นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ฉีดยาคุมท้องได้ไหม เช็กอาการคนฉีดยาคุมแล้วท้อง

Enfa สรุปให้

  • ฉีดยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการตั้งครรภ์ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% หากฉีดไม่ตรงตามกำหนด หรือเริ่มฉีดในช่วงที่มีการตกไข่แล้ว ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้

  • อาการคนฉีดยาคุมแล้วท้องอาจคล้ายผลข้างเคียงของฮอร์โมน เช่น ประจำเดือนขาด คลื่นไส้ อ่อนเพลีย คัดตึงเต้านม จึงควรตรวจการตั้งครรภ์เพื่อยืนยัน

  • ฉีดยาคุมมีโอกาสท้องได้เล็กน้อย แม้ฉีดยาคุมแบบ 1 เดือนหรือ 3 เดือน หากฉีดตรงตามรอบเวลาจะมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่หากฉีดล่าช้าหรือเริ่มใช้ไม่ถูกช่วงเวลา ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

การวางแผนครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความใส่ใจอย่างมาก โดยเฉพาะการเลือกวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างการฉีดยาคุมกำเนิด ซึ่งได้รับความนิยมเพราะสะดวกและไม่ต้องคอยจดจำการกินยาทุกวัน อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงมีความกังวลใจและตั้งคำถามว่า ฉีดยาคุมท้องได้ไหม หรือหากเกิดเหตุสุดวิสัยตั้งครรภ์ขึ้นมาในขณะที่ยังมีฤทธิ์ยาอยู่จะเป็นอันตรายต่อลูกในท้องหรือไม่ 

บทความนี้ Enfa จะพาไปสำรวจกลไกการทำงานของยาคุมกำเนิดชนิดฉีด โอกาสในการพลาดตั้งครรภ์ และสิ่งที่ควรปฏิบัติหากคุณพบว่าตัวเองกำลังตั้งท้องในวันที่เข็มยายังทำงานอยู่กันค่ะ

 

ฉีดยาคุมท้องได้ไหม

การฉีดยาคุมกำเนิดเป็นวิธีคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน โดยส่วนใหญ่ใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หรือโปรเจสติน ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ ทำให้มูกปากมดลูกเหนียวขึ้น และทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง ไม่เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน กลไกเหล่านี้ช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีข้อควรรู้ดังนี้

  • ไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% การฉีดยาคุมจึงยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ แม้โอกาสจะต่ำมากเมื่อใช้อย่างถูกต้อง
  • ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการฉีดตรงตามรอบเวลา หากฉีดล่าช้า ระดับฮอร์โมนอาจลดลงจนไม่สามารถยับยั้งการตกไข่ได้เต็มที่
  • หากฉีดครั้งแรกในช่วงที่เหมาะสมของรอบเดือน เช่น ภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือน ประสิทธิภาพจะเริ่มต้นได้ทันที แต่หากฉีดในช่วงอื่นอาจต้องใช้วิธีคุมกำเนิดเสริมในช่วงแรก

ดังนั้นคำตอบของคำถามว่า ฉีดยาคุมท้องได้ไหม คือ มีโอกาสได้ แต่ต่ำมาก เช่นเดียวกับการฝังยาคุม โดยเฉพาะเมื่อใช้อย่างถูกต้องตามคำแนะนำแพทย์ค่ะ

 

ฉีดยาคุมเข็มแรกมีโอกาสท้องไหม

หลายคนเริ่มฉีดยาคุมครั้งแรกและกังวลว่าเข็มแรกจะป้องกันได้ทันทีหรือไม่ ซึ่งความเข้าใจในจังหวะการฉีดมีความสำคัญมาก ดังนี้

  • หากฉีดในช่วงต้นรอบเดือน โอกาสตั้งครรภ์จะต่ำมาก เพราะยังไม่เกิดการตกไข่
  • หากฉีดหลังช่วงต้นรอบเดือน และมีเพศสัมพันธ์ก่อนฉีด อาจมีความเสี่ยงที่ไข่ตกไปแล้ว
  • ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย ใน 7 วันแรกของการฉีดครั้งแรก

ดังนั้น การประเมินว่าฉีดยาคุมมีโอกาสท้องไหมในเข็มแรก จึงขึ้นกับช่วงเวลาฉีดและประวัติการมีเพศสัมพันธ์ก่อนหน้า หากสงสัยควรตรวจการตั้งครรภ์หรือปรึกษาแพทย์

 

