Key Highlight

  • อาการท้องผูกในเด็กนั้นสามารถพบได้บ่อย และเกิดขึ้นได้จากหลายเหตุปัจจัย ตั้งแต่การคลอดก่อนกำหนด การกินนมผงผิดสัดส่วน การให้อาการ Solid Food เร็วเกินไป หรือการที่ลูกมีภาวะขาดน้ำ

  • อาการท้องผูกในเด็กสามารถรับมือได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานของลูก การนวดผ่อนคลายสำหรับทารก การเปลี่ยนอริยาบทในการขับถ่าย การเปลี่ยนสูตรนม แต่ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา

  • หากเด็กขับถ่ายน้อย หรือในหนึ่งสัปดาห์ขับถ่ายไม่ถึง 3 ครั้ง หรือมีอาการท้องผูกต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 1 เดือน ลักษณะเช่นนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างบอกอย่างแน่ชัดแล้วว่า “ลูกท้องผูกเรื้อรัง”


What's up here?

• ลูกท้องผูก ลูกถ่ายยาก เป็นเพราะอะไร
• สัญญาณและอาการท้องผูกของเด็ก
• วิธีแก้ท้องผูกในเด็ก
• รู้ได้อย่างไรว่าลูกมีอาการท้องผูกเรื้อรัง
• ลูกท้องผูกแบบไหนควรไปพบแพทย์
• ไขข้อข้องใจเรื่องอาการท้องผูกในเด็กกับ Enfa Smart Club


แม่ ๆ รู้ไหม เด็ก ๆ กว่า 70% มักมีอาการไม่สบายท้อง และอาการท้องผูกก็คือหนึ่งในอาการหลัก! โดยอาการท้องผูก (Constipation) นั้นถือว่าเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ที่พบได้บ่อยในทารก และเด็กเล็ก ซึ่งหากปล่อยไว้นานจนเกินไปโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตใจของลูกน้อยได้ บทความดี ๆ วันนี้จากEnfa มีสาระและเคล็ดลับดี ๆ เกี่ยวกับปัญหาลูกท้องผูก มาฝากกันค่ะ

เด็ก 70% มีปัญหาท้องผูก ไม่สบายท้อง

ลูกท้องผูก ลูกถ่ายยาก เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?


อาการทารกท้องผูก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. ท้องผูกเพราะนมผง

  • อาการท้องผูกเป็นเรื่องปกติที่มักเกิดขึ้นกับทารก โดยเฉพาะในเด็กทารกที่กินนมผง อาจส่งผลให้อุจจาระแข็งตัวและเกิดอาการท้องผูกได้ ในทางกลับกันทารกที่กินนมแม่จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูกน้อยกว่าทารกที่กินนมผง เนื่องจากน้ำนมแม่จะอุดมด้วยคุณค่าทางสารอาหาร มีโปรตีนและไขมันซึ่งง่ายต่อการขับถ่าย

  • คำแนะนำ: คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ทารกกินอาหารอย่างอื่นนอกจากนมแม่ เพราะร่างกายทารกอาจยังไม่พร้อมต่อการย่อยอาหารอื่น ๆ ทำให้ทารกเกิดอาการท้องผูก และอาจทำให้ระบบลำไส้ตีบตันไปด้วย คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ เช่น ผักและผลไม้ เพื่อให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นหรือท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสม

2. ชงนมผิดสัดส่วน

  • การให้ลูกน้อยดื่มนมผง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับคุณแม่ได้เป็นอย่างดี แต่หากชงผิดสัดส่วน อาจส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ทารกท้องผูกได้

  • คำแนะนำ: คุณแม่ต้องให้ความใส่ใจในเรื่องของสุขอนามัยเป็นพิเศษ เช่น ทำความสะอาดอุปกรณ์ชงนม เช็ดมือให้แห้งก่อนชงนมทุกครั้ง ชงนมให้ถูกสัดส่วน รวมถึงอ่านรายละเอียดการชงนมที่ระบุไว้ข้างกล่องเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

