นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

สายสะดือทารก วิธีดูแลและสัญญาณเตือน

Enfa สรุปให้

  • สายสะดือ คือโครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างทารกกับรก ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารจากแม่ไปสู่ลูก พร้อมทั้งนำของเสียกลับไปกำจัดผ่านระบบไหลเวียนของแม่ตลอดการตั้งครรภ์

  • Umbilical Cord คือ คำภาษาอังกฤษของสายสะดือ ซึ่งประกอบด้วยหลอดเลือด 3 เส้น ห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อพิเศษที่ช่วยป้องกันการกดทับ และมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

  • สายสะดือทารกหลังคลอดจะถูกหนีบและตัด เหลือตอสายสะดือที่หน้าท้อง ซึ่งจะค่อย ๆ แห้งและหลุดเองภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ โดยต้องดูแลให้สะอาดและแห้งเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

สายสะดือไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะที่เชื่อมต่อระหว่างแม่และลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นท่อส่งพลังงานเพียงหนึ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตทารกตลอดระยะเวลาที่อยู่ในครรภ์ เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว หน้าที่ของสายสะดือจะสิ้นสุดลงและกลายเป็นตอสะดือที่รอการหลุดออกตามธรรมชาติ การดูแลสะดือทารกจึงเป็นด่านแรกของคุณพ่อคุณแม่ในการป้องกันการติดเชื้อและดูแลสุขอนามัยเบื้องต้น

การทำความเข้าใจธรรมชาติของสายสะดือจะช่วยลดความกังวลและทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัยที่สุดค่ะ

 

สะดือเด็ก และสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

การเปลี่ยนแปลงของสะดือเด็กหลังคลอดเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างมากค่ะ โดยเริ่มจากการเป็นเนื้อเยื่อสดใสไปจนถึงการแห้งและหลุดออก ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เองที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ดังนี้

  • หลังคลอดตอสะดือจะมีลักษณะนิ่มและขาวอมฟ้า แต่ภายในไม่กี่วันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง น้ำตาล และดำสนิทในที่สุดเนื่องจากเนื้อเยื่อเริ่มแห้งจากการขาดเลือดมาเลี้ยง
  • หลักการสำคัญที่สุดคือการทำให้สะดือแห้งอยู่เสมอ การปล่อยให้สะดืออับชื้นจะส่งผลให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีและอาจนำไปสู่ภาวะอักเสบ
  • ในช่วงที่สะดือใกล้หลุด อาจมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้เล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีกลิ่นเหม็นรุนแรงหรือมีหนองสีเขียวเหลือง นั่นคือสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง
  • โดยปกติแล้วตอสะดือจะไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด ดังนั้นการเช็ดทำความสะอาดจึงไม่ทำให้ลูกเจ็บ เว้นแต่มีการอักเสบของผิวหนังรอบ ๆ สะดือ

คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจว่าระยะเวลาการหลุดของสะดือทารกแรกเกิดแต่ละคนไม่เท่ากัน สิ่งที่ควรทำคือการประคับประคองให้บริเวณนั้นสะอาดอยู่เสมอโดยไม่ไปเร่งกระบวนการด้วยการดึงหรือแกะ เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดแผลสดและเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อทารกแรกเกิด

 

สายสะดือ คืออะไร

หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด สายสะดือหรือ Umbilical Cord คือ โครงสร้างที่เชื่อมต่อระหว่างทารกในครรภ์กับรกของมารดา ทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งหลักเพียงหนึ่งเดียวตลอดการตั้งครรภ์ โดยมีลักษณะดังนี้

  • ภายในประกอบด้วยเส้นเลือดดำ (Vein) 1 เส้นที่มีขนาดใหญ่เพื่อนำเลือดที่มีออกซิเจนและสารอาหารจากแม่สู่ลูก และเส้นเลือดแดง (Arteries) 2 เส้นเพื่อนำของเสียกลับไปสู่ระบบของแม่
  • เส้นเลือดทั้งหมดจะถูกห่อหุ้มด้วยวุ้นใสที่เหนียวและยืดหยุ่น ทำหน้าที่เป็นเบาะกันกระแทกไม่ให้เส้นเลือดถูกกดทับเมื่อทารกขยับตัว
  • สายสะดือทำงานแทนปอดและไตของทารกในครรภ์ โดยทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซและกรองของเสียจนกว่าทารกจะสามารถเริ่มระบบหายใจเองได้หลังคลอด
  • ทันทีที่ทารกเกิดมาและเริ่มหายใจ เส้นเลือดในสายสะดือจะหดตัวลงอย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลเวียนเลือดเข้าสู่ปอดของทารกเอง

