นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

เด็กติดโทรศัพท์ เด็กติดจอ รับมือแบบไหนไม่ทำร้ายจิตใจลูก

Enfa สรุปให้

  • ปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ เกิดจากการที่เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือดูจอมากเกินไป จนเริ่มมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ลูกใช้เวลาหมดไปกับการดูสื่อออนไลน์หรือติดเกมจนลืมกิจกรรมอื่น ๆ
  • หากเด็กติดจอนานเกินไป สามารถส่งผลเสียต่อการพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น พัฒนาการทางร่างกาย อย่างการนอนไม่หลับ พัฒนาการทางสมอง เรื่องการพัฒนาไอคิว หรือ พัฒนาการทางอารมณ์ ที่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เหมาะสมได้
  • หนึ่งในผลกระทบที่พบได้บ่อยที่สุดคือปัญหาด้านสุขภาพสายตา ที่แม้จะไม่รุนแรงถึงขนาดที่ว่าเด็กดูโทรศัพท์เยอะ ตาบอด แต่ก็ส่งผลกระทบทำให้ตาแดง ตาแห้ง ตาล้า ตาสู้แสงไม่ได้ และสายตาสั้น

เลือกอ่านตามหัวข้อ


โทรศัพท์หรือสมาร์ตโฟน ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตของเราทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะแทบจะเป็นทุกอย่างของชีวิตไปโดยปริยาย ตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร การชำระเงิน การหาข้อมูล การถ่ายภาพ หรือแม้แต่เป็นศูนย์รวมความบันเทิงทั้งภาพยนตร์ เกม และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ และเพราะสมาร์ตโฟนในปัจจุบันทำได้ครอบคลุมกิจวัตรประจำวันของเราได้มากขนาดนี้นี่เองจึงทำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มพบปัญหา เด็กติดโทรศัพท์ สร้างความกังวลใจต่อหลาย ๆ ครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง บทความนี้จาก Enfa มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับปัญหาเด็กติดจอ พร้อมวิธีรับมือเมื่อลูกติดโทรศัพท์มากเกินจำเป็น


เด็กติดโทรศัพท์ แค่ไหนที่เรียกว่าติด

หากจะพูดถึงปัญหาเด็กเล่นโทรศัพท์มากเกินไป คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยบ้างไหมคะว่าต้องติดโทรศัพท์แค่ไหน ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นเด็กติดโทรศัพท์ โดยทั่วไปแล้วอาการลูกติดโทรศัพท์นั้นดูได้ไม่ยากค่ะ สามารถสังเกตได้ผ่านสัญญาณเตือนจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูก ดังนี้

  • ใช้เวลากับโทรศัพท์มากกว่า 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
  • หงุดหงิด อารมณ์เสียเมื่อถูกห้ามใช้ หรือจำกัดเวลาในการใช้โทรศัพท์
  • ไม่สนใจกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะช่วยเสริมพัฒนาการ
  • ละเลยการนอน การกิน หรือการเรียน
  • พูดถึงแต่เรื่องเกมหรือการ์ตูนในโทรศัพท์
  • มีการเก็บตัว ไม่ค่อยออกมาพบปะเพื่อน ๆ หรือแม้แต่คนในครอบครัวเหมือนอย่างเคย


เด็กติดจอ อันตรายแค่ไหน

เด็กเล่นโทรศัพท์ หากใช้อยากเหมาะสม ย่อมเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตอย่างมหาศาลค่ะ แต่บางครั้งลูกอาจจะเสพติดการใช้งานโทรศัพท์หรือสมาร์ตโฟนมากเกินไป จนเสี่ยงต่อปัญหาต่าง ๆ ตามมา ดังนี้

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ

เนื่องจากการใช้งานโทรศัพท์ยาวนานจนละเลยเวลานอนหลับที่เหมาะสม ทำให้นอนน้อย นอนไม่พอ ลูกจึงมักมีอาการง่วงซึม ไม่สดชื่นในตอนเช้า

  • มีปัญหาด้านสายตา

การอยู่กับหน้าจอสมาร์ตโฟนเป็นระยะเวลานาน ๆ และทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว อาการตาล้า ตาแห้ง และสายตาสั้น

