Enfa สรุปให้
-
ยาบํารุงครรภ์ คือยาหรือวิตามินเสริมที่แพทย์ให้คุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อช่วยเติมสารอาหารสำคัญ เช่น โฟลิก ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม และวิตามินบางชนิด แต่ควรกินตามแพทย์สั่ง
-
ยาบํารุงเลือดคนท้อง มักหมายถึงยาที่มีธาตุเหล็ก ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ลดความเสี่ยงภาวะซีด เหนื่อยง่าย เวียนหัว และช่วยให้ร่างกายแม่ส่งออกซิเจนไปเลี้ยงทารกได้ดีขึ้น
-
ยาบํารุงครรภ์ไตรมาสแรก มักเน้นโฟลิก ไอโอดีน และธาตุเหล็ก เพราะเป็นช่วงที่ทารกเริ่มสร้างสมอง ไขสันหลัง หัวใจ และอวัยวะสำคัญ คุณแม่จึงควรกินต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
เมื่อเริ่มฝากครรภ์ คุณหมอมักประเมินสุขภาพคุณแม่ ตรวจเลือด ดูภาวะซีด ประเมินโภชนาการ และจ่ายยาหรือวิตามินเสริมตามความจำเป็น เพราะช่วงตั้งครรภ์ร่างกายต้องใช้สารอาหารมากขึ้นทั้งเพื่อสร้างเลือด รก กระดูก สมอง และระบบประสาทของทารก
อย่างไรก็ตาม ยาบำรุงไม่ได้มีไว้กินแทนอาหาร และไม่ควรซื้อกินเองหลายชนิดพร้อมกันโดยไม่ปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะสารอาหารบางอย่างถ้าได้รับน้อยเกินไปอาจกระทบต่อแม่และลูก แต่ถ้าได้รับมากเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน
ในบทความนี้ Enfa จะชวนคุณแม่ไปทำความเข้าใจเรื่องยาบำรุงครรภ์กันให้มากขึ้น เพื่อจะได้รับประทานได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงแต่ละไตรมาสค่ะ
ยาบํารุงครรภ์ คืออะไร
ยาบํารุงครรภ์ คือ ยาหรือวิตามินเสริมที่ใช้ในช่วงตั้งครรภ์เพื่อช่วยให้คุณแม่ได้รับสารอาหารจำเป็นเพียงพอ โดยเฉพาะสารอาหารที่มักต้องการเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงปกติ เช่น ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก ไอโอดีน แคลเซียม และวิตามินดี บางคนอาจเรียกว่า ยาบำรุงคนท้อง หรือ ยาบำรุงตั้งครรภ์
ซึ่งโดยหลักแล้วแพทย์จะเลือกให้ตามอายุครรภ์ ผลตรวจเลือด อาหารที่กิน โรคประจำตัว และความเสี่ยงเฉพาะบุคคล โดยมีข้อควรคำนึง ดังนี้
- ยาบำรุงครรภ์มีจุดประสงค์หลักคือช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดสารอาหารที่สำคัญต่อการตั้งครรภ์ เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือการได้รับโฟลิกไม่เพียงพอในช่วงต้นของการสร้างระบบประสาททารก
- ยาบำรุงครรภ์ไม่ได้ทำให้ลูกตัวโตผิดปกติหรือแทนอาหารหลัก แต่ทำหน้าที่เสริมส่วนที่ร่างกายอาจได้รับไม่พอจากอาหารในแต่ละวัน
- คุณแม่ยังควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นโปรตีนคุณภาพดี ผัก ผลไม้ ธัญพืช นม หรือแหล่งแคลเซียมอื่น ๆ ร่วมกับการกินยาตามที่แพทย์สั่ง
- ไม่ควรกินวิตามินรวมหลายยี่ห้อซ้ำกันเอง เพราะอาจได้รับสารอาหารบางชนิดเกินความจำเป็น โดยเฉพาะวิตามินเอ ธาตุเหล็ก หรือไอโอดีนในบางสูตร
- หากมีโรคประจำตัว เช่น ธาลัสซีเมีย โรคไต โรคไทรอยด์ แพ้ยา หรือเคยมีประวัติทารกมีความผิดปกติของหลอดประสาท ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับยาทุกครั้ง
ยาบํารุงครรภ์ที่หมอให้ มีอะไรบ้าง
ยาบํารุงครรภ์ที่หมอให้มักไม่เหมือนกันทุกคน เพราะแพทย์จะพิจารณาจากอายุครรภ์ ผลเลือด น้ำหนักตัว อาการแพ้ท้อง พฤติกรรมการกิน และความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ หลายคนจึงสงสัยว่า ยาบํารุงครรภ์มีอะไรบ้าง โดยทั่วไปยาหลักที่พบได้บ่อยคือธาตุเหล็ก โฟลิก ไอโอดีน แคลเซียม และบางรายอาจได้วิตามินหรือสารอาหารอื่นเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ ดังนี้
