นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ตารางน้ำหนักคนท้อง คู่มือดูแลน้ำหนักในแต่ละไตรมาส

Enfa สรุปให้

  • โปรแกรมคำนวณน้ำหนักคนท้อง เป็นเครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบว่าน้ำหนักของแม่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมตามอายุครรภ์และ BMI ก่อนตั้งครรภ์ ใช้งานง่าย แต่ควรใช้ร่วมกับคำแนะนำจากแพทย์

  • น้ำหนักหญิงตั้งครรภ์แต่ละไตรมาสจะเพิ่มขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละช่วง โดยไตรมาสแรกจะเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด จากนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอในไตรมาสที่ 2 และ 3 สำหรับคุณแม่ที่มีน้ำหนักตามเกณฑ์ปกติ

  • สำหรับคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวตามเกณฑ์ปกติก่อนตั้งครรภ์ เมื่อท้อง 5 เดือนน้ำหนักควรขึ้นจากเดิมรวมประมาณ 4-6 กิโลกรัม 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

การตั้งครรภ์คือการเดินทางของชีวิตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ หรือวิถีชีวิต หนึ่งในประเด็นที่คุณแม่มักกังวล คือ น้ำหนักที่ควรขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เพราะน้ำหนักที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปต่างก็มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะต่อสุขภาพของคุณแม่หรือพัฒนาการของลูกน้อย

การติดตามน้ำหนักหญิงตั้งครรภ์แต่ละไตรมาสและการใช้ตารางน้ำหนักคนท้องจะช่วยให้คุณแม่รู้ว่าตนเองอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ โดยสามารถใช้โปรแกรมคำนวณน้ำหนักคนท้องเพื่อประเมินได้ด้วยตนเองอย่างสะดวก ซึ่งบทความนี้ Enfa จะสรุปแนวทางเรื่องน้ำหนักคนท้องที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ค่ะ

 

น้ำหนักหญิงตั้งครรภ์แต่ละไตรมาส

การเพิ่มน้ำหนักในช่วงตั้งครรภ์ไม่ใช่เพียงขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ แต่มีเกณฑ์ที่อ้างอิงจากดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ (Pre-pregnancy BMI) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเป้าหมายการเพิ่มน้ำหนักในแต่ละไตรมาสอีกด้วย โดยน้ำหนักหญิงตั้งครรภ์แต่ละไตรมาส มีดังนี้

น้ำหนักคนท้องไตรมาสแรก  

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 1–13 ร่างกายเริ่มปรับตัวกับฮอร์โมน มีอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ ทำให้บางคนแทบไม่อยากอาหาร
  • การเพิ่มน้ำหนักคนท้องไตรมาสแรกโดยเฉลี่ยในช่วงนี้จะไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 0.5–2 กิโลกรัม
  • สำหรับผู้ที่มี BMI ต่ำอาจต้องเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อยเพื่อรองรับพัฒนาการของทารก แต่ถ้ามีอาการแพ้ท้องรุนแรงและน้ำหนักลด ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

น้ำหนักคนท้องไตรมาส 2 

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 14–27 อาการแพ้ท้องเริ่มดีขึ้น คุณแม่รับประทานอาหารได้มากขึ้น น้ำหนักจึงเพิ่มต่อเนื่อง
  • สำหรับผู้ที่มี BMI ปกติ น้ำหนักคนท้องไตรมาส 2 ควรเพิ่มประมาณ 0.15–0.23 กิโลกรัม
  • ทารกในครรภ์เริ่มสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะที่สำคัญ จึงเป็นช่วงที่ต้องได้รับพลังงานและสารอาหารเพิ่มขึ้น
  • ท้อง 5 เดือนน้ำหนักควรขึ้น 3–5 กิโลกรัม หากมี BMI ปกติ

น้ำหนักคนท้องไตรมาส 3 

  • ช่วงสัปดาห์ที่ 28–40 เป็นช่วงที่ทารกเจริญเติบโตเร็วที่สุด
  • น้ำหนักคนท้องไตรมาส 3ควรเพิ่ม 0.4–0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
  • รวมแล้ว หาก BMI ปกติ น้ำหนักควรขึ้นประมาณ 11.5–16 กิโลกรัมตลอดการตั้งครรภ์
  • ถ้าเพิ่มเร็วเกินไปในช่วงนี้ อาจหมายถึงภาวะบวมน้ำ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือทารกตัวใหญ่เกินไป

 

ตารางน้ำหนักคนท้อง

เกณฑ์การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับหญิงตั้งครรภ์แต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน โดยจะอ้างอิงจากดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) ของคุณแม่ก่อนการตั้งครรภ์เป็นหลัก ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสูตร

BMI= ส่วนสูง (เมตร)2 / น้ำหนัก (กิโลกรัม)

เมื่อได้ค่า BMI แล้ว สามารถนำมาเปรียบเทียบกับตารางแนะนำน้ำหนักที่ควรเพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์ ตามคำแนะนำของสถาบันการแพทย์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (Institute of Medicine - IOM) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ดังนี้ค่ะ

 

โปรแกรมคำนวณน้ำหนักคนท้อง

 

โปรแกรมคำนวณน้ำหนักคนท้องที่ Enfa แนะนำ

นอกจากตารางน้ำหนักคนท้องแล้ว ปัจจุบันมีโปรแกรมคำนวณน้ำหนักคนท้องออนไลน์และในแอปมือถือ เช่น เครื่องมือจากโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข ซึ่งใช้ข้อมูล BMI ก่อนตั้งครรภ์และอายุครรภ์ในการคำนวณ ตัวอย่างเช่น

