ท้อง 5 เดือนใหญ่แค่ไหน อาการคนท้อง 5 เดือนเป็นอย่างไร 

ท้อง 5 เดือนใหญ่แค่ไหน อาการคนท้อง 5 เดือนเป็นอย่างไร 

 

Enfa สรุปให้

  • อายุครรภ์ 5 เดือน คุณแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะหน้าท้องที่เติบโตออกมาอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากขึ้นแล้ว

  • อายุครรภ์ 5 เดือนนี้ ทารกจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 14-15 เซนติเมตร และน้ำหนักทารกในครรภ์ 5 เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 283 กรัม หรือทารกขนาดเท่าผลอะโวคาโด 

  • และร่างกายของทารกได้พัฒนามาถึงช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่งแล้ว เจ้าตัวน้อยจะเริ่มตอบสนองต่อเสียงจากภายนอกได้แล้ว เพราะหูชั้นในของทารกเริ่มพัฒนา และช่วงอายุครรภ์ 5 เดือนนี่แหละค่ะ จะเป็นครั้งแรกที่ลูกน้อยจะได้ยินเสียงของคุณแม่

เลือกอ่านตามหัวข้อ

ท้อง 5 เดือนนับจากอะไร
อาการคนท้อง 5 เดือน
ร่างกายของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ 5 เดือน
อัลตราซาวนด์ท้อง 5 เดือน
พัฒนาการทารกในครรภ์ 5 เดือน
เช็กลิสต์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ 5 เดือน
ไขข้อข้องใจเรื่องการตั้งครรภ์ 5 เดือนกับ Enfa Smart Club 

เมื่อตั้งท้องมาถึง 5 เดือนแล้ว คุณแม่หลาย ๆ คนก็จะเริ่มสังเกตเห็นอาการคนท้องที่เห็นชัดเจนมากขึ้น และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง รวมถึงทารกในครรภ์เองก็เริ่มมีพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย บทความนี้จาก Enfa มีสาระดี ๆ สำหรับคุณแม่ที่อายุครรภ์ 5 เดือนมาฝากค่ะ  

ท้อง 5 เดือน แปลว่าอะไร? อายุครรภ์ 5 เดือน นับจากอะไร?


ท้อง 5 เดือน คือ คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 5 เดือนแล้ว และมีอายุครรภ์ระหว่าง 18-21 สัปดาห์ นับเป็นการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 2   

โดยอายุครรภ์ของคุณแม่จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนครั้งล่าสุด จากนั้นก็จะนับเพิ่มสัปดาห์ถัดไปเรื่อย ๆ เป็น 2 เดือน 3 เดือน เรื่อยไปจนกระทั่ง 9 เดือน ซึ่งจะเป็นช่วงไตรมาสสาม และใกล้จะมีการคลอดเกิดขึ้น    

สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับ MacBook Air

อาการคนท้อง 5 เดือน เป็นยังไงบ้าง


อายุครรภ์ 5 เดือน คุณแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะหน้าท้องที่เติบโตออกมาอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มากขึ้นแล้ว  

มากไปกว่านั้น คนท้อง 5 เดือนยังอาจพบกับอาการดังต่อไปนี้ในขณะตั้งครรภ์ด้วย  

  • อาการแสบร้อนกลางอก  

  • อยากอาหารมากขึ้น  

  • ปวดขา  

  • เส้นเลือดขอด  

  • เท้าและข้อเท้าบวม  

  • ท้องผูก  

  • มีอาการวิงเวียนศีรษะบ่อย  

  • ปวดศีรษะ  

  • ปวดหลัง  

  • การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังมากขึ้น เช่น รอยแตกลายเริ่มชัดขึ้น หัวนมคล้ำมากขึ้น เป็นต้น  

  • คัดจมูก  

และในอายุครรภ์ 5 เดือนนี้ คุณแม่ยังเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สะดือด้วย โดยเฉพาะคุณแม่ที่สะดือจุ่นมาก่อนแล้ว เมื่อท้องขยายมากขึ้น ก็จะทำให้สะดือที่จุ่นอยู่ข้างในมีการปลิ้นหรือยื่นออกมาข้างนอกมากขึ้น หรือเห็นสะดือจุ่นชัดกว่าเดิม  

