Enfa สรุปให้

  • อายุครรภ์ 4 เดือนนี้ คุณแม่จะสัมผัสถึงอาการคนท้องได้หลายอย่าง และสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะหน้าท้องเริ่มป่องมากขึ้น เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากขึ้นแล้ว

  • ในช่วงอายุครรภ์ 4 เดือนหรือราว ๆ สัปดาห์ที่ 14 -17 เป็นอีกหนึ่งช่วงที่สำคัญสำหรับลูกน้อย เพราะเป็นช่วงเวลาที่สมองและสายตาของทารกกำลังเริ่มพัฒนา แต่ทารกจะยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก จนกว่าจะคลอดออกมาแล้วสักพักหนึ่ง

  • มากไปกว่านั้น รอยแยกบนสมองส่วนนอกก็กำลังเริ่มพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน สมองส่วนนี้จะเติบโตขึ้นเป็นส่วนที่ทำหน้าที่จดจำ ควบคุมทักษะด้านภาษา และการรับรู้ ซึ่งสมองของทารกในครรภ์จะมีเซลล์ประสาทกว่า 100 ล้านเซลล์ ที่คอยทำหน้าที่ควบคุมประสาทการมองเห็น แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นแต่จอประสาทตาของทารกก็อาจไวต่อแสงจ้าแล้ว


เลือกอ่านตามหัวข้อ

• ท้อง 4 เดือน นับจากอะไร?
• อาการคนท้อง 4 เดือน เป็นอย่างไร
• ร่างกายของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ 4 เดือน มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
• อัลตราซาวนด์ท้อง 4 เดือน คุณแม่จะเห็นอะไรบ้างนะ? 
• พัฒนาการทารกในครรภ์ 4 เดือน
• เช็กลิสต์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 4 เดือน
• ไขข้อข้องใจเรื่องการตั้งครรภ์ 4 เดือนกับ Enfa Smart Club 

เมื่อตั้งท้องมาถึง 4 เดือน ถือว่าคุณแม่เข้าสู่ครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว และเดือนที่ 4 ก็ถือเป็นเดือนแรกของการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ระยะนี้คุณแม่หลาย ๆ คนก็จะเริ่มสังเกตเห็นอาการคนท้องที่เห็นชัดเจนมากขึ้น และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง รวมถึงทารกในครรภ์เองก็เริ่มมีพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย บทความนี้จาก Enfa มีสาระดี ๆ สำหรับคุณแม่ที่อายุครรภ์ 4 เดือนมาฝากค่ะ  

ท้อง 4 เดือน แปลว่าอะไร? อายุครรภ์ 4 เดือน นับจากอะไร?  


ท้อง 4 เดือน คือ คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว และมีอายุครรภ์ระหว่าง 14-17 สัปดาห์ นับว่าเป็นเดือนแรกของการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2   

โดยอายุครรภ์ของคุณแม่จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนครั้งล่าสุด จากนั้นก็จะนับเพิ่มสัปดาห์ถัดไปเรื่อย ๆ เป็น 2 เดือน 3 เดือน เรื่อยไปจนกระทั่ง 9 เดือน ซึ่งจะเป็นช่วงไตรมาสสาม และใกล้จะมีการคลอดเกิดขึ้น    

สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับ MacBook Air

อาการคนท้อง 4 เดือน เป็นยังไงบ้าง? 


อายุครรภ์ 4 เดือนนี้ คุณแม่จะสัมผัสถึงอาการคนท้องได้หลายอย่าง และสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะหน้าท้องเริ่มป่องมากขึ้น เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากขึ้นแล้ว  

