Enfa สรุปให้
-
ยาลดไข้สูงเด็ก ที่ใช้ทั่วไปคือพาราเซตามอล ส่วนไอบูโพรเฟนมักใช้ในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยต้องเลือกตามอายุ น้ำหนัก และข้อจำกัดของเด็กแต่ละคน
-
ยาลดไข้สูงเด็กกินทุกกี่ชั่วโมง พาราเซตามอลมักเว้นทุก 4–6 ชั่วโมง ส่วนไอบูโพรเฟนเว้นทุก 6–8 ชั่วโมง และไม่ควรให้ซ้ำก่อนถึงเวลา
-
ยาลดไข้สูงเด็กกินยังไง ควรคำนวณขนาดยาตามน้ำหนัก ตรวจความเข้มข้นบนฉลาก และใช้กระบอกตวงยา เพื่อป้องกันการได้รับยาน้อยหรือมากเกินไป
เมื่อลูกตัวร้อนหรือวัดอุณหภูมิได้สูง คุณพ่อคุณแม่มักกังวลและต้องการให้ไข้ลดลงเร็วที่สุด ความจริงแล้วอาการไข้เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อการติดเชื้อ ดังนั้นเป้าหมายของการใช้ยาลดไข้จึงไม่ใช่ทำให้อุณหภูมิกลับมาปกติทันทีค่ะ แต่เป็นการช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น ดื่มน้ำ พักผ่อน และกินอาหารได้ดีขึ้น การเลือกชนิดยา คำนวณปริมาณตามน้ำหนัก และเว้นช่วงเวลาให้ถูกต้องจึงสำคัญกว่าการเร่งให้ตัวเลขอุณหภูมิลดลงเพียงอย่างเดียว
ในบทความนี้ Enfa จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจเรื่องยาลดไข้สูงเด็ก ไม่ว่าจะเป็นยาลดไข้สูงเด็กกินทุกกี่ชั่วโมง ยาลดไข้สูงเด็กกินยังไง พร้อมคำแนะนำเมื่อลูกมีไข้สูง และการสังเกตอาการร่วมที่ควรรีบพาไปพบแพทย์ ไปอ่านพร้อมกันเลยค่ะ
ยาลดไข้สูงเด็ก
ยาลดไข้สูงเด็กที่ใช้กันทั่วไปมี 2 ชนิด ได้แก่ พาราเซตามอลและไอบูโพรเฟน แต่ยาแต่ละชนิดมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การใช้ยาไข้สูงเด็กคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรเลือกจากชื่อการค้า สี กลิ่น หรือปริมาณที่เคยให้ครั้งก่อน โดยควรตรวจชื่อสารสำคัญ ความเข้มข้นของยา อายุ และน้ำหนักปัจจุบันของเด็กทุกครั้ง ดังนี้
- พาราเซตามอลเป็นยาที่มักใช้เป็นตัวเลือกแรก พาราเซตามอลช่วยลดไข้และบรรเทาอาการปวด เหมาะกับเด็กส่วนใหญ่เมื่อให้ในปริมาณที่ถูกต้องตามน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม การให้มากเกินไป ให้ถี่เกินไป หรือใช้ซ้ำกับยาแก้หวัดที่มีพาราเซตามอลผสมอยู่ อาจทำให้เด็กได้รับยาเกินขนาดและเกิดอันตรายต่อตับได้
- ไอบูโพรเฟนช่วยลดไข้และบรรเทาอาการปวดได้เช่นกัน โดยทั่วไปใช้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือฉลากยา แต่ไม่เหมาะกับเด็กบางกลุ่ม เช่น เด็กที่ขาดน้ำ อาเจียนหรือถ่ายเหลวมาก มีโรคไต มีแผลหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือเคยแพ้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
- ไม่ควรใช้ไอบูโพรเฟนเมื่อสงสัยไข้เลือดออก เพราะยาในกลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออก หากเด็กมีไข้สูง ปวดศีรษะมาก ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อย ตัวแดง มีจุดเลือดออก อาเจียน หรืออยู่ในช่วงที่มีไข้เลือดออกระบาด ควรใช้พาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมและพาเด็กไปตรวจ
