อาการแพ้ท้อง เป็นกลุ่มสัญญาณแรก ๆ ของการตั้งครรภ์ที่คุณแม่ตั้งท้องหลาย ๆ คนจะต้องพบเจอ แต่เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนท้องถึงจะต้องแพ้ท้อง แล้วถ้าไม่มีอาการแพ้ท้องเลยล่ะ ผิดปกติไหม หรือถ้าแพ้ท้องหนักมากจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า แล้วแพ้ท้องทุกวันแบบนี้จะได้ลูกชายหรือลูกสาวกันนะ วันนี้เราจะมาตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการแพ้ท้องกันค่ะ

อาการแพ้ท้อง คืออะไร


อาการแพ้ท้อง คือกลุ่มอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการคนท้องระยะแรกที่เป็นสัญญาณเตือนให้คุณแม่รู้ว่ากำลังตั้งท้อง โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอาการช่วงเริ่มต้นตั้งครรภ์ และอาการจะเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเข้าช่วงสัปดาห์ที่ 12-14 ของการตั้งครรภ์ โดยประมาณ 50% ของผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน อีก 25% มีเพียงอาการคลื่นไส้ และอีก 25% ไม่พบอาการผิดปกติอะไรเลย ความรุนแรงของอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นหลากหลายมากในแต่ละคน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่รุนแรงถึงขั้นต้องเข้าปรึกษาแพทย์

อย่างไรก็ตาม ว่าที่คุณแม่ราว 1-2% ต้องพบกับอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) ซึ่งทำให้เกิดการอาเจียนบ่อยครั้ง และส่งผลให้ผู้ป่วยเสียปริมาณของเหลวและเกลือแร่ในร่างกายไปจำนวนมาก ซึ่งอาการเช่นนี้จำเป็นต้องรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเฉพาะทาง

สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับ MacBook Air

อาการแพ้ท้องมีอะไรบ้าง


อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องสามารถพบได้หลายรูปแบบ ดังนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการแพ้ท้องที่พบได้บ่อยในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ คล้ายกับอาการเมารถ หรือเมาเรือ

  • ไวต่อกลิ่นและรสชาติ ช่วงที่มีอาการแพ้ท้องนี้อาจรู้สึกไม่ชอบกลิ่นหรือรสชาติของอาหารบางอย่าง อาหารที่เคยชอบก็อาจจะไม่ชอบแล้ว หรืออาจรู้สึกว่ามีรสโลหะอยู่ในปาก

  • หิวบ่อย ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มักจะกินเยอะกว่าปกติ เพราะพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไป จะต้องแบ่งไปหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายของตนเองและทารกในครรภ์ด้วย

  • ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย รวมถึงการไหลเวียนโลหิตที่ส่งไปยังไตมากขึ้น จึงกระตุ้นให้มีการปัสสาวะบ่อย

  • กรดไหลย้อน แม่ตั้งครรภ์หลายท่านมีอาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ซึ่งกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารก็ได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้น จึงอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารและระคายเคืองหลอดอาหาร หรือทำให้รู้สึกแสบที่ลิ้นปี่

สาเหตุของการแพ้ท้อง: ฮอร์โมน HCG กับการแพ้ท้องของคุณแม่


อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการแพ้ท้อง? ยังไม่มีใครทราบได้ แต่มีการค้นพบตัวแปรสำคัญที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้องไว้มากมาย เช่น ปริมาณเอสโตรเจนที่สูงขึ้น ระดับฮอร์โมน โกนาโดโทรปิน ที่สูงขึ้น (hCG) การขาดสารอาหารบางชนิด (เช่นการขาดวิตามิน B6 จากการกินอาหาร) หรือปัญหาที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

มีหลายการศึกษาที่พบว่า ฮอร์โมน hCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin ก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ระยะแรก โดยคุณแม่ที่มีระดับฮอร์โมน hCG สูงก็จะยิ่งมีอาการแพ้ท้องรุนแรงมากขึ้น

