
Enfa สรุปให้
อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ ทารกจะมีความยาวประมาณ 20 นิ้ว หนักประมาณ 3-3.4 กิโลกรัม มีขนาดพอ ๆ กับฟักทอง
อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ เซลล์ประสาทเกือบทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับทารกจะถูกสร้างขึ้นระบบการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทในสมองทารกจะยาวขึ้น หนาขึ้น และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ ไขเคลือบผิวของทารกจะค่อย ๆ ลอกออกมาปะปนอยู่ในน้ำคร่ำที่ทารกกลืนเข้าไป

เลือกอ่านตามหัวข้อ
หากสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่มีการคลอดเกิดขึ้น ท้อง 38 สัปดาห์ อาการใกล้คลอดอาจจะเริ่มปรากฎขึ้น ซึ่งคุณแม่ควรจะต้องสังเกตอาการและสัญญาณต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ดี เพราะเจ้าตัวเล็กอาจจะคลอดออกมาเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ท้อง 38 สัปดาห์ มีอะไรที่คุณแม่ต้องจับตาเป็นพิเศษบ้าง แล้วทารกในครรภ์จะยังมีพัฒนาการอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่านะ
ในสัปดาห์นี้ คุณแม่อาจจะมีการคลอดเกิดขึ้น หรือไม่มีการคลอดเกิดขึ้นก็ได้ เพราะกำหนดคลอดจะอยู่ระหว่างสัปดาห์ที่ 37-40 สัปดาห์ ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ว่าในระยะนี้ ทารกจะคลอดออกมาเมื่อไหร่ค่ะ
คุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ เมื่อเทียบเป็นจำนวนเดือนแล้วจะเท่ากับอายุครรภ์ 9 เดือน 2 สัปดาห์ค่ะ
โดยทั่วไปแล้วคุณแม่หลายคนมักจะมีการคลอดเมื่ออายุครรภ์ 38 สัปดาห์ค่ะ หากพ้นสัปดาห์นี้ไปแล้วยังไม่มีการคลอด ก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะมีการคลอดในสัปดาห์ถัดไปหรือไม่
แต่ถ้าจนถึงสัปดาห์ที่ 42 แล้วยังไม่มีการคลอดเกิดขึ้น จะถือว่าเป็นการตั้งครรภ์เกินกำหนด และแพทย์จำเป็นจะต้องทำการเร่งคลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายทั้งต่อแม่และทารกในครรภ์ค่ะ
พัฒนาการของทารกในระยะนี้จะเริ่มลดลง ไม่รวดเร็วเหมือนในช่วงที่ผ่านมา นั่นเป็นเพราะว่าเมื่ออายุครรภ์ 37 สัปดาห์ขึ้นไป รกจะทำหน้าที่ได้ลดลง ทำให้การเจริญเติบโตของทารกเริ่มคงที่ และไม่ได้มีพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ระบบต่าง ๆ ก็พัฒนาจนเริ่มสมบูรณ์พร้อมที่จะทำงานหลังคลอดแล้ว
ทารกอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ จะมีความยาวประมาณ 20 นิ้ว มีขนาดพอ ๆ กับฟักทองค่ะ
อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ น้ำหนักทารกจะอยู่ที่ประมาณ 3-3.4 กิโลกรัมค่ะ
ทารกอายุครรภ์ตั้งแต่ 38 สัปดาห์ ส่วนมากจะกลับหัวอยู่ในท่าเตรียมคลอดแล้วค่ะ แต่ถ้าสัปดาห์นี้ทารกยังไม่ยอมกลับหัว แพทย์จะช่วยปรับท่าให้ทารกอยู่ในท่าพร้อมคลอด โดยอาจจะต้องมีการนวดปรับท่า การให้ยาคลายกล้ามเนื้อมดลูก
โดยถ้าหากเด็กไม่ยอมกลับหัวจริง ๆ แพทย์อาจวินิจฉัยให้ทำการผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยของทารกและคุณแม่ค่ะ
การพัฒนาของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ที่สำคัญของทารกในช่วงอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ มีดังนี้
• ระบบประสาทของทารกยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเซลล์ประสาทเกือบทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับทารกจะถูกสร้างขึ้นเกือบหมดแล้วก่อนที่ทารกจะคลอด ระบบการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทในสมองทารกจะยาวขึ้น หนาขึ้น และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