ฉีดยาคุมแบบ 1 เดือน ท้องได้ไหม

ยาฉีดคุมกำเนิดชนิด 1 เดือน หรือแบบฮอร์โมนรวม เป็นวิธีที่เลียนแบบรอบเดือนธรรมชาติได้ดีที่สุด แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องมีวินัยในการไปพบแพทย์ทุก ๆ 28-30 วันอย่างเคร่งครัด โดยการฉีดยาคุมแบบ 1 เดือนมีข้อควรรู้ ดังนี้

  • ส่วนประกอบของยา ประกอบด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ
  • ความถี่ในการฉีด ต้องฉีดทุกเดือน หากเลทไปเพียงไม่กี่วัน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นทันที
  • ความไวของร่างกาย เนื่องจากระดับฮอร์โมนถูกออกแบบมาให้อยู่ได้สั้นๆ เพื่อให้มีประจำเดือนมาทุกเดือน หากลืมฉีดเพียงเข็มเดียว ร่างกายจะกลับมาตกไข่ได้เร็วมาก
  • ประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับยาคุมชนิดเม็ดรายเดือน แต่เหนือกว่าตรงที่ไม่ต้องกลัวเรื่องลืมกินยารายวัน

สำหรับผู้ที่เลือกวิธีนี้ โอกาสที่จะตั้งครรภ์มักเกิดจากการนัดหมายที่คลาดเคลื่อน การจำวันผิด หรือสถานพยาบาลปิดในวันที่ต้องไปฉีดพอดี แม้ประสิทธิภาพจะสูงมากแต่ก็มีช่องว่างให้ผิดพลาดได้มากกว่าแบบระยะยาว ดังนั้นการจดบันทึกวันนัดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ได้ค่ะ

 

ฉีดยาคุม 3 เดือน ท้องได้ไหม

ยาฉีดชนิด 3 เดือน เป็นฮอร์โมนเดี่ยวที่เน้นความสะดวกและประสิทธิภาพยาวนาน แต่ก็เป็นประเด็นที่คนกังวลบ่อยที่สุดเพราะประจำเดือนมักจะขาดหายไป โดยการฉีดยาคุมแบบ 3 เดือนมีข้อควรรู้ ดังนี้

  • ระยะการทำงานของยา ยาจะค่อย ๆ ปล่อยฮอร์โมนออกมาควบคุมร่างกายได้นานถึง 12-13 สัปดาห์
  • ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ โดยทั่วไปทางการแพทย์อนุญาตให้มาช้าได้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ แต่หากเกินกว่านั้นความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก
  • ปัญหาเรื่องการระบุวันตั้งครรภ์ เนื่องจากยาชนิดนี้ทำให้ผนังมดลูกบางและประจำเดือนมักไม่มา หากตั้งครรภ์ขึ้นมาจริง ๆ มักจะรู้ตัวช้า
  • โอกาสการกลับมาเจริญพันธุ์ หลังจากหยุดฉีด 3 เดือน ร่างกายอาจใช้เวลานาน 6-12 เดือนกว่าจะกลับมาตกไข่ปกติ

แม้ว่าโอกาสจะน้อยมากแต่การตั้งครรภ์ขณะฉีดยา 3 เดือนก็เกิดขึ้นได้ หากร่างกายของคนไข้มีการเผาผลาญยาเร็วกว่าปกติ หรือมีการใช้ยาอื่นร่วมด้วยที่ไปลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด ซึ่งกรณีนี้มักทำให้คุณแม่เกิดอาการสับสนเพราะไม่แน่ใจว่าการที่ประจำเดือนไม่มานั้นเป็นเพราะผลข้างเคียงของยาหรือกำลังตั้งครรภ์กันแน่ค่ะ

 

ฉีดยาคุมแบบ 1 เดือนแล้วท้อง

ฉีดยาคุมแบบ 1 เดือนแล้วท้องมักพบได้ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนเข็ม หรือกรณีที่ร่างกายมีอาการเจ็บป่วยจนส่งผลต่อการดูดซึมและการทำงานของฮอร์โมน ดังนี้

  • สาเหตุที่พบบ่อย คือ การเลื่อนวันฉีดออกไปเกินกว่า 3-5 วันจากวันนัดเดิม
  • ปัจจัยเสริม เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด หรือยาสมุนไพรที่รบกวนการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ลักษณะอาการ คือ อาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยคล้ายประจำเดือนแต่ปริมาณน้อยผิดปกติ
  • การวินิจฉัย มักตรวจพบได้เร็วกว่าแบบ 3 เดือน เพราะหากประจำเดือนไม่มาตามรอบปกติ 1-2 เดือน คนไข้มักจะเริ่มสงสัย