มากไปกว่านั้น คนท้อง 4 เดือนยังอาจพบกับอาการดังต่อไปนี้ในขณะตั้งครรภ์ด้วย  

  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  

  • แสบร้อนกลางอก และอาหารไม่ย่อย  

  • ปวดหลัง  

  • เริ่มมีรอยแตกที่หน้าท้องมากขึ้น  

  • เริ่มมีปัญหาเส้นเลือดขอด  

  • มีอาการหายใจถี่บ่อยขึ้น  

  • จมูกบวม มีอาการคัดจมูก  

  • มีอาการระคายเคืองที่เหงือก หรือมีเลือกออกตามเหงือก  

  • ท้องผูก  

  • มีอาการปวดบริเวณเส้นเอ็นที่อยู่ด้านข้างมดลูก  

ซึ่งกลุ่มอาการจำพวก เส้นเลือดขอด เลือดออกตามเหงือก เกิดขึ้นเพราะว่าร่างกายของคุณแม่ในอายุครรภ์ 4 เดือนนี้มีการไหลเวียนของเลือดมากขึ้น และอาการเช่นนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงไตรมาส 3 ของการตั้งครรภ์ด้วย  

ร่างกายของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ 4 เดือน มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?  


คนท้อง 4 เดือน ท้องใหญ่แค่ไหน?: เข้าใจลักษณะหน้าท้องของคนท้อง 4 เดือน  

หลังจากยืนงก ๆ เงิ่น ๆ อยู่หน้ากระจกมากว่า 3 เดือน เพื่อคอยสังเกตว่าหน้าท้องใหญ่ขึ้นบ้างหรือยังนะ แต่เมื่อถึงเดือนที่ 4 นี่แหละค่ะ ที่คุณแม่จะเริ่มเห็นว่าหน้าท้องมีการขยายตัวขึ้นมาบ้างแล้ว มากไปกว่านั้น คุณแม่ก็จะเห็นได้ว่าเริ่มมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย  

อย่างไรก็ตาม หน้าท้องของอายุครรภ์ 4 เดือน ก็ไม่ได้ใหญ่ชนิดที่ว่าเท่าลูกแตงโมหรือลูกมะพร้าวขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่จะเริ่มใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และสามารถสังเกตเห็นได้ แต่...ก็ไม่ใช่คุณแม่อายุครรภ์ 4 เดือนทุกคนนะคะที่จะเริ่มเห็นว่าหน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น เพราะร่างกายคุณแม่แต่ละคนนั้นต่างกันค่ะ  

และนอกจากปัจจัยในเรื่องของอายุครรภ์แล้ว ขนาดของหน้าท้องตอนตั้งครรภ์ก็ยังขึ้นอยู่กับสรีระ ส่วนสูง น้ำหนัก และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวด้วย ดังนั้น ในช่วงเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์นี้คุณแม่อาจจะมีหน้าท้องที่ขยายขึ้นเล็กน้อยหรือไม่ก็ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ  

ท้อง 4 เดือน น้ำหนักควรเพิ่มขึ้นกี่กิโลกรัม  

คุณแม่แต่ละคนมีน้ำหนักตัวที่แตกต่างกัน นั่นทำให้น้ำหนักที่จะต้องเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งก่อนจะรู้ว่าน้ำหนักแม่ตั้งครรภ์ควรจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นเท่าไหร่ในแต่ละไตรมาส คุณแม่จะต้องคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI ของตัวเองเสียก่อน  

เมื่อได้ค่า BMI มาแล้ว น้ำหนักของคุณแม่ในแต่ละไตรมาสจะมีการเพิ่มขึ้นที่แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับคุณแม่ที่มีค่า BMI ปกติ จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาส ดังนี้  

  • ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสแรกนี้ทารกยังตัวเล็กอยู่ คุณแม่ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มน้ำหนักให้มากเกินกว่า 1-2 กิโลกรัม  

  • ไตรมาสที่ 2 ระยะนี้ทารกมีขนาดตัวที่โตขึ้น ทำให้คุณแม่อาจจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว ๆ 5-6 กิโลกรัม  

  • ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสสุดท้ายทารกมีขนาดตัวที่พร้อมสำหรับการคลอดที่เริ่มใกล้มาถึง โดยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5-4.5 กิโลกรัม แต่เนื่องจากเป็นช่วงที่ทารกมีขนาดตัวใหญ่ขึ้น คุณแม่บางคนอาจอึดอัดท้องจนกินอะไรได้น้อยลง   

ในช่วงไตรมาสที่สามคุณแม่บางคนมีน้ำหนักที่ลดลง หากน้ำหนักลดลงมาไม่กี่กิโลกรัมก็อย่าตกใจ ถือเป็นเรื่องปกติ  

อัลตราซาวนด์ท้อง 4 เดือน คุณแม่จะเห็นอะไรบ้างนะ?  