  • ลูกอาจมีปัญหาทางด้านจิตใจ

เด็กที่ติดจอมาก ๆ อาจมีปัญหาสุขภาพจิตเด็ก เช่น เมื่อเสพโซเชียลมีเดียมาก อาจเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบทำให้ขาดความมั่นใจ หรืออาจมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล จากการถูกกลั่นแกล้งหรือบูลลี่กันผ่านโซเชียลมีเดีย

  • เสี่ยงทำให้ลูกสมาธิสั้น

ไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ต้องละสมาธิไปเล่นสมาร์ตโฟน ทำให้ลูกไม่ได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • ทักษะสังคมอาจลดลง

เด็กบางคนรู้สึกสบายใจกับการเสพโซเชียลมีเดียมากกว่าการใช้ชีวิตจริง และใช้เวลากับสมาร์ตโฟนมากเกินไป เมื่อการใช้ชีวิตไม่สมดุลกันระหว่างโลกในสมาร์ตโฟน กับชีวิตจริงตรงหน้า อาจทำให้ลูกไม่มั่นใจกับการเผชิญหน้าหรือไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์จริงตรงหน้าได้อย่างที่ควร


เด็กดูโทรศัพท์เยอะ ตาบอด

คุณพ่อคุณแม่มักจะชอบขู่เด็ก ๆ เสมอว่าเล่นโทรศัพท์มาก ๆ จะทำให้ตาบอด ในความเป็นจริงอาจไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น และกรณีที่เล่นโทรศัพท์จนตาบอดนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นคำขู่ที่อาจได้ผลกับเด็กบางคนค่ะ

อย่างไรก็ตาม การที่ลูกเสพติดโทรศัพท์มากเกินไป สามารถส่งผลเสียต่อปัญหาสุขภาพดวงตาได้จริง ๆ ค่ะ ปัญหาที่พบได้บ่อย ๆ คือเด็กดูโทรศัพท์เยอะ ตาแดง ตาล้า ตาแห้ง ตาอักเสบ สายตาพร่ามัว สายตาสั้น หรือแม้แต่ปัญหาตาสู้แสงไม่ได้ก็พบได้เช่นกันค่ะ


สาเหตุเด็กติดจอ

เมื่อพูดถึง "เด็กติดโทรศัพท์" หรือ "ลูกติดจอ" มักมีสาเหตุหลักๆ มาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • สิ่งแวดล้อมในครอบครัว

เด็กอาจได้รับการฝึกฝนให้เล่นโทรศัพท์ตั้งแต่ยังเล็ก หรือบางครั้งโทรศัพท์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้เด็กสงบ เช่น เมื่อพ่อแม่ต้องทำงาน หรือมีภารกิจอื่น ๆ

  • สภาพแวดล้อมภายนอก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโทรศัพท์นั้นแทบจะเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้แล้วในชีวิตประจำวัน และเด็ก ๆ ก็มีโทรศัพท์ของตัวเองทั้งนั้น เพราะต้องใช้ในการติดต่อสื่สารกับพ่อแม่ รวมถึงใช้ในการเรียนและทำกิจกรรมด้วย การหลีกเลี่ยงจะไม่ใช้สมาร์ตโฟนเลยในทุกวันนี้จึงเป็นเรื่องยาก

  • ความสะดวกในการเข้าถึง

โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน หรือแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการเข้าถึงและใช้งาน เด็กอาจเห็นพ่อแม่เล่นโทรศัพท์แล้วอยากลองใช้บ้าง

  • การเสพสื่อดิจิทัล

เด็กส่วนใหญ่จะถูกดึงดูดด้วยการ์ตูน เกม หรือวีดีโอที่มีความสนุกสนาน ซึ่งทำให้พวกเขาหลงใหลและอยากใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้น


อาการเด็กติดจอ

อาการเด็กติดโทรศัพท์ หรือพฤติกรรมเด็กติดจอ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถพบได้ มีดังนี้