3. การคลอดก่อนกำหนด

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด จะพบปัญหาทารกท้องผูกได้ง่ายกว่าทารกทั่วไป เนื่องจากระบบย่อยอาหารยังเจริญไม่เต็มที่ ส่งผลให้อาหารเคลื่อนผ่านทางเดินอาหารช้าและย่อยได้ไม่สมบูรณ์ อุจจาระจึงแห้งและแข็ง

  • คำแนะนำ: การกินนมแม่จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกให้กับลูกน้อยได้ แต่หากลูกต้องกินนมผง ควรปรึกษาแพทย์ถึงการเลือกสูตรนมที่เหมาะสมกับระบบย่อยอาหารของลูก

4. อาการขาดน้ำ

  • ปัญหานี้พบได้ทั้งในเด็กเล็ก และเด็กที่เริ่มโตขึ้น ปัญหาการดื่มน้ำน้อย หรือภาวะขาดน้ำ ส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย หนึ่งในนั้นคือปัญหาในระบบขับถ่าย เมื่อลำไส้มีน้ำมาหล่อลื่นน้อย ก็ทำให้การขับถ่ายเอากากอาหารออกมานั้นทำได้ยากขึ้น การดื่มน้ำน้อยหรือขาดน้ำ จึงทำให้เด็กท้องผูก

  • คำแนะนำ: คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลให้ลูกได้ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจจะคอยดูให้ลูกได้ดื่มน้ำก่อนจะพาเข้านอน และดื่มอีกครั้งตอนตื่นนอน และกะช่วงระยะเวลาตลอดทั้งวันให้ลูกได้ดื่มน้ำอยู่เรื่อย ๆ อย่าเว้นว่างนานเกินไป เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ ที่นอกจากจะส่งผลเสียต่อระบบขับถ่ายแล้ว ยังมีผลต่อระบบอื่น ๆ ในร่างกายของเด็กด้วย

5. ให้อาหารประเภทอื่นเร็วเกินไป

  • ในช่วงแรกเกิดจนถึง 6 เดือน ทารกควรจะได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวและต่อเนื่อง เพราะระบบทางเดินอาหารของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จึงยังไม่สามารถย่อยอาหารชนิดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก จนทำให้เด็กท้องผูก ย่อยอาหารได้ไม่ดี และอาจเสี่ยงต่ออาการลำไส้ตีบตัน ซึ่งเป็นภาวะที่ค่อนข้างอันตราย อย่างไรก็ตาม มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่ให้ลูกกินอาหาร Solid Food ก่อนวัยอันควร ซึ่งอาหารในกลุ่มที่จัดเป็น Solid Food นั้น ทารกควรได้รับเมื่อมีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

  • คำแนะนำ: ในช่วง 6 เดือนแรกควรให้ทารกได้กินนมแม่แค่เพียงอย่างเดียว และอย่างเพียงพอ เมื่อทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป จึงค่อย ๆ เริ่มให้อาหารตามวัย หรือSolid Food เพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ดีต่อการเจริญเติบโตที่สมวัย

สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับ MacBook Air

อาการท้องผูกของเด็ก พ่อแม่จะสังเกตอย่างไร?


คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะสังเกตถึงอาการท้องผูกของลูกได้ ดังนี้

  • ลูกถ่ายอุจจาระน้อยกว่าปกติ จากปกติอาจจะถ่ายอุจจาระ 1-2 รอบ ก็อาจจะเหลือแค่รอบเดียวต่อวัน หรือไม่ถ่ายเลยหลายวันติดต่อกัน

  • ลูกถ่ายไม่ออก เจ้าตัวเล็กอาจพยายามขับถ่ายตามปกติ แต่ไม่ว่าจะเบ่งแค่ไหนก็พบว่า เด็กถ่ายไม่ออก หรือลูกพยายามอึแล้ว แต่ลูกไม่อึออกมาตามปกติเหมือนอย่างเคย

