นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

อาการแพ้ท้อง รับมืออย่างไร แพ้ท้องพะอืดพะอม แก้ยังไงดี

Enfa สรุปให้

  • อาการแพ้ท้อง คือ กลุ่มอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการคนท้องระยะแรกที่เป็นสัญญาณเตือนให้คุณแม่รู้ว่ากำลังตั้งท้อง 

  • แพ้ท้องพะอืดพะอมแก้ยังไง คุณแม่สามารถรับมือได้หลายวิธี เช่น อมลูกอม จิบชา ดื่มน้ำผลไม้ เลี่ยงของแสลงต่าง ๆ แบ่งอาหารออกเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ เป็นต้น

  • อาการแพ้ท้องเป็นยังไง คุณแม่อาจพบอาการจำพวก คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย ไวต่อรสชาติและกลิ่นต่าง ๆ กลิ่นที่เคยชอบกลับเกลียด กลิ่นที่ไม่ชอบกลับมองว่าใช่ เป็นต้น

เลือกอ่านตามหัวข้อ


 

อาการแพ้ท้อง เป็นกลุ่มสัญญาณแรกสุดของการตั้งครรภ์ที่คุณแม่ตั้งท้องหลายคนจะต้องพบเจอ แต่เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนท้องถึงจะต้องแพ้ท้อง แล้วถ้าไม่มีอาการแพ้ท้องเลยล่ะ ผิดปกติไหม หรือถ้าแพ้ท้องหนักมากจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือเปล่า บทความนี้จาก Enfa มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับอาการแพ้ท้อง พร้อมวิธีรับมือเมื่อคุณแม่มีอาการแพ้ท้องหนักมากมาฝากค่ะ

 

 

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง คือ กลุ่มอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการคนท้องระยะแรกที่เป็นสัญญาณเตือนให้คุณแม่รู้ว่ากำลังตั้งท้อง โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอาการช่วงเริ่มต้นตั้งครรภ์ และอาการจะเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเข้าช่วงสัปดาห์ที่ 12-14 ของการตั้งครรภ์

โดยประมาณ 50% ของผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน อีก 25% มีเพียงอาการคลื่นไส้ และอีก 25% ไม่พบอาการผิดปกติอะไรเลย ความรุนแรงของอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นหลากหลายมากคนท้องแต่ละคนจึงมีอาการแพ้ท้องหนักเบาไม่เท่ากัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่รุนแรงถึงขั้นต้องรับการรักษาเฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม มีคุณแม่ราว 1-2% ต้องพบกับอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง หรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) ซึ่งทำให้เกิดการอาเจียนบ่อยครั้ง และส่งผลให้ผู้ป่วยเสียปริมาณของเหลวและเกลือแร่ในร่างกายไปจำนวนมาก ซึ่งอาการเช่นนี้จำเป็นต้องรีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเฉพาะทาง

 

อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไร

แพ้ท้องเกิดจากอะไร? อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการแพ้ท้อง? ยังไม่มีใครทราบได้ค่ะ แต่มีการค้นพบตัวแปรสำคัญที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ท้องไว้มากมาย เช่น ปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้น ระดับฮอร์โมนโกนาโดโทรปิน ที่สูงขึ้น (hCG) การขาดสารอาหารบางชนิด (เช่นการขาดวิตามิน B6 จากการกินอาหาร) หรือปัญหาที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร

อย่างไรก็ตาม สาเหตุสำคัญที่สุดที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ท้องก็คือ ฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ระยะแรก โดยคุณแม่ที่มีระดับฮอร์โมน hCG สูงก็จะยิ่งมีอาการแพ้ท้องรุนแรงมากขึ้น

ฮอร์โมน hCG คือ ฮอร์โมนที่จะตรวจพบในเลือดและปัสสาวะเมื่อมีการตั้งครรภ์ โดยจะถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ในไข่ที่ถูกผสมและจะกลายเป็นรกต่อไป หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นฮอร์โมนเกิดจากรกนั่นเอง มีหน้าที่กระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนอื่น ๆ

ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนตัวสำคัญที่จะต้องสร้างก็คือ “เอสโตรเจน” กับ “โปรเจสเตอโรน” ช่วงแรกที่ไข่เริ่มมีการผสม รกยังไม่เจริญเต็มที่ จึงต้องมีฮอร์โมน hCG เพื่อไปกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนตัวอื่น ๆ

