
Enfaสรุปให้
การฝึกให้ลูกนอนยาวและนอนหลับด้วยตัวเอง ช่วยให้ลูกพักผ่อนเพียงพอ ส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสมอง ความจำ และการเรียนรู้
การฝึกให้ลูกน้อยนอนที่ดีที่สุดคือเวลาที่ให้ลูกน้อยเลิกกินในตอนกลางคืนหรือเวลาที่ลูกน้อยกำลังอารมณ์คงที่ซึ่งจะอยู่ในช่วง 4-6 เดือน ในช่วงนี้ลูกน้อยจะจำจดการนอนหลับและการตื่นนอนได้เป็นอย่างดี
เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรที่จะกดดันหรือบังคับลูกน้อยมากเกินไป ควรปล่อยไปตามธรรมชาติของลูก เพื่อการนอนที่ดีที่สุด

เลือกอ่านตามหัวข้อ
การฝึกให้ลูกนอนอย่างยาวนานแบบหลับรวดเดียวแล้วตื่นมาพร้อมคุณพ่อคุณแม่ ในเช้าวันต่อมา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับคุณพ่อคุณแม่วัยทำงาน เพราะลูกน้อยจะได้ไม่กวนช่วงเวลาพักผ่อนของคุณพ่อคุณแม่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีความเครียดน้อยลง และยังช่วยให้ลูกน้อยได้นอนหลับอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทั้งสมองและอารมณ์ของลูก
คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะเริ่มฝึกให้ลูกน้อยเริ่มนอนยาวได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 4-6 เดือนขึ้นไป เพราะลูกน้อยจะเริ่มนอนได้ตลอดทั้งคืน โดยที่ไม่จำเป็นต้องดื่มนม และช่วงระยะเวลาที่ควรนอนได้อย่างเหมาะสมคือ 6-8 ชั่วโมงขึ้นไป และคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะฝึกลูกน้อยตั้งแต่ 1 สัปดาห์เป็นต้นไปจึงจะได้ผลที่ดี และส่วนเด็กทารกยังไม่ควรที่จะต้องฝึกให้นอนยาว เนื่องจากในช่วงเวลากลางคืน ทารกยังต้องมีการตื่นขึ้นมาดื่มนมคุณแม่ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำจนเกินไป
สำหรับวิธีการฝึกให้ลูกน้อยได้นอนอย่างยาวนานมากขึ้น ก็ควรจะเป็นเคล็ดลับหรือเทคนิคในการนอนที่คุณพ่อคุณแม่คุ้นเคยและคุ้นชินที่สุด ซึ่งได้แก่

วันที่ 1 : เริ่มกิจวัตรประจำวันแบบปกติ
เด็ก ๆ ทารกมักจะไม่สามารถแยกได้ว่าช่วงเวลาไหนคือช่วงกลางวันและช่วงเวลาไหนคือช่วงกลางคืน และจะงีบหลับเป็นเวลานานในตอนบ่าย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสร้างการเรียนรู้ให้ลูก เช่น พยายามปลุกลูก ๆ ให้ตื่นนอนพร้อมคุณแม่และคุณพ่อในตอนเช้าตรู่, วางเปลใกล้หน้าต่าง เพื่อให้แสงแดดส่องถึงลูกน้อย เพียงเท่านี้ลูกก็จะรับรู้การตื่นนอนเป็นประจำทุกวัน
วันที่ 2 : การฝึกที่สมบูรณ์แบบ
คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มฝึกแบบสม่ำเสมอ ให้ลูกน้อยเริ่มชินกับชีวิตกลางวันและกลางคืน โดยในช่วงกลางคืนขณะที่ลูกดื่มนมคุณพ่อคุณแม่อาจจะสร้างบรรยากาศให้น่านอน ด้วยการลดแสงสว่างลง ทำทุกทางให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเพื่อเพิ่มเสียงกล่อมลูกนอน เมื่อเวลาผ่านไปลูกจะนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
วันที่ 3 : กลั้นน้ำตาให้ได้
สำหรับวันที่สาม คุณแพ่อคุณแม่ต้องยอมปล่อยให้ลูกนอนในเปลขณะที่กำลังตื่นอยู่ ลูกอาจร้องไห้ หรืองอแง คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องฝืนใจไว้ค่ะ เพราะแน่นอนว่าหากทำบ่อยขึ้น ลูกจะชินกับการนอนที่เปลด้วยตัวเองและไม่มีการรบกวนให้คุณพ่อคุณแม่อุ้มนอนอยู่บ่อย ๆ แต่หากตกดึกลูกยังร้องไห้อยู่ คุณพ่อคุณแม่ก็ลองเข้าไปสังเกตการณ์ลูกน้อยสัก 3 – 5 นาที เปิดไฟไว้ แล้วให้จุกนมหรือขวดนมกับลูกค่ะ ลูกอาจจะร้องไห้ในบางช่วง แต่เดี๋ยวพวกเขาก็จะหลับต่อได้เองค่ะ
วันที่ 4 : อดทนกับความยากลำบาก
ถึงแม้ว่าวันที่สามจะจบลงและหนักพอสมควร มาวันที่สี่ต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ พอเมื่อลูกเริ่มรู้แล้วว่าการร้องไห้ไม่ได้ช่วยอะไร ลูกจะขอต่อรองเวลาเพิ่มเป็น 2 นาที 3 นาที ไปจนถึง 10 ก็มีค่ะ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องอย่ายอมแพ้ หนักแน่นเข้าไว้เพื่อให้ลูกรู้จักเรียนรู้ที่จะอดทน
วันที่ 5 : การเข้าถึงพื้นที่ของลูก