- ห้ามให้แอสไพรินแก่เด็กเพื่อลดไข้เอง โดยเฉพาะเมื่อไข้เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเรย์ ซึ่งเป็นภาวะรุนแรงที่ส่งผลต่อตับและสมอง ยาไข้สูงเด็กจึงควรเป็นยาที่ระบุชัดเจนว่าเหมาะสำหรับเด็กและได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
ยาแก้ไข้สูงเด็ก เลือกอย่างไร
ยาแก้ไข้สูงเด็ก เลือกอย่างไรดีนะ การเลือกยาลดไข้สูงของเด็กไม่ควรพิจารณาจากระดับอุณหภูมิเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ควรดูว่าเด็กรู้สึกไม่สบายมากน้อยเพียงใด รวมถึงอายุ น้ำหนัก โรคประจำตัว ภาวะขาดน้ำ และยาชนิดอื่นที่เด็กกำลังใช้อยู่ หลักการเลือกยาลดไข้สูงของเด็กอย่างปลอดภัยมีดังนี้
- เลือกยาตามน้ำหนักมากกว่าอายุ เพราะเด็กอายุเท่ากันอาจมีน้ำหนักแตกต่างกันมาก ปริมาณยาที่เหมาะสมจึงควรคำนวณจากน้ำหนักปัจจุบัน หากไม่ทราบน้ำหนักหรือไม่แน่ใจเรื่องการคำนวณ ควรสอบถามเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนให้ยา
- อ่านชื่อสารสำคัญบนฉลากทุกครั้ง ยาลดไข้เด็กหลายยี่ห้ออาจมีชื่อการค้าต่างกัน แต่มีสารสำคัญชนิดเดียวกัน การให้ยาสองขวดที่ต่างยี่ห้อแต่มีพาราเซตามอลเหมือนกัน อาจทำให้เด็กได้รับยาซ้ำโดยไม่ตั้งใจ
- ตรวจความเข้มข้นของยาน้ำก่อนตวงยา ยาพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟนสำหรับเด็กอาจมีความเข้มข้นต่างกัน เช่น จำนวนมิลลิกรัมต่อ 5 มิลลิลิตร ปริมาณยาที่เคยใช้กับขวดเดิมจึงไม่ควรนำมาใช้กับยาขวดใหม่โดยไม่อ่านฉลาก
- เลือกใช้ยาเพียงชนิดเดียวก่อน ไม่ควรให้พาราเซตามอลและไอบูโพรเฟนพร้อมกันเป็นกิจวัตร เพราะเพิ่มความซับซ้อนและความเสี่ยงต่อการให้ยาผิดขนาด การสลับยาควรทำเฉพาะเมื่อได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร พร้อมจดเวลาและปริมาณยาอย่างชัดเจน
- พิจารณาสภาพร่างกายของเด็กก่อนใช้ไอบูโพรเฟน หากเด็กกินน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย อาเจียนหรือถ่ายเหลวมาก มีโรคไต โรคกระเพาะ หรือสงสัยไข้เลือดออก ไม่ควรให้ไอบูโพรเฟนเอง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อไตทำงานผิดปกติหรือเลือดออก
ยาลดไข้สูงเด็กกินยังไง
ยาลดไข้สูงเด็กกินยังไง หลายคนสงสัยเรื่องนี้ โดยการใช้ยาลดไข้สูงเด็กต้องพิจารณาทั้งปริมาณยา ความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ และน้ำหนักตัวเด็ก การตวงยาจากการคาดเดาหรือใช้ช้อนรับประทานอาหารทั่วไปอาจทำให้ได้รับยามากหรือน้อยเกินไป วิธีให้ยาที่เหมาะสมมีดังนี้ค่ะ
- พาราเซตามอลโดยทั่วไปใช้ครั้งละ 10–15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตัวอย่างเช่น เด็กน้ำหนัก 10 กิโลกรัมจะได้รับตัวยาประมาณ 100–150 มิลลิกรัมต่อครั้ง แต่จำนวนมิลลิลิตรที่ต้องตวงขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของยาบนฉลาก จึงต้องคำนวณจากจำนวนมิลลิกรัมต่อมิลลิลิตรอีกครั้ง