เมื่อทำอัลตราซาวนด์ในอายุครรภ์ 4 เดือนนี้ คุณแม่จะได้เห็นหัวใจของลูกน้อยเต้น เริ่มเห็นนิ้วมือ นิ้วเท้า แขนและขาของทารกชัดขึ้น นอกจากนี้คุณแม่อาจจะยังได้เห็นสมอง กระดูกสันหลัง และทราบเพศที่แน่นอนของลูกด้วยเช่นกัน  

ทารกจะเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัส และอาจเริ่มสำรวจท้องของคุณแม่จากในครรภ์ คุณแม่สามารถรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในเวลาที่เขาจับสายสะดือ ดูดนิ้ว หรือเริ่มเตะ ซึ่งทั้งหมดเป็นการฝึกประสาทสัมผัสของเขานั่นเอง  

ขนาดและน้ำหนักทารกในครรภ์ 4 เดือน  

ในช่วง ท้อง 4 เดือนนี้ ทารกจะมีขนาดประมาณ 12.7 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 113 กรัม หรือขนาดประมาณเท่าผลอะโวคาโด และทารกจะมีขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้:  

อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับส้ม  

อายุครรภ์ 15 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับลูกแพร์  

อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับผลอะโวคาโด  

อายุครรภ์ 17 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับหอมหัวใหญ่  

ท้อง 4 เดือนลูกอยู่ตรงไหน?  

หลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนหรือทารกจะเคลื่อนตัวไปที่ท่อนำไข่ และผ่านไปถึงมดลูกที่อยู่บริเวณอุ้งเชิงกราน ก่อนจะทำการฝังตัวอ่อนลงในโพรงมดลูก และเริ่มกระบวนการเจริญเติบโตต่อไป โดยทารกอายุครรภ์ 4 เดือนก็จะเติบโตเป็นทารกในโพรงมดลูกที่มีการขยายตัวใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์  

แล้วท้องแฝด 4 เดือน จะเป็นยังไงบ้างนะ?  

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ทารกแต่ละคนก็จะมีพัฒนาการเหมือนกับการตั้งครรภ์ลูกคนเดียวตามปกติ ทั้งน้ำหนักและขนาดตัว เพียงแต่พัฒนาการของทารกแฝดในครรภ์นั้น จะเป็นพัฒนาการแบบคูณสอง เพราะว่ามีทารกในครรภ์มากกว่า 1 คน ดังนั้น พัฒนาการของทารกในครรภ์ ก็จะเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน 2 คน  

พัฒนาการทารกในครรภ์ 4 เดือน ที่คุณแม่ควรรู้  


ในช่วงอายุครรภ์ 4 เดือนหรือสัปดาห์ที่ 14 -17 เป็นอีกหนึ่งช่วงที่สำคัญสำหรับลูกน้อย เพราะเป็นช่วงเวลาที่สมองและสายตาของทารกกำลังเริ่มพัฒนา แต่ทารกจะยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก จนกว่าจะคลอดออกมาแล้วสักพักหนึ่ง

มากไปกว่านั้น รอยแยกบนสมองส่วนนอกก็กำลังเริ่มพัฒนาไปพร้อมๆ กัน สมองส่วนนี้จะเติบโตขึ้นเป็นส่วนที่ทำหน้าที่จดจำ ควบคุมทักษะด้านภาษา และการรับรู้