  • สมาธิสั้น: เด็กจะมีปัญหาในการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิหรือความอดทน  เช่น การอ่านหนังสือ การทำการบ้าน หรือการเล่นกิจกรรมที่ต้องใช้สมอง รวมถึงอาจมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวตามมา
  • ความรุนแรงในการแสดงอารมณ์: เด็กอาจแสดงอารมณ์รุนแรง เช่น โกรธหรือหงุดหงิด เมื่อไม่ได้ใช้โทรศัพท์ตามที่ต้องการ หรือเมื่อพ่อแม่จำกัดเวลาในการเล่น
  • ขาดการสื่อสารทางสังคม: เด็กที่ติดโทรศัพท์มักจะไม่สนใจการเล่นกับเพื่อน ๆ หรือไม่ชอบการพูดคุยกับคนรอบข้าง ส่งผลให้พัฒนาการทางสังคมของเด็กช้าลง
  • พัฒนาการทางภาษาล่าช้า: เช่น เด็กยังพูดไม่เป็นประโยค หรือผู้ใหญ่ฟังภาษาที่เด็กพูดแล้วไม่เข้าใจ
  • ปวดตา ปวดหลัง: เด็กที่ติดจอจะมีผลกระทบกับสุขภาพตา เกิดอาการตาแห้ง ปวดตา ร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดไหล่ และต้นคอ


ลูกติดโทรศัพท์ ก้าวร้าว

หนึ่งในปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ที่สามารถพบได้บ่อย ๆ นั่นคือ เด็กติดโทรศัพท์ ก้าวร้าวมากขึ้น มีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวและรุนแรงมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่ออารมณ์ก้าวร้าวของลูกก็มักมีสาเหตุมาจากลูกติดโทรศัพท์มากเกินไปรวมอยู่ด้วย

ซึ่งอาการลูกติดโทรศัพท์ก้าวร้าวนั้น อาจพบได้ 2 กรณี คือ

  • ลูกมีอารมณ์ก้าวร้าวแม้เวลาเล่นโทรศัพท์ เช่น เล่นเกมแพ้แล้วโกรธ ทะเลาะกับเพื่อนอย่างรุนแรง หรือถูกกลั่นแกล้งผ่านทางโซเชียล หรือมีประสบการณ์ที่ไม่ดีในขณะที่ใช้โทรศัพท์หรือเสพสื่อโทรศัพท์ในช่วงเวลานั้น ๆ
  • ลูกแสดงอารมณ์ก้าวร้าว เมื่อไม่ได้ใช้โทรศัพท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถูกห้าม ถูกยึด หรือทำโทษไม่ให้ใช้งานโทรศัพท์ จะทำให้ลูกแสดงอาการไม่พอใจทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง


เด็กติดจอ ส่งผลเสียต่อพัฒนาการอย่างไร

การที่ลูกติดโทรศัพท์ ติดจอมากเกินไป เป็นเรื่องปกติที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกกังวล เพราะมีผลการศึกษา ผลการวิจัย หรือแม้แต่ข่าวสารทั่วไปก็นำเสนอถึงผลเสียของเด็กดูจอ มีการพูดถึงผลกระทบของการติดโทรศัพท์ในเด็กอย่างกว้างขวาง และการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไปนั้น ก็ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กในหลายด้าน ดังนี้

  • พัฒนาการทางร่างกาย: เด็กที่ใช้เวลานานกับโทรศัพท์มักจะไม่ออกกำลังกาย ทำให้เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน กล้ามเนื้ออ่อนแรง การนอนไม่พอ มีปัญหาด้านสายตา
  • พัฒนาการทางสมอง: การที่เด็กดูแต่สื่อดิจิทัลทำให้สมองไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ หรือสมองเล็กลงขาดการพัฒนา ทำให้พัฒนาการเชาวน์ปัญญาไม่ดี มีลักษณะคนไอคิวต่ำ เช่น กระบวนการฝึกคิด การเรียนรู้ และการแก้ปัญหาที่เชื่องช้า เพราะเด็กขาดการเล่นที่ใช้จินตนาการ การเล่นกลางแจ้ง หรือการสื่อสารกับคนอื่น หรือมีพัฒนาการเรียนรู้ช้า มีลักษณะคล้ายออทิสติกเทียม
  • พัฒนาการทางอารมณ์: เด็กที่ติดโทรศัพท์มักจะแสดงอารมณ์ไม่เหมาะสมและอาจมีปัญหาด้านการจัดการอารมณ์ในระยะยาว เช่น ความวิตกกังวล ความเครียด มีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง


เด็กติดโทรศัพท์แก้ยังไง

ถ้าคุณแม่กังวลว่าลูกติดโทรศัพท์มากเกินไป อยากหาวิธีแก้เด็กติดโทรศัพท์ แต่ก็ไม่รู้ว่าปัญหาเด็กติดโทรศัพท์แก้ยังไง ไม่ต้องเครียดนะคะ เพราะทุกปัญหามีทางแก้ไข!

คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้  วิธีแก้ปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ ด้วยวิธีที่ประนีประนอมได้โดยการการตั้งกฎระเบียบและขอบเขตที่ชัดเจน ดังนี้

  • กำหนดเวลาใช้งานที่ชัดเจน

คุณพ่อคุณแม่สามารถตั้งเวลาที่ลูกจะสามารถใช้โทรศัพท์ได้ โดยอาจจะใช้วิธีให้ลูกเลือกเวลาที่ต้องการเล่น หรือเลือกให้เล่นหลังจากทำการบ้านเสร็จ โดยการแชร์ข้อตกลงร่วมกัน เพื่อไม่เป็นการกดดันให้ลูกรู้สึกว่ากำลังถูกควบคุมจากพ่อกับแม่ ช่วยให้ลูกยอมรับในข้อตกลงได้ง่ายขึ้น เพาะเป็นกฎที่ตกลงร่วมกันทั้งครอบครัวไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง

  • กิจกรรมทางเลือก

หากลูกอยากใช้โทรศัพท์มากเกินไป คุณพ่อคุณแม่ลองเสนอทางเลือกอื่น ๆ ที่น่าสนใจให้ลูกได้ทำบ้าง เช่น กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมพัฒนาการ หรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ดีต่อสุขภาพ หรือการชวนลูกไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปดูคอนเสิร์ต เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสละจากหน้าจอไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เขาเองก็สนใจด้วย

  • เป็นตัวอย่างที่ดี

คุณพ่อคุณแม่เองก็ควรใช้โทรศัพท์อย่างมีสติ และไม่เล่นโทรศัพท์บ่อยเกินไป เพราะเด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ และลูกอาจอ้างได้ด้วยว่า ทำไมพ่อกับแม่ยังใช้โทรศัพท์ทั้งวันได้เลย?

  • ให้ลูกออกไปทำกิจกรรมรวมกลุ่มกับเพื่อนมากขึ้น

เพราะการทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ จะช่วยให้ลูกห่างหน้าจอได้ และยังสานสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม เข้าชมรมศิลปะ เรียนพิเศษ เรียนดนตรี เป็นต้น

  • สานความสัมพันธ์

แทนที่จะตำหนิว่าลูกเอาแต่เล่นโทรศัพท์ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าหาลูกพร้อมข้อเสนออื่น ๆ ที่ลูกเองก็สนใจ เพื่อให้ลูกได้มีอิสระในการตัดสินใจ และยังเป็นการสานสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย เช่น วันหยุดนี้พ่อว่าง เราไปเที่ยวกันไหม ลูกอยากไปไหนล่ะ? หรือ แม่ว่าจะลองทำเมนูนี้ หนูมาช่วยแม่หน่อยได้ไหม?


ปัญหาเด็กติดจอเริ่มแก้ที่คุณพ่อคุณแม่

ปัญหาเด็กติดโทรศัพท์ บางครั้งอาจต้องเริ่มแก้ที่คุณพ่อคุณแม่ด้วย เพราะคุณพ่อคุณแม่เองในปัจจุบันนี้ก็ปฏิเสธแทบไม่ได้เลยว่าใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตประจำวันไปกับโทรศัพท์หรือสมาร์ตโฟนเช่นกัน

การที่คุณพ่อคุณแม่ตำหนิหรือดุว่าลูกติดจอเกินไปแล้วนะ ลูกก็อาจจะอ้างกลับได้เช่นกันว่า พ่อกับแม่ก็ติดจอเหมือนกันนั่นแหละ ท้ายที่สุดแทนที่จะยอมรับความจริงข้อนั้น โดยมากคุณพ่อคุณแม่มักจะรู้สึกโกรธที่ถูกแทงใจดำ

ดังนั้น หากจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ผล บางครั้งอาจไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวที่จะต้องบำบัดการติดจอ แต่เป็นทุกคนในครอบครัวที่ต้องเริ่มลดการใช้งานโทรศัพท์ลง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ถือว่าเป็นแบบอย่างใกล้ตัวที่ลูกมองเห็นได้ง่ายและบ่อยที่สุด