• ไขเคลือบผิวของทารกจะค่อย ๆ ลอกออกมาปะปนอยู่ในน้ำคร่ำที่ทารกกลืนเข้าไป
• น้ำดีและน้ำคร่ำที่ทารกกลืนเข้าไปจะสะสมอยู่ในลำไส้ของทารกไปจนถึงคลอด ซึ่งทารกจะถ่ายของเสียนี้ออกมาหลังคลอด โดยจะมีลักษณะเป็นอุจจาระสีเขียวแก่ที่เรียกว่า ขี้เทา
แม่ท้อง 38 สัปดาห์หลายคนอาจต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายหลายอย่างในช่วงสัปดาห์นี้ มีดังนี้
• หากยังไม่มีการคลอดในสัปดาห์ที่ผ่านมา สัปดาห์นี้ทารกจะเริ่มเคลื่อนศีรษะลงมาอยู่ที่อุ้งเชิงกราน จะทำให้คุณแม่รู้สึกโล่ง ไม่อึดอัดและหายใจสะดวกขึ้น แต่จะหน่วงในช่องเชิงกรานมากขึ้น
เนื่องจากส่วนนำของทารกจะลงไปกดอวัยวะในช่องเชิงกรานทำให้ปวดที่หัวเหน่า และน้ำหนักของมดลูกจะไปกดทับที่กระเพาะปัสสาวะแทนทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นมาก ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นอีก
• การหดรัดตัวของมดลูกจะแรงและบ่อยครั้งขึ้น หากถุงน้ำคร่ำแตกและมีของเหลวไหลออกมาพร้อมกับเลือด คุณแม่ควรรีบไปโรงพยาบาลได้เลย
• มีอาการหดรัดตัวของมดลูกถี่ขึ้น ทำให้มีอาการท้องแข้งบ่อยขึ้น ซึ่งคุณแม่จำเป็นจะต้องคอยแยกแยะดูว่าเป็นอาการเจ็บท้องหลอก หรือเจ็บครรภ์จริง
เนื่องจากอาการอาจจะเกิดขึ้นบ่อยจนคุณแม่สับสน หากมีอาการปวดท้องแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีมูกเลือด มูกใสไหลออกมา หรือมีอาการน้ำเดิน และปากมดลูกเริ่มเปิด ให้คุณแม่รีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
สำหรับแม่ท้อง 38 สัปดาห์ ควรเน้นกินอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย และครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละมื้อควรประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ รวมถึงธัญพืชต่าง ๆ ด้วย มากไปกว่านั้น ยังจำเป็นจะต้องเน้นกลุ่มสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการตั้งครรภ์ ได้แก่
• ดีเอชเอ ช่วยพัฒนาทางสมอง ดวงตา และระบบประสาท ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ อาหารที่มีดีเอชเอสูง เช่น ปลาทะเล อโวคาโด ไข่แดง เป็นต้น
• ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์ ธาตุเหล็กพบได้มากในอาหารจำพวก เนื้อแดง ไข่แดง ตับ งา และผักสีเขียวเข้ม เป็นต้น
• โฟเลต ช่วยในการพัฒนาของระบบประสาทและสมอง รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับระบบประสาทของทารกในครรภ์ โฟเลตพบได้มากในอาหารจำพวก ตับ ไข่ ผักใบเขียว และถั่วต่าง ๆ เป็นต้น
• แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของแม่และทารกให้แข็งแรง แคลเซียมพบได้มากในอาหารจำพวกนม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เช่น ชีส เนย หรือโยเกิร์ต เป็นต้น
• ไอโอดีน ช่วยให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายปกติ ลดความเสี่ยงของโรคไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์ ไอโอดีนพบในอาหารทะเลทุกชนิด เกลือไอโอดีน ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม กระเทียม หรืองา เป็นต้น
• โคลีน ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะความบกพร่องที่ระบบท่อประสาทของทารกในครรภ์ โคลีน พบมากในอาหารจำพวกไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน แซลมอน ไก่ บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก เป็นต้น