โดยสมองของลูกน้อยในครรภ์จะมีเซลล์ประสาทกว่า 100 ล้านเซลล์ ที่คอยทำหน้าที่ควบคุมประสาทการมองเห็น แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นแต่จอประสาทตาของทารกก็อาจไวต่อแสงจ้าแล้ว  

มากไปกว่านั้น ก็ยังพบว่าทารกมีพัฒนาการอื่น ๆ ที่สำคัญร่วมด้วย ได้แก่  

  • อวัยวะเพศชัดขึ้น และสามารถมองเห็นอวัยวะเพศผ่านการอัลตร้าซาวด์ได้อย่างชัดเจน  

  • ผมเริ่มยาวขึ้น  

  • ทารกเพศชายเริ่มมีการพัฒนาต่อมลูกหมาก  

  • สำหรับทารกเพศหญิง รังไข่จะเริ่มเคลื่อนตัวจากช่องท้องไปอยู่ที่อุ้งเชิงกราน และรังไข่เริ่มมีการผลิตไข่ขึ้นมาหลายแสนฟอง  

  • เริ่มมีการสร้างเพดานในปาก  

อาหารบํารุงครรภ์ 4 เดือน ที่คุณแม่ควรรับประทาน   

หากจะถามว่า ท้อง 4 เดือนควรกินอะไร ก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ดังนี้

  • โฟเลตหรือกรดโฟลิก เป็นสารอาหารมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาสมองและไขสันหลังของทารก และคุณแม่ควรได้รับโฟเลตอย่างเพียงพอในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาหารที่อุดมด้วยโฟเลต ได้แก่ บร็อคโคลี่ ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว ถั่ว ถั่วเลนทิล อะโวคาโด กะหล่ำดาว กระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง และผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขมและคะน้า  

  • ดีเอชเอ DHA (Docosahexaenoic Acid) คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางสมอง ดวงตา และระบบประสาท นอกจากนี้ยังอาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์บางอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้อีกด้วย อาหารที่มีดีเอชเอสูง เช่น ปลาทะเล อโวคาโด ไข่แดง เป็นต้น คุณแม่ควรกินอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง หรือดื่มนมสูตรเสริมดีเอชเอก็ดีเช่นกันค่ะ  

  • ไอโอดีน หากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ อาจทำให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายผิดปกติ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์ได้ ซึ่งไอโอดีนอยู่ในจำพวกอาหารทะเลทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม กระเทียม หรืองา  

  • คาร์โบไฮเดรต การกินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยลดอาการแพ้ท้องในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากเป็นสารอาหารที่ย่อยง่าย และให้พลังงานสูง ช่วยลดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตาม คนท้องไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เพราะอาจทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนระหว่างตั้งครรภ์ได้  

  • โคลีน พบมากในอาหารจำพวกไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน แซลมอน ไก่ บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก เป็นต้น จัดว่าเป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญที่คุณแม่ควรได้รับจากการกินอาหารในแต่ละวัน เพราะโคลีนมีส่วนสำคัญในการบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ การกินอาหารที่ให้สารโคลีนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะความบกพร่องที่ระบบท่อประสาทของทารกในครรภ์ได้  

  • ไฟเบอร์ เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นแม่ก่อนคลอด แม่อุ้มท้อง แม่หลังคลอด หรือแม่ให้นมลูกก็ควรได้รับอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างตั้งครรภ์ ควรกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงเป็นประจำ เพราะไฟเบอร์จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ไฟเบอร์ยังช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและอาจช่วยป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วย โดยสามารถได้ไฟเบอร์จากอาหารจำพวกผักและผลไม้ต่าง ๆ  

  • สังกะสี เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทที่แข็งแรง อาหารที่อุดมด้วยสังกะสี เช่น เนื้อวัว ผักโขม จมูกข้าวสาลี เห็ด หอยนางรม เนื้อแกะ เมล็ดฟักทองและสควอช ไก่ ถั่ว เป็นต้น