และคุณแม่หลาย  ๆ คนก็อาจจะรู้สึกว่าเล็บแข็งแรงขึ้น ผมหนาขึ้นและยาวเร็วขึ้น ส่วนนี้ก็เป็นผลพวงมาจากฮอร์โมนในร่างกายขณะที่ตั้งครรภ์นั่นเอง  

แต่คุณแม่บางคนก็กลับมีปัญหาผมร่วง และผมแห้งแทน ซึ่งก็มีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายเช่นกัน  

อาการท้องแข็งขณะตั้งครรภ์ 5 เดือน คุณแม่ควรรับมืออย่างไร


เมื่ออายุครรภ์ 5 เดือน คุณแม่อาจจะพบกับอาการท้องแข็งบ้าง ซึ่งปกติก็ถือว่าไม่ได้น่าเป็นห่วงอะไรนัก หากว่าอาการท้องแข็งนั้นอาจเป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ที่รุนแรง หรือเกิดจากการพลิกตัวของทารก การกลั้นปัสสาวะ หรือการรับประทานอาหารอิ่มจนเกินไป เป็นต้น  

ซึ่งวิธีการรับมือกับอาการท้องแข็ง ก็สามารถทำได้ ดังนี้  

  • ไม่กลั้นปัสสาวะ ยิ่งกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ก็ยิ่งเสี่ยงจะทำให้ท้องแข็งมากขึ้น  

  • ไม่บิดตัวหรือบิดขี้เกียจบ่อย ๆ เพราะเสี่ยงจะทำให้เกิดความดันสูงในมดลูก อาจทำให้ท้องแข็งได้  

  • ระมัดระวังการมีเพศสัมพันธ์ เลือกท่าที่เอื้อต่อการตั้งครรภ์ หลีกเลี่ยงท่าเซ็กซ์ที่รุนแรงหรือโลดโผนเกินไป  

  • รับประทานอาหารแต่พอดี หากรับประทานอาหารมากไปอาจส่งผลให้อาหารไม่ย่อย  และเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร อาจนำไปสู่อาการท้องแข็งได้  

อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ที่ท้อง 5 เดือน ท้องแข็งบ่อยมาก ซึ่งอาจเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูก และถ้าหากเกิดขึ้นบ่อยมากเข้า อาจนำไปสู่อาการปากมดลูกเปิด ซึ่งเสี่ยงจะนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย   

ร่างกายของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ 5 เดือน มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?


คนท้อง 5 เดือน ท้องใหญ่แค่ไหน: เข้าใจลักษณะหน้าท้องของคนท้อง 5 เดือน   

อาจจะมีข้อสงสัยกันว่า ท้อง 5 เดือน ใหญ่แค่ไหน? หรืออายุครรภ์ 5 เดือน ท้องจะใหญ่มากไหมน้า?   

แน่นอนค่ะว่าอายุครรภ์ 5 เดือนนี้ หน้าท้องของคุณแม่เริ่มขยายมากขึ้นแล้ว แม้จะไม่ได้ขยายใหญ่เท่ากับคนที่มีครรภ์แก่ในไตรมาส 3 แต่ก็ใหญ่พอที่จะทำให้คนรอบข้างเห็นชัดและทักขึ้นว่าไปทำอะไรมา หรือกำลังตั้งครรภ์ใช่ไหม?  

อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยในเรื่องของอายุครรภ์แล้ว ขนาดของหน้าท้องตอนตั้งครรภ์ก็ยังขึ้นอยู่กับสรีระ ส่วนสูง น้ำหนัก และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว รวมถึงอาจจะเป็นการตั้งท้องครั้งแรก ก็มีผลต่อขนาดของหน้าท้องด้วย เพราะคนท้องแรกนั้นมักจะไม่ค่อยมีขนาดท้องที่ใหญ่นัก   

ดังนั้น ในช่วงเดือนที่ 5 ของการตั้งครรภ์นี้คุณแม่อาจจะมีหน้าท้องที่ขยายขึ้นเล็กน้อยหรือไม่มีขนาดหน้าท้องที่ยื่นออกเลยก็ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใดค่ะ  

ท้อง 5 เดือน น้ำหนักควรเพิ่มขึ้นกี่กิโลกรัม   

คุณแม่แต่ละคนมีน้ำหนักตัวที่แตกต่างกัน นั่นทำให้น้ำหนักที่จะต้องเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งก่อนจะรู้ว่าน้ำหนักแม่ตั้งครรภ์ควรจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นเท่าไหร่ในแต่ละไตรมาส คุณแม่จะต้องคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI ของตัวเองเสียก่อน  