  • ลูกอุจจาระแข็ง อุจจาระที่ลูกขับถ่ายออกมามีลักษณะแข็งผิดปกติ อาการลูกอึแข็งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่บอกว่าลูกเสี่ยงมีอาการท้องผูก

  • ลูกทรมานเวลาอึ ทารกอาจรู้สึกอึดอัดหรือเจ็บปวดเวลาพยายามเบ่งอุจจาระ อาจร้องไห้บ่อย หรือกระสับกระส่าย ไม่สบายตัว

  • ลูกไม่อึเลย 5-10 วัน เด็กทารกอาจไม่อึหลายวันเป็นเรื่องปกติ แต่...โดยมากมักไม่เกิน 5 วัน หากเจ้าตัวเล็กไม่อึเลยตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป อาจเป็นสัญญาณว่ากำลังท้องผูก

  • ลูกเบื่ออาหาร เด็กอาจกินน้อยลง หรือเบื่ออาหาร เนื่องจากอาการท้องผูกอาจทำให้รู้สึกอึดอัดจนไม่อยากจะกินนม หรือไม่กินอาหาร

วิธีแก้ท้องผูกของลูกน้อย


เมื่อแน่ชัดแล้วว่าเจ้าตัวเล็กน่าจะกำลังประสบกับปัญหาท้องผูกจริง ๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะรับมือได้ ดังนี้

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน ลดอาการท้องผูกของลูก

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องผูกในทารกและเด็กเล็กได้ โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ หากเด็กมีอายุมากกว่า 6 เดือนไปแล้ว อาจจะให้รับประทานอาหารเสริมที่มีกากใย เช่น น้ำลูกพรุน น้ำลูกแพร์ และน้ำแอปเปิ้ล จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกในทารกและเด็กเล็กได้เป็นอย่างดีเนื่องจากมีคุณสมบัติคล้ายกับ แล็กทูโลส (Lactulose)

  • การดื่มน้ำ โดยปกติเด็กทารกแรกเกิดถึงอายุ 5 เดือน ต้องได้รับปริมาณน้ำ 750-1,125 มิลลิลิตร/วัน ซึ่งเด็กจะได้รับจากน้ำนมแม่ และในเด็กที่มีอายุระหว่าง 6-11 เดือน ต้องได้รับปริมาณน้ำ 800-1,200 มิลลิลิตร/วัน

  • ไม่ควรให้ลูกดื่มนมวัวมากจนเกินไป การดื่มนมวัวอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ เช่น ในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน ไม่ควรดื่มนมวัวเกิน 700 มิลลิลิตร/วัน และในเด็กที่อายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 12 เดือน ไม่ควรดื่มนมวัวเกิน 800 มิลลิลิตร/วัน

การนวด

การออกกำลังกายขาเบา ๆ อย่างท่าปั่นจักรยาน อาจช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ของทารกทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ถ่ายง่ายขึ้น โดยวางลูกน้อยลงบนเบาะสำหรับเด็ก แล้วค่อย ๆ หมุนที่ขาไปมาในท่วงท่าคล้ายกับว่าขาทั้งสองข้างกำลังปั่นจักรยาน

การนวดที่หน้าท้อง ขา หลัง และทั่วร่างกายของทารกจะช่วยให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกสงบและผ่อนคลาย โดยกดไปที่ท้องเบา ๆ ให้เป็นลักษณะวงกลม การนวดที่ท้องเบา ๆ อาจช่วยให้ทารกขับถ่ายได้ง่ายขึ้น

การเปลี่ยนอริยาบทในการขับถ่าย

ปกติแล้วเวลาที่ทารกขับถ่าย ก็จะอยู่ในท่านอนหงายราบไปกับพื้น แต่ในกรณีที่เจ้าตัวเล็กเริ่มมีอาการท้องผูก การเปลี่ยนท่าทางอาจช่วยให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น ให้คุณพ่อคุณแม่จับทารกวางในท่าหมอบ โดยงอเข่าขึ้นไปที่หน้าอก การถ่ายอุจจาระในท่าหมอบอาจช่วยให้ลูกขับถ่ายได้ง่ายกว่าการนอนราบ

