นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

สะดือจุ่นทารก ปกติไหม ควรดูแลอย่างไร

Enfa สรุปให้

  • สะดือจุ่นทารกส่วนใหญ่มักเกิดจากไส้เลื่อนสะดือ พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิดและมักไม่อันตราย โดยเฉพาะหากกดแล้วยุบ ไม่มีอาการเจ็บ และเด็กกินนม นอน และถ่ายได้ปกติ

  • สะดือจุ่นแบบไหนอันตราย คือกรณีที่สะดือปูดแล้วกดไม่ยุบ แข็งตึง เจ็บ บวมแดง หรือมีอาการร่วม เช่น อาเจียน ท้องอืด ไม่ถ่าย ซึม หรือร้องไห้ผิดปกติ

  • สะดือจุ่นแก้ยังไง แนวทางหลักคือเฝ้าสังเกตอาการตามคำแนะนำแพทย์ ไม่ควรใช้เหรียญหรือผ้ารัดกดสะดือ เพราะไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

การเห็นลูกน้อยมีสะดือปูดโปนออกมาสะดุดตา มักทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เกิดความกังวลใจไม่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่เห็นลูกร้องไห้หรือเบ่งอุจจาระแล้วสะดือยิ่งนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วภาวะสะดือจุ่นในเด็กทารกนั้นเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอย่างที่คิด 

อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ พัฒนาการของร่างกายเด็ก และสัญญาณเตือนที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกวิธีและลดความวิตกกังวลที่เกินจำเป็นไปได้ค่ะ

 

สะดือจุ่น ทารก ปกติไหม

ทารกสะดือจุ่นส่วนใหญ่นั้นถือเป็นเรื่องปกติตามพัฒนาการทางร่างกายของเด็กแรกเกิดโดยทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่าโรคไส้เลื่อนที่สะดือ (Umbilical Hernia) ซึ่งเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหน้าท้องของทารกยังปิดไม่สนิทดีในช่วงที่สายสะดือหลุดไปใหม่ ๆ ทำให้มีลำไส้หรือเนื้อเยื่อบางส่วนถูกดันออกมาตามช่องว่างนั้นจนเห็นเป็นลักษณะนูนจุ่นขึ้นมา ซึ่งมักมีลักษณะดังนี้

  • สะดือที่มีลักษณะนูนออกมามักจะนุ่มเมื่อสัมผัส และสามารถกดกลับเข้าไปเบาๆ ได้โดยที่ลูกไม่รู้สึกเจ็บปวด
  • ในขณะที่ทารกบิดตัวหรือใช้แรงเบ่ง ความดันในช่องท้องจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สะดือที่จุ่นอยู่แล้วดูมีขนาดใหญ่และปูดนูนออกมาชัดเจนกว่าปกติ
  • ภาวะนี้ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องของลูกแข็งแรงขึ้นและเคลื่อนที่มาบรรจบกันเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงอายุ 1-2 ปี
  • ขนาดของสะดือจุ่นอาจมีตั้งแต่ขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าลูกมะนาว ซึ่งขนาดไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกความรุนแรงเสมอไปหากไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่น

ความกังวลของพ่อแม่มักพุ่งเป้าไปที่ความเจ็บปวด แต่โดยธรรมชาติแล้วสะดือจุ่นไม่ได้ทำให้ทารกรู้สึกเจ็บ การที่เห็นลูกดูเหมือนจะไม่สบายตัวมักเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ลมในท้องหรือความหิว ดังนั้นหากลูกยังมีร่าเริง ทานนมได้ตามปกติ และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเบาใจได้ว่าภาวะสะดือจุ่นนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางสรีระที่จะค่อย ๆ หายไปได้เองตามกาลเวลาและการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวค่ะ

 

สะดือจุ่นแบบไหนอันตราย

แม้ว่าส่วนใหญ่สะดือทารกจุ่นจะเป็นเรื่องปกติ แต่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบว่าสะดือจุ่นแบบไหนอันตรายเพื่อให้สามารถสังเกตอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ดังนี้

  • สะดือเปลี่ยนสี หากบริเวณที่จุ่นเริ่มมีสีคล้ำ เขียวช้ำ หรือแดงจัดผิดปกติ แสดงว่าอาจมีการอักเสบหรือการขาดเลือดไปเลี้ยงในบริเวณนั้น
  • มีอาการเจ็บปวดรุนแรง เมื่อทารกร้องไห้อย่างหนักและดูเจ็บปวดมากเวลาไปสัมผัสบริเวณสะดือ หรือลูกมีอาการกระสับกระส่ายผิดปกติ
  • กดลงไม่ได้ ปกติสะดือจุ่นจะกดลงไปเบา ๆ ได้ แต่ถ้ากดไม่ลงและมีลักษณะแข็งตึง นั่นคือสัญญาณเตือนว่าลำไส้อาจจะติดค้างอยู่ภายนอก
  • อาการร่วมทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ลูกเริ่มมีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง ท้องอืดแข็ง หรือไม่ถ่ายอุจจาระและไม่ผายลม ซึ่งบ่งบอกถึงการอุดตันของลำไส้