เมื่อได้ค่า BMI มาแล้ว น้ำหนักของคุณแม่ในแต่ละไตรมาสจะมีการเพิ่มขึ้นที่แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับคุณแม่ที่มีค่า BMI ปกติ จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาส ดังนี้  

  • ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสแรกนี้ทารกยังตัวเล็กอยู่ คุณแม่ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มน้ำหนักให้มากเกินกว่า 1-2 กิโลกรัม  

  • ไตรมาสที่ 2 ระยะนี้ทารกมีขนาดตัวที่โตขึ้น ทำให้คุณแม่อาจจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว ๆ 5-6 กิโลกรัม  

  • ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสสุดท้ายทารกมีขนาดตัวที่พร้อมสำหรับการคลอดที่เริ่มใกล้มาถึง โดยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5-4.5 กิโลกรัม แต่เนื่องจากเป็นช่วงที่ทารกมีขนาดตัวใหญ่ขึ้น คุณแม่บางคนอาจอึดอัดท้องจนกินอะไรได้น้อยลง   

ในช่วงไตรมาสที่สามคุณแม่บางคนมีน้ำหนักที่ลดลง หากน้ำหนักลดลงมาไม่กี่กิโลกรัมก็อย่าตกใจ ถือเป็นเรื่องปกติ  

อัลตราซาวนด์ท้อง 5 เดือน คุณแม่จะเห็นอะไรบ้างนะ  


การอัลตราซาวนด์ในช่วงอายุครรภ์ 5 เดือน แพทย์จะดูรายละเอียดในส่วนของอวัยวะต่าง ๆ เช่น กระดูก หัวใจ สมอง ไขสันหลัง ใบหน้า ไต -ขนาดตัว น้ำหนัก ปริมาณน้ำคร่ำ และหน้าท้องของทารก รวมถึงเพศของทารกก็สามารถเห็นได้ชัดเจนด้วย  

มากไปกว่านั้น การอัลตราซาวนด์ในช่วงอายุครรภ์ 5 เดือน แพทย์ยังสามารถที่จะตรวจหาความผิดปกติต่าง ๆ ได้ เช่น  

  • ภาวะที่ไม่มีสมองและกระโหลกศีรษะ    

  • ความบกพร่องของกระดูกไขสันหลัง (Spina Bifida)    

  • ปากแหว่งเพดานโหว่ (cleft lip and cleft palate)  

  • ความผิดปกติที่หัวใจ  

  • ผนังหน้าท้องโหว่ หรือผนังหน้าท้องพิการ (Gastroschisis)  

ขนาดและน้ำหนักทารกในครรภ์ 5 เดือน  

ในช่วงอายุครรภ์ 5 เดือนนี้ ทารกจะมีขนาดประมาณ 14-15 เซนติเมตร และน้ำหนักลูกในครรภ์ 5 เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 283 กรัม หรือทารกขนาดประมาณเท่าผลอะโวคาโด   

รูปทารกในครรภ์ 5 เดือน ตอนนี้ลูกน้อยตัวเท่านี้แล้วนะ  

ทารกในครรภ์ 5 เดือน จะมีขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้:

อายุครรภ์ 18 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับอาร์ติโชค  

อายุครรภ์ 19 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับมะม่วง  

อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับมันเทศ  

อายุครรภ์ 21 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับกล้วยหอมลูกยาว  

ท้อง 5 เดือนลูกอยู่ตรงไหน   

แน่นอนว่าอายุครรภ์ 4-5 เดือนนี้เป็นช่วงที่ทารกในครรภ์เริ่มดิ้นแล้ว แต่คุณแม่ก็อาจจะมีข้อสงสัยว่า ท้อง 5 เดือน ลูกดิ้นตรงไหนนะ?  