แต่เมื่อรกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว รกก็จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนตัวอื่นแทนรังไข่ ฮอร์โมน hCG ที่ถูกสร้างมาเพื่อกระตุ้นรังไข่ก็จะลดน้อยลงไป เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น รกเจริญเต็มที่แล้ว ถ้าทำการตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ก็อาจให้ผลลบได้ เนื่องจากฮอร์โมน hCG มีระดับต่ำลงนั่นเอง และอาการแพ้ท้องก็จะค่อย ๆ ลดลง

ฮอร์โมน hCG มีผลทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ หากคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องมาก ๆ เพราะมีฮอร์โมน hCG สูง ก็อาจต้องตรวจเพิ่มเติมว่ามีภาวะผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์แฝด หรือรกเจริญผิดปกติหรือไม่

 

อาการแพ้ท้องมีอะไรบ้าง

 

อาการแพ้ท้อง

 

แพ้ท้องอาการเป็นยังไง? สำหรับอาการแพ้ท้องขณะตั้งครรภ์ สามารถพบกลุ่มอาการที่แตกต่างกันไปหลายรูปแบบ ดังนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน เป็นอาการแพ้ท้องที่พบได้บ่อยในช่วงท้องไตรมาสแรก คล้ายกับอาการเมารถ หรือเมาเรือ
  • ไวต่อกลิ่นและรสชาติ ช่วงที่มีอาการแพ้ท้องนี้อาจรู้สึกไม่ชอบกลิ่นหรือรสชาติของอาหารบางอย่าง อาหารที่เคยชอบก็อาจจะไม่ชอบแล้ว หรืออาจรู้สึกว่ามีรสโลหะอยู่ในปาก
  • หิวบ่อย ช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มักจะกินเยอะกว่าปกติ เพราะพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไป จะต้องแบ่งไปหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายของตนเองและทารกในครรภ์ด้วย
  • ปัสสาวะบ่อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย รวมถึงการไหลเวียนโลหิตที่ส่งไปยังไตมากขึ้น จึงกระตุ้นให้มีการปัสสาวะบ่อย
  • กรดไหลย้อน แม่ตั้งครรภ์หลายท่านมีอาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว ซึ่งกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารก็ได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้น จึงอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารและระคายเคืองหลอดอาหาร หรือทำให้รู้สึกแสบที่ลิ้นปี่

 

อาการแพ้ท้องเริ่มเมื่อไหร่

อาการแพ้ท้อง มักจะเริ่มขึ้นเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 6 สัปดาห์ขึ้นไป หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ท้องได้ 2 เดือนแล้วจึงเริ่มมีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้น

ซึ่งช่วงเวลานี้คุณแม่จะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย สามารถสังเกตเห็นสัญญาณและอาการคนท้องระยะแรกเกิดขึ้นค่ะ

 

อาการแพ้ท้องสัปดาห์แรก

แพ้ท้องสัปดาห์แรก เป็นไปได้ไหม ตั้งท้อง 1 สัปดาห์ แล้วมีอาการแพ้ท้องได้หรือเปล่า อาจเป็นไปได้ค่ะ แต่ก็เบาบางมาก และไม่ปรากฎออกมาอย่างชัดเจนเท่าไหร่นัก

แต่โดยมากแล้วคุณแม่มักจะไม่มีหรือไม่รู้สึกถึงอาการแพ้ท้องช่วงอายุครรภ์ 1 สัปดาห์ค่ะ เพราะอาการแพ้ท้องมักจะเริ่มปรากฎขึ้นเมื่ออายุครรภ์ 6 สัปดาห์ขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม อาการแพ้ท้องสัปดาห์แรกที่อาจพบได้ เช่น

  • ประจำเดือนขาด
  • รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย
  • เวียนหัว คลื่นไส้ พะอืดพะอม
  • มีความรู้สึกคลื่นไส้ อยากอาเจียน
  • รู้สึกเจ็บหรือคัดตึงเต้านมเล็กน้อย

 

อาการแพ้ท้องจะหายตอนไหน

คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจสงสัยกันว่า ถ้าเริ่มแพ้ท้อง แล้วจะหายแพ้ท้องตอนไหน เราอาจต้องมาจำแนกคำตอบออกตามสภาพความจริงของแม่ตั้งครรภ์ ดังนี้

