงอุ้งเชิงกรานจริง แต่เงยหน้าผากลงสู่อุ้งเชิงกรานแทนที่จะเอาศีรษะลงเพียงอย่างเดียว ถือเป็นอีกหนึ่งท่าของทารกในครรภ์ที่ผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอด ทำให้คลอดยาก หรือต้องทำการผ่าคลอด 

  • ท่า LMA (ท่าหน้าด้านหน้าซ้าย หรือ Left Mentum Anterior) ทารกกลับหัวลงอุ้งเชิงกราน แต่เงยหน้าหันคางไปทางด้านซ้าย 
  • ท่า RMA (ท่าหน้าด้านหน้าขวา หรือ Right Mentum Anterior) ทารกกลับหัวลงอุ้งเชิงกราน แต่เงยหน้าหันคางไปทางด้านขวา 
  • ท่า LMP (ท่าหน้าด้านหลังซ้าย หรือ Left Mentum Posterior) ทารกกลับหัวลงอุ้งเชิงกราน แต่เงยหน้าหันคางไปทางด้านหลังบริเวณซ้าย 
  • ท่า RMP (ท่าหน้าด้านหลังขวา หรือ Right Mentum Posterior) ทารกกลับหัวลงอุ้งเชิงกราน แต่เงยหน้าหันคางไปทางด้านหลังบริเวณขวา 
  • ท่า LFrA (ท่าหน้าผากด้านหน้าซ้าย หรือ Left Brown Anterior) ทารกกลับหัวลงอุ้งเชิงกราน แต่เงยหน้าผากหันไปทางด้านซ้าย 
  • ท่า RFrA (ท่าหน้าผากด้านหน้าขวา หรือ Right Brown Anterior) ทารกกลับหัวลงอุ้งเชิงกราน แต่เงยหน้าผากหันไปทางด้านขวา


ท่าข้อศอกลงหรือแขนลง (Shoulder or Arm Presentation) ใช้ Elbow เป็นจุดนำ 

หากทารกอยู่ในท่าที่หันข้อศอก แขน หรือหัวไหล่ลงอุ้งเชิงกราน ลักษณะแบบนี้ถือเป็นภาวะผิดปกติขั้นรุนแรง และจัดเป็นภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นต้องทำการผ่าคลอดโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และทารก อย่างไรก็ตาม ท่าทางลักษณะนี้พบได้ไม่บ่อยนักค่ะ 

  • ท่า LEA (ท่าข้อศอกด้านหน้าซ้าย หรือ Left Elbow Anterior) ทารกนอนขดตัวในลักษณะขวาง หันหน้าออกทางเดียวกับแม่ และหันข้อศอกซ้ายลงช่องเชิงกราน 
  • ท่า REA (ท่าข้อศอกด้านหน้าขวา หรือ Right Elbow Anterior) ทารกนอนขดตัวในลักษณะขวาง หันหน้าออกทางเดียวกับแม่ และหันข้อศอกขวาลงช่องเชิงกราน 
  • ท่า LSP (ท่าหัวไหล่ด้านหลังซ้าย หรือ Left Shoulder Posterior) ทารกนอนขดตัวในลักษณะขวาง หันหน้าเข้าหาแม่ และหันหัวไหล่ซ้ายลงช่องเชิงกราน 
  • ท่า RSP (ท่าหัวไหล่ด้านหลังขวา หรือ Right Shoulder Posterior) ทารกนอนขดตัวในลักษณะขวาง หันหน้าเข้าหาแม่ และหันหัวไหล่ขวาลงช่องเชิงกราน


ท่าทารกในครรภ์ที่คุณหมอมักแนะนำให้ผ่าคลอด

โดยทั่วไปนั้น หากถึงกำหนดคลอดแล้ว แต่ทารกยังไม่ยอมกลับหัวลง แพทย์อาจวินิจฉัยให้ทำการผ่าคลอด แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเด็กไม่ยอมกลับหัวและอยู่ในท่าที่ผิดปกติ ได้แก่


ท่าที่ผิดปกติ คลอดธรรมชาติยาก อาจต้องมีการผ่าคลอด 

  • ท่า LOP ( Left occiput posterior) ท้ายทอยของทารกจะอยู่ทางด้านหลังข้างซ้ายของอุ้งเชิงกราน 
  • ท่า ROP ( Right occiput posterior) ท้ายทอยของทารกจะอยู่ทางด้านหลังข้างขวาของอุ้งเชิงกราน 
  • ท่า LOT ( Left occiput transverse) ทารกเอาหัวลง แต่จะหันศีรษะในแนวขวาง หันท้ายทอยออกข้างซ้าย 
  • ท่า ROT ( Right occiput transverse) ทารกเอาหัวลง แต่จะหันศีรษะในแนวขวาง หันท้ายทอยออกข้างขวา 
  • ท่า OT (Occiput Transverse) ศีรษะทารกจะอยู่ในแนวขวาง และหันท้ายทอยออกด้านข้าง


ท่าที่ผิดปกติ ต้องผ่าคลอดเท่านั้น 

  • ทารกไม่ยอมกลับหัวแต่เอาก้นลงแทน (Breech Presentation)  
  • ทารกเอาหัวลง แต่เงยหน้าหรือเงยคางออก (Face and Brow Presentation) 
  • ทารกเอาหัวไหล่ลง หรือนอนขวาง (Transverse Lie) 
  • ทารกอยู่ในท่าที่หันข้อศอกลงหรือแขนลง (Shoulder or Arm Presentation)


ท่าทารกในครรภ์

ลูกสมองดี สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์ ด้วยโภชนาการผ่านคุณแม่

สุขภาพและพัฒนาการทารกในครรภ์เริ่มต้นด้วยโภชนาการจากคุณแม่ การใส่ใจโภชนาการจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีที่สุดของลูก เพราะสมองของลูกเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนถึงช่วงให้นมบุตรตลอด 2 ปีแรกของลูก คุณแม่สามารถเลือกโภชนาการที่มี MFGM ช่วยเสริมสร้างสมองลูกใน 1,000 วันแรกของชีวิต และเสริมอาหารสมองที่สำคัญอย่าง ดีเอชเอ, สฟิงโกไมอิลีน,แอลฟา-แลคตาบูมิน, ฟอสโฟลิปิด,แกงกลิโอไซด์ เพื่อให้สมองลูกพัฒนาได้เต็มศักยภาพ

สร้างสมองลูกดีที่สุด เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์ 

  • MFGM มีสารอาหารกว่า 150 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อสมอง มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมองลูกที่เหนือกว่า มีงานวิจัยรองรับ
  • DHA & Choline เสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทและบำรุงสมอง 

สร้างพัฒนาการลูกดีที่สุด

  • โฟเลตสูง ช่วยการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์
  • แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน

เสริมโภชนาการแม่ดีที่สุด

  • ดัชนีน้ำตาลต่ำ
  • วิตามิน แร่ธาตุกว่า 25 ชนิด
  • มีใยอาหารอินูลิน ช่วยการขับถ่าย 
  • ไขมันต่ำ

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่