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เนื่องจากการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือลำไส้เน่า การหมั่นสังเกตสีผิวรอบ ๆ สะดือและความนุ่มแข็งของก้อนที่จุ่นออกมา จึงเป็นหน้าที่สำคัญของคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นก่อนที่อาการจะลุกลามได้ค่ะ

 

สะดือจุ่นแก้ยังไง

หลายคนสงสัยว่า สะดือจุ่นแก้ยังไง ปกติแล้ววิธีการรักษาส่วนใหญ่คือการรอเวลา เนื่องจากร่างกายเด็กมีความสามารถในการซ่อมแซมและปิดช่องว่างกล้ามเนื้อได้เองเมื่อโตขึ้น แต่ในกรณีที่อาการไม่หายไปหรือมีความเสี่ยง แพทย์จะมีแนวทางการรักษาที่เป็นสากลและปลอดภัย ดังนี้

  • การสังเกตอาการ แพทย์มักจะนัดติดตามอาการเป็นระยะเพื่อดูการปิดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งโดยทั่วไป 80-90% ของเด็กจะหายเป็นปกติก่อนอายุ 4 ปี
  • การหลีกเลี่ยงวิธีความเชื่อแบบผิด ๆ ห้ามใช้เหรียญบาทกดทับ หรือใช้ผ้ารัดพุงให้แน่น เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้กล้ามเนื้อปิดเร็วขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ หรือรบกวนการเคลื่อนไหวของลำไส้
  • การผ่าตัด ซึ่งจะพิจารณาในกรณีที่สะดือยังมีขนาดใหญ่มากหลังอายุ 4-5 ปี หรือในกรณีฉุกเฉินที่มีไส้เลื่อนติดค้าง ซึ่งเป็นการผ่าตัดเล็กที่มีความปลอดภัยสูงและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
  • การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การให้ลูกได้มีกิจกรรมตามวัย เช่น การนอนคว่ำ (Tummy Time) ในช่วงที่ตื่นและมีคนดูแล จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและคอแข็งแรงขึ้นทางอ้อม

การรักษาภาวะนี้จึงเน้นไปที่ความใจเย็นของครอบครัวเป็นหลักค่ะ การพยายามใช้อุปกรณ์ภายนอกไปกดทับไม่ได้ช่วยในเรื่องของโครงสร้างกล้ามเนื้อภายใน แต่การรอให้ธรรมชาติจัดการตามกระบวนการเจริญเติบโตคือทางออกที่ดีที่สุด หากถึงเกณฑ์อายุที่เหมาะสมแล้วยังไม่ดีขึ้น การปรึกษาศัลยแพทย์เด็กเพื่อทำการผ่าตัดแก้ไขความสวยงามและป้องกันปัญหาในอนาคตก็เป็นทางเลือกที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์อีกทางหนึ่งค่ะ

 

ทารกสะดือปูด คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลอย่างไร

เมื่อพบว่ามีภาวะสะดือโป่งทารกหรือทารกสะดือปูด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประคับประคองตามอาการและดูแลสุขอนามัยรอบบริเวณนั้นให้ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการอักเสบหรือการติดเชื้อภายนอก ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการสมานตัวของเนื้อเยื่อเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนี้

  • รักษาความสะอาดและความแห้ง เพราะความชื้นเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรค ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าบริเวณสะดือแห้งอยู่เสมอหลังการอาบน้ำ
  • การเลือกผ้าอ้อม ควรพับขอบผ้าอ้อมลงมาให้ต่ำกว่าระดับสะดือ เพื่อป้องกันไม่ให้ขอบผ้าอ้อมไปเสียดสีกับสะดือที่นูนออกมา และลดโอกาสที่ปัสสาวะจะซึมไปโดนสะดือ
  • สังเกตอาการขณะขับถ่าย หากลูกมีอาการท้องผูกและต้องเบ่งบ่อยๆ อาจทำให้สะดือปูดมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการปรับการกินนมเพื่อให้อุจจาระนิ่มลง
  • การสัมผัสอย่างเบามือ ในการทำความสะอาดหรือทาโลชั่นบริเวณท้อง ควรเลี่ยงการกดกระแทกแรงๆ บริเวณที่จุ่น แต่สามารถลูบเบาๆ ได้ตามปกติ

การดูแลเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของผิวหนังบริเวณที่นูนออกมา เพราะผิวหนังบริเวณสะดือที่จุ่นมักจะบางกว่าปกติ การป้องกันการเสียดสีและการรักษาความสะอาดจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวและไม่เกิดการอักเสบซ้ำซ้อนจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาค่ะ

 

สะดือบวมแดงทารก สัญญาณอันตรายที่ควรพาลูกไปพบแพทย์

อาการสะดือพองแดงทารกหรือสะดือมีลักษณะบวมอักเสบนั้น เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในช่วงที่สะดือยังไม่หลุด หรือแม้แต่หลังจากที่สะดือจุ่นไปแล้วหากมีการเสียดสีจนเป็นแผล คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจหากพบอาการดังต่อไปนี้

  • มีหนองหรือของเหลวไหลออกมา หากพบว่ามีน้ำเหลือง หนองสีเหลืองหรือเขียว ซึมออกมาจากซอกสะดือ พร้อมกับมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
  • ผิวหนังรอบสะดือแดงและร้อน ถ้าลูบผิวหนังรอบๆ สะดือแล้วรู้สึกร้อนกว่าบริเวณอื่น หรือมีรอยแดงลามออกมาเป็นวงกว้าง
  • มีไข้และซึม หากลูกมีไข้ร่วมกับอาการสะดือบวมแดง หรือมีอาการงอแงผิดปกติไม่ยอมทานนม
  • สะดือลูกเลือดออกแม้การมีเลือดซึมเล็กน้อยหลังสายสะดือหลุดจะเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเลือดออกไม่หยุดหรือออกปริมาณมาก ควรรีบพบแพทย์ทันที

การติดเชื้อบริเวณสะดือในทารกสามารถแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นเลือดสำคัญในวัยแรกเกิด ดังนั้นการสังเกตความผิดปกติของสีผิวและกลิ่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้งหลังอาบน้ำ หากพบอาการที่น่าสงสัยเพียงเล็กน้อย อาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำจะช่วยป้องกันความรุนแรงของโรคได้ค่ะ

 

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ในการดูแลสะดือทารกแรกเกิด

พื้นฐานสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจเรื่องวิธีเช็ดสะดือทารกอย่างถูกต้อง เพื่อให้ตอสะดือแห้งและหลุดออกตามธรรมชาติโดยไม่มีการติดเชื้อ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสะดือที่สวยงามและลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต โดยสามารถทำได้ดังนี้

  • เตรียมสำลีสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อและแอลกอฮอล์ 70%
  • ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดจากโคนสะดือวนออกไปสู่ปลายสะดือ และอย่าลืมเช็ดบริเวณซอกโคนสะดือให้ทั่วโดยการแหวกเบา ๆ
  • ควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังอาบน้ำเช้า-เย็น หรือทุกครั้งที่สะดือเปื้อนสิ่งสกปรก
  • ปกติสะดือจะหลุดภายใน 7-14 วัน ห้ามใช้มือดึงให้หลุดเร็วขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดแผลและเลือดออกได้

ในกรณีที่ลูกร้องเหมือนจะขาดใจ https://www.enfababy.com/blogs/baby-development-tips/breath-holding-spells ในช่วงที่ทำความสะอาดสะดือ ขอให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่านั่นไม่ใช่ความเจ็บปวดจากแผลสะดือ แต่เป็นเพียงความรู้สึกเย็นจากแอลกอฮอล์หรือความไม่ชอบใจที่ถูกจับตัวเท่านั้น โดยการดูแลสะดืออย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอจะช่วยให้แผลสมานตัวได้เร็วและลดความเสี่ยงที่สะดือจะอักเสบจนนำไปสู่ภาวะสะดือจุ่นที่รุนแรงขึ้นค่ะ

 

เลือกโภชนาการที่มี MFGM เพื่อ IQ และทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า

เด็กจะเติบโตมาพร้อมกับทักษะสมองที่ดีได้นั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรม และการเรียนรู้ที่สมวัยแล้ว การใส่ใจเลือกโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ให้ลูกได้กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี ควรเลือกนมที่มี MFGM ซึ่งเป็นสุดยอดสารอาหารในนมแม่ สารอาหารสมองชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง

นอกจากนี้ โภชนาการที่ดียังมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะ EF ทั้ง 3 ด้านหลัก ดังนี้

  • สมองจำดี (Working Memory) เก็บข้อมูลที่มองเห็นและได้ยิน มาใช้ในเวลาที่ต้องการ
  • ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
  • ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) รู้จักรอ ยับยั้งชั่งใจ ควบคุมอารมณ์ คิดก่อนลงมือทำ

การเลือกโภชนาการที่มี MFGM จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมั่นคง มีสมองที่ปราดเปรื่อง และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จที่เหนือกว่าในอนาคต

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Cart TH Join Enfamama