ซึ่งหลังการปฏิสนธิ ตัวอ่อนหรือทารกจะเคลื่อนตัวไปที่ท่อนำไข่ และผ่านไปถึงมดลูกที่อยู่บริเวณอุ้งเชิงกราน ก่อนจะทำการฝังตัวอ่อนลงในโพรงมดลูก และเริ่มกระบวนการเจริญเติบโตต่อไป โดยทารกอายุครรภ์ 5 เดือนก็จะเติบโตเป็นทารกในโพรงมดลูกที่มีการขยายตัวใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์นั่นเอง   

แล้วท้องแฝด 5 เดือน จะเป็นยังไงบ้างนะ 

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ทารกแต่ละคนก็จะมีพัฒนาการเหมือนกับการตั้งครรภ์ลูกคนเดียวตามปกติ ทั้งน้ำหนักและขนาดตัว เพียงแต่พัฒนาการของทารกแฝดในครรภ์นั้น จะเป็นพัฒนาการแบบคูณสอง เพราะว่ามีทารกในครรภ์มากกว่า 1 คน ดังนั้น พัฒนาการของทารกในครรภ์ ก็จะเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน 2 คน  

พัฒนาการทารกในครรภ์ 5 เดือน ที่คุณแม่ควรรู้


ในช่วงสัปดาห์ที่ 18 -21 ของการตั้งครรภ์ ร่างกายของทารกได้พัฒนามาถึงช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่งแล้ว เจ้าตัวน้อยจะเริ่มตอบสนองต่อเสียงจากภายนอกได้แล้ว เพราะหูชั้นในของทารกเริ่มพัฒนา และช่วงอายุครรภ์ 5 เดือนนี่แหละค่ะ จะเป็นครั้งแรกที่ลูกน้อยจะได้ยินเสียงของคุณแม่ 

คุณแม่อาจจะนึกไม่ถึงว่าโลกของทารกนั้นเสียงต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะดังอึกทึกมากทีเดียว ทั้งเสียงพูดของคุณแม่ เสียงหัวใจของคุณแม่ เสียงเลือดที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกาย และเสียงท้องร้องของคุณแม่ ฉะนั้น ถ้าทารกได้ยินเสียงอื่น ๆ ที่ไม่คาดคิดจากนอกครรภ์ ทารกก็อาจจะตอบสนองโดยการกระพริบตาและอยู่นิ่ง ๆ สักพัก และหัวใจของเขาอาจจะเต้นช้าลงด้วย 

มากไปกว่านั้น ทารกในอายุครรภ์ 5 เดือน ยังมีพัฒนาการอื่น ๆ ที่หลากหลาย ดังนี้ 

  • ทารกเริ่มสร้างไขทารกแรกเกิด หรือไขหุ้มทารก (Vernix Caseosa)  เพื่อปกป้องผิวหนังจากน้ำคร่ำ  

  • เริ่มมีการสร้างขนอ่อน  

  • หูชั้นในของทารกพัฒนามากขึ้น  

  • ทารกเคลื่อนตัวคล่องแคล่วมากขึ้น  

  • ทารกเริ่มมีการดูดนิ้วโป้ง   

  • ทารกเริ่มที่จะหมุนตัวในมดลูกได้แล้ว  

  • ทารกเริ่มมีการหาว   

  • ทารกเริ่มมีการกะพริบตา   

  • ทารกสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก เช่น เสียงดังมาก หรือแสงที่จ้ามาก  

ในช่วงสัปดาห์ที่ 18 -21 ของการตั้งครรภ์ ร่างกายของทารกได้พัฒนามาถึงช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่งแล้ว เจ้าตัวน้อยจะเริ่มตอบสนองต่อเสียงจากภายนอกได้แล้ว เพราะหูชั้นในของทารกเริ่มพัฒนา และช่วงอายุครรภ์ 5 เดือนนี่แหละค่ะ จะเป็นครั้งแรกที่ลูกน้อยจะได้ยินเสียงของคุณแม่  

คุณแม่อาจจะนึกไม่ถึงว่าโลกของทารกนั้นเสียงต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะดังอึกทึกมากทีเดียว ทั้งเสียงพูดของคุณแม่ เสียงหัวใจของคุณแม่ เสียงเลือดที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกาย และเสียงท้องร้องของคุณแม่ ฉะนั้น ถ้าทารกได้ยินเสียงอื่น ๆ ที่ไม่คาดคิดจากนอกครรภ์ ทารกก็อาจจะตอบสนองโดยการกระพริบตาและอยู่นิ่ง ๆ สักพัก และหัวใจของเขาอาจจะเต้นช้าลงด้วย  

อาหารบํารุงครรภ์ 5 เดือน ที่คุณแม่ควรรับประทาน


หากจะถามว่า ท้อง 5 เดือนควรกินอะไร ก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ดังนี้  

  • โฟเลตหรือกรดโฟลิก เป็นสารอาหารมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาสมองและไขสันหลังของทารก และคุณแม่ควรได้รับโฟเลตอย่างเพียงพอในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาหารที่อุดมด้วยโฟเลต ได้แก่ บร็อคโคลี่ ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว ถั่ว ถั่วเลนทิล อะโวคาโด กะหล่ำดาว กระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง และผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขมและคะน้า  

