
Enfa สรุปให้
ท้อง 4 เดือนนี้ คุณแม่จะสัมผัสถึงอาการคนท้องหลายอย่างได้ชัดเจนมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะหน้าท้องเริ่มป่องมากขึ้น เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากขึ้นแล้ว
อายุครรภ์ 4 เดือน เป็นช่วงเวลาที่สมองและสายตาของทารกกำลังเริ่มพัฒนา แต่ทารกจะยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก จนกว่าจะคลอดออกมาแล้วสักพักหนึ่ง
คนท้อง 4 เดือน ไม่ได้เริ่มมีหน้าท้องป่องขึ้นกันทุกคน มีแม่ท้อง 4 เดือนอีกหลายคนที่พุงยังไม่ป่องออกและหน้าท้องยังแบนราบเป็นปกติ

เลือกอ่านตามหัวข้อ
เมื่อตั้งท้องมาถึง 4 เดือน ถือว่าคุณแม่เข้าสู่ครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว และเดือนที่ 4 ก็ถือเป็นเดือนแรกของการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 ระยะนี้คุณแม่หลาย ๆ คนก็จะเริ่มสังเกตเห็นอาการคนท้องที่เห็นชัดเจนมากขึ้น
ในช่วงท้อง 4 เดือนนี้ จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง รวมถึงทารกในครรภ์เองก็เริ่มมีพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย บทความนี้จาก Enfa มีสาระดี ๆ สำหรับคุณแม่ที่อายุครรภ์ 4 เดือนมาฝากค่ะ

ท้อง 4 เดือน คือ คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 4 เดือนแล้ว และมีอายุครรภ์ระหว่าง 14-17 สัปดาห์ นับว่าเป็นเดือนแรกของการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2 โดยอายุครรภ์ของคุณแม่จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนครั้งล่าสุด
จากนั้นก็จะนับเพิ่มสัปดาห์ถัดไปเรื่อย ๆ เป็น 2 เดือน 3 เดือน เรื่อยไปจนกระทั่ง 9 เดือน ซึ่งจะเป็นช่วงไตรมาสสาม และใกล้จะมีการคลอดเกิดขึ้น
อายุครรภ์ 4 เดือนนี้ คุณแม่จะสัมผัสถึงอาการคนท้องได้หลายอย่าง และสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะหน้าท้องเริ่มป่องมากขึ้น เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากขึ้นแล้ว
มากไปกว่านั้น คนท้อง 4 เดือนยังอาจพบกับอาการดังต่อไปนี้ในขณะตั้งครรภ์ด้วย
ซึ่งกลุ่มอาการจำพวก เส้นเลือดขอด เลือดออกตามเหงือก เกิดขึ้นเพราะว่าร่างกายของคุณแม่ในอายุครรภ์ 4 เดือนนี้มีการไหลเวียนของเลือดมากขึ้น และอาการเช่นนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงไตรมาส 3 ของการตั้งครรภ์ด้วย
อาการท้อง 4 เดือน ปวดท้องน้อยนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งสาเหตุที่น่าวิตกกังวล และสาเหตุที่ไม่ได้เป็นอันตราย
ดังนั้น หากมีอาการปวดท้องน้อยเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรับการรักษา
ร่างกายของแม่ตั้งครรภ์ 4 เดือน มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง แต่...ไม่ใช่แม่ทุกคนจะสามารถสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และส่วนใหญ่แล้วคุณแม่มักจะไม่รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของขนาดหน้าท้อง และน้ำหนักตัวของแม่ตั้งครรภ์
แต่คุณแม่หลายคนก็สามารถจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น รู้สึกว่าหน้าท้องเริ่มขยาย หรือสังเกตว่ามีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น
หลังจากยืนงก ๆ เงิ่น ๆ อยู่หน้ากระจกมากว่า 3 เดือน เพื่อคอยสังเกตว่าหน้าท้องใหญ่ขึ้นบ้างหรือยังนะ แต่เมื่อถึงเดือนที่ 4 นี่แหละค่ะ ที่คุณแม่จะเริ่มเห็นว่าหน้าท้องมีการขยายตัวขึ้นมาบ้างแล้ว มากไปกว่านั้น คุณแม่ก็จะเห็นได้ว่าเริ่มมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม หน้าท้องของอายุครรภ์ 4 เดือน ก็ไม่ได้ใหญ่ชนิดที่ว่าเท่าลูกแตงโมหรือลูกมะพร้าวขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่จะเริ่มใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจนสามารถสังเกตเห็นได้
แต่...ก็ไม่ใช่คุณแม่อายุครรภ์ 4 เดือนทุกคนนะคะที่จะเริ่มเห็นว่าหน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น เพราะร่างกายคุณแม่แต่ละคนนั้นต่างกันค่ะ และนอกจากปัจจัยในเรื่องของอายุครรภ์แล้ว ขนาดของหน้าท้องตอนตั้งครรภ์ก็ยังขึ้นอยู่กับสรีระ ส่วนสูง น้ำหนัก และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวด้วย
ดังนั้น ในช่วงเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์นี้คุณแม่อาจจะมีหน้าท้องที่ขยายขึ้นเล็กน้อยหรือไม่ก็ได้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ
คุณแม่แต่ละคนมีน้ำหนักตัวที่แตกต่างกัน นั่นทำให้น้ำหนักที่จะต้องเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งก่อนจะรู้ว่าน้ำหนักแม่ตั้งครรภ์ควรจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นเท่าไหร่ในแต่ละไตรมาส คุณแม่จะต้องคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI ของตัวเองเสียก่อน
เมื่อได้ค่า BMI มาแล้ว น้ำหนักของคุณแม่ในแต่ละไตรมาสจะมีการเพิ่มขึ้นที่แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับคุณแม่ที่มีค่า BMI ปกติ จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาส ดังนี้
ในช่วงไตรมาสที่สามคุณแม่บางคนมีน้ำหนักที่ลดลง หากน้ำหนักลดลงมาไม่กี่กิโลกรัมก็อย่าตกใจ ถือเป็นเรื่องปกติ