- ไอบูโพรเฟนโดยทั่วไปใช้ครั้งละประมาณ 5–10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และมักใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ควรอ่านฉลากและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เด็กที่มีโรคประจำตัว หรือเด็กที่กินน้ำได้น้อย
- ใช้กระบอกตวงยาหรือช้อนตวงที่ให้มากับผลิตภัณฑ์ กระบอกตวงช่วยกำหนดปริมาณเป็นมิลลิลิตรได้แม่นยำกว่าช้อนชาในครัว ควรอ่านระดับยาในแนวสายตาและล้างอุปกรณ์หลังใช้งานทุกครั้ง
- เขย่าขวดยาน้ำแขวนตะกอนก่อนตวง เพราะตัวยาอาจตกตะกอนอยู่ด้านล่าง หากไม่เขย่าขวด เด็กอาจได้รับความเข้มข้นของยาไม่สม่ำเสมอในแต่ละครั้ง
- จดชื่อยา ปริมาณ และเวลาที่ให้ทุกครั้ง วิธีนี้ช่วยป้องกันการให้ยาซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ดูแลเด็กหลายคน หรือจำเป็นต้องให้ยาช่วงกลางคืน ไม่ควรให้ยาเพิ่มเพียงเพราะจำไม่ได้ว่าให้ครั้งล่าสุดเมื่อใด
- ไม่ควรบังคับให้เด็กกินยาซ้ำทันทีเมื่ออาเจียน หากเด็กอาเจียนหลังรับประทานยา ควรพิจารณาว่าอาเจียนทันทีหรือผ่านไปนานแล้ว และมองเห็นยาออกมาหรือไม่ การให้ซ้ำโดยไม่แน่ใจอาจทำให้ยาเกินขนาด จึงควรโทรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
ยาลดไข้สูงเด็กกินทุกกี่ชั่วโมง
สำหรับคำถามว่า ยาลดไข้สูงเด็กกินทุกกี่ชั่วโมง ระยะห่างขึ้นอยู่กับชนิดของยา ไม่ควรให้ซ้ำก่อนถึงเวลาที่กำหนดค่ะ แม้ไข้จะยังสูง เพราะยาแต่ละชนิดต้องใช้เวลาออกฤทธิ์และการให้ถี่เกินไปอาจทำให้เด็กได้รับยาเกินขนาด หลักทั่วไปมีดังนี้
- พาราเซตามอลมักเว้นระยะประมาณ 4–6 ชั่วโมงเมื่อจำเป็น โดยต้องไม่ให้เกินจำนวนครั้งหรือปริมาณรวมต่อวันที่ระบุบนฉลากหรือที่แพทย์กำหนด หากให้ยาไปแล้วไม่ถึง 4 ชั่วโมง ไม่ควรให้ซ้ำเพื่อเร่งให้ไข้ลด
- ไอบูโพรเฟนมักเว้นระยะประมาณ 6–8 ชั่วโมงเมื่อจำเป็น และไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน เว้นแต่แพทย์เป็นผู้สั่งโดยตรง รวมถึงไม่ควรให้เมื่อเด็กมีภาวะขาดน้ำหรือสงสัยไข้เลือดออก
- ไม่จำเป็นต้องปลุกเด็กที่นอนหลับสบายเพื่อให้ยาตามเวลาเสมอไป ยาลดไข้ใช้เพื่อบรรเทาความไม่สบายตัว ไม่ใช่ยาที่ต้องรักษาระดับในเลือดตลอดเวลาเหมือนยาบางชนิด หากเด็กหลับได้ หายใจปกติ และไม่มีสัญญาณอันตราย สามารถเฝ้าสังเกตอาการได้
- ควรรอประมาณ 30–60 นาทีเพื่อประเมินผลหลังให้ยา อุณหภูมิอาจไม่ได้ลดลงทันทีหรือกลับสู่ระดับปกติ สิ่งที่ควรสังเกตควบคู่กันคือ เด็กกระฉับกระเฉงขึ้น ดื่มน้ำได้ ลดอาการปวดหรือร้องกวน และพักผ่อนได้ดีขึ้น
คำแนะนำเมื่อลูกมีไข้สูง