  • โปรตีน เป็นส่วนประกอบสำคัญของดีเอ็นเอ เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเอนไซม์ในร่างกายและจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่เหมาะสมของทารกในครรภ์อาหารที่อุดมด้วยโปรตีน เช่น พืชตระกูลถั่ว คีนัว ถั่วเลนทิล ไก่ เนยถั่ว เนื้อสัตว์ และถั่วเหลือง  เป็นต้น

  • กรดไขมันโอเมก้า 3 มีความจำเป็นต่อการพัฒนาดวงตาและสมองในทารกในครรภ์ และมีส่วนสำคัญต่อสุขภาพของหัวใจ การทำงานที่เหมาะสมของระบบสืบพันธุ์ และการเจริญเติบโตของผิวหนัง ผม และกระดูก อาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า เช่น น้ำมันพืช ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ถั่วเหลือง ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น  

  • ธาตุเหล็ก สำคัญต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดและการลำเลียงออกซิเจนไปยังทารก หากคุณแม่ได้รับแคลเซียมน้อย ก็จะส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังทารกได้น้อย ซึ่งหากทารกได้ออกซิเจนน้อย ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต ทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางอีกด้วย อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ตับ ถั่วเหลือง ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง ถั่วและเมล็ดพืช ผักใบเขียวเข้ม  ผลไม้แห้ง และไข่ เป็นต้น  

  • วิตามินซี หากธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้ วิตามินซีก็เป็นอีกหนึ่งคู่ดูโอ้ของธาตุเหล็กที่ไม่ควรห่างกัน เพราะวิตามินซีจะทำหน้าที่สำคัญในการการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างเพียงพอ อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี ได้แก่ พริกเขียวและแดง มะเขือเทศ มันเทศ บร็อคโคลี่ กะหล่ำดาว กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และผักใบเขียว เป็นต้น  

  • วิตามินดี เป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน การพัฒนาฟันและกระดูกที่แข็งแรง และการแบ่งเซลล์ที่แข็งแรงในทารก อาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี เช่น ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ไข่แดง น้ำมันตับปลา และนมหรือซีเรียลเสริมวิตามินดี  

  • วิตามินบี 6 มีสรรพคุณช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียน อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 6 เช่น เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ไข่ ผลไม้รสเปรี้ยว พืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลือง ถั่ว เมล็ดพืช และอะโวคาโด 

หรือกลุ่มอาหารที่คุณแม่ควรจะเน้นรับประทานให้เพียงพออยู่ตลอดการตั้งครรภ์ คือ  

  • ผักต่าง ๆ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรที่จะต้องกินผักหรือมีผักอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของแม่และทารกในครรภ์ และควรเลือกผักหลากสี หลากชนิดเพื่อให้ได้รับสารอาหารและรสชาติที่หลากหลาย เช่น คะน้า ผักโขม บร็อคโคลี่ มันเทศ มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง พริกหยวก ข้าวโพด มะเขือม่วง กะหล่ำปลี ไม้ตีกลอง เป็นต้น  

  • ผลไม้ต่าง ๆ เนื่องจากผลไม้มีสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากมายที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีของทารก ซึ่งผลไม้สดจะให้คุณค่าทางสารอาหารที่ดีกว่าน้ำผลไม้และผลไม้กระป๋องหรือผลไม้แช่แข็ง โดยผลไม้ที่เหมาะกับแม่ตั้งครรภ์ เช่น เมล่อน อะโวคาโด ทับทิม กล้วย ฝรั่ง ส้ม มะนาวหวาน สตรอเบอร์รี่ และแอปเปิ้ล เป็นต้น  

  • ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เพราะผลิตภัณฑ์จากนมนั้นถือเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดี ซึ่งแคลเซียมนั้นสำคัญมากสำหรับการพัฒนากระดูกที่แข็งแรงและแข็งแรง โดยคุณแม่สามารถได้รับแคลเซียมจากอาหารหลากหลายชนิด เช่น นม โยเกิร์ต และชีสแข็ง เป็นต้น  

นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ อีกหนึ่งอาหารคนท้องที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพการตั้งครรภ์ที่แข็งแรงได้  

บางครั้งคุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเรื่องของการแพ้นมวัว หรือแพ้นมจากพืชชนิดอื่น ๆ นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยเสริมสุขภาพสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ที่สำคัญคือควรเลือกนมสำหรับคนท้องที่มีDHA และโฟเลตสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับแม่ตั้งครรภ์   

  • DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากการกินอาหาร โดย DHA มีสำคัญต่อกระบวนการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ของทารกในครรภ์ เช่น สมอง ผิวหนัง ดวงตา ทั้งยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์บางอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือโรคซึมเศร้าหลังคลอด  

  • โฟเลต ซึ่งเป็นกลุ่มวิตามินบีที่สำคัญมาก หากคุณแม่ได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้ลูกน้อยเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทได้ เพราะโฟเลตทำหน้าที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง คุณแม่ตั้งครรภ์ในเดือนแรกจำเป็นต้องได้รับโฟเลตเพื่อช่วยในการสร้างหลอดประสาท และสมองที่สมบูรณ์ของทารก 

เช็กลิสต์สำหรับแม่ท้อง 4 เดือน จะถึงครึ่งทางแล้วนะคุณแม่  


ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ทุกท่านเลยค่ะ สำหรับการเดินทางที่ยาวนานกว่า 9 เดือนนี้ ในที่สุดคุณแม่ก็มาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งในอายุครรภ์ 4 เดือนนี้ คุณแม่ก็ยังคงมีหลาย ๆ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึง ได้แก่  

  • เริ่มมองหาชุดคลุมท้อง หรือเริ่มเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าที่หลงมมากขึ้น เพราะหน้าท้องจะเริ่มขยายใหญ่ขึ้นตั้งแต่เดือนที่ 4 เป็นต้นไป  

  • หากคุณแม่มีประวัติการโยกย้ายที่อยู่อาศัยบ่อย ในช่วงเดือนที่ 4 นี้ คุณแม่ควรจะเริ่มมีการลงหลักปักฐานจนกว่าจะคลอดได้แล้วนะคะ หรือควรเลือกที่อยู่อาศัยที่ใกล้โรงพยาบาล เพื่อที่ว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือใกล้คลอดขึ้นมา จะได้ไปโรงพยาบาลได้ทันเวลาค่ะ  

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายของแม่และทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต  

  • ดูแลเรื่องของน้ำหนัก เพราะระยะนี้คุณแม่เริ่มที่จะมีน้ำหนักขึ้นมาบ้างแล้วเล็กน้อย แต่ควรระวังอย่าให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไป เพราะอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์อื่น ๆ ได้ เช่น โรคอ้วน เบาหวานขณะตั้งครรภ์  

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะภาวะขาดน้ำนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายในการตั้งครรภ์ หมั่นจิบหรือดื่มน้ำอยู่เสมอ เพื่อเสริมความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย  

ไขข้อข้องใจเรื่องการตั้งครรภ์ 4 เดือนกับ Enfa Smart Club  


1. ปวดท้องน้อยขณะตั้งครรภ์ 4 เดือน อันตรายไหม?   

อาการท้อง 4 เดือน ปวดท้องน้อยนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งสาเหตุที่น่าวิตกกังวล และสาเหตุที่ไม่ได้เป็นอันตราย ดังนั้น หากมีอาการปวดท้องน้อยเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรับการรักษา  

2. อาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์ 4 เดือน ปกติไหม?   

ท้อง 4 เดือน ท้องแข็ง ถือว่าเป็นอาการปกติ เพราะอาการท้องแข็งนั้นก็จะเริ่มสังเกตเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมีอายุครรภ์เข้าสู่ไตรมาสที่ 2 และ 3  

อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการท้องแข็งก็อาจมีสาเหตุมาปัญหาในการตั้งครรภ์อื่น ๆ หากมีอาการท้องแข็งถี่เกินไป คุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา  

3. ท้อง 4 เดือน มีเลือดออกสีน้ำตาล อันตรายไหม?   