เมื่อทำอัลตราซาวนด์ในอายุครรภ์ 4 เดือนนี้ คุณแม่จะได้เห็นหัวใจของลูกน้อยเต้น เริ่มเห็นนิ้วมือ นิ้วเท้า แขนและขาของทารกชัดขึ้น นอกจากนี้คุณแม่อาจจะยังได้เห็นสมอง กระดูกสันหลัง และทราบเพศที่แน่นอนของลูกด้วยเช่นกัน
ทารกจะเริ่มพัฒนาประสาทสัมผัส และอาจเริ่มสำรวจท้องของคุณแม่จากในครรภ์ คุณแม่สามารถรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในเวลาที่เขาจับสายสะดือ ดูดนิ้ว หรือเริ่มเตะ ซึ่งทั้งหมดเป็นการฝึกประสาทสัมผัสของเขานั่นเอง
ในช่วง ท้อง 4 เดือนนี้ ทารกจะมีขนาดประมาณ 12.7 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 113 กรัม หรือขนาดประมาณเท่าผลอะโวคาโด และทารกจะมีขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้

อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับส้ม

อายุครรภ์ 15 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับลูกแพร์

อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับผลอะโวคาโด

อายุครรภ์ 17 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับหอมหัวใหญ่
หลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนหรือทารกจะเคลื่อนตัวไปที่ท่อนำไข่ และผ่านไปถึงมดลูกที่อยู่บริเวณอุ้งเชิงกราน ก่อนจะทำการฝังตัวอ่อนลงในโพรงมดลูก และเริ่มกระบวนการเจริญเติบโตต่อไป โดยทารกอายุครรภ์ 4 เดือนก็จะเติบโตเป็นทารกในโพรงมดลูกที่มีการขยายตัวใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ทารกแต่ละคนก็จะมีพัฒนาการเหมือนกับการตั้งครรภ์ลูกคนเดียวตามปกติ ทั้งน้ำหนักและขนาดตัว เพียงแต่พัฒนาการของทารกแฝดในครรภ์นั้น จะเป็นพัฒนาการแบบคูณสอง เพราะว่ามีทารกในครรภ์มากกว่า 1 คน ดังนั้น พัฒนาการของทารกในครรภ์ ก็จะเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน 2 คน