นมสำหรับเด็กท้องผูก เป็นอีกตัวเลือก

นมแม่ดีที่สุดสำหรับเด็กท้องผูก โดยเฉพาะเด็กวัย 1-6 เดือน แต่เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็อาจจะเริ่มให้ลูกได้กินนมผงควบคู่กับนมแม่ไปด้วย ซึ่งการเลือกนมผงนั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในกรณีที่เด็กมีอาการท้องผูก คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกนมสูตรที่เหมาะกับเด็กท้องผูก หรือนมสำหรับเด็กถ่ายยาก ที่เหมาะสำหรับลูกน้อยวัย 1 ขวบขึ้นไป

โดยนมกลุ่มนี้มักจะมีส่วนผสมของ PHP หรือ Partially Hydrolyzed Protein ซึ่งสาร PHP นี้เป็นโปรตีนที่ผ่านกระบวนการย่อยมาบางส่วนแล้ว จนโปรตีนมีขนาดโมเลกุลที่เล็กลง ทำให้ย่อยได้ง่าย และดูดซึมได้ดี จึงมีส่วนช่วยลดอาการไม่สบายท้อง และอาการท้องผูกในเจ้าตัวเล็กได้เป็นอย่างดี

รักษาอาการท้องผูกโดยการใช้ยา

การใช้ยาก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ แม้ว่าโดยปกติแล้วอาการท้องผูกในเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องรักษาโดยการใช้ยาเฉพาะทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน การให้ยาบางชนิดอาจส่งผลเสียต่อทารกมากกว่าผลดี

แต่ก็มียาแก้ท้องผูก หรือยาแก้ท้องผูกทารก ที่ช่วยให้อาการท้องผูกดีขึ้น เช่น

  • ยาในกลุ่มของ Osmotic Laxative ที่มีส่วนช่วยทำให้อุจจาระนิ่มลง แต่ยานี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อแพทย์วินิจฉัยให้ใช้เท่านั้น

  • ยาเหน็บกลีเซอรีน (Glycerin suppository) ใช้สำหรับเหน็บทวารหนักของทารกเพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้อยามาใช้กับทารกเอง ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยาใด ๆ ก็ตามมาใช้กับทารก หรือควรได้รับการจ่ายยาจากแพทย์และเภสัชกรโดยตรง

ไปพบแพทย์

เมื่อลูกน้อยอยู่ในภาวะท้องผูก และได้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของเจ้าตัวเล็กแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อหาสาเหตุจากความผิดปกติทางกายภาพ โดยเด็กบางคนอาจจะมีความผิดปกติบริเวณทวารหนัก มีความผิดปกติของประสาทที่ควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ และความผิดปกติของประสาทไขสันหลังส่วนปลายซึ่งควบคุมการถ่ายอุจจาระ ทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้ จำเป็นต้องทำการตรวจและวินิจฉัยที่ละเอียดมากขึ้น

อย่าปล่อยให้อาการท้องผูกของลูก กลายเป็นอาการท้องผูกเรื้อรัง


ปัญหาท้องผูก แม้จะดูเหมือนอาการทางสุขภาพทั่วไปที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรชะล่าใจกับอาการท้องผูกในเด็กเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเจ้าตัวเล็กมักจะขับถ่ายน้อย หรือในหนึ่งสัปดาห์ขับถ่ายไม่ถึง 3 ครั้ง หรือมีอาการท้องผูกต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 1 เดือน ลักษณะเช่นนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างบอกอย่างแน่ชัดแล้วว่า “ลูกท้องผูกเรื้อรัง” ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา

เมื่อไหร่ที่คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์


หากลูกมีอาการท้องผูกและมีอาการดังต่อไปนี้ ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา

  • ลูกมีอาการท้องผูก และมีอาการปวดท้อง ร้องไห้โยเย โดยเวลาที่ปวดท้องจะสังเกตได้จากการที่ทารกจะดึงขากลับขึ้นไปที่บริเวณท้องและร้องไห้

  • ลูกมีอาการท้องผูก และอาเจียนร่วมด้วย

  • อุจจาระของลูกมีเลือดปนออกมา

  • พยายามดูแลด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว แต่อาการท้องผูกก็ไม่ดีขึ้น

ไขข้อข้องใจเรื่องอาการท้องผูกในเด็กกับ Enfa Smart Club


1. ลูก 2 ขวบท้องผูก เป็นสัญญาณอันตรายหรือเปล่า?