  • ดีเอชเอ DHA (Docosahexaenoic Acid) คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางสมอง ดวงตา และระบบประสาท นอกจากนี้ยังอาจช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์บางอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้อีกด้วย อาหารที่มีดีเอชเอสูง เช่น ปลาทะเล อโวคาโด ไข่แดง เป็นต้น คุณแม่ควรกินอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง หรือดื่มนมสูตรเสริมดีเอชเอก็ดีเช่นกันค่ะ  

  • ไอโอดีน หากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ อาจทำให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายผิดปกติ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์ได้ ซึ่งไอโอดีนอยู่ในจำพวกอาหารทะเลทุกชนิด ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม กระเทียม หรืองา  

  • คาร์โบไฮเดรต การกินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยลดอาการแพ้ท้องในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากเป็นสารอาหารที่ย่อยง่าย และให้พลังงานสูง ช่วยลดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตาม คนท้องไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป เพราะอาจทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนระหว่างตั้งครรภ์ได้  

  • โคลีน พบมากในอาหารจำพวกไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน แซลมอน ไก่ บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก เป็นต้น จัดว่าเป็นอีกหนึ่งสารอาหารสำคัญที่คุณแม่ควรได้รับจากการกินอาหารในแต่ละวัน เพราะโคลีนมีส่วนสำคัญในการบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ การกินอาหารที่ให้สารโคลีนอย่างเพียงพอจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะความบกพร่องที่ระบบท่อประสาทของทารกในครรภ์ได้  

  • ไฟเบอร์ เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่ไม่ว่าจะเป็นแม่ก่อนคลอด แม่อุ้มท้อง แม่หลังคลอด หรือแม่ให้นมลูกก็ควรได้รับอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างตั้งครรภ์ ควรกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงเป็นประจำ เพราะไฟเบอร์จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ ไฟเบอร์ยังช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและอาจช่วยป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้อีกด้วย โดยสามารถได้ไฟเบอร์จากอาหารจำพวกผักและผลไม้ต่าง ๆ  

  • สังกะสี เป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทที่แข็งแรง อาหารที่อุดมด้วยสังกะสี เช่น เนื้อวัว ผักโขม จมูกข้าวสาลี เห็ด หอยนางรม เนื้อแกะ เมล็ดฟักทองและสควอช ไก่ ถั่ว เป็นต้น

  • โปรตีน เป็นส่วนประกอบสำคัญของดีเอ็นเอ เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเอนไซม์ในร่างกายและจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่เหมาะสมของทารกในครรภ์อาหารที่อุดมด้วยโปรตีน เช่น พืชตระกูลถั่ว คีนัว ถั่วเลนทิล ไก่ เนยถั่ว เนื้อสัตว์ และถั่วเหลือง  เป็นต้น

  • กรดไขมันโอเมก้า 3 มีความจำเป็นต่อการพัฒนาดวงตาและสมองในทารกในครรภ์ และมีส่วนสำคัญต่อสุขภาพของหัวใจ การทำงานที่เหมาะสมของระบบสืบพันธุ์ และการเจริญเติบโตของผิวหนัง ผม และกระดูก อาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า เช่น น้ำมันพืช ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ถั่วเหลือง ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น  

  • ธาตุเหล็ก สำคัญต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดและการลำเลียงออกซิเจนไปยังทารก หากคุณแม่ได้รับแคลเซียมน้อย ก็จะส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังทารกได้น้อย ซึ่งหากทารกได้ออกซิเจนน้อย ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต ทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางอีกด้วย อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ปลา เต้าหู้ ตับ ถั่วเหลือง ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง ถั่วและเมล็ดพืช ผักใบเขียวเข้ม  ผลไม้แห้ง และไข่ เป็นต้น  

  • วิตามินซี หากธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้ วิตามินซีก็เป็นอีกหนึ่งคู่ดูโอ้ของธาตุเหล็กที่ไม่ควรห่างกัน เพราะวิตามินซีจะทำหน้าที่สำคัญในการการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างเพียงพอ อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี ได้แก่ พริกเขียวและแดง มะเขือเทศ มันเทศ บร็อคโคลี่ กะหล่ำดาว กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และผักใบเขียว เป็นต้น  