ในช่วงอายุครรภ์ 4 เดือนหรือสัปดาห์ที่ 14 -17 เป็นอีกหนึ่งช่วงที่สำคัญสำหรับลูกน้อย เพราะเป็นช่วงเวลาที่สมองและสายตาของทารกกำลังเริ่มพัฒนา แต่ทารกจะยังมองเห็นได้ไม่ชัดนัก จนกว่าจะคลอดออกมาแล้วสักพักหนึ่ง
มากไปกว่านั้น รอยแยกบนสมองส่วนนอกก็กำลังเริ่มพัฒนาไปพร้อมๆ กัน สมองส่วนนี้จะเติบโตขึ้นเป็นส่วนที่ทำหน้าที่จดจำ ควบคุมทักษะด้านภาษา และการรับรู้
โดยสมองของลูกน้อยในครรภ์จะมีเซลล์ประสาทกว่า 100 ล้านเซลล์ ที่คอยทำหน้าที่ควบคุมประสาทการมองเห็น แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นแต่จอประสาทตาของทารกก็อาจไวต่อแสงจ้าแล้ว
มากไปกว่านั้น ก็ยังพบว่าทารกมีพัฒนาการอื่น ๆ ที่สำคัญร่วมด้วย ได้แก่
หากจะถามว่า ท้อง 4 เดือนควรกินอะไร ก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ดังนี้
เป็นสารอาหารมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาสมองและไขสันหลังของทารก และคุณแม่ควรได้รับโฟเลตอย่างเพียงพอในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาหารที่อุดมด้วยโฟเลต ได้แก่ บร็อคโคลี่ ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว ถั่ว ถั่วเลนทิล อะโวคาโด กะหล่ำดาว กระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง และผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขมและคะน้า
คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางสมอง ดวงตา และระบบประสาท นอกจากนี้ยังอาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์บางอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้อีกด้วย อาหารที่มีดีเอชเอสูง เช่น ปลาทะเล อโวคาโด ไข่แดง เป็นต้น คุณแม่ควรกินอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง หรือดื่มนมสูตรเสริมดีเอชเอก็ดีเช่นกันค่ะ
หากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ อาจทำให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายผิดปกติ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์ได้ ซึ่งไอโอดีนอยู่ในจำพวกอาหารทะเลทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม กระเทียม หรืองา
การกินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยลดอาการแพ้ท้องในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากเป็นสารอาหารที่ย่อยง่าย และให้พลังงานสูง ช่วยลดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตาม คนท้องไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เพราะอาจทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนระหว่างตั้งครรภ์ได้
พบมากในอาหารจำพวกไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน แซลมอน ไก่ บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก เป็นต้น จัดว่าเป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญที่คุณแม่ควรได้รับจากการกินอาหารในแต่ละวัน เพราะโคลีนมีส่วนสำคัญในการบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ การกินอาหารที่ให้สารโคลีนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะความบกพร่องที่ระบบท่อประสาทของทารกในครรภ์ได้
เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นแม่ก่อนคลอด แม่อุ้มท้อง แม่หลังคลอด หรือแม่ให้นมลูกก็ควรได้รับอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างตั้งครรภ์ ควรกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงเป็นประจำ เพราะไฟเบอร์จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ไฟเบอร์ยังช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและอาจช่วยป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วย โดยสามารถได้ไฟเบอร์จากอาหารจำพวกผักและผลไม้ต่าง ๆ
เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทที่แข็งแรง อาหารที่อุดมด้วยสังกะสี เช่น เนื้อวัว ผักโขม จมูกข้าวสาลี เห็ด หอยนางรม เนื้อแกะ เมล็ดฟักทองและสควอช ไก่ ถั่ว เป็นต้น