เมื่อลูกมีไข้สูง การดูแลควรเน้นให้เด็กรู้สึกสบาย ป้องกันภาวะขาดน้ำ และเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติ ไม่ควรใช้หลายวิธีอย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้อุณหภูมิลดลงเร็ว เพราะอาจทำให้เด็กหนาวสั่นและไม่สบายตัวมากขึ้น โดยคำแนะนำเมื่อลูกมีไข้สูง มีดังนี้
- วัดอุณหภูมิด้วยเครื่องวัดที่เหมาะสม ไม่ควรประเมินจากการใช้มือแตะหน้าผากเพียงอย่างเดียว ควรจดอุณหภูมิ เวลา ตำแหน่งที่วัด และอาการร่วมเพื่อใช้ติดตามความเปลี่ยนแปลง
- ให้เด็กดื่มน้ำหรือของเหลวบ่อยขึ้น เด็กที่มีไข้สูญเสียน้ำมากขึ้นจากเหงื่อและการหายใจ หากยังดื่มนมแม่ควรให้ดูดนมบ่อย ส่วนเด็กโตอาจจิบน้ำ สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก หรืออาหารเหลวตามความเหมาะสม
- สวมเสื้อผ้าบางและให้อยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเท ไม่ควรห่มผ้าหนาเพื่อขับเหงื่อ เพราะอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น แต่หากลูกมีอาการหนาวสั่นมีไข้ควรให้ความอบอุ่นพอเหมาะจนหยุดสั่น โดยไม่ห่มหลายชั้นเกินไป
- ไม่บังคับให้กินอาหารปริมาณมาก หากเด็กเบื่ออาหารสามารถให้มื้อเล็ก อาหารอ่อน หรืออาหารที่กินง่ายได้ สิ่งสำคัญในช่วงไข้คือการได้รับของเหลวเพียงพอและยังปัสสาวะได้ตามสมควร
- ไม่ใช้แอลกอฮอล์ น้ำแข็ง หรือน้ำเย็นจัดเช็ดตัว วิธีเหล่านี้อาจทำให้หลอดเลือดผิวหนังหดตัวเกิดอาการหนาวสั่น และเพิ่มความไม่สบายตัว ไม่ควรอาบน้ำเย็นหรือเปิดพัดลมจ่อเด็กโดยตรง
- สังเกตสภาพเด็กมากกว่าตัวเลขอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว เด็กที่มีไข้แต่ยังดื่มน้ำ เล่นหรือสบตาได้ อาจน่ากังวลน้อยกว่าเด็กที่ไข้ไม่สูงมากแต่ซึม หายใจลำบาก หรือไม่ยอมดื่มน้ำ
ลูกไข้สูง กินยาไม่ลด
เมื่อลูกไข้สูง กินยาไม่ลด คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรรีบเพิ่มปริมาณหรือให้ยาซ้ำก่อนเวลานะคะ เพราะอุณหภูมิอาจลดลงเพียงเล็กน้อยและยังถือว่ายาออกฤทธิ์ได้ เป้าหมายสำคัญคือทำให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น พร้อมค้นหาสาเหตุของไข้หากอาการไม่ดีขึ้น ดังนี้
- ตรวจสอบปริมาณยาว่าคำนวณตามน้ำหนักหรือไม่ การให้ยาน้อยกว่าขนาดที่เหมาะสมอาจทำให้อาการไม่ดีขึ้น ขณะเดียวกันห้ามเพิ่มยาเองเกินขนาด ควรนำขวดยาและแจ้งน้ำหนักเด็กให้เภสัชกรหรือแพทย์ช่วยตรวจสอบ
- ตรวจความเข้มข้นและวันหมดอายุของยา ยาขวดใหม่อาจมีความเข้มข้นต่างจากขวดเดิม รวมถึงควรตรวจวิธีเก็บรักษาและระยะเวลาหลังเปิดใช้ เพราะยาเสื่อมสภาพหรือเก็บไม่ถูกต้องอาจมีประสิทธิภาพลดลง
- ประเมินอาการหลังผ่านไปประมาณ 30–60 นาที แม้อุณหภูมิยังสูง หากเด็กสบายขึ้น ดื่มน้ำได้ และตอบสนองดี สามารถเฝ้าสังเกตต่อได้ แต่หากเด็กยังซึมมาก หายใจผิดปกติ ปวดมาก หรืออาการทรุดลง ควรพาไปพบแพทย์
- ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะที่เหลืออยู่เอง ไข้ในเด็กจำนวนมากเกิดจากไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่ช่วยลดไข้หรือทำให้หายเร็วขึ้น การใช้ยาไม่ตรงโรคอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและเชื้อดื้อยา
- ควรพบแพทย์หากลูกเป็นไข้หลายวันไม่หาย โดยเฉพาะเมื่อไข้เกินประมาณ 48–72 ชั่วโมง อาการรุนแรงขึ้น หรือกลับมามีไข้สูงหลังดูเหมือนดีขึ้นแล้ว เพราะอาจต้องตรวจหาการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อน
ลูกไข้สูง เช็ดตัวไข้ไม่ลด
กรณีลูกไข้สูง เช็ดตัวไข้ไม่ลด ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีอันตรายเสมอไปค่ะ เพราะการเช็ดตัวช่วยระบายความร้อนชั่วคราว แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุของไข้ และเด็กบางคนอาจรู้สึกไม่สบายหรือหนาวสั่นมากขึ้นจากการเช็ดตัว การดูแลที่เหมาะสมมีดังนี้
- ไม่จำเป็นต้องเช็ดตัวเป็นกิจวัตรในเด็กทุกคน หากเด็กไม่สบายตัวมาก สามารถใช้ยาลดไข้ตามขนาด ให้ดื่มน้ำ และจัดสภาพแวดล้อมให้สบายก่อน การเช็ดตัวอาจพิจารณาเมื่อเด็กตัวร้อนและรู้สึกสบายกับวิธีนี้
- ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัด น้ำแข็ง หรือแอลกอฮอล์ โดยใช้ผ้านุ่มเช็ดบริเวณลำตัว แขน ขา รักแร้ และขาหนีบอย่างนุ่มนวล
- หยุดเช็ดทันทีหากเด็กหนาวสั่น ร้องมาก หรือไม่สบายตัว การสั่นทำให้กล้ามเนื้อสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น จึงอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นแทนที่จะลดลง ควรเช็ดตัวในห้องที่ไม่เย็นและไม่เปิดพัดลมจ่อ
- ไม่ควรเช็ดตัวต่อเนื่องเพื่อบังคับให้อุณหภูมิปกติ หลังเช็ดตัวควรซับผิวให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าบาง และประเมินสภาพทั่วไปของเด็ก หากเช็ดตัวและให้ยาถูกต้องแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์
ลูกมีไข้สูง ร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์
ระดับไข้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกความรุนแรงของโรคได้ทั้งหมดค่ะ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรประเมินอายุเด็ก ระยะเวลาที่เป็นไข้ การตอบสนอง และอาการร่วม หากพบลักษณะต่อไปนี้ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันทีค่ะ
- ทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีอุณหภูมิตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป แม้เด็กจะยังดูปกติ เพราะทารกวัยนี้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงและอาจแสดงอาการไม่ชัดเจน ไม่ควรให้ยาแล้วรอดูอาการเองเป็นเวลานาน
- เด็กซึมผิดปกติ ปลุกยาก ไม่สบตา สับสน หรือไม่ตอบสนองเหมือนเดิม รวมถึงร้องเสียงแหลม ร้องกวนไม่หยุด หรืออ่อนแรงมาก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อรุนแรงหรือระบบประสาทผิดปกติ