  • วิตามินดี เป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน การพัฒนาฟันและกระดูกที่แข็งแรง และการแบ่งเซลล์ที่แข็งแรงในทารก อาหารที่อุดมด้วยวิตามินดี เช่น ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ไข่แดง น้ำมันตับปลา และนมหรือซีเรียลเสริมวิตามินดี  

  • วิตามินบี 6 มีสรรพคุณช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียน อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 6 เช่น เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ไข่ ผลไม้รสเปรี้ยว พืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลือง ถั่ว เมล็ดพืช และอะโวคาโด 

หรือกลุ่มอาหารที่คุณแม่ควรจะเน้นรับประทานให้เพียงพออยู่ตลอดการตั้งครรภ์ คือ  

  • ผักต่าง ๆ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรที่จะต้องกินผักหรือมีผักอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของแม่และทารกในครรภ์ และควรเลือกผักหลากสี หลากชนิดเพื่อให้ได้รับสารอาหารและรสชาติที่หลากหลาย เช่น คะน้า ผักโขม บร็อคโคลี่ มันเทศ มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง พริกหยวก ข้าวโพด มะเขือม่วง กะหล่ำปลี ไม้ตีกลอง เป็นต้น  

  • ผลไม้ต่าง ๆ เนื่องจากผลไม้มีสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากมายที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีของทารก ซึ่งผลไม้สดจะให้คุณค่าทางสารอาหารที่ดีกว่าน้ำผลไม้และผลไม้กระป๋องหรือผลไม้แช่แข็ง โดยผลไม้ที่เหมาะกับแม่ตั้งครรภ์ เช่น เมล่อน อะโวคาโด ทับทิม กล้วย ฝรั่ง ส้ม มะนาวหวาน สตรอเบอร์รี่ และแอปเปิ้ล เป็นต้น  

  • ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม เพราะผลิตภัณฑ์จากนมนั้นถือเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดี ซึ่งแคลเซียมนั้นสำคัญมากสำหรับการพัฒนากระดูกที่แข็งแรงและแข็งแรง โดยคุณแม่สามารถได้รับแคลเซียมจากอาหารหลากหลายชนิด เช่น นม โยเกิร์ต และชีสแข็ง เป็นต้น  

นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ อีกหนึ่งอาหารคนท้องที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพการตั้งครรภ์ที่แข็งแรงได้


บางครั้งคุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเรื่องของการแพ้นมวัว หรือแพ้นมจากพืชชนิดอื่น ๆ นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยเสริมสุขภาพสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ที่สำคัญคือควรเลือกนมสำหรับคนท้องที่มีDHA และโฟเลตสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับแม่ตั้งครรภ์   

  • DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากการกินอาหาร โดย DHA มีสำคัญต่อกระบวนการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ของทารกในครรภ์ เช่น สมอง ผิวหนัง ดวงตา ทั้งยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์บางอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือโรคซึมเศร้าหลังคลอด  

  • โฟเลต ซึ่งเป็นกลุ่มวิตามินบีที่สำคัญมาก หากคุณแม่ได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้ลูกน้อยเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทได้ เพราะโฟเลตทำหน้าที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง คุณแม่ตั้งครรภ์ในเดือนแรกจำเป็นต้องได้รับโฟเลตเพื่อช่วยในการสร้างหลอดประสาท และสมองที่สมบูรณ์ของทารก 

เช็กลิสต์สำหรับแม่ท้อง 5 เดือน เลยครึ่งทางมาแล้ว คุณแม่ต้องเตรียมพร้อมอะไรบ้าง


ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ทุกท่านเลยค่ะ สำหรับการเดินทางที่ยาวนานกว่า 9 เดือนนี้ ในที่สุดคุณแม่ก็มาถึงครึ่งทางของการตั้งครรภ์แล้ว ซึ่งในอายุครรภ์ 5 เดือนนี้ คุณแม่ก็ยังคงมีหลาย ๆ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึง ได้แก่  

  • ไปพบแพทย์หรือไปตามนัดหมายการฝากครรภ์ เพราะในอายุครรภ์ 5 เดือนนี้ แพทย์จะทำการอัลตราซาวนด์เพื่อเช็กสุขภาพของแม่และทารก เพื่อดูว่าระดับรก สายสะดือ และน้ำคร่ำ อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมหรือไม่ อวัยวะของทารกผิดปกติหรือไม่ หรือสุขภาพของคุณแม่มีความเสี่ยงใด ๆ บ้างหรือไม่  

  • คุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาสุขภาพผิว ซึ่งอาจจะผิวมันมาก หรือผิวแห้งมาก ควรบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ถ้าผิวแห้ง ควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์  

  • ช่วงอายุครรภ์ 5 เดือนนี้ ปริมาณธาตุเหล็กที่คุณแม่สะสมมาตั้งแต่ไตรมาสแรก จะเริ่มถูกดึงไปใช้กับทารกมากขึ้น ดังนั้น คุณแม่จะต้องเพิ่มธาตุเหล็กให้มากขึ้น เพื่อป้องกันโรคโลหิตจาง และลดความเสี่ยงของภาวะขาดแคลนธาตุเหล็ก  

  • อายุครรภ์ 5 เดือน คุณแม่สามารถสัมผัสว่าลูกดิ้นได้มากขึ้น และบ่อยขึ้น  

  • ระยะนี้คุณพ่อคุณแม่จะสามารถมองเห็นเพศลูกได้ชัดเจนขึ้นผ่านการอัลตราซาวนด์  

ไขข้อข้องใจเรื่องการตั้งครรภ์ 5 เดือนกับ Enfa Smart Club  


 ปวดท้องตอนตั้งครรภ์ 5 เดือน ปกติหรือควรรีบไปพบแพทย์

อาการปวดท้องในขณะตั้งครรภ์นั้น อาจเกิดจากสาเหตุโดยทั่วไป หรือเกิดจากอาการทางสุขภาพที่น่าวิตกกังวล   

ดังนั้น หากมีอาการปวดท้องเกิดขึ้นขณะอายุครรภ์ 5 เดือน หรือปวดท้องนาน 1 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา  

 ท้อง 5 เดือน ลูกไม่ค่อยดิ้น ถือว่าปกติไหม

ทารกจะเริ่มดิ้นเมื่ออายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป หรือราว ๆ สัปดาห์ที่ 16-20 เป็นต้นไป คุณแม่ก็จะสามารถสัมผัสว่าลูกดิ้นได้

แต่ถ้าอายุครรภ์ได้ 5 เดือนแล้ว แต่คุณแม่ยังรู้สึกว่าลูกไม่ค่อยนดิ้น หรือดิ้นน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากทารกดิ้นต่ำกว่า 10 ครั้ง ในเวลา 2 ชั่วโมง และได้ลองนับใหม่ในวันถัดไปแล้วแต่อัตราการดิ้นของลูกยังต่ำกว่า 10 ครั้งอยู่ ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุต่อไป  

 ท้อง 5 เดือน มีเลือดออก อันตรายไหม

ปกติแล้วอาการเลือดออกขณะตั้งครรภ์นั้นมักสันนิษฐานว่ามีความผิดปกติขณะตั้งครรภ์เกิดขึ้น โดยอาจจะเป็นการแท้ง การท้องลม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับมดลูกก็ได้ ดังนั้น ถ้าหากคุณแม่ที่อายุครรภ์ 5 เดือนมีเลือดออกทางช่องคลอด ควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา  

 ท้อง 5 เดือน นอนหงายได้ไหม

เมื่ออายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป คุณแม่ควรจะหลีกเลี่ยงการนอนหงาย เนื่องจากน้ำหนักของมดลูกอาจจะไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่เรียกว่า หลอดเลือดเวนาคาวา (Vena cava) หรือท่อเลือดดำ ซึ่งการกดทับนี้จะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดที่จะส่งไปหล่อเลี้ยงลูกน้อย และจะทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัว และหายใจไม่ออกด้วย  

ดังนั้น คุณแม่ควรนอนด้วยท่านอนตะแคง จะช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีกว่า  

 ปวดท้องน้อยขณะตั้งครรภ์ 5 เดือนผิดปกติหรือไม่

คุณแม่ท้อง 5 เดือน ปวดท้องน้อย จริง ๆ แล้วเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยทางสุขภาพโดยทั่วไป และสาเหตุที่เกิดจากปัญหาทางสุขภาพที่รุนแรง

ดังนั้น หากมีอาการปวดท้องน้อย หรือมีอาการปวดท้องน้อยนานติดต่อกัน 1 วันขึ้นไป ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาต่อไป  


    บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

    EFB Form

    EFB Form