เรามากันครึ่งทางแล้วค่ะคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งตารางนี้จะสำเร็จภายใน 3 – 5 วัน ดังนั้นคืนนี้อาจจะเป็นคืนที่โชคดีของคุณพ่อคุณแม่ หากลูก ๆ ยังคงอยู่กับตัวเองในห้อง คุณพ่อคุณแม่อาจจะยืดช่วงเวลาเข้าไปสังเกตการณ์จากทุก ๆ 5 – 10 นาที ก็ยืดออกไปสัก 15 นาทีถึงค่อยเข้าไปสังเกต หรือหากคุณพ่อคุณแม่สามารถทนต่อการอยู่ห่างกันลูกได้ ให้สังเกตผ่านทางช่องประตูแทนค่ะ
วันที่ 6 : ลูกนอนหลับตลอดทั้งคืน
หลายท่านอาจเป็นกังวลกับการที่ลูกนอนหลับแล้วห่างไกลจากตัว มักจะคอยเดินไปส่องดูอยู่เสมอ หากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนเป็นแบบนั้นอยู่ เราอยากให้คุณพ่อคุณแม่ผ่อนคลาย หรือหากเป็นกังวลก็เพียงแค่หาเสื้อผ้าอุ่น ๆ สวมใส่ให้ลูก ทำบรรยากาศให้เงียบสงบเพื่อได้ยินเสียงเมื่อลูกร้องไห้ ปล่อยให้ลูกอยู่กับตัวเอง เมื่อลูกผ่อนคลายแล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องผ่อนคลายตามด้วยค่ะ
วันที่ 7 : คุณพ่อคุณแม่นอนหลับสนิทเช่นกัน
มาถึงวันสุดท้ายแล้วค่ะ หลังจากที่อดทนมาหลายคืน ในคืนสุดท้ายคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่นั้นคุณพ่อคุณแม่ยังมอบของขวัญให้ลูกด้วยการสร้างนิสัยการนอนที่ดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กทารก และในบางครั้งลูกเกิดอาการป่วย หรือนอนในสถานที่ไม่คุ้นเคย คุณพ่อคุณแม่ลองใช้วิธีนี้อีกครั้ง ลูกจะตอบสนองและเรียนรู้อย่างรวดเร็วเนื่องจากเคยถูกฝึกมาแล้วนั่นเองค่ะ
เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีหรือไม่นั้น การนอนก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วงเพิ่มสร้างพัฒนาการทั้งสมองและร่างกายค่ะ เพราะระหว่างที่ลูกน้อยกำลังนอนหลับ สมองพร้อมสร้างและเชื่อมต่อเซลล์นับล้านเพื่อพัฒนาการอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีความทรงจำและการเรียนรู้ที่ดีในแต่ละวัน หากว่าลูกน้อยได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ก็จะทำให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างสมวัย
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะที่ดูการนอนหลับพักผ่อนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ร่างกายของลูกน้อยพร้อมที่จะทำกิจกรรมใหม่ ๆ นอกจากการนอนหลับที่ดีมีคุณภาพแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ ก็มีส่วนช่วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การสร้างกิจวัตรก่อนนอน อ่านหนังสือเล่านิทาน เพื่อให้ลูกผ่อนคลายลส่งเสริมการเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการนอน และการได้รับสารอาหารที่ดีมีโภชนาการที่ครบถ้วนด้วยการดื่มนมแม่ ที่มีสารอาหารสำคัญอย่าง MFGM เพื่อช่วยพัฒนาสมอง อีกทั้งยังช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ
เด็กจะเติบโตมาพร้อมกับทักษะสมองที่ดีได้นั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรม และการเรียนรู้ที่สมวัยแล้ว การใส่ใจเลือกโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ให้ลูกได้กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี ควรเลือกนมที่มี MFGM ซึ่งเป็นสุดยอดสารอาหารในนมแม่ สารอาหารสมองชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง
นอกจากนี้ โภชนาการที่ดียังมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะ EF ทั้ง 3 ด้านหลัก ดังนี้
การเลือกโภชนาการที่มี MFGM จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมั่นคง มีสมองที่ปราดเปรื่อง และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จที่เหนือกว่าในอนาคต
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่และลูกน้อย
Enfa สรุปให้ หากอากาศร้อนอบอ้าว เราสามารถเปิดพัดลมให้ทารกได้ไหม? สามารถทำได้ การเปิดพัดลมให้ทารก...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ปัญหาลูก 1 เดือน ไม่ยอมนอนกลางวัน เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความหิว ความอ่อนล้า การ...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ทารกตื่นแล้วร้องไห้ เกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความหิว ผ้าอ้อมเปียก การเจ็บป่...
อ่านต่อ