
Enfa สรุปให้

เลือกอ่านตามหัวข้อ
โทรศัพท์หรือสมาร์ตโฟน ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตของเราทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะแทบจะเป็นทุกอย่างของชีวิตไปโดยปริยาย ตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร การชำระเงิน การหาข้อมูล การถ่ายภาพ หรือแม้แต่เป็นศูนย์รวมความบันเทิงทั้งภาพยนตร์ เกม และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ และเพราะสมาร์ตโฟนในปัจจุบันทำได้ครอบคลุมกิจวัตรประจำวันของเราได้มากขนาดนี้นี่เองจึงทำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มพบปัญหา เด็กติดโทรศัพท์ สร้างความกังวลใจต่อหลาย ๆ ครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง บทความนี้จาก Enfa มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับปัญหาเด็กติดจอ พร้อมวิธีรับมือเมื่อลูกติดโทรศัพท์มากเกินจำเป็น
หากจะพูดถึงปัญหาเด็กเล่นโทรศัพท์มากเกินไป คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยบ้างไหมคะว่าต้องติดโทรศัพท์แค่ไหน ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นเด็กติดโทรศัพท์ โดยทั่วไปแล้วอาการลูกติดโทรศัพท์นั้นดูได้ไม่ยากค่ะ สามารถสังเกตได้ผ่านสัญญาณเตือนจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูก ดังนี้
เด็กเล่นโทรศัพท์ หากใช้อยากเหมาะสม ย่อมเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตอย่างมหาศาลค่ะ แต่บางครั้งลูกอาจจะเสพติดการใช้งานโทรศัพท์หรือสมาร์ตโฟนมากเกินไป จนเสี่ยงต่อปัญหาต่าง ๆ ตามมา ดังนี้
เนื่องจากการใช้งานโทรศัพท์ยาวนานจนละเลยเวลานอนหลับที่เหมาะสม ทำให้นอนน้อย นอนไม่พอ ลูกจึงมักมีอาการง่วงซึม ไม่สดชื่นในตอนเช้า
การอยู่กับหน้าจอสมาร์ตโฟนเป็นระยะเวลานาน ๆ และทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว อาการตาล้า ตาแห้ง และสายตาสั้น
เด็กที่ติดจอมาก ๆ อาจมีปัญหาสุขภาพจิตเด็ก เช่น เมื่อเสพโซเชียลมีเดียมาก อาจเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบทำให้ขาดความมั่นใจ หรืออาจมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล จากการถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่กันผ่านโซเชียลมีเดีย
ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ต้องละสมาธิไปเล่นสมาร์ตโฟน ทำให้ลูกไม่ได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เด็กบางคนรู้สึกสบายใจกับการเสพโซเชียลมีเดียมากกว่าการใช้ชีวิตจริง และใช้เวลากับสมาร์ตโฟนมากเกินไป เมื่อการใช้ชีวิตไม่สมดุลกันระหว่างโลกในสมาร์ตโฟน กับชีวิตจริงตรงหน้า อาจทำให้ลูกไม่มั่นใจกับการเผชิญหน้าหรือไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์จริงตรงหน้าได้อย่างที่ควร
คุณพ่อคุณแม่มักจะชอบขู่เด็ก ๆ เสมอว่าเล่นโทรศัพท์มาก ๆ จะทำให้ตาบอด ในความเป็นจริงอาจไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น และกรณีที่เล่นโทรศัพท์จนตาบอดนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นคำขู่ที่อาจได้ผลกับเด็กบางคนค่ะ
อย่างไรก็ตาม การที่ลูกเสพติดโทรศัพท์มากเกินไป สามารถส่งผลเสียต่อปัญหาสุขภาพดวงตาได้จริง ๆ ค่ะ ปัญหาที่พบได้บ่อย ๆ คือเด็กดูโทรศัพท์เยอะ ตาแดง ตาล้า ตาแห้ง ตาอักเสบ สายตาพร่ามัว สายตาสั้น หรือแม้แต่ปัญหาตาสู้แสงไม่ได้ก็พบได้เช่นกันค่ะ
เมื่อพูดถึง "เด็กติดโทรศัพท์" หรือ "ลูกติดจอ" มักมีสาเหตุหลักๆ มาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
เด็กอาจได้รับการฝึกฝนให้เล่นโทรศัพท์ตั้งแต่ยังเล็ก หรือบางครั้งโทรศัพท์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้เด็กสงบ เช่น เมื่อพ่อแม่ต้องทำงาน หรือมีภารกิจอื่น ๆ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทรศัพท์นั้นแทบจะเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้แล้วในชีวิตประจำวัน และเด็ก ๆ ก็มีโทรศัพท์ของตัวเองทั้งนั้น เพราะต้องใช้ในการติดต่อสื่สารกับพ่อแม่ รวมถึงใช้ในการเรียนและทำกิจกรรมด้วย การหลีกเลี่ยงจะไม่ใช้สมาร์ตโฟนเลยในทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องยาก
โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการเข้าถึงและใช้งาน เด็กอาจเห็นพ่อแม่เล่นโทรศัพท์แล้วอยากลองใช้บ้าง
เด็กส่วนใหญ่จะถูกดึงดูดด้วยการ์ตูน เกม หรือวีดีโอที่มีความสนุกสนาน ซึ่งทำให้พวกเขาหลงใหลและอยากใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้น
อาการเด็กติดโทรศัพท์ หรือพฤติกรรมเด็กติดจอ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถพบได้ มีดังนี้
หนึ่งในปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ที่สามารถพบได้บ่อย ๆ นั่นคือ เด็กติดโทรศัพท์ ก้าวร้าวมากขึ้น มีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวและรุนแรงมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่ออารมณ์ก้าวร้าวของลูกก็มักมีสาเหตุมาจากลูกติดโทรศัพท์มากเกินไปรวมอยู่ด้วย
ซึ่งอาการลูกติดโทรศัพท์ก้าวร้าวนั้น อาจพบได้ 2 กรณี คือ
การที่ลูกติดโทรศัพท์ ติดจอมากเกินไป เป็นเรื่องปกติที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกกังวล เพราะมีผลการศึกษา ผลการวิจัย หรือแม้แต่ข่าวสารทั่วไปก็นำเสนอถึงผลเสียของเด็กดูจอ มีการพูดถึงผลกระทบของการติดโทรศัพท์ในเด็กอย่างกว้างขวาง และการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไปนั้น ก็ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในหลายด้าน ดังนี้
ถ้าคุณแม่กังวลว่าลูกติดโทรศัพท์มากเกินไป อยากหาวิธีแก้เด็กติดโทรศัพท์ แต่ก็ไม่รู้ว่าปัญหาเด็กติดโทรศัพท์แก้ยังไง ไม่ต้องเครียดนะคะ เพราะทุกปัญหามีทางแก้ไข!
คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ วิธีแก้ปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ ด้วยวิธีที่ประนีประนอมได้โดยการการตั้งกฎระเบียบและขอบเขตที่ชัดเจน ดังนี้
คุณพ่อคุณแม่สามารถตั้งเวลาที่ลูกจะสามารถใช้โทรศัพท์ได้ โดยอาจจะใช้วิธีให้ลูกเลือกเวลาที่ต้องการเล่น หรือเลือกให้เล่นหลังจากทำการบ้านเสร็จ โดยการแชร์ข้อตกลงร่วมกัน เพื่อไม่เป็นการกดดันให้ลูกรู้สึกว่ากำลังถูกควบคุมจากพ่อกับแม่ ช่วยให้ลูกยอมรับในข้อตกลงได้ง่ายขึ้น เพาะเป็นกฎที่ตกลงร่วมกันทั้งครอบครัวไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง
หากลูกอยากใช้โทรศัพท์มากเกินไป คุณพ่อคุณแม่ลองเสนอทางเลือกอื่น ๆ ที่น่าสนใจให้ลูกได้ทำบ้าง เช่น กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมพัฒนาการ หรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ดีต่อสุขภาพ หรือการชวนลูกไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปดูคอนเสิร์ต เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสละจากหน้าจอไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เขาเองก็สนใจด้วย
คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรใช้โทรศัพท์อย่างมีสติ และไม่เล่นโทรศัพท์บ่อยเกินไป เพราะเด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ และลูกอาจอ้างได้ด้วยว่า ทำไมพ่อกับแม่ยังใช้โทรศัพท์ทั้งวันได้เลย?
เพราะการทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ จะช่วยให้ลูกห่างหน้าจอได้ และยังสานสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม เข้าชมรมศิลปะ เรียนพิเศษ เรียนดนตรี เป็นต้น
แทนที่จะตำหนิว่าลูกเอาแต่เล่นโทรศัพท์ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าหาลูกพร้อมข้อเสนออื่น ๆ ที่ลูกเองก็สนใจ เพื่อให้ลูกได้มีอิสระในการตัดสินใจ และยังเป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย เช่น วันหยุดนี้พ่อว่าง เราไปเที่ยวกันไหม ลูกอยากไปไหนล่ะ? หรือ แม่ว่าจะลองทำเมนูนี้ หนูมาช่วยแม่หน่อยได้ไหม?
ปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ บางครั้งอาจต้องเริ่มแก้ที่คุณพ่อคุณแม่ด้วย เพราะคุณพ่อคุณแม่เองในปัจจุบันนี้ก็ปฏิเสธแทบไม่ได้เลยว่าใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตประจำวันไปกับโทรศัพท์หรือสมาร์ตโฟนเช่นกัน
การที่คุณพ่อคุณแม่ตำหนิหรือดุว่าลูกติดจอเกินไปแล้วนะ ลูกก็อาจจะอ้างกลับได้เช่นกันว่า พ่อกับแม่ก็ติดจอเหมือนกันนั่นแหละ ท้ายที่สุดแทนที่จะยอมรับความจริงข้อนั้น โดยมากคุณพ่อคุณแม่มักจะรู้สึกโกรธที่ถูกแทงใจดำ
ดังนั้น หากจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผล บางครั้งอาจไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวที่จะต้องบำบัดการติดจอ แต่เป็นทุกคนในครอบครัวที่ต้องเริ่มลดการใช้งานโทรศัพท์ลง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ถือว่าเป็นแบบอย่างใกล้ตัวที่ลูกมองเห็นได้ง่ายและบ่อยที่สุด
หากคุณพ่อคุณแม่ใช้งานโทรศัพท์น้อยลง และเพิ่มการใช้เวลาทำกิจกรรมอื่น ๆ กับลูกมากขึ้น ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เชื้อเชิญให้ลูกอยากใช้เวลากับพ่อแม่มากกว่าที่จะอยู่กับหน้าจอ เช่น เล่นเกมบอร์ด ดูหนังด้วยกัน ดูทีวีด้วยกัน หรือพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ด้วยกันมากขึ้น ก็จะมีส่วนช่วยดึงให้ลูกเข้าหาพ่อกับแม่ได้มากขึ้น และลดการใช้เวลากับโทรศัพท์ลงได้
หากคุณพ่อคุณแม่กังวลเกี่ยวกับปัญหาเด็กติดจอ แต่ก็ไม่ปฏิเสธข้อดีของการใช้โทรศัพท์ และกำลังสงสัยว่าควรเริ่มให้เด็กดูจอได้กี่ขวบ สามารถลองใช้เกณฑ์ที่สมาคมจิตแพทย์เด็กและสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้ได้ค่ะ
เด็กเล็กวัยนี้ไม่ควรให้ลูกใช้โทรศัพท์เลย อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ได้เฉพาะในกรณีที่มีการวิดีโอคอลหาคุณพ่อคุณแม่หรือญาติใกล้ชิดในกรณีที่อยู่ห่างไกลกันเท่านั้น
สามารดูจอได้บ้างเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ ประมาณ 10-15 นาที แต่ควรเลือกโปรแกรมหรือรายการที่กระตุ้นพัฒนาการ เช่น เพลง การ์ตูน นิทานสำหรับเด็ก และต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วยทุกครั้ง
สามารถให้ลูกดูจอเพื่อความเพลิดเพลินได้มากขึ้น แต่ควรจำกัดเนื้อหาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของลูก พร้อมกำหนดระยะเวลาใช้งานอย่างชัดเจน เช่น 1 ชั่วโมงต่อวัน หรือในวันหยุดเพิ่มเป็น 3 ชั่วโมงต่อวัน และหลีกเลี่ยงการใช้งานตอนกินข้าว ไม่ดูจอในช่วงใกล้เวลาเข้านอน โดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องกำกับนั่งใกล้ชิดตลอดเวลา
ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และสามารถทำข้อตกลงร่วมกันสำหรับการใช้งานในวันหยุดได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจก่อนว่าเด็กวัยนี้จะต้องใช้งานโทรศัพท์มากขึ้นตามวัยและกิจวัตรประจำวันของเขา เช่น ต้องใช้ในการทำการบ้าน ค้นคว้าข้อมูล การติดต่อกับเพื่อน แทนที่จะห้ามใช้งาน คุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มกิจกรรมอื่น ๆ มาแทรกและทำร่วมกับลูกจะดีกว่า โดยจะต้องเป็นกิจกรรมที่สนุก และลูกอยากเล่นด้วยนะคะ
ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญและมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเทคโนโลยีค่ะ ควรเปิดใจอย่างเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การตัดขาดจากเทคโนโลยีแบบเด็ดขาด อาจมีผลเสียในเรื่องของศักยภาพการเรียนรู้ของลูกได้
อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะตั้งรับกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนี้ได้อย่างมีสติ ดังนี้