เด็กอายุ 2 ขวบ ก็สามารถที่จะมีอาการท้องผูกได้ ไม่ถือว่าอันตรายจนน่าเป็นห่วง เว้นเสียแต่ว่าลูกมีปัญหาท้องผูกติดต่อกันนานหลายเดือน อาจจำเป็นจะต้องพาลูกไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากแพทย์

2. ลูก 1 ขวบท้องผูก รับมือยังไงดี?

อาการท้องผูก ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาหรือรับการรักษาแบบเฉพาะทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การให้ลูกหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ดื่มน้ำอยู่บ่อย ๆ ก็จะช่วยให้อาการท้องผูกของลูกดีขึ้นได้

เว้นเสียแต่ว่าได้ลองหลายวิธีแล้วแต่อาการท้องผูกก็ไม่ดีขึ้น กรณีนี้ควรพาลูกไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากแพทย์

3. ลูก 3 ขวบท้องผูก บ่อย ๆ ทำยังไงได้บ้าง?

หากลูกท้องผูกบ่อย ๆ หรือในหนึ่งสัปดาห์มีการขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้ง ควรพาลูกไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากแพทย์ เพราะอาจเสี่ยงต่อปัญหาท้องผูกเรื้อรังได้

4. ลูกท้องผูก 2 ขวบ ทำยังไงดี?

อาการท้องผูก ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาหรือรับการรักษาแบบเฉพาะทาง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การให้ลูกหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ดื่มน้ำอยู่บ่อย ๆ ก็จะช่วยให้อาการท้องผูกของลูกดีขึ้นได้

เว้นเสียแต่ว่าได้ลองหลายวิธีแล้วแต่อาการท้องผูกก็ไม่ดีขึ้น กรณีนี้ควรพาลูกไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากแพทย์

5. ลูกท้องผูกบ่อย อันตรายหรือเปล่า?

ลูกท้องผูกบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง ไม่สบายตัวแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเป็นท้องผูกเรื้อรังด้วย หากลูกมีอาการท้องผูกบ่อย ควรพาลูกไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากแพทย์

6. ทารก 1 เดือน ท้องผูก น่ากังวลไหม?

ปกติแล้วทารกวัย 1 เดือนมักจะไม่ค่อยมีอาการท้องผูกเกิดขึ้น มักจะมีการขับถ่ายบ่อยเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม อาการท้องผูกในเด็กวัย 1 เดือน ก็อาจจะมาจากความผิดปกติบางอย่างซึ่งทำให้ทารกท้องผูกจริง ๆ

หรือทารกบางคนเพียงแค่มีอาการถ่ายอุจจาระห่าง คืออาจจะมีการถ่ายเพียงครั้งเดียวใน 1-2 สัปดาห์ แต่อุจจาระมีลักษณะนุ่ม ไม่แข็งเป็นก้อน ลักษณะเช่นนี้ถือว่าปกติ ไม่ใช่อาการท้องผูก

อย่างไรก็ตาม โดยมากแล้วอาการท้องผูกมักไมค่อยน่ากังวลนัก เว้นเสียแต่ว่าทารกจะมีอาการท้องผูกบ่อย หรือท้องผูกต่อเนื่องกว่า 3 เดือน กรณีเช่นนี้อาจนำไปสู่ท้องผูกเรื้อรัง ควรพาลูกไปเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากแพทย์



บทความแนะนำสำหรับคุณแม่