นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ไข้ออกผื่นในเด็ก อันตรายไหม เช็กสาเหตุ อาการ และวิธีดูแล

Enfa สรุปให้

  • ไข้ออกผื่น คือ ภาวะที่มีไข้ร่วมกับผื่นบนผิวหนัง มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แต่บางโรคอาจรุนแรง จึงควรสังเกตอาการร่วมอย่างใกล้ชิด

  • เป็นไข้ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว คัน อาจเกิดจากผื่นไวรัส ลมพิษ อีสุกอีใส หรือแพ้ยา ควรหลีกเลี่ยงการเกา และรีบพบแพทย์หากมีหน้าบวม หายใจลำบาก หรือผื่นลามเร็ว

  • ไข้ออกผื่นในเด็ก พบได้บ่อย โดยเฉพาะส่าไข้ ซึ่งมักมีไข้สูงก่อน แล้วจึงมีผื่นหลังไข้ลด หากเด็กซึม ดื่มน้ำน้อย หายใจผิดปกติ หรือมีไข้หลายวัน ควรพาไปพบแพทย์

เลือกอ่านตามหัวข้อ


ภาวะไข้ออกผื่น หมายถึงอาการมีไข้ร่วมกับมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งพบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อไวรัสและสามารถหายได้เอง แต่บางครั้งอาจเป็นอาการของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น โรคหัด โรคมือเท้าปาก หรือการติดเชื้อรุนแรง ในบทความนี้ Enfa จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปสังเกตลักษณะผื่น ช่วงเวลาที่ผื่นขึ้น อาการร่วม ที่ควรเฝ้าระวังและรีบไปพบแพทย์ค่ะ


ไข้ออกผื่น อันตรายไหม

ไข้ออกผื่นอาจไม่อันตราย หากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสทั่วไปและเด็กยังรู้สึกตัวดี ดื่มน้ำได้ เล่นได้บ้าง รวมถึงไม่มีอาการผิดปกติรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผื่นร่วมกับไข้ไม่ใช่ชื่อโรคที่เฉพาะเจาะจง จึงไม่สามารถบอกระดับความรุนแรงได้จากลักษณะผื่นเพียงอย่างเดียว โดยสิ่งที่ควรพิจารณามีดังนี้

  • ส่วนใหญ่มักเกิดจากไวรัสและหายได้เอง เด็กอาจมีไข้ น้ำมูก ไอ หรือถ่ายเหลวเล็กน้อยก่อนมีผื่น เมื่อภูมิคุ้มกันควบคุมเชื้อได้ อาการไข้และผื่นจะค่อย ๆ ดีขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
  • บางโรคมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัดอาจทำให้ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หรือสมองอักเสบได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก เด็กที่ขาดสารอาหาร และเด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ระดับไข้ไม่ใช่ตัวบอกความรุนแรงเพียงอย่างเดียว ควรดูพฤติกรรมร่วมด้วย หากเด็กซึมลง หายใจลำบาก ดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อย หรือมีผื่นสีม่วงแดงที่กดแล้วไม่จาง ควรเข้ารับการประเมินทันที
  • เด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือนต้องระวังเป็นพิเศษ หากวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ควรพาไปพบแพทย์ แม้เด็กจะยังไม่มีอาการรุนแรงหรือยังดูดนมได้ก็ตาม


ไข้ออกผื่น เกิดจากอะไร

สาเหตุของอาการไข้ร่วมกับผื่นมีหลายกลุ่ม ตั้งแต่โรคติดเชื้อที่หายได้เองไปจนถึงภาวะที่ต้องได้รับการรักษาเฉพาะ แพทย์จะพิจารณาจากอายุเด็ก ประวัติวัคซีน การสัมผัสผู้ป่วย ลำดับการเกิดไข้และผื่น ตำแหน่งของผื่น รวมถึงอาการร่วม โดยสาเหตุที่พบได้มีดังนี้

  • การติดเชื้อไวรัส เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น ส่าไข้ โรคหัด หัดเยอรมัน โรคมือเท้าปาก อีสุกอีใส แต่ละโรคมีรูปแบบการเกิดผื่นและช่วงแพร่เชื้อแตกต่างกัน
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ไข้อีดำอีแดง ซึ่งมักมีไข้ เจ็บคอ และผื่นแดงละเอียดคล้ายกระดาษทราย หรือการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงบางชนิดที่อาจทำให้เกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
  • ปฏิกิริยาต่อยา เด็กบางรายมีผื่นหลังได้รับยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ หรือยาอื่น ๆ หากมีผื่นลมพิษ หน้าบวม ปากบวม เสียงแหบ หรือหายใจลำบาก ต้องหยุดยาและรับการช่วยเหลือฉุกเฉิน
  • สาเหตุอื่นที่เกิดพร้อมช่วงมีไข้ เช่น ผื่นแพ้ ผดร้อน หรือแมลงกัดต่อย อาจเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการเจ็บป่วยโดยไม่ได้เกิดจากเชื้อเดียวกัน จึงควรให้แพทย์ประเมินหากไม่แน่ใจ