- ธาตุเหล็ก มักให้เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ลดความเสี่ยงภาวะซีด ซึ่งสำคัญต่อการลำเลียงออกซิเจนไปยังร่างกายแม่ รก และทารก
- กรดโฟลิก สำคัญมากในช่วงก่อนตั้งครรภ์และไตรมาสแรก เพราะเกี่ยวข้องกับการสร้างหลอดประสาท สมอง และไขสันหลังของทารก
- ไอโอดีน มีบทบาทต่อการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองของลูก
- แคลเซียม ช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันของแม่และทารก รวมถึงมีบทบาทต่อกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และการแข็งตัวของเลือด
- วิตามินดี อาจพิจารณาในบางรายหรือบางแนวทาง เพราะช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียมและสุขภาพกระดูก
- วิตามินรวมสำหรับหญิงตั้งครรภ์บางสูตรอาจมีวิตามินบี วิตามินซี DHA หรือสารอาหารอื่นร่วมด้วย แต่ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรเลือกจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว
ยาบํารุงเลือดคนท้อง คืออะไร
ยาบํารุงเลือดคนท้องส่วนใหญ่หมายถึงยาที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ เพราะช่วงตั้งครรภ์ปริมาณเลือดของแม่เพิ่มขึ้น ร่างกายจึงต้องใช้ธาตุเหล็กมากขึ้นเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดง หากได้รับไม่พออาจทำให้ซีด เหนื่อยง่าย ใจสั่น เวียนศีรษะ และในบางกรณีอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักแรกเกิดต่ำได้ ยาบํารุงเลือดตั้งครรภ์จึงเป็นยาที่พบได้บ่อยในคลินิกฝากครรภ์ โดยมีคุณสมบัติและอาการข้างเคียง ดังนี้
- ธาตุเหล็กช่วยสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำหน้าที่พาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายแม่และส่งต่อไปยังทารกผ่านรก
- คุณแม่บางคนอาจได้รับธาตุเหล็กตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์ ส่วนบางรายอาจได้รับขนาดยาปรับตามผลตรวจเลือดหรือภาวะซีด
- อาการข้างเคียงที่พบได้คือคลื่นไส้ ท้องผูก ปวดท้องเล็กน้อย หรืออุจจาระสีดำ ซึ่งมักเป็นผลจากธาตุเหล็ก แต่ถ้ามีอาการรุนแรงควรปรึกษาแพทย์
- การกินธาตุเหล็กร่วมกับน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีอาจช่วยการดูดซึมได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรกินพร้อมนม ชา กาแฟ หรือแคลเซียม เพราะอาจรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก
- หากคุณแม่มีพาหะธาลัสซีเมียหรือเป็นโรคเลือด ควรแจ้งแพทย์ เพราะการให้ธาตุเหล็กต้องพิจารณาจากผลเลือดและสาเหตุของภาวะซีด ไม่ควรกินเพิ่มเอง
ยาบํารุงครรภ์โฟลิค สำคัญอย่างไร
ยาบํารุงครรภ์โฟลิค หรือ ยาโฟลิคบํารุงครรภ์ เป็นหนึ่งในสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับช่วงเริ่มตั้งครรภ์ เพราะโฟลิกเกี่ยวข้องกับการแบ่งเซลล์และการสร้างหลอดประสาทของทารก ซึ่งจะพัฒนาเป็นสมองและไขสันหลัง โดยช่วงเวลาสำคัญมักเกิดตั้งแต่ระยะแรกมากๆ บางครั้งเกิดขึ้นก่อนที่คุณแม่จะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ด้วยซ้ำ โดยหลักทั่วไปยาโฟลิคบำรุงครรภ์มีประโยชน์และวิธีใช้ ดังนี้
- ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์มักได้รับคำแนะนำให้เริ่มโฟลิคก่อนตั้งครรภ์ และกินต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรก
- โฟลิคช่วยลดความเสี่ยงความผิดปกติของหลอดประสาท เช่น ภาวะกระดูกสันหลังปิดไม่สนิท หรือความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมองและไขสันหลัง
- คุณแม่ที่เคยมีประวัติลูกมีความผิดปกติของหลอดประสาท กินยากันชักบางชนิด เป็นเบาหวาน หรือมีภาวะเฉพาะอื่นๆ อาจต้องใช้ขนาดโฟลิคต่างจากคนทั่วไป จึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- อาหารที่มีโฟเลตตามธรรมชาติ เช่น ผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืช ไข่ และผลไม้บางชนิดมีประโยชน์ แต่ในช่วงตั้งครรภ์มักแนะนำให้เสริมยาเพื่อให้ได้รับเพียงพอและสม่ำเสมอ
- ไม่ควรซื้อโฟลิคขนาดสูงกินเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ เพราะขนาดยาที่เหมาะสมควรพิจารณาตามความเสี่ยงของแต่ละคน
ยาบํารุงครรภ์แคลเซียม กินอย่างไร
ยาบํารุงครรภ์แคลเซียม หรือ ยาเสริมแคลเซียมคนท้อง มักใช้เมื่อคุณแม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ หรือแพทย์เห็นว่าควรเสริมตามความเสี่ยง เพราะทารกต้องใช้แคลเซียมในการสร้างกระดูกและฟัน ส่วนคุณแม่เองก็ต้องรักษามวลกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นประสาท และการทำงานของร่างกายให้สมดุลตลอดการตั้งครรภ์ โดยมีข้อบ่งใช้ดังนี้
- แคลเซียมสำคัญต่อการสร้างกระดูกและฟันของทารก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงที่ทารกเจริญเติบโตเร็วขึ้น
- หากคุณแม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารน้อย ร่างกายอาจดึงแคลเซียมจากกระดูกแม่มาใช้ จึงควรดูแลทั้งอาหารและการเสริมตามคำแนะนำ
- แหล่งอาหารที่มีแคลเซียม ได้แก่ นม โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้แข็ง ผักใบเขียวบางชนิด และอาหารเสริมแคลเซียมบางประเภท
- ไม่ควรกินแคลเซียมพร้อมธาตุเหล็ก เพราะอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก ควรแยกเวลากินคนละมื้อหรือตามที่เภสัชกรแนะนำ
- แคลเซียมบางชนิดอาจทำให้ท้องผูก แน่นท้อง หรือไม่สบายท้อง หากมีอาการมากควรแจ้งแพทย์เพื่อปรับชนิดหรือวิธีกิน
- คุณแม่ที่มีโรคไต นิ่วในไต หรือมีแคลเซียมในเลือดผิดปกติ ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
ยาบํารุงครรภ์ Triferdine 30
ยาบํารุงครรภ์ Triferdine 30 เป็นชื่อที่คุณแม่หลายคนคุ้นจากคลินิกฝากครรภ์ โดย Triferdine เป็นยาเม็ดรวมสารอาหารสำคัญ ได้แก่ ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และไอโอดีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่ใช้กันในงานอนามัยแม่และเด็กของไทย ส่วนคำว่า 30 นั้นคือจ่ายยาเป็นแผงหรือจำนวนเม็ดตามรอบนัด โดยรวมสารอาหารหลักไว้ในเม็ดเดียวช่วยลดโอกาสการลืมทานยาของคุณแม่ ส่งผลให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องทุกวันค่ะ แต่ทั้งนี้คุณแม่ควรยึดตามฉลากยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลหรือคำสั่งแพทย์เป็นหลักด้วยค่ะ
ยาอื่นๆ ที่ช่วยบำรุงครรภ์
นอกจากธาตุเหล็ก โฟลิก ไอโอดีน และแคลเซียมแล้ว คุณแม่บางคนอาจได้รับยาอื่นตามอาการหรือภาวะเฉพาะ เช่น วิตามินดี วิตามินบี ยาแก้แพ้ท้อง ยารักษาโรคประจำตัว หรือยาเสริมเฉพาะกรณี แต่ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องได้รับเหมือนกัน การใช้ยาระหว่างตั้งครรภ์จึงควรยึดหลัก “จำเป็น ปลอดภัย และเหมาะกับแต่ละคน” มากกว่าการกินเผื่อไว้ค่ะ
- วิตามินดี (Vitamin D) แพทย์จะจ่ายร่วมด้วยเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้เล็ก นำไปใช้บำรุงกระดูกของทั้งแม่และลูกให้แข็งแรง
- กรดไขมันดีเอชเอ (DHA / Fish Oil) มักให้ทานในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างเซลล์สายตา (Retina) และเพิ่มโครงข่ายเส้นประสาทในสมอง ช่วยเรื่องระบบความจำ
- วิตามินบี 6 (Vitamin B6) สำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงในระยะแรก แพทย์จะให้เพื่อช่วยปรับสมดุลระบบประสาท บรรเทาอาการวิงเวียนคลื่นไส้