• โอเมก้า 3 ช่วยเสริมสร้างและดูแลสุขภาพหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน สมอง และดวงตา รวมถึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าหลังคลอดด้วย โอเมก้า 3 พบได้มากในอาหารจำพวกปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอริ่ง และพืชตระกูลถั่ว เช่น เมล็ดแฟลกซ์ ถั่วพีแคน ถั่วเฮเซลนัท เป็นต้น
นอกจากการกินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายแล้ว คุณแม่ยังสามารถเสริมสุขภาพด้วยการดื่มนมค่ะ โดยสามารถเลือกนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นจำหรับคนท้อง เช่น มีแคลเซียมสูง อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก โฟลิก โคลีน เป็นต้น
ซึ่งการดื่มนมก็จะช่วยให้คุณแม่ยังได้รับสารอาหารจำเป็นในปริมาณที่เหมาะสม แม้ว่าในวันนั้นอาจจะกินอาหารได้น้อยลง
ช่วงอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ หากคุณแม่พบว่ามีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณใกล้คลอดค่ะ มีอาการปวดท้องรุนแรง โดยอาจจุปวดท้องทุก ๆ 10-20 นาที แล้วเริ่มปวดถี่ขึ้นเป็นทุก ๆ 5-10 นาที และอาการปวดไม่ทุเลาลงเลย มีแต่ปวดแรงขึ้น ๆ
• มีของเหลว หรือมูกใส ๆ หรือมูกปนเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด
• น้ำคร่ำแตก หรือน้ำเดิน คือมีของเหลวใส ๆ ไหลออกทางช่องคลอดเป็นจำนวนมาก
• ปากมดลูกเริ่มขยาย โดยอาจจะเปิดกว้างขึ้นชั่วโมงละ 1-2 เซนติเมตร
หากมีอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นสัญญาณใกล้คลอด และอาจจะมีการคลอดเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ คุณแม่อาจพบกับอาการต่าง ๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องปกติของคนท้องหรือเปล่า หรือเป็นสัญญาณอันตรายไหม ซึ่งขอแนะนำว่าคุณแม่ควรจะหมั่นสังเกตอาการตนเองอยู่เสมอว่ามีอาการใด ๆ ที่ผิดแปลกไปจากเดิมหรือไม่
และหากมีอาการใด ๆ ที่สงสัยว่าอาจจะเป็นสัญญาณอันตราย หรือไม่แน่ใจว่าอาการแบบนี้ผิดปกติไหม ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยทันทีค่ะ
อาการท้องแข็งบ่อยในไตรมาสสามถือว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ และถ้าหากมีอาการท้องแข็งบ่อย แต่ไม่ได้ปวดท้อง หรืออาจจะปวดท้องแต่ไม่ได้ปวดมาก หรือแค่เพียงรู้สึกไม่สบายท้องเท่านั้น ก็ถือว่าเป็นอาการปกติค่ะ ไม่มีอะไรต้องกังวล และนี่เป็นอาการเจ็บครรภ์หลอกค่ะ ไม่ใช่อาการเจ็บครรภ์ใกล้คลอดแต่อย่างใดค่ะ
แม่ท้อง 38 สัปดาห์ มีอาการท้องแข้งบ่อย ถือว่าเป็นเรื่องปกติของอายุครรภ์ในไตรมาสนี้ค่ะ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล แต่ถ้าอาการท้องแข็งทำให้เริ่มเจ็บท้องทุก ๆ 5-10 นาที และอาการปวดท้องเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีมูกใส มูกปนเลือด มีอาการน้ำเดิน และปากมดลูกเริ่มขยายกว้างขึ้น ถือว่าเป็นสัญญาณใกล้คลอด รีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
ท้อง 38 สัปดาห์ เจ็บจิมิ หรือเจ็บที่อวัยวะเพศ อาจมีสาเหตุมาจากเอ็นกระดูกเชิงกรานยืดออกเพื่อรองรับน้ำหนักของคุณแม่ที่เพิ่มขึ้น เมื่อเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อในช่องคลอดยืดออก
มากไปกว่านั้น ในสัปดาห์นี้ทารกอาจอยู่ในท่ากลับหัวแล้ว ยิ่งทำให้มีแรงกดลงมาที่อุ้งเชิงกรานมากขึ้น และอาการปวดอาจลามจากท้องน้อยมาจนถึงอวัยวะเพศ จึงทำให้รู้สึกเจ็บที่อวัยวะเพศได้
ซึ่งอาการปวดมิจินี้ถือว่าพบได้โดยทั่วไปสำหรับคนท้องไตรมาสสองและไตรมาสสามค่ะ แต่ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้นเลย หรือปวดมากขึ้นกว่าเดิม แนะนำให้คุณแม่รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
