ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Lactoferrin สารภูมิคุ้มกันสำคัญจากน้ำนมเหลือง
Lactoferrin สารภูมิคุ้มกันสำคัญจากน้ำนมเหลือง

 

Enfa สรุปให้:

  • แลคโตเฟอร์ริน (Lactoferrin) คือโปรตีนในนมแม่ซึ่งทำหน้าที่สำคัญต่อระบบทางเดินอาหาร ออกฤทธิ์ในลำไส้เพื่อทำการต่อต้านการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่าง ๆ และมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทารก ทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับทารกให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย
  • แลคโตเฟอร์รินปริมาณสูงสุดจะอยู่แค่ในเฉพาะช่วงที่ยังเป็นน้ำนมเหลืองหรือน้ำนมระยะแรกเท่านั้น ซึ่งระยะน้ำนมเหลืองจะอยู่แค่เพียง 1 - 3 วันแรกหลังคลอด
  • ถ้าหากลูกน้อยไม่ได้กินนมแม่ในระยะ 1 - 3 วันหลังจากคลอดเลย ลูกน้อยก็จะพลาดแลคโตเฟอร์รินในระดับสูงสุดช่วงนี้ไป โดยระดับแลคโตเฟอร์รินช่วงน้ำนมเหลืองจะอยู่ที่ 6 กรัมต่อลิตร

แลคโตเฟอร์ริน

เลือกอ่านตามหัวข้อ

     • Lactoferrin คืออะไร
     • Lactoferrin สารอาหารล้ำค่าในน้ำนมเหลือง
     • คุณสมบัติของ Lactoferrin
     • เสริมภูมิคุ้มกันเด็กผ่าคลอดด้วย Lactoferrin
     • โภชนาการที่ดีเพื่อพัฒนาการครบรอบด้าน

น้ำนมแม่ เป็นแหล่งของสารอาหารที่สำคัญสำหรับเด็กทารก และเด็กทารกทุกคนควรได้กินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และสามารถให้ได้ต่อเนื่องไป 1 - 2 ปี ซึ่งในนมแม่นั้นมีทั้งสารอาหารและสารภูมิคุ้มกันมากมาย ทั้งที่พบได้ในอาหารอื่น ๆ และที่พบได้เฉพาะในนมแม่ อย่างเช่น แลคโตเฟอร์ริน หนึ่งในสารภูมิคุ้มกันสำคัญที่พบได้ในน้ำนมแม่ และทารกที่คลอดธรรมชาติและผ่าคลอด ควรจะได้รับอย่างเพียงพอเพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัย

Lactoferrin คืออะไร


ในน้ำนมแม่นั้นประกอบไปด้วยโปรตีนที่สำคัญหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือโปรตีนที่เรียกว่า แลคโตเฟอร์ริน (Lactoferrin) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญต่อระบบทางเดินอาหาร โดยจะออกฤทธิ์ในลำไส้เพื่อทำการต่อต้านการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่าง ๆ แลคโตเฟอร์รินจึงถือว่ามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทารก และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับทารกให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย



Lactoferrin สารอาหารล้ำค่าในน้ำนมเหลืองของคุณแม่


แลคโตเฟอร์รินมีอยู่ในนมแม่ก็จริง แต่...แลคโตเฟอร์รินปริมาณสูงสุดจะอยู่แค่ในเฉพาะช่วงที่ยังเป็นน้ำนมเหลืองหรือน้ำนมระยะแรกเท่านั้น ซึ่งระยะน้ำนมเหลืองจะอยู่แค่เพียง 1 - 3 แรกหลังคลอด

ดังนั้น ถ้าหากลูกน้อยไม่ได้กินนมแม่ในระยะ 1-3 วันหลังจากคลอดเลย ลูกน้อยก็จะพลาดแลคโตเฟอร์รินในระดับสูงสุดช่วงนี้ไป โดยระดับของแลคโตเฟอร์รินในน้ำนมแม่แต่ละระยะนั้น มีดังนี้

          • ระดับแลคโตเฟอร์รินช่วงน้ำนมเหลืองจะอยู่ที่ 6 กรัมต่อลิตร
          • ระดับแลคโตเฟอร์รินช่วงน้ำนมเปลี่ยนผ่านจะอยู่ที่ 3.7 กรัมต่อลิตร
          • ระดับแลคโตเฟอร์รินช่วงน้ำนมแม่จะอยู่ที่ 1.5 กรัมต่อลิตร

คุณสมบัติของ Lactoferrin ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้


หนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของแลคโตเฟอร์รินก็คือ ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็กในน้ำนมแม่เข้าสู่ร่างกายได้ดี ทำให้ทารกแรกเกิดลดโอกาสที่จะมีภาวะขาดแคลนธาตุเหล็ก ซึ่งอาจนำไปสู่สาเหตุของโรคโลหิตจางได้

ดังนั้น การให้ลูกได้กินนมแม่ตั้งแต่หลังคลอด และกินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน หรือต่อเนื่องยาวจนถึง 1 หรือ 2 ปี ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็กและโรคโลหิตจางได้

 


 

เสริมภูมิคุ้มกันเด็กผ่าคลอดด้วย Lactoferrin


แม้ว่าในบ้านเราปัจจุบันนี้คุณแม่หลายคนเลือกที่จะตัดสินใจคลอดลูกโดยวิธีการผ่าคลอด ไม่ว่าจะด้วยเรื่องของการถือฤกษ์ยาม หรือเหตุผลใด ๆ ก็แล้วแต่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการผ่าคลอดถือเป็นหนึ่งในวิธีการคลอดที่ได้รับความนิยม

อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วแพทย์จะไม่แนะนำให้คุณแม่คลอดโดยวิธีการผ่าคลอด เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นจริง ๆ แพทย์จึงจะพิจารณาให้ทำการผ่าคลอด เช่น เด็กไม่ยอมกลับหัว คุณแม่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง ทารกในครรภ์มีภาวะผิดปกติ แม่มีภาวะความดันโลหิตสูง เป็นต้น

เพราะจากผลการศึกษาและผลการวิจัยหลายสถาบันพบว่าเด็กที่เกิดจากการคลอดโดยธรรมชาติ มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพแข็งแรง และมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ น้อยกว่าเด็กที่คลอดโดยการผ่าคลอด เนื่องจากการผ่าคลอดจะทำให้ทารกไม่ได้รับสารภูมิคุ้มกัน จุลินทรีย์ธรรมชาติ และแบคทีเรียชนิดดีในช่องคลอด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เด็กแข็งแรง

ดังนั้น แม่ที่คลอดลูกโดยการผ่าคลอด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมภูมิคุ้มกันของลูกน้อยด้วยนมแม่ และควรให้ลูกได้กินนมแม่ทันทีหลังคลอด หรือในระยะ 1-3 วันแรกหลังคลอด เนื่องจากเป็นช่วงที่นมแม่ยังเป็นน้ำนมเหลือง และมีแลคโตเฟอร์รินอยู่ในระดับสูงสุด

อย่างน้อยแม้ว่าทารกอาจจะพลาดสารภูมิคุ้มกัน จุลินทรีย์ธรรมชาติ และแบคทีเรียชนิดดีในช่องคลอด แต่ก็ยังได้รับสารภูมิคุ้มกันที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตจากน้ำนมแม่อย่างแลคโตเฟอร์ริน

น้ำนมเหลือง

มอบโภชนาการที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเพื่อให้เค้ามีพัฒนาการครบรอบด้าน


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กที่มีร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บออด ๆ แอด ๆ สามารถที่จะเรียนรู้และฝึกฝนทักษะด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีข้อจำกัดทางกายภาพมายับยั้ง ซึ่งแน่นอนว่าเด็กจะเติบโตมาอย่างแข็งแรงได้นั้นย่อมต้องมีพื้นฐานมาจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สำคัญมากอย่างโภชนาการ เพราะโภชนาการที่ครบถ้วน จะส่งเสริมให้เด็กเติบโตมาอย่างแข็งแรงและพร้อมสำหรับพัฒนาการครบรอบด้าน (Holistic Development) ที่สำคัญ ได้แก่

          • พัฒนาการด้านสังคมและอารมณ์ คือ เด็กเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เรียนรู้ถึงการปฏิบัติตนต่อผู้อื่น รวมถึงความเข้าใจอารมณ์และพฤติกรรมที่ผู้อื่นปฏิบัติต่อตนเอง

          • พัฒนาการด้านร่างกาย คือ การเรียนรู้ที่จะใช้อวัยวะต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การใช้มือหยิบ จับอาหารเข้าปาก การสัมผัสกับพื้นผิวของวัตถุที่แตกต่างกัน การรับรสชาติใหม่ ๆ การมองเห็น การเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งพัฒนาการด้านร่างกายนี้จะค่อย ๆ พัฒนาเป็นลำดับตามวัย

          • พัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร คือ เด็กเรียนรู้ที่จะฟังและเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดด้วย เรียนรู้ที่จะบอกความต้องการและความตั้งใจของตนเอง เรียนรู้ที่จะตอบคำถาม แม้ว่าจะยังพูดไม่ได้ หรือเพิ่งเริ่มพูดได้แค่เพียงอ้อแอ้

          • พัฒนาการด้านสติปัญญา คือ เด็กมีความกระหายใคร่รู้ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ผิวสัมผัส มีความจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การอ่านนิทาน การฟังเพลง

โดยโภชนาการสำคัญที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพเด็กให้แข็งแรงและพร้อมต่อพัฒนาการที่สมวัยก็คือ นมแม่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของลูกน้อยให้มีพัฒนาการที่ก้าวไกลอย่างไม่สิ้นสุด (Strong Foundation for Infinite Potential)

เพราะในน้ำนมแม่นั้นมีสารอาหารที่จำเป็น และเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยเสริมให้ระบบประสาทและสมองทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ มีสารภูมิคุ้มกันที่สำคัญอย่างแลคโตเฟอร์ริน (Lactoferrin) ซึ่งพบได้ในน้ำนมเหลืองและมีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเด็กให้แข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารของทารก

นอกจากนี้ ในนมแม่ยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง MFGM หรือ Milk Fat Globule Membrane ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนมแม่  มีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ และการรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านสติปัญญาและความจำ

มากไปกว่านั้น จากงานวิจัยทางคลินิก พบว่า เด็กที่ได้รับ MFGM ร่วมกับ DHA ทั้งจากนมแม่และนมสูตรที่มี MFGM  พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีระดับคะแนนพัฒนาการทางสติปัญญาสูงกว่าเด็กที่ได้รับ DHA เพียงอย่างเดียว

ดังนั้นแล้ว หยดหนึ่งน้ำนมจากอกของแม่ จึงถือเป็นบ่อน้ำอันยิ่งใหญ่ที่จะปูทางให้เจ้าตัวเล็กได้เติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแรงและสมวัย

สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับ MacBook Air



บทความแนะนำเรื่องน้ำนมแม่

บทความที่แนะนำ

สีน้ำนมแม่ สีนี้บอกอะไรได้บ้าง สีแบบไหนถึงอันตราย
5 เหตุผลที่ลูกควรได้รับ MFGM สารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่
นมแม่ อาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก
EFB banner
Mobile efb banner
EFB banner

Leaving page banner

 

Leaving page banner