โดยทั่วไปแล้วอาการแพ้ท้องจะเริ่มขึ้นเมื่ออายุครรภ์ตั้งแต่ 6 สัปดาห์ขึ้นไป และอาการแพ้ท้องจะรุนแรงขึ้นในช่วงอายุครรภ์ที่ 8-12 สัปดาห์ และอาการแพ้ท้องจะค่อย ๆ ทุเลาลงหรือหายไปเองในช่วงอายุครรภ์ 14 สัปดาห์ขึ้นไป

อาการแพ้ท้อง อาจไม่มีระยะเวลาหายแพ้ท้องที่ตายตัว เนื่องจากพื้นฐานสุขภาพของแม่แต่ละคนต่างกัน จึงพบว่า

  • มีคุณแม่ท้องหลายคนที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเลย
  • คุณแม่บางคนแพ้ท้องแค่ไตรมาสแรก
  • คุณแม่บางคนมาเริ่มมีอาการตอนท้องไตรมาส 2
  • คุณแม่อีกหลายคนที่มีอาการแพ้ท้องยาวไปจนกระทั่งใกล้คลอดเลยก็พบได้เช่นกันค่ะ

 

แพ้ท้องพะอืดพะอม แก้ยังไง

หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องพะอืดพะอมตลอดเวลา มีอาการพะอืดพะอม จนอยากจะอาเจียนแทบจะทั้งวัน คุณแม่ควรเริ่มปรับจากอาหารการกิน ดังนี้

  • กินของว่างจำพวก แครกเกอร์ ธัญพืช หรือผลไม้ โดยกินทันทีก่อนที่จะลุกออกจากเตียง เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวในขณะที่ท้องว่าง
  • แบ่งมื้ออาหารออกเป็น 5-6 มื้อ หรือกินหลาย ๆ มื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องว่าง
  • จิบชา น้ำผลไม้ หรือน้ำเปล่าบ่อย ๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ

 

แพ้ท้องกินอะไรก็อ้วก ลูกจะได้รับสารอาหารเพียงพอไหม

แพ้ท้อง กินอะไรก็อ้วก แพ้ท้องหนักมาก กินอะไรไม่ได้เลย หากคุณแม่ไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและบรรเทาอากการอย่างเหมาะสม แน่นอนว่ามีโอกาสเสี่ยงทำให้ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ

ดังนั้น หากอาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนชีวิตประจำวันของคุณแม่ เช่น แพ้ท้องจนนอนไม่หลับ แพ้ท้องจนกินอะไรไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลตนเอง หรือในบางกรณีแพทย์อาจวินิจฉัยให้กินยาเพื่อบรรเทาอาการแพ้ท้องรุนแรงค่ะ

 

วิธีเอาชนะอาการแพ้ท้องด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ

คุณแม่สามารถรับมือกับอาการแพ้ท้องได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

เมื่อรู้ตัวว่ามีอาการแพ้ท้อง ควรดื่มน้ำมาก ๆ แต่อย่าดื่มร่วมกับอาหารหรือหลังอาหารทันทีให้ดื่มน้ำก่อนหรือหลังอาหารสัก 30 นาที และระหว่างวันให้จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการขาดน้ำฝานขิงอ่อนเป็นแผ่นบาง ๆ แช่ในน้ำร้อน แล้วค่อย ๆ จิบ จะช่วยให้อาการแพ้ท้องคลื่นไส้ อาเจียน ดีขึ้น

 

  • เลี่ยงของแสลง แต่ห้ามอดอาหาร

เมื่อมีอาการแพ้ท้อง ควรหลีกหนีให้ไกลจากกลิ่นที่ทำให้ท้องของคุณแม่ปั่นป่วน หากจำเป็นต้องปรุงอาหาร ให้เปิดหน้าต่างหรือเปิดพัดลมดูดกลิ่น และแม้จะไม่รู้สึกหิว คุณแม่ก็ควรพยายามบังคับตัวเองให้กิน เพราะการที่ท้องว่างจะทำให้อยากอาเจียนได้ง่ายกว่าเมื่อมีอาหารอยู่ในท้อง

อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจกินอาหารในแต่ละมื้อได้ไม่มาก ให้แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ แต่กินหลาย ๆ มื้อแทน อาจจะแบ่งมื้ออาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวันเลยก็ได้ จะช่วยให้ได้รับอาหารเพียงพอต่อความต้องการ

 

  • เลือกโปรตีนที่ใช่

การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงบางชนิดไม่เหมาะเป็นอาหารคนท้อง อาจทำให้อาการแพ้ท้องหนักขึ้น เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู อาจลองกินเนื้อปลา ไข่ต้มสุกแทน ก็จะช่วยให้ดีขึ้นได้