อาการปวดหน่วง ไม่ถือว่าเป็นอาการใกล้คลอดแต่อย่างใดค่ะ แต่เป็นอาการโดยทั่วไปของคนท้องอยู่แล้ว ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขยายตัวของมดลูก การยืดตัวของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่หน้าท้องอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ทารกอาจอยู่ในท่ากลับหัวแล้ว ยิ่งทำให้มีแรงกดลงมาที่อุ้งเชิงกรานมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดหน่วงมากขึ้นได้ในสัปดาห์นี้ค่ะ อย่างไรก็ตาม อาการปวดแบบนี้จะปวดเป็นพัก ๆ ไม่นานก็หาย นอนพัก กินยา หรือเปลี่ยนอริยาบถก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ
แต่...ถ้าหากอาการปวดนั้นมีลักษณะที่ปวดรุนแรงจนคุณแม่ทนไม่ไหว ปวดจนลุกไม่ขึ้น ปวดจนนอนไม่หลับ หรือมีอาการเลือดออกร่วมด้วย อันนี้อาจจะเป็นสัญญาณอันตรายได้ ให้รีบไปพบแพทย์ค่ะ
มูกดังกล่าวอาจเป็นเพียงตกขาวตามปกติ ที่เกิดจากการผกผันของฮอร์โมนในร่างกายเท่านั้นค่ะ อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่ามูกขาวที่ไหลออกมานั้นคือมูกก่อนคลอด โดยปกติจะมีมูกกั้นที่ปากมดลูก และจะถูกขับออกมาเมื่อปากมดลูกเริ่มขยายกว้างขึ้น เพื่อเปิดทางให้ทารกคลอดออกมานั่นเอง โดยมูกนี้อาจจะมีเลือดปนหรือไม่มีเลือดปนก็ได้ค่ะ
กำหนดคลอดจะอยู่ระหว่างสัปดาห์ที่ 37-40 ดังนั้น หากคุณแม่ยังไม่มีการคลอดเกิดขึ้นในอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ ก็ยังไม่ถือว่าผิดปกติค่ะ ควรรอดูอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าว่าจะมีการคลอดเกิดขึ้นหรือไม่
หากคุณแม่พบว่ามีมูกเลือดออกมาทางช่องคลอด ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ เพราะมูกเลือดเป็นตัวบ่งบอกว่าปากมดลูกมีการคลายตัว และอาจจะมีการคลอดเกิดขึ้นอีกไม่นานหลังจากนี้ หรือถ้าหากมีเลือดออกมาจากช่องคลอดมากผิดปกติ คุณแม่ก็ควรรีบไปโรงพยาบาลเช่นกัน เพราะอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น หรืออาจจะมีการคลอดเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ค่ะ
คุณแม่อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ ควรใส่ใจดูแลตนเองเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นกินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายความเครียด งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ และสารเสพติด
รวมถึงควรเริ่มลดกิจกรรมและการงานต่าง ๆ ที่ต้องออกแรงด้วยค่ะ การก้ม ๆ เงย ๆ บ่อย ๆ อาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่ ทำให้ปวดหลัง หรือปวดเมื่อยมากขึ้น ทั้งยังเสี่ยงต่อการพลัดตก หกล้ม ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อครรภ์และทารกในครรภ์ได้
และคุณแม่ควรจะไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อติดตามการตั้งครรภ์ว่าทารกในครรภ์ยังปกติไหม มีพัฒนาการตามวัยหรือเปล่า หรือมีภาวะความเสี่ยงในขณะตั้งครรภ์หรือไม่
หากคุณแม่พบว่ามีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณใกล้คลอดค่ะ มีอาการปวดท้องรุนแรง โดยอาจจุปวดท้องทุก ๆ 10-20 นาที แล้วเริ่มปวดถี่ขึ้นเป็นทุก ๆ 5-10 นาที และอาการปวดไม่ทุเลาลงเลย มีแต่ปวดแรงขึ้น ๆ
• มีของเหลว หรือมูกใส ๆ หรือมูกปนเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด
• น้ำคร่ำแตก หรือน้ำเดิน คือมีของเหลวใส ๆ ไหลออกทางช่องคลอดเป็นจำนวนมาก