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือมีเสียงผิดปกติขณะหายใจ หากริมฝีปากหรือผิวหนังเขียวคล้ำ ควรเรียกรถฉุกเฉินหรือพาไปโรงพยาบาลทันที
- ชัก เกร็ง ตาค้าง หรือหมดสติ ควรจัดเด็กให้นอนตะแคงบนพื้นราบ นำสิ่งของรอบตัวออก ไม่งัดปาก ไม่ป้อนยาและน้ำขณะชัก พร้อมจับเวลาและขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยเฉพาะหากชักนานเกิน 5 นาที
- มีผื่นแดงเข้มหรือจุดสีม่วงที่กดแล้วไม่จาง ผื่นลักษณะนี้ร่วมกับไข้ ซึม หรืออาการทรุดเร็ว อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อรุนแรงและต้องได้รับการประเมินโดยเร่งด่วน
- ดื่มน้ำไม่ได้ อาเจียนต่อเนื่อง ปากแห้ง ไม่มีน้ำตา หรือปัสสาวะน้อยมาก อาการเหล่านี้บ่งชี้ภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อาจทรุดลงได้เร็ว
- คอแข็ง ปวดศีรษะรุนแรง แพ้แสง หรือกระหม่อมโป่งในทารก รวมถึงปวดท้องรุนแรง เดินไม่ได้ แขนขาอ่อนแรง หรือเจ็บปวดมากผิดปกติ ควรรีบตรวจหาสาเหตุ
- ไข้สูงมากหรือไข้ต่อเนื่องหลายวัน โดยเฉพาะเมื่อกินยาถูกขนาดแล้วเด็กยังไม่สบายมาก มีอาการแย่ลง หรือไข้กลับสูงหลังจากเคยลดลง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรเพิ่มหรือสลับยาเองอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ยาลดไข้ช่วยบรรเทาความไม่สบายตัวให้ลูกน้อยได้ แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ การให้ยาที่ถูกต้องจึงต้องคำนวณตามน้ำหนัก ตรวจความเข้มข้น และเว้นระยะเวลาอย่างเหมาะสม หากไม่แน่ใจเรื่องปริมาณยา เด็กมีโรคประจำตัว หรือมีอาการผิดปกติ ควรนำฉลากหรือขวดยาไปปรึกษาแพทย์และเภสัชกร เพื่อป้องกันการให้ยาซ้ำหรือได้รับยาเกินขนาดค่ะ
เลือกโภชนาการที่มี MFGM เพื่อ IQ และทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า
เด็กจะเติบโตมาพร้อมกับทักษะสมองที่ดีได้นั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรม และการเรียนรู้ที่สมวัยแล้ว การใส่ใจเลือกโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ให้ลูกได้กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี ควรเลือกนมที่มี MFGM ซึ่งเป็นสุดยอดสารอาหารในนมแม่ สารอาหารสมองชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง
นอกจากนี้ โภชนาการที่ดียังมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะ EF ทั้ง 3 ด้านหลัก ดังนี้
- สมองจำดี (Working Memory) เก็บข้อมูลที่มองเห็นและได้ยิน มาใช้ในเวลาที่ต้องการ
- ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
- ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) รู้จักรอ ยับยั้งชั่งใจ ควบคุมอารมณ์ คิดก่อนลงมือทำ
การเลือกโภชนาการที่มี MFGM จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมั่นคง มีสมองที่ปราดเปรื่อง และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จที่เหนือกว่าในอนาคต