ปกติแล้วอาการเลือดออกขณะตั้งครรภ์นั้นมักสันนิษฐานว่ามีความผิดปกติขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้น โดยอาจจะเป็นการแท้ง การท้องลม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับมดลูกก็ได้ ดังนั้น ถ้าหากคุณแม่ที่ตั้งท้อง 4 เดือน มีเลือดออก ควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา  

4. ตั้งครรภ์ 4 เดือน ลูกดิ้นหรือยัง?   

เมื่อตั้งครรภ์เข้าไตรมาสสอง คุณแม่อาจจะเริ่มสงสัยอายุครรภ์ 4 เดือน ลูกดิ้นหรือยังนะ   

ซึ่งแน่นอนว่าทารกจะเริ่มดิ้นเมื่ออายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป หรือราว ๆ สัปดาห์ที่ 16-20 เป็นต้นไปคุณแม่ก็จะสามารถสัมผัสว่าลูกดิ้นได้  

5. ท้อง 4 เดือน ท้องไม่ใหญ่ ปกติหรือควรระวัง?  

ท้องของคุณแม่ที่อายุครรภ์ 4 เดือนหลาย ๆ คนเริ่มที่จะสังเกตเห็นว่าหน้าท้องขยายขึ้นมาแล้ว แต่ก็ไม่ใช่คุณแม่ทุกคนที่จะสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะนอกจากปัจจัยในเรื่องของอายุครรภ์แล้ว ขนาดของหน้าท้องตอนตั้งครรภ์ก็ยังขึ้นอยู่กับสรีระ ส่วนสูง น้ำหนัก และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวด้วย

ดังนั้น ในช่วงเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์นี้คุณแม่อาจจะมีหน้าท้องที่ขยายขึ้นเล็กน้อยหรือไม่ก็ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ  

6. ตั้งครรภ์ 4 เดือน ลูกไม่ดิ้น อันตรายไหม?  

อายุครรภ์ 4 เดือน คุณแม่สามารถเริ่มที่จะสัมผัสถึงการดิ้นของลูกได้ อย่างไรก็ตาม การที่รู้สึกว่าลูกไม่ดิ้นเลยก็มีสาเหตุ เช่น ลูกอาจจะดิ้นตอนที่คุณแม่กำลังทำกิจวัตรอื่น ๆ ทำให้ไม่รู้สึกว่าลูกดิ้น หรืออาจจะดิ้นตอนที่คุณแม่หลับ ก็ทำให้คุณแม่คลาดช่วงเวลาที่ลูกดิ้นได้  

แต่ถ้าหากอายุครรภ์เริ่มมากขึ้น หรืออายุครรภ์ตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป แต่ยังไม่รู้สึกว่าลูกดิ้นเลย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติใดเกิดขึ้นกับลูกหรือไม่  

7. ผลไม้สําหรับคนท้อง 4 เดือน ที่กินแล้วมีประโยชน์และปลอดภัยคืออะไร?  

ผลไม้ทุกชนิดถือว่าปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ เว้นเสียแต่ว่าคุณแม่จะมีอาการแพ้ผลไม้บางชนิด ก็ควรจะหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีอาการแพ้หรือเสี่ยงต่ออาการแพ้กำเริบ  

8. ปวดหน่วงท้องน้อยตอนตั้งครรภ์ 4 เดือน ปกติหรือควรรีบไปพบแพทย์?  

อาการปวดหน่วงท้องขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดจากสาเหตุที่อันตรายและสาเหตุที่ไม่น่าวิตกกังวล

ดังนั้น หากมีอาการปวดหน่วงท้องเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ หรืออาการปวดหน่วงท้องติดต่อกันตั้งแต่ 1 วันขึ้นไปแล้วอาการไม่ดีขึ้นเลย ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา



    บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์