สายสะดือ จึงเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางร่างกายและการทำงานของอวัยวะภายในทารก ความแข็งแรงของสายสะดือสะท้อนถึงสุขภาพของรกและความสามารถในการส่งต่อสารอาหารจากมารดา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัวและสุขภาพโดยรวมของลูกน้อยเมื่อแรกคลอดค่ะ

 

สายสะดือยาวแค่ไหน

ความยาวของสายสะดือไม่ใช่เพียงเรื่องของสรีระ แต่มีผลต่อความปลอดภัยและการเคลื่อนไหวของทารกขณะอยู่ในถุงน้ำคร่ำตลอด 40 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ดังนี้

  • โดยเฉลี่ยสายสะดือจะมีความยาวประมาณ 50 ถึง 60 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดที่ทำให้ทารกหมุนตัวและขยับร่างกายได้โดยไม่เกิดแรงดึงรั้ง
  • เชื่อกันว่าความยาวของสายสะดือสัมพันธ์กับการดิ้นของทารก ยิ่งทารกมีกิจกรรมในครรภ์มาก สายสะดือมักจะยาวขึ้นตามแรงดึงจากการเคลื่อนไหว
  • หากยาวน้อยกว่า 35 เซนติเมตร อาจทำให้เกิดปัญหาตอนคลอด เช่น ทารกไม่สามารถลงสู่เชิงกรานได้ หรืออาจเกิดรกลอกตัวก่อนกำหนดจากแรงดึง
  • หากยาวเกิน 80 เซนติเมตร จะเพิ่มโอกาสที่สายสะดือจะม้วนตัวจนเกิดเป็นปม หรือพันรอบส่วนต่างๆ ของร่างกายทารกได้ง่ายขึ้น

ความยาวของสายสะดือเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้โดยธรรมชาติ แต่แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้จากการตรวจอัลตราซาวด์ดูปริมาณการไหลเวียนเลือด หากพบว่าสายสะดือมีแนวโน้มจะสั้นหรือยาวเกินไป แพทย์จะเพิ่มความระมัดระวังในขั้นตอนการทำคลอดเป็นพิเศษเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนค่ะ

 

สายสะดือทารก และปัญหาที่เกี่ยวข้อง

แม้สายสะดือจะเป็นอวัยวะที่สร้างขึ้นมาอย่างประณีต แต่ในบางครั้งกระบวนการพัฒนาหรือปัจจัยระหว่างตั้งครรภ์อาจนำไปสู่ภาวะที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยค่ะ โดยอาจมีภาวะที่ต้องเฝ้าระวังเกี่ยวกับสายสะดือเด็กระหว่างการตั้งครรภ์และการคลอด ดังนี้

  • ความบกพร่องของระบบเลือด ปัญหาที่เกี่ยวกับการไหลเวียนเลือดผ่านสายสะดืออาจส่งผลให้ทารกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ
  • ภาวะสายสะดืออักเสบหลังคลอด เกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ตอสะดือที่ยังไม่หลุด สังเกตได้จากอาการแดงลามมาถึงผิวหนังหน้าท้องและทารกอาจมีอาการซึม
  • ติ่งเนื้อสะดือ (Granuloma) หลังจากสะดือหลุดแล้ว บางครั้งจะมีติ่งเนื้อสีแดงเล็ก ๆ เหลืออยู่และมีน้ำเหลืองแฉะตลอดเวลา ซึ่งต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ด้วยการจี้ออก
  • ภาวะสะดือจุ่น เกิดจากกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนสะดือปิดไม่สนิท ทำให้ลำไส้ดันออกมาเห็นเป็นก้อนปูดชัดเจนเวลาทารกร้องไห้

ปัญหาของ สายสะดือทารก ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขและรักษาได้หากตรวจพบแต่เนิ่น ๆ คุณพ่อคุณแม่จึงควรให้ความสำคัญกับการสังเกตลักษณะทางกายภาพของสะดือลูกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในขณะที่ยังอยู่ในครรภ์ผ่านการอัลตราซาวด์และหลังคลอดออกมาแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ

 

สายสะดือทารกกี่วันหลุด

สายสะดือทารกกี่วันหลุด คุณพ่อคุณแม่หลายคนสงสัยเรื่องนี้ ซึ่งความวิตกกังวลว่าเหตุใดสะดือของลูกถึงยังไม่หลุดเป็นเรื่องปกติของคุณแม่มือใหม่ แต่ในความจริงแล้วระยะเวลาการหลุดของสะดือมีช่วงเวลาที่ค่อนข้างกว้างโดยประมาณ ดังนี้ค่ะ