ฮอร์โมน ้CG คือฮอร์โมนที่จะตรวจพบในเลือดและปัสสาวะเมื่อมีการตั้งครรภ์ โดยจะถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ในไข่ที่ถูกผสมและจะกลายเป็นรกต่อไป หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นฮอร์โมนเกิดจากรกนั่นเอง มีหน้าที่กระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนอื่น ๆ

ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนตัวสำคัญที่จะต้องสร้างก็คือ “เอสโตรเจน” กับ “โพรเจสเตอโรน” ช่วงแรกที่ไข่เริ่มมีการผสม รกยังไม่เจริญเต็มที่ จึงต้องมีฮอร์โมน hCG เพื่อไปกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนตัวอื่น ๆ แต่เมื่อรกเริ่มเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว รกก็จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนตัวอื่นแทนรังไข่ ฮอร์โมน hCG ที่ถูกสร้างมาเพื่อกระตุ้นรังไข่ก็จะลดน้อยลงไป เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น รกเจริญเต็มที่แล้ว ถ้าทำการตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ก็อาจให้ผลลบได้ เนื่องจากฮอร์โมน hCG มีระดับต่ำลงนั่นเอง และอาการแพ้ท้องก็จะค่อย ๆ ลดลง

ฮอร์โมน hCG มีผลทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ หากคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องมาก ๆ เพราะมีฮอร์โมน hCG สูง ก็อาจต้องตรวจเพิ่มเติมว่ามีภาวะผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์แฝด หรือรกเจริญผิดปกติหรือไม่

อาการแพ้ท้องเริ่มตอนไหน คุณแม่จะแพ้ท้องตอนกี่เดือน


อาการแพ้ท้องมักจะเริ่มขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณสัปดาห์ที่ 6 หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ท้องได้ 2 เดือนแล้วจึงเริ่มมีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้น ซึ่งระยะเวลานี้มักเป็นช่วงที่ผู้หญิงจะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายที่กำลังบ่งบอกได้ว่าอาจมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

อาการแพ้ท้องจะหายตอนไหน


อาการแพ้ท้องจะเริ่มในสัปดาห์ที่ 6 ของการตั้งครรภ์ และจะรุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 8-12 ก่อนจะค่อย ๆ ทุเลาลงหรือหายไปเองในช่วงสัปดาห์ที่ 14

อย่างไรก็ตาม แม่ท้องหลายคนก็อาจจะมีอาการแพ้ท้องยาวไปจนกระทั่งใกล้คลอดเลยก็ได้เช่นกัน

วิธีแก้แพ้ท้อง: เอาชนะอาการแพ้ท้องด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ


วิธีแก้แพ้ท้อง

  • เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการแพ้ท้อง ควรดื่มน้ำมาก ๆ แต่อย่าดื่มร่วมกับอาหารหรือหลังอาหารทันทีให้ดื่มน้ำก่อนหรือหลังอาหารสัก 30 นาที และระหว่างวันให้จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดน้ำฝานขิงอ่อนเป็นแผ่นบาง ๆ แช่ในน้ำร้อน แล้วค่อย ๆ จิบ จะช่วยให้อาการแพ้ท้องคลื่นไส้ อาเจียน ดีขึ้น

  • เมื่อมีอาการแพ้ท้อง ควรหลีกหนีให้ไกลจากกลิ่นที่ทำให้ท้องของคุณแม่ปั่นป่วน หากจำเป็นต้องปรุงอาหาร ให้เปิดหน้าต่างหรือเปิดพัดลมดูดกลิ่น และแม้จะไม่รู้สึกหิว คุณแม่ก็ควรพยายามบังคับตัวเองให้กิน เพราะการที่ท้องว่างจะทำให้อยากอาเจียนได้ง่ายกว่าเมื่อมีอาหารอยู่ในท้อง อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจกินอาหารในแต่ละมื้อได้ไม่มาก ให้แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ แต่กินหลาย ๆ มื้อแทน อาจจะแบ่งมื้ออาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวันเลยก็ได้ จะช่วยให้ได้รับอาหารเพียงพอต่อความต้องการ

  • การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงบางชนิดไม่เหมาะเป็นอาหารคนท้อง อาจทำให้อาการแพ้ท้องหนักขึ้น เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู อาจลองกินเนื้อปลา ไข่ต้มสุกแทน ก็จะช่วยให้ดีขึ้นได้

  • คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องควรหลีกเลี่ยงอาหารมันและรสเผ็ด หรืออาหารรสจัด มีเครื่องเทศมาก เนื่องจากทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นหน้าอกได้ง่าย หมั่นดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป

  • หากรู้สึกหิวควรหาอาหารหรือของว่างกิน คุณแม่จึงควรมีขนมของขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูงไว้ใกล้มือ เพื่อหยิบกินได้ง่าย เช่น ขนมจำพวกถั่ว,เครื่องดื่ม หรือขนมที่ทำจากถั่วเหลือง เพราะดีต่อผู้หญิงที่มีอาการแพ้ท้อง

  • อาการแพ้ท้องจะทุเลาได้ หากคุณแม่กินขนมปังจืดหรือขนมปังกรอบธัญพืชสัก 1-2 ชิ้นก่อนเข้านอนตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป หรือกินอาหารเบา ๆ เช่น แครกเกอร์หรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ก่อนนอน จะทำให้หลับสบาย

  • ควรเตรียมเครื่องดื่มหรือแครกเกอร์ไว้ใกล้ ๆ เตียง เพื่อตอนเช้าตื่นขึ้นมา จะได้ดื่มเครื่องดื่มที่เตรียมไว้หรือกินแครกเกอร์เมื่อตื่นนอนขึ้นทันทีก่อนลุกจากเตียงไปทำกิจวัตรประจำวัน เพราะจะช่วยไม่ให้วิงเวียนจากอาการท้องว่าง และลดการเกิดอาการแพ้ท้อง

แพ้ท้องหนักมากบอกอะไร แพ้ท้องหนักขนาดไหนที่ควรไปพบแพทย์

อาการแพ้ท้องหนักมาก มักจะเกิดขึ้นเพราะร่างกายมีระดับของฮอร์โมนสูงขึ้นกว่าปกติ เช่น ฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนการตั้งครรภ์ และฮอร์โมนเอสโตรเจน การเปลี่ยนแปลงระดับของฮอร์โมนเหล่านี้จึงมักส่งผลให้รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนมากผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม อาการแพ้ท้องหนักมากนี้มักไม่อันตรายรุนแรงถึงชีวิต เว้นเสียแต่ว่าจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • คลื่นไส้หนักทั้งวันจนไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้

  • อาเจียนวันละ 3-4 ครั้ง จนไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้

  • อาเจียนออกมาเป็นสีน้ำตาล หรือมีเลือดปน

  • น้ำหนักลดลง หรือน้ำหนักลดลงจนผิดปกติ

  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ

  • มีภาวะขาดน้ำ

  • หัวใจเต้นเร็ว

  • อ่อนเพลียมาก

  • มีอาการเพ้อ หรือสับสน

  • มีกลิ่นปากหรือกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์

หากมีอาการดังที่กล่าวมา ควรไปพบแพทย์ทันที

ไม่แพ้ท้องเลยถือเป็นสัญญาณที่ดีไหม บ่งบอกถึงอันตรายต่อสุขภาพครรภ์หรือเปล่า


แม่ท้องบางคนมีอาการแพ้ท้องแค่เพียงเล็กน้อย ขณะที่แม่ท้องอีกหลายคนไม่มีอาการแพ้ท้องเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และไม่ได้แสดงถึงความผิดปกติใดในการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายนั้นอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่น้อยหรือมากเกินไปจนก่อให้เกิดอาการแพ้ท้องรุนแรง

ความเชื่อเกี่ยวกับการแพ้ท้อง VS ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์


อาการแพ้ท้องเป็นอาการปกติที่สามารถพบได้ในหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นสัญญาณปกติของการตั้งครรภ์ แต่ก็มีการส่งต่อความเชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับอาการแพ้ท้องให้เห็นกันเป็นประจำ ดังนี้