หากเกิดกรณีฉีดยาคุมแบบ 1 เดือนแล้วท้อง สิ่งสำคัญคือการหยุดฉีดเข็มถัดไปทันทีและเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสถานการณ์ แม้ว่าฮอร์โมนรวมจะมีปริมาณไม่สูงมาก แต่การได้รับฮอร์โมนเสริมในขณะที่ตัวอ่อนกำลังฝังตัวเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยของกระบวนการสร้างอวัยวะในช่วงแรกค่ะ

 

ฉีดยาคุมแบบ 3 เดือนแล้วท้อง

ฉีดยาคุมแบบ 3 เดือนแล้วท้องคือสถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้คุณแม่ได้มากที่สุด เพราะมักจะรู้ตัวเมื่ออายุครรภ์ผ่านไปหลายสัปดาห์แล้ว เนื่องจากคุ้นชินกับการที่ประจำเดือนขาดหายไปเป็นปกติจากการฉีดยา ดังนี้

  • มีความยากในการสังเกต เพราะผลข้างเคียงของยาฉีด 3 เดือน เช่น เวียนหัว คัดเต้านม น้ำหนักขึ้น คล้ายกับอาการคนท้องมาก
  • การได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในปริมาณสูงต่อเนื่องอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในมดลูก
  • ความเสี่ยงต่อทารก โดยงานวิจัยส่วนใหญ่ชี้ว่าหากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นจริง ยาคุมมักไม่ทำให้ทารกพิการ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องน้ำหนักตัวน้อยหรือการคลอดก่อนกำหนดได้ในบางกรณี
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น คลื่นไส้มากเกินไป หรือคัดเต้านมรุนแรง ควรตรวจปัสสาวะแม้จะยังไม่ถึงวันนัดฉีดครั้งต่อไป

การตั้งครรภ์ขณะฉีดยา 3 เดือนมักเกิดขึ้นจากการที่ไข่หลุดมาตกในช่วงปลายสัปดาห์ที่ 12 ก่อนจะถึงเข็มใหม่ หากคุณแม่มีความรู้สึกผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย การซื้อชุดตรวจมาเช็กเบื้องต้นเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อที่จะได้วางแผนการดูแลตัวเองได้อย่างรวดเร็ว

 

อาการคนฉีดยาคุมแล้วท้อง

การสังเกตอาการคนฉีดยาคุมแล้วท้องนั้นทำได้ยากกว่าคนทั่วไป เพราะผลข้างเคียงจากฮอร์โมนในยามักจะทับซ้อนกับอาการแพ้ท้องในช่วงแรก แต่ก็มีจุดสังเกตบางอย่างที่อาจช่วยให้คุณแม่ฉุกคิดได้เช่นกัน ดังนี้

  • อาการคัดตึงเต้านม จะมีความรู้สึกเจ็บและตึงมากกว่าปกติ หัวนมมีสีเข้มขึ้นและไวต่อสัมผัส
  • อาการคลื่นไส้อาเจียน มักเกิดในช่วงเช้าหรือเมื่อได้กลิ่นอาหารที่เคยชอบ ซึ่งต่างจากอาการเวียนหัวทั่วไปจากการฉีดยา
  • ความเหนื่อยล้าผิดปกติ รู้สึกเพลียตลอดเวลาแม้จะพักผ่อนเพียงพอ
  • การเปลี่ยนแปลงของรสชาติอาหาร เริ่มเหม็นอาหารบางอย่าง หรืออยากกินของเปรี้ยวอย่างรุนแรง
  • อาการปัสสาวะบ่อย เกิดจากมดลูกเริ่มขยายตัวและกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันหลายอย่าง โดยเฉพาะถ้าอาการนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะค่อย ๆ หายไปตามการปรับตัวของร่างกายต่อยาฉีด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น การรอให้ถึงวันนัดฉีดยาครั้งหน้าอาจจะสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นดูแลครรภ์ที่ดีค่ะ

 

ฉีดยาคุมแล้วท้อง ควรทำอย่างไร

เมื่อฉีดยาคุมแต่ท้องโดยผลตรวจปัสสาวะยืนยันว่า "สองขีด" ในขณะที่ยังอยู่ในระยะคุมกำเนิด สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนทางการแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารก ดังนี้