  • โดยปกติสะดือจะหลุดภายใน 7-14 วัน แต่ในทารกบางรายอาจใช้เวลานานถึง 3 สัปดาห์ซึ่งยังถือว่าปกติหากไม่มีสัญญาณของการติดเชื้อ
  • งานวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่แนะนำให้เน้นการเช็ดทำความสะอาดรอบโคนสะดือให้แห้งสนิท เพราะความชื้นที่สะสมอยู่ใต้รอยพับเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สะดือหลุดช้า
  • การใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดตามคำแนะนำของโรงพยาบาลจะช่วยให้เนื้อเยื่อแห้งเร็วขึ้นและช่วยฆ่าเชื้อโรคไปในตัว
  • ทารกที่คลอดก่อนกำหนดหรือทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยอาจมีลักษณะสายสะดือที่แตกต่างออกไป ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาในการที่เนื้อเยื่อจะแห้งและหลุดออก

คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใจร้อนและห้ามใช้มือดึงให้หลุดโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สะดือลูกเลือดออก และกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย การปล่อยให้หลุดเองตามธรรมชาติคือวิธีที่ปลอดภัยและสร้างแผลเป็นสะดือที่สวยงามที่สุดสำหรับลูกน้อย

 

การเก็บรักษาสายสะดือลูก

ในปัจจุบันการเก็บสายสะดือไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของที่ระลึกทางจิตใจที่บางคนถึงกับทำสายสะดือเลี่ยมทองเท่านั้น แต่ยังมีวิวัฒนาการไปสู่การเก็บรักษาในเชิงการแพทย์เพื่ออนาคตของลูกน้อยอีกด้วย คือ

  • การเก็บเป็นที่ระลึกแบบดั้งเดิม เมื่อสะดือหลุดแล้ว ควรนำมาล้างน้ำเหลืองออกเบา ๆ ผึ่งลมให้แห้งสนิทจริง ๆ หรืออบในอุณหภูมิต่ำก่อนเก็บใส่กล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อราหรือเน่าเสีย หรือบางคนเก็บสายสะดือเลี่ยมทองไว้อย่างดีก็มี
  • สเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือ การเก็บเลือดจากสายสะดือทันทีหลังคลอด เพื่อนำไปสกัดเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณค่าสูงในการรักษาโรคเลือดและโรคมะเร็งบางชนิด
  • เนื้อเยื่อสายสะดือ โดยการเก็บรักษาเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นวุ้นซึ่งอุดมไปด้วย Mesenchymal Stem Cells (MSCs) ที่สามารถนำไปใช้ในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ

หมายเหตุ: สำหรับสเต็มเซลล์และเนื้อเยื่อจะต้องมีมาตรฐานการจัดเก็บ โดยหากต้องการเก็บเพื่อใช้รักษาโรค ต้องดำเนินการผ่านธนาคารสเต็มเซลล์ที่มีมาตรฐานสากลและต้องแจ้งความประสงค์ก่อนการคลอดเท่านั้นค่ะ 

การตัดสินใจเก็บสายสะดือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อและความพร้อมของแต่ละครอบครัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดการกับแผลสะดือที่เพิ่งหลุดให้สะอาดอยู่เสมอจนกว่าจะสมานตัวสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนหลังจากที่สายใยส่วนนั้นหลุดออกมาแล้ว

 

สายสะดือทารก ความเชื่อ

เรื่องเล่าและความเชื่อโบราณเกี่ยวกับทารกมักจะมีประเด็นเรื่องสะดือเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ บางเรื่องคุณแม่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งมีทั้งสิ่งที่เป็นกุศโลบายที่ดีและสิ่งที่ต้องใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติตาม ดังนี้

  • การใช้เหรียญปิดสะดือ ความเชื่อที่ว่าการเอาเหรียญสะอาดมาวางทับสะดือแล้วพันผ้าจะช่วยป้องกันสะดือจุ่น ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลและอาจทำให้ผิวหนังอับเสบหรือติดเชื้อจากสิ่งสกปรกบนเหรียญ
  • การนำสะดือไปลอยน้ำหรือฝังดิน เป็นกุศโลบายเพื่อสร้างความผูกพันกับถิ่นกำเนิด หรือความเชื่อว่าจะทำให้เด็กใจเย็นเหมือนน้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่ทำได้หากดูแลเรื่องความสะอาดของสะดือที่เก็บไว้
  • ห้ามแม่กินของแสดง เพราะจะทำให้สะดือลูกแฉะ ความจริงแล้วอาหารที่แม่กินไม่มีผลโดยตรงต่อแผลสะดือภายนอกของลูก แต่แผลที่แฉะเกิดจากการทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึงหรือความชื้นสะสม
  • การใช้มหาหิงคุ์หรือยาสมุนไพรทาสะดือ โบราณมักให้ทายารอบ ๆ สะดือเพื่อไล่ลม แต่ต้องระวังไม่ให้ตัวยาเข้าไปสัมผัสกับตอสะดือโดยตรงเพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม การรับฟังความเชื่อโบราณควรควบคู่ไปกับการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ค่ะ โดยเฉพาะวิธีเช็ดสะดือทารกที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัยปัจจุบัน ซึ่งเน้นความสะอาดและแห้งเป็นหลัก เพื่อให้ลูกน้อยปลอดภัยจากเชื้อโรคในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างมากค่ะ