เป็นส่วนประกอบสำคัญของดีเอ็นเอ เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเอนไซม์ในร่างกายและจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่เหมาะสมของทารกในครรภ์อาหารที่อุดมด้วยโปรตีน เช่น พืชตระกูลถั่ว คีนัว ถั่วเลนทิล ไก่ เนยถั่ว เนื้อสัตว์ และถั่วเหลือง เป็นต้น
มีความจำเป็นต่อการพัฒนาดวงตาและสมองในทารกในครรภ์ และมีส่วนสำคัญต่อสุขภาพของหัวใจ การทำงานที่เหมาะสมของระบบสืบพันธุ์ และการเจริญเติบโตของผิวหนัง ผม และกระดูก อาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า เช่น น้ำมันพืช ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ถั่วเหลือง ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น
สำคัญต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดและการลำเลียงออกซิเจนไปยังทารก หากคุณแม่ได้รับแคลเซียมน้อย ก็จะส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังทารกได้น้อย ซึ่งหากทารกได้ออกซิเจนน้อย ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต ทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางอีกด้วย อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ตับ ถั่วเหลือง ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง ถั่วและเมล็ดพืช ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้แห้ง และไข่ เป็นต้น
หากธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้ วิตามินซีก็เป็นอีกหนึ่งคู่ดูโอ้ของธาตุเหล็กที่ไม่ควรห่างกัน เพราะวิตามินซีจะทำหน้าที่สำคัญในการการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างเพียงพอ อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี ได้แก่ พริกเขียวและแดง มะเขือเทศ มันเทศ บร็อคโคลี่ กะหล่ำดาว กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และผักใบเขียว เป็นต้น
เป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน การพัฒนาฟันและกระดูกที่แข็งแรง และการแบ่งเซลล์ที่แข็งแรงในทารก อาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี เช่น ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ไข่แดง น้ำมันตับปลา และนมหรือซีเรียลเสริมวิตามินดี
มีสรรพคุณช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียน อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 6 เช่น เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ไข่ ผลไม้รสเปรี้ยว พืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลือง ถั่ว เมล็ดพืช และอะโวคาโด
หรือกลุ่มอาหารที่คุณแม่ควรจะเน้นรับประทานให้เพียงพออยู่ตลอดการตั้งครรภ์ มีดังนี้
บางครั้งคุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเรื่องของการแพ้นมวัว หรือแพ้นมจากพืชชนิดอื่น ๆ นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยเสริมสุขภาพสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ที่สำคัญคือควรเลือกนมสำหรับคนท้องที่มี DHA และโฟเลตสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับแม่ตั้งครรภ์
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ทุกท่านเลยค่ะ สำหรับการเดินทางที่ยาวนานกว่า 9 เดือนนี้ ในที่สุดคุณแม่ก็มาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งในอายุครรภ์ 4 เดือนนี้ คุณแม่ก็ยังคงมีหลาย ๆ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึง ได้แก่
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
Enfa สรุปให้ การคลอดก่อนกำหนด 8 เดือน หรือช่วงอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ - 35 สัปดาห์ ถือการคลอดก่อนกำ...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ เมื่ออายุครรภ์ได้ 9 เดือน เป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ และในเดือนสุดท้ายนี้จะมีก...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ท้อง 6 เดือน อาการแพ้ท้องจะเริ่มหายไป และเริ่มมีอาการคนท้องแบบอื่น ๆ เข้ามาแทนที่ ...
อ่านต่อ