  • อาการแพ้ท้องบอกเพศลูก

ความเป็นจริงแล้วอาการแพ้ท้องไม่สามารถที่จะบ่งบอกเพศของทารกในครรภ์ได้ และไม่มีผลการศึกษาหรือผลการวิจัยที่เพียงพอจะรองรับความเชื่อดังกล่าว มากไปกว่านั้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีอย่างการอัลตราซาวด์ที่สามารถเช็กเพศของลูกได้เมื่ออายุครรภ์ครบกำหนดที่สามารถอัลตราซาวด์เพื่อดูเพศลูกได้ จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยการคาดคะเนจากอาการแพ้ท้อง

  • แพ้ท้องมากได้ลูกเพศอะไร

แพ้ท้องหนักมาก ไม่น่าจะบอกได้ว่าลูกจะเกิดมาเป็นเพศอะไร และไม่มีผลการศึกษาหรือผลการวิจัยที่เพียงพอจะรองรับความเชื่อดังกล่าว แต่อาการแพ้ท้องหนักมากนั้น บ่งบอกได้ว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายกำลังพุ่งสูง จึงส่งผลให้รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนมากกว่าปกติ

  • แพ้ท้องหนักมากได้ลูกชายหรือหญิง

อาการแพ้ท้องรุนแรงนั้นเกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายกำลังพุ่งสูง จึงส่งผลให้รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนมากกว่าปกติ ไม่ได้เชื่อมโยงกับเพศของทารกในครรภ์แต่อย่างใด และไม่มีผลการศึกษาหรือผลการวิจัยที่เพียงพอจะรองรับความเชื่อมโยงดังกล่าวด้วย

  • อาการแพ้ท้อง ลูกสาว มีจริงไหม

อาการแพ้ท้องมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ ตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงนอนมากผิดปกติ หิวบ่อย อ่อนเพลีย หรือไวต่อรสชาติและกลิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของอาการแพ้ท้อง และไม่มีผลการศึกษาหรือผลการวิจัยที่เพียงพอจะรองรับว่าอาการแพ้ท้องสามารถจะบอกได้ว่ากำลังตั้งท้องลูกสาวอยู่

  • วิธีแก้แพ้ท้องโบราณ ได้ผลจริงหรือ

คนโบราณเชื่อว่าถ้าไม่อยากแพ้ท้อง ให้ภรรยากลั้นใจเดินข้ามสามีตอนเช้า จะทำให้สามีแพ้ท้องแทน อย่างไรก็ตาม ไม่มีผลการศึกษาและผลการวิจัยที่เพียงพอจะรองรับความเชื่อดังกล่าว

ไขข้อข้องใจเรื่องอาการแพ้ท้องกับ Enfa Smart Club


1.แพ้ท้อง พะอืดพะอม แก้ยังไง

หากมีอาการพะอืดพะอมจนอยากจะอาเจียน ให้เริ่มปรับจากอาหารการกิน ดังนี้

  • กินของว่างจำพวก แครกเกอร์ ธัญพืช หรือผลไม้ โดยกินทันทีก่อนที่จะลุกออกจากเตียง เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวในขณะที่ท้องว่าง

  • แบ่งมื้ออาหารออกเป็น 5-6 มื้อ หรือกินหลาย ๆ มื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องว่าง

  • จิบชา น้ำผลไม้ หรือน้ำเปล่าบ่อย ๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ

2.แพ้ท้อง อยากกินของเปรี้ยว เกิดจากอะไร

อาการแพ้ท้องนั้นมักส่งผลให้จะกินหรือดื่มอะไรก็ลำบาก บางครั้งแค่ดื่มน้ำเปล่าก็ทำให้รู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมาได้ ทั้งยังไวต่อรสชาติและกลิ่นกว่าปกติ ทำให้ต้องหาอะไรมากินแก้แพ้ท้อง ซึ่งอาหารที่มีรสเปรี้ยวก็มักจะตอบโจทย์ในข้อนี้ เพราะอาหารหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวซึ่งมีความเป็นกรดจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย ช่วยปรับรสชาติภายในปาก ทำให้เจริญอาหารมากขึ้นได้