ข้อดีของโปรแกรมคํานวณ BMI คนท้อง คือ ช่วยให้คุณแม่เห็นการเพิ่มน้ำหนักที่ควรเป็นแบบรายสัปดาห์ ลดความกังวล และรู้ว่าควรปรับอาหารหรือการใช้ชีวิตอย่างไร นอกจากนี้ยังใช้งานง่าย เพียงกรอกข้อมูลก็ได้ผลทันที แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ใช้เพื่อติดตามเบื้องต้นเท่านั้น ควรใช้ควบคู่กับคำแนะนำจากแพทย์ด้วยค่ะ

 

คนท้องน้ำหนักขึ้นเยอะ บอกอะไร

การที่คนท้องน้ำหนักขึ้นเยอะมากกว่าเกณฑ์ที่แนะนำ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะบางอย่างได้ ไม่ใช่แค่เรื่องการรับประทานอาหารมากเกินไปเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจรวมถึงถาวะที่ควรระวังดังนี้

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ อาจมีการบวมน้ำอย่างรวดเร็วทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นผิดปกติ
  • เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะนี้อาจทำให้ทารกมีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ (Macrosomia) ส่งผลให้น้ำหนักของคุณแม่เพิ่มขึ้นมาก
  • การตั้งครรภ์แฝด เป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่น้ำหนักจะเพิ่มมากกว่าการตั้งครรภ์เดี่ยว
  • ภาวะน้ำคร่ำมากผิดปกติ

 

คนท้องน้ำหนักขึ้นเร็ว ส่งผลอย่างไรบ้าง

การที่น้ำหนักขึ้นเร็วและมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งต่อคุณแม่และทารก ได้แก่

  • เสี่ยงเบาหวานและความดันสูง
  • ทารกเสี่ยงตัวใหญ่ผิดปกติ
  • เพิ่มโอกาสการผ่าคลอด
  • หลังคลอดน้ำหนักแม่ลดยาก และอาจเสี่ยงโรคอ้วน
  • เด็กอาจมีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเมื่อโตขึ้น

 

คนท้องน้ำหนักขึ้นน้อย บอกอะไร

การที่คนท้องน้ำหนักขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็นก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าทารกในครรภ์อาจไม่ได้รับการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด และอาจส่งผลต่อพัฒนาการของทารกในระยะยาว

หากคุณแม่พบว่าน้ำหนักของตนเองขึ้นน้อยเกินไป ควรปรึกษาคุณหมอทันที เพื่อหาสาเหตุและรับคำแนะนำด้านโภชนาการที่เหมาะสมต่อไป

 

ข้อแนะนำในการดูแลน้ำหนักและโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

การดูแลน้ำหนักและโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์คือการใส่ใจกับคุณภาพของอาหาร ไม่ใช่ปริมาณเพียงอย่างเดียว คุณแม่ไม่จำเป็นต้องรับประทานเผื่อลูกถึงสองเท่า แต่ควรเลือกอาหารคนท้องที่มีประโยชน์และหลากหลาย ดังนี้ค่ะ

  • เน้นอาหารที่มีสารอาหารสูง เลือกทานโปรตีนดี เช่น เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ เต้าหู้ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผักใบเขียวและผลไม้หลากสี
  • แบ่งมื้ออาหาร ลองเปลี่ยนจากการทานมื้อใหญ่ 3 มื้อ เป็นมื้อย่อย ๆ 5-6 มื้อต่อวัน จะช่วยลดอาการแน่นท้องและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวันเป็นสิ่งสำคัญมาก ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำและอาการท้องผูก
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ลดอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาลสูง อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเบา ๆ สำหรับคนท้อง เช่น การเดิน โยคะคนท้อง ว่ายน้ำ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนและได้รับอนุญาตจากแพทย์ จะช่วยควบคุมน้ำหนัก เสริมสร้างความแข็งแรง และเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการคลอด
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ การไปฝากครรภ์ตามที่คุณหมอนัดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะคุณหมอจะติดตามการเจริญเติบโตของทารกและน้ำหนักของคุณแม่ พร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล 

 

อนาคตที่ดีที่สุดของลูกน้อย เริ่มต้นด้วยโภชนาการผ่านคุณแม่

สุขภาพและพัฒนาการของลูกน้อยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์ การที่คุณแม่ได้รับสารอาหารครบถ้วนและเหมาะสมจะช่วยเสริมสร้างสมอง ร่างกาย และภูมิคุ้มกันของลูกให้แข็งแรง การใส่ใจโภชนาการจึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีที่สุดของลูก โดยในแต่ละวัน คุณแม่ควรเลือกอาหารที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ และกรดไขมันจำเป็น เช่น DHA โฟเลต แคลเซียม และโคลีน ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อการพัฒนาสมองและการเจริญเติบโตของทารก 

ซึ่งนอกจากการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เป็นประจำในทุกมื้อแล้ว คุณแม่ยังสามารถเสริมด้วยนมบำรุงครรภ์และให้นมบุตร เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ อาจเลือกดื่มนมเอนฟามาม่า เอพลัส วันละ 2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและโคลีนตามความต้องการของคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรในแต่ละวัน (THAI DRI)

โภชนาการที่ดีไม่เพียงช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่แข็งแรง แต่ยังช่วยปกป้องคุณแม่จากภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคโลหิตจาง ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เมื่อแม่สุขภาพดี ลูกก็จะได้รับการดูแลที่สมบูรณ์ไปพร้อมกัน ดังนั้น ทุกคำที่แม่เลือกกินในวันนี้ คือการวางรากฐานสู่อนาคตที่ดีที่สุดของลูกน้อยอย่างแท้จริง

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

 

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่