กำหนดให้ชัดเจนว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถรู้รหัสผ่านโทรศัพท์ของลูกได้ และมีสิทธิ์ที่จะยึดโทรศัพท์คืนหากลูกใช้โทรศัพท์อย่างไม่เหมาะสม
กำหนดเวลาอยู่หน้าจอและเวลาใช้โทรศัพท์ของลูก โดยทำข้อตกลงร่วมกันภายใต้กรอบของเวลาที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป แต่ก็ไม่น้อยเกินไปจนทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม พร้อมทั้งระบุช่วงเวลาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์อย่างชัดเจน เช่น ขณะกินข้าว ขณะทำกิจกรรมกับครอบครัว และช่วงใกล้เวลาเข้านอน
ไม่ก้าวก่ายสิทธิในการใช้งานโซเชียลมีเดียของลูกมากเกินไป ให้ลูกมีอิสระในการใช้งาน ไม่ตามคอมเมนต์ให้ลูกอับอาย หรือไม่แท็กในสิ่งที่ลูกไม่อยากให้คนอื่นเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถตักเตือนได้ในกรณีที่ลูกใช้งานไม่เหมาะสม
เช่น พูดถึงกระแสการคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ ว่าการเมนต์แบบนี้ไม่ดีนะ ลูกอย่าเอาอย่าง หรือแลกเปลี่ยนความเห็นกันว่า ถ้าหนูโดนคอมเมนต์กลั่นแกล้งแบบในข่าวนี้ หนูจะรับมืออย่างไร และคุณพ่อคุณแม่มีคำแนะนำอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรู้เท่าทันสื่อ
สิ่งสำคัญในการรับมือกับเทคโนโลยีคือการไม่ปิดกั้นตนเองต่อเทคโนโลยี แต่ยอมรับถึงประโยชน์และรู้เท่าทันผลกระทบของการใช้งานเทคโนโลยีไปไปพร้อม ๆ กัน ทุกคนควรใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระเสรี แต่ในขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มช่วงเวลาหรือกิจกรรมที่ทุกคนในครอบครัวจะได้ทำร่วมกัน มีเวลาพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกัน ก็จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการใช้ชีวิตจริงไปพร้อม ๆ กันได้
คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมที่สนุกและสร้างสรรค์ให้กับลูก ๆ เพื่อห่างจากหน้าจอโทรศัทพ์ค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ดีในการช่วยลดเวลาในการใช้โทรศัพท์แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ได้อีกด้วย
โดยกิจกรรมพัฒนา EF ที่ทั้งสนุกและกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกที่สามารถทำพร้อมกันได้ทั้งครอบครัว มีดังนี้
นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมของลูก โดยให้ลูกมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าอยากทำอะไร เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำกิจกรรมที่เขาไม่ต้องการ
โดยอาจผลัดกันเลือกหนังหรือการ์ตูนที่จะดูพร้อมกันในแต่ละสัปดาห์ หรือเลือกเกมที่จะเล่นด้วยกันหลังกินข้าว สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาอยู่หน้าจอเท่านั้น แต่ยังช่วยสานสัมพันธภาพอันดีในครอบครัวได้อีกด้วย
อยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี นอกจากเลือกกิจกรรมที่ดีแล้ว ต้องเลือกโภชนาการที่เหมาะสมกับวัยของลูกด้วย เอนฟาโกร เอพลัส มายด์โปร สูตรเฉพาะที่มี MFGM, DHA, 2’-FL และวิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่และลูกน้อย
Enfa สรุปให้ เยื่อไมอีลิน (Myelin Sheath) เป็นชั้นไขมันที่ห่อหุ้มเส้นใยประสาท (แอกซอน) เพื่อช่วย...
อ่านต่อ
นับเป็นความสำเร็จอย่างต่อเนื่องสองปีติดต่อกันที่ทาง เอนฟา สมาร์ท คลับ ได้ร่วมเป็นพันธมิตรใน...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ เด็กอัจฉริยะ คือ เด็กที่มีความสามารถโดดเด่นกว่าระดับเฉลี่ยของวัยเดียวกัน ทั้งด้านส...
อ่านต่อ