หากคุณพ่อคุณแม่ใช้งานโทรศัพท์น้อยลง และเพิ่มการใช้เวลาทำกิจกรรมอื่น ๆ กับลูกมากขึ้น ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เชื้อเชิญให้ลูกอยากใช้เวลากับพ่อแม่มากกว่าที่จะอยู่กับหน้าจอ เช่น เล่นเกมบอร์ด ดูหนังด้วยกัน ดูทีวีด้วยกัน หรือพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ด้วยกันมากขึ้น ก็จะมีส่วนช่วยดึงให้ลูกเข้าหาพ่อกับแม่ได้มากขึ้น และลดการใช้เวลากับโทรศัพท์ลงได้


เด็กดูโทรศัพท์ได้กี่ขวบ

หากคุณพ่อคุณแม่กังวลเกี่ยวกับปัญหาเด็กติดจอ แต่ก็ไม่ปฏิเสธข้อดีของการใช้โทรศัพท์ และกำลังสงสัยว่าควรเริ่มให้เด็กดูจอได้กี่ขวบ สามารถลองใช้เกณฑ์ที่สมาคมจิตแพทย์เด็กและสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้ได้ค่ะ

  • เด็กอายุก่อน 1 ขวบครึ่ง

เด็กเล็กวัยนี้ไม่ควรให้ลูกใช้โทรศัพท์เลย อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ได้เฉพาะในกรณีที่มีการวิดีโอคอลหาคุณพ่อคุณแม่หรือญาติใกล้ชิดในกรณีที่อยู่ห่างไกลกันเท่านั้น

  • เด็กวัย 1 ขวบครึ่ง - 2 ขวบ

สามารดูจอได้บ้างเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอ ประมาณ 10-15 นาที แต่ควรเลือกโปรแกรมหรือรายการที่กระตุ้นพัฒนาการ เช่น เพลง การ์ตูน นิทานสำหรับเด็ก และต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วยทุกครั้ง

  • เด็กวัย 2-5 ขวบ

สามารถให้ลูกดูจอเพื่อความเพลิดเพลินได้มากขึ้น แต่ควรจำกัดเนื้อหาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของลูก พร้อมกำหนดระยะเวลาใช้งานอย่างชัดเจน เช่น  1 ชั่วโมงต่อวัน หรือในวันหยุดเพิ่มเป็น 3 ชั่วโมงต่อวัน และหลีกเลี่ยงการใช้งานตอนกินข้าว ไม่ดูจอในช่วงใกล้เวลาเข้านอน โดยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องกำกับนั่งใกล้ชิดตลอดเวลา

  • 6 ขวบขึ้นไป

ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน และสามารถทำข้อตกลงร่วมกันสำหรับการใช้งานในวันหยุดได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจก่อนว่าเด็กวัยนี้จะต้องใช้งานโทรศัพท์มากขึ้นตามวัยและกิจวัตรประจำวันของเขา เช่น ต้องใช้ในการทำการบ้าน ค้นคว้าข้อมูล การติดต่อกับเพื่อน แทนที่จะห้ามใช้งาน คุณพ่อคุณแม่ควรเพิ่มกิจกรรมอื่น ๆ มาแทรกและทำร่วมกับลูกจะดีกว่า โดยจะต้องเป็นกิจกรรมที่สนุก และลูกอยากเล่นด้วยนะคะ


ตั้งรับเทคโนโลยีที่มาถึงตัวลูกอย่างไร

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญและมีประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเทคโนโลยีค่ะ ควรเปิดใจอย่างเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การตัดขาดจากเทคโนโลยีแบบเด็ดขาด อาจมีผลเสียในเรื่องของศักยภาพการเรียนรู้ของลูกได้

อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะตั้งรับกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันนี้ได้อย่างมีสติ ดังนี้

  • มีข้อตกลงร่วมกัน

กำหนดให้ชัดเจนว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถรู้รหัสผ่านโทรศัพท์ของลูกได้ และมีสิทธิ์ที่จะยึดโทรศัพท์คืนหากลูกใช้โทรศัพท์อย่างไม่เหมาะสม

  • จำกัดเวลาที่เหมาะสม

กำหนดเวลาอยู่หน้าจอและเวลาใช้โทรศัพท์ของลูก โดยทำข้อตกลงร่วมกันภายใต้กรอบของเวลาที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป แต่ก็ไม่น้อยเกินไปจนทำให้ลูกรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม พร้อมทั้งระบุช่วงเวลาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์อย่างชัดเจน เช่น ขณะกินข้าว ขณะทำกิจกรรมกับครอบครัว และช่วงใกล้เวลาเข้านอน