• ปากมดลูกเริ่มขยาย โดยอาจจะเปิดกว้างขึ้นชั่วโมงละ 1-2 เซนติเมตร
หากมีอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะเป็นสัญญาณใกล้คลอด และอาจจะมีการคลอดเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
เมื่อเข้าไตรมาสสาม คุณแม่สามารถเริ่มเตรียมของต่าง ๆ ที่จะใช้หลังคลอดได้เลย เพื่อที่ว่าหากมีการคลอดขึ้นมาอย่างฉุกละหุก คุณแม่สามารถหยิบของเตรียมคลอดและไปโรงพยาบาลได้ทันทีเลย โดยของเตรียมคลอดสำหรับลูกน้อยที่ควรเตรียมไว้ มีดังนี้
• คาร์ซีท หรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ควรมีติดรถไว้เมื่อใกล้กำหนดคลอด
• เสื้อผ้าสำหรับเด็กทารก เตรียมเผื่อหรือให้เพียงพอ
• ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กทารก
• ผ้าอ้อม ผ้าสะอาดสำหรับการเช็ดทำความสะอาด
• ของใช้ทำความสะอาดร่างกายสำหรับเด็ก ได้แก่ ยาสระผมสำหรับเด็กแรกเกิด สบู่สำหรับเด็กแรกเกิด
• สมุดบันทึกพัฒนาการของเด็ก
• ผ้าห่อตัวเด็ก ควรเลือกเป็นผ้านุ่ม ๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวเด็ก
• ชุดสำหรับใส่กลับบ้าน
• เอกสารสำคัญ เช่น บัตรประจำตัวผู้ป่วย ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน หรือเอกสารเกี่ยวกับประกันสุขภาพต่าง ๆ รวมถึงเอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับใช้ในการแจ้งเกิด เอกสารหรือสมุดฝากครรภ์ ใบนัดแพทย์ บันทึกการตั้งครรภ์ ใบขับขี่ เอกสารเกี่ยวกับประกันสุขภาพหรือประกันสังคม
• ชื่อสำหรับการแจ้งเกิดเด็ก
• เสื้อผ้าตัวหลวม เพื่อให้รู้สึกสบายตัว และไม่รัดและเสียดสีบาดแผลจากการคลอด
• เสื้อผ้าอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชุด หรือเตรียมให้เพียงพอต่อการเปลี่ยน
• ชุดชั้นในอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชุด หรือเตรียมให้เพียงพอต่อการเปลี่ยน
• บราสำหรับให้นม เพื่อช่วยให้คุณแม่สามารถให้นมลูกได้อย่างสะดวกมากขึ้น
• แผ่นซับน้ำนม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำนมส่วนเกินไหลออกมาเปื้อนเสื้อผ้า
• ผ้าอนามัยหลังคลอด เพื่อซับเปลี่ยนน้ำคาวปลาหลังคลอด
• ของใช้ทำความสะอาดร่างกาย ได้แก่ ครีมอาบน้ำหรือสบู่ ยาสระผม ครีมนวดผม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก
• ของใช้ส่วนตัว ได้แก่ ครีมทาผิว ครีมทาหน้า โรลออนระงับกลิ่นกาย ลิปบาล์ม เครื่องสำอาง หวีผม ยางรัดผม
• ของใช้อื่น ๆ ตามแต่ไลฟ์สไตล์ เช่น หูฟัง หนังสือ คอมพิวเตอร์แบบพกพา ไอแพด โทรศัพท์มือถือ สายชาร์จ กล้อง
• ขนมหรืออาหารที่สามารถกินได้หลังคลอด และมีประโยชน์ในการสร้างน้ำนม
• เงินสด หรือบัตรเครดิต
• ยารักษาโรค หรือยาที่แพทย์แนะนำ
• รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้าน
• ชุดสำหรับใส่กลับบ้าน
• ขวดสำหรับใส่น้ำดื่ม หรือน้ำดื่ม
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือเอกสารต่าง ๆ ที่จะต้องใช้สำหรับการแจ้งเกิดและการย้ายเข้าทะเบียนบ้านค่ะ จำเป็นจะต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อที่ถึงเวลาใช้งานจะได้มีเอกสารพร้อมสำหรับดำเนินการที่อำเภอหรือเขตได้ทันที
• บัตรประจำตัวประชาชนผู้แจ้งและของบิดามารดา
• สำเนาทะเบียนบ้านของบิดา มารดา (ถ้ามี)
• สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านที่ต้องการจะเพิ่มชื่อเด็กที่เกิด
• หนังสือรับรองการเกิดที่ออกให้โดยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่เด็กเกิด (ถ้ามี)