ไข้ออกผื่นในเด็ก

อาการนี้พบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโต แต่โรคที่เป็นสาเหตุและความเสี่ยงจะแตกต่างกันตามอายุ โดยเฉพาะทารกที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • ทารกอายุประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี มักพบโรคส่าไข้ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือมีไข้สูงฉับพลันประมาณ 3–5 วัน จากนั้นไข้ลดลงและมีผื่นสีชมพูขึ้นบริเวณลำตัว ก่อนกระจายไปคอ ใบหน้า หรือแขนขา
  • เด็กก่อนวัยเรียน มีโอกาสสัมผัสโรคติดเชื้อจากศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียน เช่น โรคมือเท้าปาก อีสุกอีใส และไข้หวัดที่มีผื่นจากไวรัส จึงควรแยกของใช้และเน้นการล้างมือ
  • ผื่นบริเวณใบหน้าไม่ได้เกิดจากโรคติดเชื้อเสมอไป ผื่นทารก หรือผื่นขึ้นหน้าทารก อาจเกิดจากสิวทารก ผดร้อน การระคายเคือง หรือน้ำลาย แต่หากมีไข้ร่วมด้วยควรพิจารณาการติดเชื้อและปรึกษาแพทย์
  • ประวัติวัคซีนมีความสำคัญ เด็กที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมันไม่ครบ หรือไม่ทราบประวัติวัคซีน จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัดมากขึ้นเมื่อสัมผัสเชื้อ


รูปภาพไข้ออกผื่น

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ดีคือการเก็บภาพผื่นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ ดังนี้

  • ถ่ายภาพในแสงธรรมชาติ โดยถ่ายทั้งภาพระยะใกล้และภาพที่เห็นตำแหน่งของผื่นบนร่างกาย เพื่อให้เห็นการกระจายตัวอย่างชัดเจน
  • บันทึกเวลาที่เริ่มมีผื่น พร้อมจดว่าเกิดขึ้นขณะที่ยังมีไข้ หลังไข้ลด หรือหลังได้รับยา เพราะลำดับอาการช่วยแยกสาเหตุได้
  • สังเกตลักษณะพื้นฐาน เช่น ผื่นราบ ผื่นนูน ตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง ลมพิษ หรือจุดเลือดออก รวมถึงดูว่าผื่นเริ่มจากใบหน้า ลำตัว มือ เท้า หรือบริเวณข้อพับ

ตัวอย่างรูปภาพไข้ออกผื่น 

จากตัวอย่างรูปภาพไข้ออกผื่นนี้ ไม่แนะนำให้ใช้ในการเปรียบเทียบกับผื่นของลูกน้อยนะคะ เนื่องจากสีและลักษณะผื่นอาจเปลี่ยนไปตามสีผิว ระยะของโรค และอาการเฉพาะบุคคลค่ะ


ไข้ออกผื่น อาการอย่างไร

อาการไข้ออกผื่นแตกต่างกันตามเชื้อและระยะของโรค เด็กบางคนมีไข้ก่อนแล้วจึงเกิดผื่น ขณะที่บางคนมีผื่นขณะยังมีไข้ การสังเกตลำดับอาการจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น โดยอาการที่อาจพบร่วมกันมีดังนี้

  • มีไข้หรือรู้สึกร้อนกว่าปกติ หากผู้ปกครองรู้สึกว่าลูกตัวร้อน ควรวัดอุณหภูมิด้วยเครื่องวัด ไม่ควรใช้การสัมผัสหน้าผากเพียงอย่างเดียว
  • มีอาการคล้ายหวัด เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ตาแดง เบื่ออาหาร หรืออ่อนเพลีย ซึ่งอาจพบในโรคติดเชื้อไวรัสหลายชนิด
  • มีตุ่มหรือแผลในปาก ร่วมกับผื่นหรือตุ่มน้ำที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ก้น หรือขา อาจสัมพันธ์กับโรคมือเท้าปาก ส่วนคำว่าไข้ออกตุ่มเป็นคำเรียกกว้าง ๆ ที่ไม่สามารถระบุโรคได้โดยไม่ตรวจลักษณะตุ่ม
  • มีไข้สูงและอาจเกิดอาการสั่น หากลูกมีอาการหนาวสั่นมีไข้ ควรติดตามอุณหภูมิ การรู้สึกตัว และการหายใจอย่างใกล้ชิด เพราะอาการสั่นอาจเกิดขณะอุณหภูมิร่างกายกำลังสูงขึ้น
  • มีอาการคันหรือไม่คันก็ได้ ผื่นจากส่าไข้มักไม่คันมาก ขณะที่ลมพิษ อีสุกอีใส หรือผื่นแพ้อาจคันชัดเจน