ยาบํารุงครรภ์แต่ละไตรมาส
อาหารเสริมสำหรับคนท้อง จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ คุณแม่ไม่ควรไปหาซื้อมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะบางครั้งปริมาณของวิตามินที่มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าจะเป็นผลดี จึงจำเป็นต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์
โดยในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์ แพทย์ก็จะมีการประเมินว่าร่างกายของคุณแม่กับอายุครรภ์ในขณะนั้น จำเป็นจะต้องได้รับอาหารเสริมหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์ก็จะมีการแนะนำให้คุณแม่บำรุงครรภ์ด้วยสารอาหารที่จำเป็นในแต่ละไตรมาส ดังนี้
ยาบํารุงครรภ์ไตรมาสแรก
- วิตามินบํารุงครรภ์ไตรมาส 1 ควรเน้นไปที่สารอาหารจำพวก
- กรดโฟลิก ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับโฟลิก 600 ไมโครกรัมต่อวัน
- แคลเซียม ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
- ธาตุเหล็ก ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน
- วิตามินซี ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับวิตามินซี 85 มิลลิกรัมต่อวัน
- ดีเอชเอ ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับดีเอชเออย่างน้อย 200 มิลลิกรัมต่อวัน
- ไอโอดีน ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับไอโอดีน 175-200 ไมโครกรัมต่อวัน
- โคลีน ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับโคลีน 450 มิลลิกรัมต่อวัน
ยาบํารุงครรภ์ไตรมาส 2
- ธาตุเหล็ก ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน
- แคลเซียม ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
- กรดโฟลิก ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับโฟลิก 400-800 ไมโครกรัมต่อวัน
- วิตามินดี ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับวิตามินดี 600 (IU) หรือ 15 ไมโครกรัมต่อวัน
- โอเมก้า 3 ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับโอเมก้า 3 1.4 กรัมต่อวัน
ยาบํารุงครรภ์ไตรมาส 3
- วิตามินสําหรับคนท้องไตรมาสสาม ควรเน้นไปที่สารอาหารจำพวก
- ธาตุเหล็ก ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็ก 27 มิลลิกรัมต่อวัน
- วิตามินซี ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับวิตามินซี 85 มิลลิกรัมต่อวัน
- แคลเซียม ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
- กรดโฟลิก ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับโฟลิก 400-800 ไมโครกรัมต่อวัน
- โคลีน ในไตรมาสนี้คุณแม่ควรได้รับโคลีน 430-930 มิลลิกรัมต่อวัน
กินยาบํารุงครรภ์อย่างไร
การกินยาบํารุงครรภ์ให้ได้ผลดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนยาที่มากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการกินให้ถูกชนิด ถูกเวลา และสม่ำเสมอตามคำแนะนำ ยาบางชนิดดูดซึมดีเมื่อกินห่างจากอาหารบางอย่าง ขณะที่บางชนิดอาจกินหลังอาหารเพื่อลดคลื่นไส้ได้ การเข้าใจวิธีกินจึงช่วยให้คุณแม่ได้ประโยชน์จากยาเต็มที่และลดผลข้างเคียง ดังนี้
- อ่านฉลากยาทุกครั้ง โดยดูชื่อยา วิธีใช้ จำนวนเม็ดต่อวัน และช่วงเวลาที่ต้องกิน หากไม่แน่ใจควรถามเภสัชกรทันที
- กินยาตามแพทย์สั่ง ไม่เพิ่ม ไม่ลด และไม่หยุดเอง เพราะสารอาหารบางชนิดต้องกินต่อเนื่องจึงจะช่วยป้องกันการขาดได้ดี
- ธาตุเหล็กควรแยกจากนม ชา กาแฟ และแคลเซียม เพราะสิ่งเหล่านี้อาจรบกวนการดูดซึมธาตุเหล็ก
- แคลเซียมควรแยกจากธาตุเหล็กอย่างน้อยตามช่วงเวลาที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้เหมาะสม