โดยการแจ้งเกิด จะต้องทำภายใน 15 วันหลังคลอด หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท และจำเป็นจะต้องใช้รูปถ่ายเด็กขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป หรืออาจจะต้องมีพยานการเกิดมายืนยันในการแจ้งเกิดด้วย
ดังนั้น เพื่อลดความวุ่นวายทางเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ลง ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมและจัดการแจ้งเกิดให้เสร็จเรียบร้อยไปเลยจะดีที่สุดค่ะ
หากคุณแม่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี มีปริมาณน้ำนมที่เพียงพอ ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพ หรือมีปัญหาน้ำนมน้อย คุณแม่ควรจะให้ลูกได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน และสามารถให้นมแม่ต่อเนื่องได้นานถึง 2 ปี
ทารกช่วง 6 เดือนแรก ไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอื่น ๆ รวมถึงน้ำเปล่าก็ยังไม่เหมาะสำหรับทารกแรกเกิดด้วย แค่นมแม่ก็มีทั้งน้ำ สารอาหารและสารภูมิคุ้มกันที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของทารกแล้วค่ะ จนกระทั่งทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป จึงเริ่มให้อาหารตามวัยควบคู่ไปกับการให้นมแม่ หรือนมสูตรสำหรับทารก
มากไปกว่านั้น แนะนำให้คุณแม่ควรเริ่มให้นมลูกทันทีหลังคลอด เพราะเป็นช่วงที่น้ำนมของแม่ยังเป็นน้ำนมเหลืองอยู่ ซึ่งน้ำนมเหลือง หรือ Colostrum เป็นน้ำนมแรกของแม่ที่จะไหลออกมาก่อนน้ำนมส่วนอื่น ๆ
โดยน้ำนมเหลืองนี้จัดว่าเป็นนมแม่ส่วนที่ดีที่สุด ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์หลายร้อยชนิด เช่น MFGM, DHA, แลคโตเฟอร์ริน เป็นต้น โดยสารอาหารในระยะน้ำนมเหลืองนั้น มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการครบรอบด้านทั้งสมอง ภูมิคุ้มกัน และระบบทางเดินอาหารของทารก
มากไปกว่านั้น น้ำนมเหลือง ยังถือได้ว่าว่าเป็นวัคซีนเข็มแรกของลูก เนื่องจากมีสารภูมิคุ้มกันซึ่งจะมีส่วนช่วยป้องกันการติดเชื้อและเสริมภูมิคุ้มกันของทารกให้แข็งแรง
โดยน้ำนมเหลืองจะไหลออกมาแค่เพียง 1-3 วันแรกหลังคลอดเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญเลยค่ะว่า ทำไมคุณแม่ควรรีบให้นมลูกทันทีหลังคลอด เพราะถ้าหากพ้นไปจาก 1-3 วันหลังคลอดแล้ว ทารกก็จะพลาดโอกาสที่จะได้รับคุณค่าทางสารอาหารที่ดีที่สุดช่วงนี้ไปค่ะ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แม่ทุกคนที่สามารถให้นมแม่ได้ ถ้าหากคุณแม่มีปัญหาน้ำนมน้อย น้ำนมไม่ไหล ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากปัญหาสุขภาพ การบาดเจ็บ หรือมีผลมาจากความเครียด หรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด คุณแม่ไม่ต้องรู้สึกผิดว่าทำไมฉันน้ำนมน้อย ทำไมฉันไม่มีน้ำนม ฉันเป็นแม่ที่ไม่ดี ฉันมันไม่เอาไหน
เพราะนี่คือเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ และมีหนทางแก้ค่ะ หากคุณแม่มีปัญหาน้ำนมไม่ไหล น้ำนมน้อย น้ำนมไม่พอ ให้คุณแม่ไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมค่ะ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
ตั้งครรภ์ 3 สัปดาห์ กับพัฒนาการลูกน้อย เพศของลูกจะถูกกำหนดโดยโครโมโซมเพศจากอสุจิ ปกติแล้วอส...
อ่านต่อ
พัฒนาการของทารกในครรภ์สัปดาห์ที่ 39 • ทารกมีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม และตัวยาวประมาณ 21 นิ...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ในสัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนฝังตัวในผนังมดลูกและเริ่มแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็...
อ่านต่อ