  • หยุดการรับยาคุมกำเนิดทันที ห้ามไปฉีดเข็มถัดไปเด็ดขาดและไม่ต้องกินยาคุมซ้ำ
  • เข้าพบแพทย์เพื่อยืนยันด้วยการตรวจเลือด (HCG) จะช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ได้แม่นยำกว่า และช่วยประเมินอายุครรภ์ที่แน่นอน
  • รีบทำการฝากครรภ์เมื่อทราบว่าท้องแน่นอนแล้ว การฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แพทย์ติดตามพัฒนาการของลูกและประเมินผลกระทบจากยาฉีดที่ได้รับไปก่อนหน้านี้ได้
  • แจ้งประวัติการคุมกำเนิด อย่าลืมบอกแพทย์อย่างละเอียดว่าฉีดยาชนิดไหน วันที่ฉีดล่าสุดเมื่อไหร่ เพื่อให้แพทย์วางแผนการดูแลเป็นพิเศษ
  • แพทย์มักจะสั่งตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อน เพราะการคุมกำเนิดที่ผิดพลาดบางครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องท้องนอกมดลูก

ขั้นตอนเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะการตั้งครรภ์ขณะมีฮอร์โมนคุมกำเนิดในร่างกายต้องการการดูแลที่ใกล้ชิดกว่าปกติ การได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดความกังวลใจและทำให้คุณแม่พร้อมสำหรับการดูแลเจ้าตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาค่ะ

 

ไม่รู้ว่าท้องแล้วฉีดยาคุม อันตรายไหม

นี่คือสถานการณ์ที่สร้างความกังวลใจมากที่สุด คือการที่กินยาคุมแล้วท้องหรือท้องแล้วฉีดยาคุมโดยไม่รู้ตัว เพราะความกังวลเรื่องความพิการหรือความผิดปกติของทารกมักเป็นสิ่งแรกที่วิ่งเข้ามาในความคิดของคุณแม่ โดยการที่ไม่รู้ว่าท้องแล้วฉีดยาคุมส่งผลดังนี้

  • ผลต่อพัฒนาการทางกาย ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ว่า ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในยาฉีดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิดความพิการแต่กำเนิด
  • ความเสี่ยงต่อเพศของทารก ในอดีตมีความกังวลว่าฮอร์โมนอาจส่งผลต่ออวัยวะเพศของลูก แต่จากการศึกษาต่อเนื่องพบว่าโอกาสเกิดขึ้นจริงน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญ
  • ภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ อาจมีความเสี่ยงเล็กน้อยเรื่องการหลุดของตัวอ่อนในช่วงแรก หรือภาวะแท้งคุกคามเนื่องจากสภาพเยื่อบุโพรงมดลูกที่ไม่หนาตัวเท่าปกติ
  • การติดตามผล แพทย์จะเน้นการตรวจคัดกรองความผิดปกติอย่างละเอียดในไตรมาสแรกเพื่อความสบายใจ

สรุปได้ว่า แม้ท้องแล้วกินยาคุมหรือรับยาฉีดในช่วงที่ท้องจะไม่แนะนำและควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง แต่หากเกิดขึ้นไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ก็ไม่ถึงขั้นเป็นข้อบ่งชี้ว่าต้องยุติการตั้งครรภ์ ทารกส่วนใหญ่ที่เกิดจากกรณีนี้ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงและเติบโตได้ตามปกติ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดค่ะ

 

อนาคตที่ดีที่สุดของลูกน้อย เริ่มต้นด้วยโภชนาการผ่านคุณแม่

สุขภาพและพัฒนาการทารกในครรภ์เริ่มต้นด้วยโภชนาการจากคุณแม่ การใส่ใจโภชนาการจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีที่สุดของลูก เพราะสมองของลูกเริ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนถึงช่วงให้นมบุตรตลอด 2 ปีแรกของลูก คุณแม่สามารถเลือกโภชนาการที่มี MFGM ช่วยเสริมสร้างสมองลูกใน 1,000 วันแรกของชีวิต และเสริมอาหารสมองที่สำคัญอย่าง ดีเอชเอ, สฟิงโกไมอิลีน,แอลฟา-แลคตาบูมิน, ฟอสโฟลิปิด,แกงกลิโอไซด์ เพื่อให้สมองลูกพัฒนาได้เต็มศักยภาพ

สร้างสมองลูกดีที่สุด เริ่มได้ตั้งแต่ในครรภ์

  • MFGM มีสารอาหารกว่า 150 ชนิดที่มีประโยชน์ต่อสมอง มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมองลูกที่เหนือกว่า มีงานวิจัยรองรับ
  • DHA & Choline เสริมสร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทและบำรุงสมอง 

สร้างพัฒนาการลูกดีที่สุด

  • โฟเลตสูง ช่วยการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์
  • แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน

เสริมโภชนาการแม่ดีที่สุด

  • ดัชนีน้ำตาลต่ำ
  • วิตามิน แร่ธาตุกว่า 25 ชนิด
  • มีใยอาหารอินูลิน ช่วยการขับถ่าย
  • ไขมันต่ำ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Cart TH Join Enfamama