ลูกเป็นไข้ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว คัน

เมื่อพบว่าลูกเป็นไข้ มีผื่นแดงขึ้นตามตัว คัน อาจเกิดจากผื่นไวรัส อีสุกอีใส ลมพิษจากการติดเชื้อ ปฏิกิริยาต่อยา หรือโรคผิวหนังที่เกิดร่วมกับไข้ การดูแลเมื่อลูกเป็นไข้ มีผื่นแดงขึ้นตามตัวเด็ก จึงควรเน้นลดการเกาและเฝ้าระวังอาการแพ้รุนแรง ดังนี้

  • ตัดเล็บให้สั้นและรักษาความสะอาดมือ เพื่อช่วยลดรอยถลอกและการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีตุ่มน้ำหรือผิวหนังแตก
  • สวมเสื้อผ้าบางและไม่รัดแน่น เพราะความร้อนและเหงื่ออาจทำให้อาการคันมากขึ้น ควรให้เด็กอยู่ในบริเวณอากาศถ่ายเทสะดวก
  • หลีกเลี่ยงการทายาหรือสมุนไพรเอง โดยเฉพาะบริเวณผื่นกว้าง แผลเปิด หรือใบหน้า เพราะผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจเพิ่มการระคายเคืองหรือบดบังลักษณะผื่น
  • สังเกตอาการแพ้รุนแรง หากลูกมีผื่นคันขึ้นตามตัวอย่างรวดเร็วร่วมกับหน้าบวม ปากบวม อาเจียนมาก เสียงแหบ หรือหายใจติดขัด ให้โทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที


ลูกหายไข้แล้วมีผื่นขึ้น

ภาวะเด็กผื่นขึ้นหลังเป็นไข้พบได้บ่อยในโรคส่าไข้ โดยเด็กมักมีไข้สูงอยู่หลายวัน เมื่อไข้ลดลงจึงเริ่มมีผื่นสีชมพูหรือแดงจางขึ้นบริเวณหน้าอก ท้อง และหลัง ก่อนกระจายไปส่วนอื่นของร่างกาย หากลูกหายไข้แล้วมีผื่นขึ้น มีลักษณะที่ควรสังเกตเพิ่มเติมดังนี้

  • เด็กมักดูดีขึ้นเมื่อผื่นเริ่มขึ้น หลังไข้ลด เด็กอาจกลับมาร่าเริงและกินได้มากขึ้น แม้ผื่นจะกระจายกว้าง ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้ในโรคส่าไข้
  • ผื่นมักเริ่มจากลำตัว จากนั้นอาจกระจายไปคอ แขน ขา หรือใบหน้า โดยทั่วไปผื่นไม่ทำให้เจ็บและอาจจางลงเมื่อกด
  • ไม่ควรสรุปว่าเป็นส่าไข้ทุกราย หากผื่นเกิดหลังเริ่มยา มีอาการคันมาก ใบหน้าบวม มีแผลในปาก หรือเด็กยังซึมและมีไข้ต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อแยกผื่นแพ้ยาและโรคอื่น
  • เฝ้าระวังชักจากไข้สูง ส่าไข้อาจทำให้เด็กบางรายเกิดชักจากไข้ในช่วงที่อุณหภูมิสูงขึ้นรวดเร็ว หากชักครั้งแรก ชักนานเกิน 5 นาที หรือหายใจผิดปกติ ควรเรียกรถพยาบาล


ไข้ออกผื่นกี่วันหาย

ระยะเวลาหายขึ้นอยู่กับโรคที่เป็นสาเหตุ สุขภาพพื้นฐานของเด็ก และภาวะแทรกซ้อน โดยผื่นจากไวรัสทั่วไปมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน แต่บางโรคอาจใช้เวลานานกว่านั้น ดังนี้

