Enfa สรุปให้
-
ไตรมาสการตั้งครรภ์ คือ การแบ่งระยะของการตั้งครรภ์ออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 รวมระยะเวลาตั้งครรภ์ทั้งหมด 9 เดือน
-
การแบ่งไตรมาสการตั้งครรภ์ จะแบ่งออกไตรมาสละ 3 เดือน ไตรมาสแรกคืออายุครรภ์ 1-3 เดือน ไตรมาสที่ 2 อายุครรภ์ 4-6 เดือน และไตรมาสที่ 3 อายุครรภ์ 7-9 เดือน
- ในแต่ละไตรมาสคนท้อง ร่างกายของคุณแม่จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันพัฒนาการของทารกในครรภ์ก็จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นในทุกด้านควบคู่กันไป
ตลอดการตั้งครรภ์ทั้งหมด 9 เดือนนั้น เราจะแบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส ซึ่งแต่ละไตรมาสจะมีการเปลี่ยนแปลงของคุณแม่และทารกในครรภ์ที่แตกต่างกันไป บทความนี้จาก Enfa มีสาระน่ารู้ของแต่ละไตรมาสการตั้งครรภ์มาฝากค่ะ มาดูกันว่าเราจะแบ่งไตรมาสการตั้งครรภ์ได้อย่างไรบ้าง พร้อมคำแนะนำในการดูแลขณะตั้งครรภ์ในแต่ละไตรมาส
ไตรมาสการตั้งครรภ์
ไตรมาสคนท้อง หรือไตรมาสการตั้งครรภ์ จะแบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส คือ ไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยในแต่ละไตรมาสคุณแม่จะพบการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเกิดขึ้นมากมาย และพัฒนาการของทารกในครรภ์ก็จะค่อย ๆ เจริญเติบโตขึ้นในทุก ๆ ไตรมาส จนกระทั่งพัฒนาระบบอวัยวะต่าง ๆ สมบูรณ์พร้อมสำหรับการคลอดในไตรมาสที่ 3 ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่ไตรมาสแรกจนไตรมาสสุดท้ายจะกินเวลาทั้งหมด 9 เดือน หรือ 40 สัปดาห์
การแบ่งไตรมาสการตั้งครรภ์
การนับอายุครรภ์และการแบ่งไตรมาสการตั้งครรภ์นั้น จุดสำคัญคือวันที่ตรวจพบการตั้งครรภ์ค่ะ อย่างไรก็ตาม การนับไตรมาสการตั้งครรภ์นั้น จะไม่ได้นับ 1 จากวันแรกที่ตรวจพบการตั้งครรภ์ แต่จะคำนวณถอยหลังย้อนไปจนถึงวันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด เพื่อจะได้คำควณอายุครรภ์และไตรมาสการตั้งครรภ์ได้อย่างถูกต้อง
การนับไตรมาสตั้งครรภ์ สามารถแบ่งได้ ดังนี้
-
ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 คือ ระหว่างอายุครรภ์ 4-12 สัปดาห์ หรือประมาณ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
-
ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 คือ ระหว่างอายุครรภ์ 13-27 สัปดาห์ หรืออยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์เดือนที่ 4-5-6 ตามลำดับ
-
ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 คือ ระหว่างอายุครรภ์ 28-40 สัปดาห์ หรืออยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์เดือนที่ 7-8-9 ตามลำดับ
การตั้งครรภ์แต่ละไตรมาส
การตั้งครรภ์ในแต่ละไตรมาส จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างมากมาย ดังนี้
การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1
การเปลี่ยนแปลงของแม่ตั้งครรภ์
การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของแม่ตั้งครรภ์ที่พบได้ในไตรมาสนี้ ได้แก่
- อาการแพ้ท้อง
- เต้านมตึงคัด
- ปัสสาวะบ่อย
- ท้องผูกง่าย
- บางคนมีน้ำหนักตัวลดลงเนื่องจากอาการแพ้ท้องรุนแรง
การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์
หลังเกิดการปฏิสนธิแล้ว ไข่และอสุจิจะรวมกันเพื่อสร้างไซโกต ซึ่งจะฝังตัวในผนังมดลูก จากนั้นไซโกตจะกลายเป็นตัวอ่อน เมื่อเซลล์ของมันแบ่งตัวและเจริญเติบโต จนกระทั่งสิ้นสุดไตรมาสที่ 1 หรือในสัปดาห์ที่ 12 สัปดาห์ ทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการ ดังนี้
- ระบบอวัยวะและโครงสร้างพื้นฐานของร่างกายเริ่มพัฒนาขึ้นแล้ว
- หัวใจเริ่มเต้นเป็นจังหวะ
- เซลล์นิ้วมือและนิ้วเท้าเริ่มก่อตัวแล้ว
- ทารกในครรภ์ที่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ มีความยาวประมาณ 3 นิ้ว และหนักเกือบ 1 ออนซ์
- เส้นประสาทและกล้ามเนื้อเริ่มทำงานร่วมกัน และทารกในครรภ์สามารถกำมือได้
- เปลือกตาเริ่มก่อตัวแล้วและจะยังคงปิดอยู่จนถึงประมาณสัปดาห์ที่ 28 เพื่อปกป้องดวงตา
การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2
การเปลี่ยนแปลงของแม่ตั้งครรภ์
การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของแม่ตั้งครรภ์ที่พบได้ในไตรมาสนี้ ได้แก่
- มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายบ่อยขึ้น เช่น ปวดขา ปวดแขน ปวดหลัง
- มีอาการจุกเสียดแน่นท้องถี่ขึ้น
- ท้องผูกง่าย
- ปัสสาวะบ่อย
- มีตกขาว
- ขาบวม ข้อเท้าบวม นิ้วมือบวม
- เป็นตะคริวที่ขาบ่อย ๆ
- หัวนมสีคล้ำขึ้น
- บางคนเริ่มปรากฎรอยแตกลายที่หน้าท้อง หน้าอก ต้นขา สะโพก
- เดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 มักพบว่าขนาดท้องเริ่มนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์
เมื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ทารกในครรภ์จะมีพัฒนาการสำคัญ ดังนี้
- ขี้เทา หรืออุจจาระครั้งแรกของทารก ได้เริ่มก่อตัวขึ้นในลำไส้แล้ว
- ทารกในครรภ์สามารถมองเห็นและได้ยินเสียงจากภายนอก
- ทารกในครรภ์สามารถทำท่าดูด และเกาตัวเองได้
- ผิวหนัง ผม และเล็บได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
- ปอดได้ก่อตัวขึ้นแล้วแต่ระบบการทำงานของปอดยังไม่เริ่มต้น
- ทารกในครรภ์เริ่มนอนหลับและตื่นเป็นเวลา
- อัณฑะของเพศชายจะเคลื่อนไปอยู่ที่ถุงอัณฑะ และไข่ของเพศหญิงจะก่อตัวขึ้นในรังไข่
- ต่อมรับรสได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
- ไขกระดูกกำลังสร้างเซลล์เม็ดเลือดขึ้น
- เริ่มมีขนอ่อนปกคลุมทั่วร่างกาย
- ทารกเริ่มดิ้นอย่างเห็นได้ชัด
การตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3
การเปลี่ยนแปลงของแม่ตั้งครรภ์
การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายของแม่ตั้งครรภ์ที่พบได้ในไตรมาสนี้ ได้แก่
- ขนาดท้องใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- มีอาการแสบร้อนกลางอกง่าย
- มักหายใจถี่ บางครั้งหายใจไม่ค่อยสะดวก
- มีอาการบวมที่ข้อเท้า ขา ใบหน้า และนิ้วมือ
- มักนอนไม่ค่อยหลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ
- ค่อนข้างมีอารมณ์แปรปรวน
- ในบางคนเริ่มมีน้ำนมไหลออกจากเต้านม
- ปัสสาวะบ่อย
- ท้องผูกง่าย บางคนเริ่มเป็นริดสีดวงทวาร
- มีอาการเจ็บท้องหลอก
- ปวดเมื่อยบ่อย เช่น ปวดหลัง ปวดขา หรือปวดหัวหน่าว
การเปลี่ยนแปลงของทารกในครรภ์
ในไตรมาสนี้พัฒนาการต่าง ๆ ของทารกจะมีความพร้อมเต็มระบบมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวที่จะออกมาดูโลก โดยมีพัฒนาการที่น่าสนใจดังนี้
- กระดูกของทารกเริ่มแข็งตัว
- สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของทารกได้ชัดเจนขึ้น
- ดวงตาของทารกสามารถสามารถรับรู้แสงจากภายนอกได้
- ปอดก่อตัวสมบูรณ์ ระบบการทำงานของปอดมีความพร้อมต่อการหายใจ
- ขนอ่อนที่ปกคลุมร่างกายค่อย ๆ หลุดร่วง และมีสารเคลือบผิวคล้ายขี้ผึ้งที่เรียกว่า เวอร์นิกซ์ (Vernix) เกิดขึ้น
- เมื่ออายุครรภ์ตั้งแต่ 32-36 สัปดาห์ขึ้นไป ทารกในครรภ์จะเริ่มกลับหัว เพื่อเตรียมพร้อมต่อการคลอดที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
การนัดตรวจครรภ์แต่ละไตรมาส
ตลอดการตั้งครรภ์แพทย์จะมีการนัดตรวจครรภ์เป็นประจำในแต่ละไตรมาส ซึ่งความถี่ในการพบแพทย์นั้นจะแตกต่างกันไปตามพื้นฐานสุขภาพของคุณแม่ และความเสี่ยงของการตั้งครรภ์เป็นสำคัญ หากมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง แพทย์อาจนัดมาพบบ่อยกว่าปกติ แต่ถ้าการตั้งครรภ์เป็นปกติ ความถี่ในการนัดตรวจครรภ์ก็จะไม่ได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม การนัดตรวจครรภ์ในแต่ละไตรมาส จะมีรายละเอียดในการตรวจครรภ์โดยทั่วไปที่แตกต่างกัน ดังนี้
ไตรมาสแรก (อายุครรภ์ 4–12 สัปดาห์)
- ซักประวัติสุขภาพและประวัติการตั้งครรภ์
- ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน และตรวจร่างกายเบื้องต้น
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
- ตรวจเลือดหาโรคติดเชื้อ เช่น HIV ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ
- ตรวจพาหะธาลัสซีเมีย ภาวะโลหิตจาง และหมู่เลือด
- ตรวจภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน
- ตรวจปัสสาวะเพื่อคัดกรองการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดในกลุ่มเสี่ยง
- อัลตราซาวนด์เพื่อประเมินอายุครรภ์ กำหนดคลอด และความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์
- คัดกรองดาวน์ซินโดรมและความผิดปกติทางโครโมโซม
- ประเมินความเสี่ยงภาวะครรภ์เป็นพิษ
- รับคำแนะนำเรื่องวิตามินและโฟลิกแอซิด
ไตรมาสที่ 2 (อายุครรภ์ 13–27 สัปดาห์)
- ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน และตรวจปัสสาวะ
- วัดขนาดมดลูกและฟังเสียงหัวใจทารก
- คัดกรองดาวน์ซินโดรมเพิ่มเติม (กรณียังไม่ได้ตรวจ)
- อัลตราซาวนด์ดูพัฒนาการและความสมบูรณ์ของทารก (ช่วง 18–22 สัปดาห์)
- ตรวจเพศทารกและคัดกรองความพิการแต่กำเนิด
- ตรวจประเมินตำแหน่งรก ปริมาณน้ำคร่ำ และความยาวปากมดลูก
- ตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (ช่วง 24–28 สัปดาห์)
- รับวิตามินเสริม เช่น ธาตุเหล็ก ไอโอดีน โฟลิก และแคลเซียม
- ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้รับวัคซีนที่จำเป็น เช่น บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน และไข้หวัดใหญ่
ไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 28–40 สัปดาห์ขึ้นไป)
- ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน และตรวจปัสสาวะอย่างต่อเนื่อง
- ตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะโลหิตจาง
- ตรวจซ้ำโรคติดเชื้อสำคัญ เช่น HIV และซิฟิลิส
- ตรวจวัดขนาดมดลูกและติดตามการเติบโตของทารก
- ฟังอัตราการเต้นของหัวใจทารก
- อัลตราซาวนด์ประเมินการเจริญเติบโต ตำแหน่งทารก รก และน้ำคร่ำ (ช่วง 32–36 สัปดาห์)
- วางแผนการคลอดร่วมกับแพทย์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 หากคุณแม่สังเกตพบความผิดปกติ เช่น ลูกดิ้นน้อยลง เลือดออก น้ำเดินก่อนถึงกำหนดคลอด หรือมีอาการท้องแข็งผิดปกติ แม้จะไม่มีกำหนดพบแพทย์ แต่ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยง หากเป็นกรณีที่เกิดความผิดปกติหรือมีภาวะแทรกซ้อนจริงคุณแม่จะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ในแต่ละไตรมาส
ขณะตั้งครรภ์ คุณแม่จำเป็นจะต้องใส่ใจดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์แข็งแรง และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ โดยคุณแม่สามารถดูแลตัวเองในแต่ละไตรมาสได้ ดังนี้
การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1
คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาส 1 มีข้อควรปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้
- ไปฝากครรภ์ทันทีที่ตรวจพบการตั้งครรภ์ และแจ้งต่อแพทย์ถึงปัญหาสุขภาพที่เป็นอยู่ ประวัติส่วนตัวที่จำเป็น เช่น ประวัติการใช้ยา ประวัติการตั้งครรภ์ รวมถึงประวัติการใช้ยารักษาโรคที่ผ่านมาด้วย
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตทันที งดแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสารเสพติดทุกชนิด
- กินอาหารให้หลากหลายและครบทั้ง 5 หมู่
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
- ไปตรวจสุขภาพฟันกับทันตแพทย์ทันทีที่ตรวจพบการตั้งครรภ์
- เริ่มกินวิตามินบำรุงครรภ์ตามที่แพทย์แนะนำ
การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2
คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาส 2 มีข้อควรปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้
- ใส่ใจเรื่องอาหารการกินอย่างต่อเนื่อง กินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
- ไตรมาสที่ 2 ลูกจะเริ่มดิ้น ต้องใส่ใจกับการนับลูกดิ้นเป็นประจำ
- ไปพบแพทย์ตามนัด (หากมีนัดกับแพทย์)
- ไปเข้ารับวัคซีนตามนัด หรือวิตามินเสริม (หากแพทย์แนะนำ)
- ผ่อนคลายอารมณ์อยู่เสมอ หลีกเลี่ยงความเครียด
การปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3
คุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาส 3 มีข้อควรปฏิบัติเบื้องต้น ดังนี้
- ดูแลเรื่องโภชนาการให้เหมาะสม กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่
- พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างเหมาะสม
- ช่วงไตรมาสสุดท้าย ลูกจะเริ่มดิ้นน้อยลง แต่ยังจำเป็นต้องใส่ใจกับการนับลูกดิ้นอย่างต่อเนื่อง
- หมั่นสังเกตสัญญาณต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น ลูกดิ้นปกติไหม ปากมดลูกเริ่มเปิดกว้างหรือยัง เจ็บท้องจริงหรือเจ็บท้องหลอก
- สังเกตอาการเจ็บท้องระยะต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้รับมือกับอาการใกล้คลอดได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที
คําแนะนําหญิงตั้งครรภ์แต่ละไตรมาส
ในทุก ๆ ไตรมาสจะมีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมาย ซึ่งนอกจากการดูแลตนเองแล้ว ก็ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น เมื่อทราบว่ากำลังตั้งครรภ์ คุณแม่จึงควรเริ่มวางแผนและเตรียมตัวในด้านต่าง ๆ ในแต่ละไตรมาสอย่างเหมาะสม ดังนี้
คําแนะนําหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1
นอกจากการดูแลสุขภาพและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางแผนและเตรียมความพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ในไตรมาสถัดไป รวมถึงการเตรียมตัวสำหรับการคลอด ดังนั้น คุณแม่ไตรมาสแรกจึงอาจมีหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย โดยมีคำแนะนำที่ควรใส่ใจ ดังต่อไปนี้
- เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่อาหารการกิน การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน
- วางแผนการบอกข่าวการตั้งครรภ์ให้ครอบครัว เพื่อน หรือที่ทำงานทราบ
- สำหรับคุณแม่มือใหม่ ควรเริ่มวางแผนเรื่องการเข้าคอร์สเตรียมพร้อมเป็นคุณแม่ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการคลอด
- คนท้องไตรมาสแรกโดยมากมักจะมีอาการแพ้ท้อง แต่ความรุนแรงนั้นจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป หากมีอาการแพ้ท้องรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น เบื่ออาหาร พักผ่อนไม่เพียงพอ หน้ามืดบ่อย ควรไปพบแพทย์ทันที
- หมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ อยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง มีเลือดออก ควรไปพบแพทย์ทันที
คําแนะนําหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2
ช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่ชัดเจนขึ้น เช่น หน้าท้องขยาย เต้านมขยาย หัวนมคล้ำ เริ่มท้องผูกง่าย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการตั้งครรภ์ค่ะ
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ท้องไตรมาส 2 สามารถดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องจากไตรมาสแรกได้ ดังนี้
- ยังต้องใส่ใจกับไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- ควรดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงการตั้งครรภ์
- ไปเข้าพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อติดตามน้ำหนัก ขนาดมดลูก ระดับยอดมดลูก ฟังเสียงหัวใจทารก และอัลตราซาวนด์ดูเพศลูกด้วย
- ปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองพันธุกรรมรวมถึงโรคต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์
- ไตรมาสที่สองนี้คุณแม่หลายคนเริ่มหน้าท้องขยาย หลายคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น จึงควรเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ให้เหมาะกับสรีระที่เปลี่ยนแปลง
- ฝึกนอนตะแคงให้ชิน เพื่อช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น รองรับกับขนาดครรภ์ที่จะค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น
- ฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercise) อย่างสม่ำเสมอ
- สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักปกติก่อนตั้งครรภ์ แพทย์อาจแนะนำให้เพิ่มปริมาณแคลอรีประมาณ 300–350 แคลอรีต่อวัน
- ปรึกษากับแพทย์เกี่ยวกับการรับวัคซีนที่จำเป็น หากแพทย์แนะนำควรไปเข้ารับวัคซีนตามกำหนด