 

  • เลี่ยงอาหารรสจัด

คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องควรหลีกเลี่ยงอาหารมันและรสเผ็ด หรืออาหารรสจัด มีเครื่องเทศมาก เนื่องจากทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นหน้าอกได้ง่าย หมั่นดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไป

 

  • มีของว่างติดบ้านเสมอ

หากรู้สึกหิวควรหาอาหารหรือของว่างกิน คุณแม่จึงควรมีขนมของขบเคี้ยวที่มีโปรตีนสูงไว้ใกล้มือ เพื่อหยิบกินได้ง่าย เช่น ขนมจำพวกถั่ว เครื่องดื่ม หรือขนมที่ทำจากถั่วเหลือง เพราะดีต่อผู้หญิงที่มีอาการแพ้ท้อง

 

  • อย่าปล่อยท้องว่าง

อาการแพ้ท้องจะทุเลาได้ หากคุณแม่กินขนมปังจืดหรือขนมปังกรอบธัญพืชสัก 1-2 ชิ้นก่อนเข้านอนตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป หรือกินอาหารเบา ๆ เช่น แครกเกอร์หรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ก่อนนอน จะทำให้หลับสบาย

 

  • มีของว่างอยู่ใกล้มือ

ควรเตรียมเครื่องดื่มหรือแครกเกอร์ไว้ใกล้ ๆ เตียง เพื่อตอนเช้าตื่นขึ้นมา จะได้ดื่มเครื่องดื่มที่เตรียมไว้หรือกินแครกเกอร์เมื่อตื่นนอนขึ้นทันทีก่อนลุกจากเตียงไปทำกิจวัตรประจำวัน เพราะจะช่วยไม่ให้วิงเวียนจากอาการท้องว่าง และลดการเกิดอาการแพ้ท้อง

 

อาการแพ้ท้อง


แพ้ท้องหนักมาก กินอะไรไม่ได้เลย ควรไปพบแพทย์ไหม

อาการแพ้ท้องหนักมาก มักจะเกิดขึ้นเพราะร่างกายมีระดับของฮอร์โมนสูงขึ้นกว่าปกติ เช่น ฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนการตั้งครรภ์ และฮอร์โมนเอสโตรเจน การเปลี่ยนแปลงระดับของฮอร์โมนเหล่านี้จึงมักส่งผลให้รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนมากผิดปกติ และบางครั้งอาจรุนแรงมากจนกินอะไรไม่ได้เลย

กรณีแบบนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการบรรเทาอาการแพ้ท้องรุนแรงค่ะ เพราะถ้าคุณแม่แพ้ท้องหนักมากจนกินอาหารได้น้อยลง นอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของตัวคุณแม่เองแล้ว อาจทำให้ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตตามวัยค่ะ

อย่างไรก็ตาม นอกจากอาการแพ้ท้องหนักมาก จนกินอะไรไม่ได้แล้ว หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้องดังต่อไปนี้ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน

  • คลื่นไส้หนักทั้งวันจนไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้
  • อาเจียนวันละ 3-4 ครั้ง จนไม่สามารถกินอาหารหรือดื่มน้ำได้
  • อาเจียนออกมาเป็นสีน้ำตาล หรือมีเลือดปน
  • น้ำหนักลดลง หรือน้ำหนักลดลงจนผิดปกติ
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ
  • มีภาวะขาดน้ำ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • อ่อนเพลียมาก
  • มีอาการเพ้อ หรือสับสน
  • มีกลิ่นปากหรือกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์

 

อนาคตที่ดีที่สุดของลูกน้อย เริ่มต้นด้วยโภชนาการผ่านคุณแม่

ช่วงที่คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง อาจทำให้กินอาหารได้น้อยลง แต่คุณแม่ก็จะต้องพยายามกินอาหารให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดูแลให้สุขภาพของคุณแม่แข็งแรง และเพื่อให้ทารกน้อยในครรภ์ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต

โดยควรเลือกโภชนาการที่หลากหลาย ครบทั้ง 5 หมู่ แต่ถ้าคุณแม่กินอะไรไม่ได้เลย กินนิด ๆ หน่อย ๆ ก็อาเจียน สามารถเสริมโภชนาการได้ด้วยนมบำรุงครรภ์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ดีเอชเอ โฟเลต โคลีน และแคลเซียม ช่วยลดความเสี่ยงของการขาดสารอาหารได้ค่ะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

 

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่