  • ส่าไข้ มักมีไข้ประมาณ 3–5 วัน หลังไข้ลดผื่นอาจคงอยู่ประมาณ 1–3 วัน แล้วค่อย ๆ จางโดยไม่ทิ้งรอย
  • ผื่นไวรัสที่ไม่จำเพาะ มักอยู่ประมาณ 2–3 วัน แต่อาการหวัด ไอ หรืออ่อนเพลียอาจต่อเนื่องได้นานกว่า
  • โรคมือเท้าปาก โดยทั่วไปอาการส่วนใหญ่ดีขึ้นในประมาณ 7–10 วัน แผลในปากอาจทำให้เด็กกินและดื่มได้น้อยในช่วงแรก
  • โรคหัด ผื่นมักคงอยู่หลายวันและค่อย ๆ จางตามลำดับที่ขึ้น เด็กอาจมีไอหรืออ่อนเพลียต่ออีกระยะหนึ่ง จึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ทั้งนี้ หากลูกเป็นไข้หลายวันไม่หาย ไข้กลับมาสูงหลังเคยลดลง หรือผื่นรุนแรงขึ้น ควรพาไปตรวจโดยไม่รอให้ครบจำนวนวันที่คาดว่าโรคจะหายเองค่ะ


ไข้ออกผื่นติดต่อไหม

การติดต่อขึ้นอยู่กับสาเหตุ ผื่นแพ้หรือผดร้อนไม่สามารถติดต่อได้ แต่โรคไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดแพร่จากคนสู่คนได้ แม้บางช่วงเด็กยังไม่มีผื่น โดยแนวทางลดการแพร่เชื้อมีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปโรงเรียนหรือพื้นที่แออัด ระหว่างมีไข้และยังไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีไอ น้ำมูก ตาแดง หรือตุ่มน้ำร่วมด้วย
  • แยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดตัว และของเล่นที่นำเข้าปาก พร้อมทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย
  • ล้างมือด้วยสบู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม เช็ดน้ำมูก หรือสัมผัสน้ำลายและสิ่งคัดหลั่งของเด็ก
  • แจ้งสถานพยาบาลก่อนเข้ารับการตรวจเมื่อสงสัยโรคหัด เช่น มีไข้สูง ไอ น้ำมูก ตาแดง และผื่นเริ่มจากใบหน้า เพื่อให้สถานพยาบาลจัดพื้นที่ตรวจและลดการแพร่เชื้อแก่ผู้อื่น
  • ปฏิบัติตามระยะหยุดเรียนที่แพทย์แนะนำ เพราะแต่ละโรคมีช่วงแพร่เชื้อไม่เท่ากัน เช่น ผู้ป่วยโรคหัดสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนผื่นขึ้นและต่อเนื่องหลังผื่นขึ้น


ไข้ออกผื่น วิธีรักษา

การรักษาต้องพิจารณาตามสาเหตุ โดยโรคไวรัสส่วนใหญ่ไม่มีตัวยาฆ่าเชื้อเฉพาะและเน้นการประคับประคอง ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียหรืออาการแพ้รุนแรงจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ แนวทางทั่วไปมีดังนี้

  • ให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักและคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร พาราเซตามอลเป็นยาที่ใช้ได้ในเด็กเมื่อให้ในขนาดที่เหมาะสม ไม่ควรใช้ยาของผู้ใหญ่แบ่งให้เด็กโดยประมาณเอง
  • ไม่ใช้ยาแอสไพรินในเด็ก เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับภาวะเรย์ซินโดรม ซึ่งอาจกระทบตับและสมองอย่างรุนแรง
  • ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะให้ลูกกินเอง เพราะยาปฏิชีวนะไม่รักษาโรคไวรัส และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ผื่นแพ้ยา หรือปัญหาเชื้อดื้อยา
  • ใช้ยาบรรเทาอาการคันเมื่อได้รับคำแนะนำ แพทย์อาจพิจารณายาแก้แพ้หรือผลิตภัณฑ์ทาผิวตามอายุและสาเหตุของผื่น ไม่ควรใช้ยาสเตียรอยด์ทาผื่นโดยไม่ทราบการวินิจฉัย
  • รักษาเฉพาะโรคเมื่อจำเป็น เช่น ไข้อีดำอีแดงต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่ง ส่วนโรคหัดต้องได้รับการประเมินภาวะแทรกซ้อนและการดูแลตามแนวทางทางการแพทย์


ลูกเป็นไข้ออกผื่น ดูแลอย่างไร

การดูแลที่บ้านควรช่วยให้เด็กสบายตัว ได้รับน้ำเพียงพอ และสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องบังคับให้กินอาหารปริมาณมากในช่วงที่ไม่สบาย โดยสามารถดูแลได้ดังนี้