- หากยังไม่เริ่มเข้าคอร์สการเตรียมพร้อมเป็นคุณแม่ ควรเริ่มทำในเดือนนี้ เพื่อเป็นการฝึกฝนประสบการณ์และความรู้ให้พร้อมสำหรับการเป็นคุณแม่
- หมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ อยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง มีเลือดออก ลูกไม่ดิ้น ลูกดิ้นน้อยลง ควรไปพบแพทย์ทันที
คําแนะนําหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3
ไตรมาสสุดท้าย อีกไม่นานทารกก็พร้อมจะออกมาลืมตาดูโลกแล้ว ช่วง 3 เดือนสุดท้ายนี้ร่างกายของคุณแม่ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ขนาดครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน กิจกรรมบางอย่างจำเป็นต้องงดหรือลด เพื่อความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ โดยคุณแม่ท้องไตรมาส 3 สามารถดูแลตนเองได้ ดังนี้
- ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และพักผ่อนให้เพียงพอ
- หมั่นติดตามการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวอยู่เสมอ ควรดูแลควบคุมน้ำหนักให้ได้ตามที่แพทย์แนะนำ และปรึกษาแพทย์หากน้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ
- รับวัคซีนที่แนะนำในไตรมาสที่ 3 เช่น Tdap และ RSV ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
- หมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ อยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง มีเลือดออก ปากมดลูกเปิด ควรไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการเหล่านี้ก่อนที่จะถึงกำหนดคลอด
- หากยังไม่ได้ไปเข้าคอร์สเตรียมพร้อมเป็นคุณแม่ ควรหาโอกาสช่วงนี้ไปเข้าร่วมคลาสเตรียมคลอด คลาสดูแลทารก คลาสสอนปั๊มนม คลาสสอนให้นมลูก หรือเรียนการปฐมพยาบาลเด็กเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนคลอด
- เตรียมของเตรียมคลอดให้พร้อม เมื่อถึงกำหนดคลอด(ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้)ก็สามารถที่จะหยิบกระเป๋าที่บรรจุของเตรียมคลอดและเดินทางไปโรงพยาบาลได้ทันท่วงที
- เริ่มเตรียมแผนสำหรับหลังคลอด เช่น หาพี่เลี้ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ เตรียมห้องสำหรับทารก แนะนำสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ในบ้านเดียวกันไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังทารก
- ติดตั้งคาร์ซีทให้เรียบร้อย
- ช่วงอายุครรภ์ 37-40 สัปดาห์ (หรือ 42 สัปดาห์ในบางกรณี) ทารกอาจจะคลอดออกมาตอนไหนก็ได้ ควรมีคนอยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ เพื่อจะได้พาคุณแม่ไปส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที
- เตรียมความพร้อมด้านร่างกาย จิตใจ และการปรับตัวสู่บทบาทพ่อแม่อย่างเต็มรูปแบบ
ลูกสมองดี สร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์ ด้วยโภชนาการผ่านคุณแม่
ตลอดการตั้งครรภ์ทั้ง 3 ไตรมาส เรื่องโภชนาการถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะสมองของลูกเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนถึงช่วงให้นมบุตรตลอด 2 ปีแรกของลูก ซึ่งคุณแม่สามารถเลือกโภชนาการที่มี MFGM ช่วยเสริมสร้างสมองลูกใน 1,000 วันแรกของชีวิต และเสริมอาหารสมองที่สำคัญอย่าง ดีเอชเอ, สฟิงโกไมอิลีน,แอลฟา-แลคตาบูมิน, ฟอสโฟลิปิด,แกงกลิโอไซด์ เพื่อให้สมองลูกพัฒนาได้เต็มศักยภาพ
สร้างสมองลูกดีที่สุด เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์
- MFGM มีสารอาหารกว่า 150 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อสมอง มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมองลูกที่เหนือกว่า มีงานวิจัยรองรับ
- DHA & Choline เสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทและบำรุงสมอง
สร้างพัฒนาการลูกดีที่สุด
- โฟเลตสูง ช่วยการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์
- แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
เสริมโภชนาการแม่ดีที่สุด
- ดัชนีน้ำตาลต่ำ
- วิตามิน แร่ธาตุกว่า 25 ชนิด
- มีใยอาหารอินูลิน ช่วยการขับถ่าย
- ไขมันต่ำ