 

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสายสะดือทารก

นอกเหนือจากเรื่องความสะอาดทั่วไป ยังมีภาวะเฉพาะทางที่เกี่ยวกับสายสะดือซึ่งพบได้ตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์จนถึงหลังคลอด โดยแบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่มีความสำคัญดังนี้

 

เส้นเลือดสายสะดือ 2 เส้น

ปกติสายสะดือจะมีเส้นเลือด 3 เส้น คือแดง 2 ดำ 1 แต่ในทารกบางคนอาจพบเพียง 2 เส้น ซึ่งภาวะนี้มักตรวจพบได้จากการอัลตราซาวด์ในช่วงไตรมาสที่สอง แม้ทารกส่วนใหญ่ที่มีภาวะนี้จะเติบโตได้ปกติ แต่แพทย์จำเป็นต้องตรวจเช็กอวัยวะอื่น เช่น หัวใจและไต อย่างละเอียดเป็นพิเศษเนื่องจากอาจมีความเสี่ยงของความพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย

 

สายสะดือบิดเป็นเกลียว

ลักษณะการบิดเป็นเกลียว เป็นเรื่องปกติของสายสะดือเพื่อเพิ่มความแข็งแรง แต่หากมีการบิดตัวที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดได้ การบิดที่ผิดปกติอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ซึ่งต้องอาศัยการตรวจ Doppler อัลตราซาวด์เพื่อประเมินความเร็วของการไหลเวียนเลือดเป็นระยะ

 

สายสะดือพันคอทารก

ภาวะสายสะดือพันคอทารกเป็นภาวะที่พบบ่อยมากถึง 1 ใน 3 ของการตั้งครรภ์ปกติ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ทารกดิ้นและเคลื่อนไหวไปมาในน้ำคร่ำ ในกรณีส่วนใหญ่สายสะดือจะพันหลวม ๆ และไม่เป็นอันตรายต่อทารก แต่หากสายสะดือถูกดึงรั้งจนแน่นเกินไปในระหว่างการเจ็บครรภ์คลอด อาจทำให้อัตราการเต้นของหัวใจทารกผิดปกติได้ ซึ่งแพทย์จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดผ่านเครื่องตรวจวัดการเต้นของหัวใจทารกตลอดการคลอด

นอกจากปัญหาในครรภ์แล้ว หลังคลอดอาจพบปัญหาสะดือจุ่นทารกซึ่งเป็นภาวะที่ผนังหน้าท้องปิดไม่สนิททำให้มีก้อนนูนออกมาบริเวณสะดือ ส่วนใหญ่มักหายได้เองเมื่อลูกอายุ 1-2 ปีโดยไม่ต้องผ่าตัด การสังเกตและรับมืออย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ลดความกังวลและดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกต้องตามความจำเป็นทางการแพทย์ค่ะ

 

เลือกโภชนาการที่มี MFGM เพื่อ IQ และทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า

เด็กจะเติบโตมาพร้อมกับทักษะสมองที่ดีได้นั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรม และการเรียนรู้ที่สมวัยแล้ว การใส่ใจเลือกโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ให้ลูกได้กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี ควรเลือกนมที่มี MFGM ซึ่งเป็นสุดยอดสารอาหารในนมแม่ สารอาหารสมองชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง

นอกจากนี้ โภชนาการที่ดียังมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะ EF ทั้ง 3 ด้านหลัก ดังนี้

  • สมองจำดี (Working Memory) เก็บข้อมูลที่มองเห็นและได้ยิน มาใช้ในเวลาที่ต้องการ
  • ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
  • ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) รู้จักรอ ยับยั้งชั่งใจ ควบคุมอารมณ์ คิดก่อนลงมือทำ

การเลือกโภชนาการที่มี MFGM จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมั่นคง มีสมองที่ปราดเปรื่อง และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จที่เหนือกว่าในอนาคต

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่