  • วัดและบันทึกอุณหภูมิ จดช่วงเวลาที่มีไข้ เวลาที่ให้ยา และการตอบสนองหลังให้ยา เพื่อป้องกันการให้ยาซ้ำและเป็นข้อมูลสำหรับแพทย์
  • ให้เด็กดื่มน้ำหรือนมบ่อยขึ้น หากเป็นเด็กโตอาจให้จิบน้ำหรือน้ำเกลือแร่สำหรับเด็กทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง โดยสังเกตปัสสาวะและความชุ่มชื้นในช่องปาก
  • ให้พักผ่อนในห้องที่อากาศถ่ายเท สวมเสื้อผ้าบาง ไม่ห่มผ้าหนา และไม่ใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว เพราะอาจทำให้เด็กสั่นและไม่สบายมากขึ้น
  • ให้อาหารอ่อนตามที่เด็กรับได้ หากมีแผลในปากควรหลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือมีเนื้อแข็งที่ทำให้เจ็บแผล
  • สังเกตผื่นและพฤติกรรมทุกระยะ ถ่ายภาพเก็บไว้ รวมถึงติดตามการกิน การดื่ม การหายใจ การปัสสาวะ และระดับความรู้สึกตัว มากกว่าดูเพียงว่าไข้ลดหรือไม่


เด็กเป็นไข้ออกผื่น ร่วมกับอาการแบบนี้ควรพาไปพบแพทย์

แม้ผื่นส่วนใหญ่ในเด็กจะไม่รุนแรง แต่อาการบางอย่างอาจบ่งชี้ภาวะติดเชื้อรุนแรง ภาวะแพ้ หรือการขาดน้ำ คุณพ่อคุณแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีหรือขอความช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อมีอาการดังนี้

  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือเด็กทุกวัยมีไข้สูงร่วมกับดูป่วยมากผิดปกติ
  • ซึมมาก ปลุกยาก สับสน ไม่สบตา ร้องกวนผิดปกติ หรือไม่มีแรงตอบสนองเหมือนเดิม แม้หลังไข้ลดลงแล้ว
  • หายใจเร็ว หอบ หน้าอกบุ๋ม ปีกจมูกบาน ริมฝีปากเขียว หรือมีเสียงหายใจผิดปกติ
  • มีผื่นสีแดงคล้ำหรือม่วงที่กดด้วยแก้วใสแล้วไม่จาง ผื่นกระจายรวดเร็ว มีเลือดออกผิดปกติ หรือมือเท้าเย็นร่วมกับตัวลาย
  • ดื่มไม่ได้ อาเจียนซ้ำ ปากแห้ง ไม่มีน้ำตา หรือปัสสาวะน้อยลงชัดเจน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ
  • ชัก คอแข็ง ปวดศีรษะรุนแรง แพ้แสง หรือเดินเซและมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
  • มีหน้าบวม ปากบวม ลิ้นบวม เสียงแหบ หรือหายใจลำบากหลังรับประทานอาหารหรือยา ซึ่งอาจเป็นอาการแพ้รุนแรง
  • สงสัยโรคหัด โดยมีไข้สูง ไอ น้ำมูก ตาแดง และผื่นเริ่มจากใบหน้าหรือไรผม โดยเฉพาะเด็กที่รับวัคซีนไม่ครบหรือมีประวัติสัมผัสผู้ป่วย
  • อาการไม่ดีขึ้นตามลำดับ เช่น ไข้นานเกิน 3–5 วัน ไข้ลดแล้วกลับมาสูงใหม่ ผื่นบวมแดง เจ็บ มีหนอง หรือเด็กมีโรคประจำตัวและภูมิคุ้มกันต่ำ


เลือกโภชนาการที่มี MFGM เพื่อ IQ และทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า

เด็กจะเติบโตมาพร้อมกับทักษะสมองที่ดีได้นั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรม และการเรียนรู้ที่สมวัยแล้ว การใส่ใจเลือกโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ให้ลูกได้กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี ควรเลือกนมที่มี MFGM ซึ่งเป็นสุดยอดสารอาหารในนมแม่ สารอาหารสมองชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง

นอกจากนี้ โภชนาการที่ดียังมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะ EF ทั้ง 3 ด้านหลัก ดังนี้

  • สมองจำดี (Working Memory) เก็บข้อมูลที่มองเห็นและได้ยิน มาใช้ในเวลาที่ต้องการ
  • ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
  • ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) รู้จักรอ ยับยั้งชั่งใจ ควบคุมอารมณ์ คิดก่อนลงมือทำ

การเลือกโภชนาการที่มี MFGM จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมั่นคง มีสมองที่ปราดเปรื่อง และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จที่เหนือกว่าในอนาคต


* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่