3.มวนท้อง ท้องอืดขณะตั้งครรภ์ อันตรายหรือไม่

อาการมวนท้อง ท้องอืดนั้นสามารถพบได้โดยทั่วไปทั้งก่อน ระหว่าง หรือหลังตั้งครรภ์ แต่ช่วงที่ตั้งครรภ์นั้นจะพบกับอาการนี้บ่อยเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เมื่อเพิ่มระดับมากขึ้นก็จะไปกระตุ้นให้เกิดการคลายกล้ามเนื้อในร่างกายมากขึ้น ซึ่งรวมถึงกล้ามเนื้อในลำไส้ด้วย และเมื่อกล้ามเนื้อในลำไส้คลายตัวก็จะทำให้กระบวนการย่อยอาหารทำได้ช้าลง ส่งผลให้เกิดแก๊สมากขึ้นในลำไส้ ทำให้รู้สึกท้องอืดขึ้นมาบ่อย ๆ นั่นเอง

แต่โดยมากแล้วอาการท้องอืดขณะตั้งครรภ์นั้นไม่ถือว่าเป็นอันตราย

4.แพ้ท้องตอนเย็น ปกติไหม

อาการแพ้ท้องไม่ได้จำกัดเวลาที่เกิดขึ้น ผู้หญิงตั้งครรภ์สามารถแพ้ท้องได้ทั้งวัน หรืออาจจะแพ้ท้องแค่ช่วงเช้า หรือแพ้ท้องแค่ช่วงเย็นก็สามารถเป็นไปได้ทั้งนั้น โดยไม่ถือว่ามีความผิดปกติแต่อย่างใดด

5.แพ้ท้อง กินข้าวไม่ได้ กินอะไรไม่ได้เลย จะเป็นอันตรายต่อลูกในท้องไหม

ขณะตั้งท้องคุณแม่จำเป็นที่จะต้องกินอาหารให้หลากหลายและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อให้ตัวเองแข็งแรง และลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ช่วยในการเจริญเติบโต

อย่างไรก็ตาม อาการแพ้ท้องมักทำให้กินอะไรไม่ค่อยได้ กินเข้าไปนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาเจียนออกมา ซึ่งอาการเหล่านี้มักพบได้มากในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งโดยมากแล้วอาการแพ้ท้องจนกินอะไรไม่ค่อยได้นั้นไม่ถือว่าอันตรายอะไร แต่คุณแม่จำเป็นจะต้องปรับพฤติกรรมการกิน และพยายามกินอาหารให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร หรือเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ

6.แพ้ท้อง กินยาแก้แพ้ช่วยได้ไหม

โดยมากแล้วอาการแพ้ท้องไม่จำเป็นต้องกินยา เพียงแค่ปรับพฤติกรรมการกินและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็สามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่ในกรณีที่พยายามปรับรูปแบบการใช้ชีวิตแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น แพทย์ก็อาจสั่งจ่ายยาบางชนิดที่อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ได้แก่ วิตามินบี 6 และยาดอกซีลามีน (Doxylamine) ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อแม่และทารกในครรภ?

อย่างไรก็ตาม ควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สั่งจ่ายยา และไม่ควรซื้อยามากินเอง

7.แพ้ท้อง ง่วงนอนทั้งวัน กินกาแฟได้ไหม

คนท้องสามารถดื่มกาแฟได้ แต่...ควรดื่มในปริมาณน้อย คือไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากดื่มมากเกินไป คาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟอาจจะส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ หรือทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน หนักกว่าเดิม

8.แพ้ท้องเหม็นสามี เกิดจากอะไร

ขณะตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่าง ๆ ซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของฮอร์โมนในร่างกายนี้จะส่งผลให้คนท้องรู้สึกไวต่อรสชาติและกลิ่นต่าง ๆ กลิ่นที่เคยชอบหรือรู้สึกเฉย ๆ ก็อาจกลายเป็นรู้สึกเหม็นจนเกินจะทนไหว ซึ่งนั่นก็อาจจะรวมถึงกลิ่นตัวของสามีด้วย ซึ่งกลิ่นสามีนี้อาจหมายถึงกลิ่นตัว หรือกลิ่นโรลออน หรือกลิ่นน้ำหอมของสามีก็ได้