  • ควรให้พื้นที่กับลูกในการใช้โซเชียลมีเดีย

ไม่ก้าวก่ายสิทธิในการใช้งานโซเชียลมีเดียของลูกมากเกินไป ให้ลูกมีอิสระในการใช้งาน ไม่ตามคอมเมนต์ให้ลูกอับอาย หรือไม่แท็กในสิ่งที่ลูกไม่อยากให้คนอื่นเห็น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถตักเตือนได้ในกรณีที่ลูกใช้งานไม่เหมาะสม

  • แนะนำการใช้งานโซเชียลมีเดียกับลูกอย่างเหมาะสมและเป็นกันเอง

เช่น พูดถึงกระแสการคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ ว่าการเมนต์แบบนี้ไม่ดีนะ ลูกอย่าเอาอย่าง หรือแลกเปลี่ยนความเห็นกันว่า ถ้าหนูโดนคอมเมนต์กลั่นแกล้งแบบในข่าวนี้ หนูจะรับมืออย่างไร และคุณพ่อคุณแม่มีคำแนะนำอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรู้เท่าทันสื่อ

  • เปิดใจให้กว้าง

สิ่งสำคัญในการรับมือกับเทคโนโลยีคือการไม่ปิดกั้นตนเองต่อเทคโนโลยี แต่ยอมรับถึงประโยชน์และรู้เท่าทันผลกระทบของการใช้งานเทคโนโลยีไปไปพร้อม ๆ กัน ทุกคนควรใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระเสรี แต่ในขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มช่วงเวลาหรือกิจกรรมที่ทุกคนในครอบครัวจะได้ทำร่วมกัน มีเวลาพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและกัน ก็จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีและการใช้ชีวิตจริงไปพร้อม ๆ กันได้



ไอเดียกิจกรรมพัฒนา EF แก้ปัญหาเด็กติดโทรศัพท์

คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมที่สนุกและสร้างสรรค์ให้กับลูก ๆ เพื่อห่างจากหน้าจอโทรศัทพ์ค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ดีในการช่วยลดเวลาในการใช้โทรศัพท์แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ได้อีกด้วย

โดยกิจกรรมพัฒนา EF ที่ทั้งสนุกและกระตุ้นการเรียนรู้ของลูกที่สามารถทำพร้อมกันได้ทั้งครอบครัว มีดังนี้

  • ศิลปะและงานประดิษฐ์
  • การเล่นกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เกมวิ่งไล่จับบอล
  • เกมฝึกสมองเด็ก
  • การอ่านนิทานร่วมกัน
  • การทำอาหารง่ายๆ
  • การเล่นสวมบทบาทสมมติ
  • จัดปิกนิกในสวน
  • เล่นบอร์ดเกมหรือเกมกระดาน
  • หมากรุก หมากฮอส
  • ทำสวนหรือปลูกต้นไม้
  • ทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆ ที่บ้าน
  • การเล่นดนตรี
  • วาดรูป ระบายสี

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถกระตุ้นการมีส่วนร่วมของลูก โดยให้ลูกมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าอยากทำอะไร เพื่อให้เด็กไม่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ทำกิจกรรมที่เขาไม่ต้องการ

โดยอาจผลัดกันเลือกหนังหรือการ์ตูนที่จะดูพร้อมกันในแต่ละสัปดาห์ หรือเลือกเกมที่จะเล่นด้วยกันหลังกินข้าว สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดเวลาอยู่หน้าจอเท่านั้น แต่ยังช่วยสานสัมพันธภาพอันดีในครอบครัวได้อีกด้วย


เลือกเอนฟาสูตรที่ใช่ แบรนด์เดียวที่เสริม MFGM

อยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี นอกจากเลือกกิจกรรมที่ดีแล้ว ต้องเลือกโภชนาการที่เหมาะสมกับวัยของลูกด้วย เอนฟาโกร เอพลัส มายด์โปร สูตรเฉพาะที่มี MFGM, DHA, 2’-FL และวิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง



บทความแนะนำสำหรับคุณแม่และลูกน้อย


* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่