- หากลืมกินยา 1 ครั้ง ไม่ควรกินเพิ่มเป็น 2 เท่าโดยไม่ถามแพทย์ ให้กินมื้อต่อไปตามปกติหรือตามคำแนะนำบนฉลาก
- หากกินยาแล้วท้องผูกมาก คลื่นไส้มาก อาเจียนบ่อย หรือกินไม่ได้ ควรแจ้งแพทย์เพื่อปรับวิธีใช้ ไม่ควรหยุดเองนาน ๆ
- ควรเก็บยาในที่แห้ง พ้นแสงแดด และพ้นมือเด็ก เพราะธาตุเหล็กหากเด็กเล็กกินเกินขนาดอาจเป็นอันตรายได้
ยาบํารุงครรภ์กินตอนไหน
ยาบํารุงครรภ์กินตอนไหนขึ้นอยู่กับชนิดของยาและอาการของคุณแม่ ยาบางชนิดกินตอนท้องว่างจะดูดซึมดี แต่บางคนอาจคลื่นไส้มากจนต้องกินหลังอาหาร ส่วนคำถามว่า ยาบํารุงครรภ์กินเวลาไหน คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดคือให้ยึดตามฉลากยาที่โรงพยาบาลจ่าย และถามเภสัชกรหากต้องกินหลายชนิดร่วมกัน หรือพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้
- ธาตุเหล็กมักดูดซึมได้ดีเมื่อกินห่างจากนม ชา กาแฟ และแคลเซียม แต่ถ้าระคายท้องหรือคลื่นไส้ แพทย์อาจแนะนำให้กินหลังอาหาร
- โฟลิกสามารถกินเวลาใดก็ได้ที่สะดวก แต่ควรกินเวลาเดิมทุกวันเพื่อช่วยให้ไม่ลืม
แคลเซียมมักกินหลังอาหารได้ และควรแยกจากธาตุเหล็กเพื่อไม่ให้รบกวนการดูดซึมกัน
- หากมียาหลายตัว อาจจัดเวลาเป็นรอบ เช่น ธาตุเหล็กช่วงเช้าหรือก่อนนอน และแคลเซียมช่วงกลางวันหรือเย็น แต่ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรช่วยจัดตารางตามยาที่ได้รับจริง
- หากแพ้ท้องช่วงเช้ามาก อาจถามแพทย์ว่าสามารถย้ายยาบางตัวไปกินหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอนได้หรือไม่
- ควรหลีกเลี่ยงการกินยาพร้อมเครื่องดื่มสมุนไพร อาหารเสริม หรือยาชุดที่ไม่ทราบส่วนประกอบ เพราะอาจมีผลต่อการดูดซึมหรือความปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์
ยาบํารุงครรภ์หมดก่อนหมอนัด ทำยังไงดี
หากยาบํารุงครรภ์หมดก่อนหมอนัด คุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ขาดยานาน โดยเฉพาะยาที่แพทย์ให้ต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะซีดหรือเสริมสารอาหารสำคัญ แต่ก็ไม่ควรซื้อยาหลายชนิดมากินแทนเองโดยไม่รู้ส่วนประกอบ เพราะอาจซ้ำซ้อนหรือได้ขนาดไม่เหมาะกับตนเอง ทางที่ดีควรติดต่อสถานพยาบาลที่ฝากครรภ์หรือเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำค่ะ
อนาคตที่ดีที่สุดของลูก เริ่มด้วยโภชนาการผ่านคุณแม่
สุขภาพและพัฒนาการทารกในครรภ์เริ่มต้นด้วยโภชนาการจากคุณแม่ การใส่ใจโภชนาการด้วยนมสำหรับคนท้องจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีที่สุดของลูก เพราะสมองของลูกเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนถึงช่วงให้นมบุตรตลอด 2 ปีแรกของลูก คุณแม่สามารถเลือกโภชนาการที่มี MFGM ช่วยเสริมสร้างสมองลูกใน 1,000 วันแรกของชีวิต และเสริมอาหารสมองที่สำคัญอย่าง ดีเอชเอ, สฟิงโกไมอิลีน,แอลฟา-แลคตาบูมิน, ฟอสโฟลิปิด,แกงกลิโอไซด์ เพื่อให้สมองลูกพัฒนาได้เต็มศักยภาพ
สร้างสมองลูกดีที่สุด เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์
- MFGM มีสารอาหารกว่า 150 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อสมอง มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมองลูกที่เหนือกว่า มีงานวิจัยรองรับ
- DHA & Choline เสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทและบำรุงสมอง
สร้างพัฒนาการลูกดีที่สุด
- โฟเลตสูง ช่วยการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์
- แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
เสริมโภชนาการแม่ดีที่สุด
- ดัชนีน้ำตาลต่ำ
- วิตามิน แร่ธาตุกว่า 25 ชนิด
- มีใยอาหารอินูลิน ช่วยการขับถ่าย
- ไขมันต่ำ