
Enfa สรุปให้
เมื่ออายุครรภ์ได้ 9 เดือน เป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ และในเดือนสุดท้ายนี้จะมีการคลอดเกิดขึ้นซึ่งกระบวนการคลอดอาจจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ใดก็ได้ของเดือนที่ 9 โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงสัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์
ในช่วงอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ ทารกจะมีขนาดประมาณ 46-51 เซนติเมตร และน้ำหนักลูกในครรภ์จะอยู่ที่ประมาณ 3.2 กิโลกรัม หรือทารกขนาดประมาณเท่ากับลูกขนุน

เลือกอ่านตามหัวข้อ
เมื่อตั้งท้องมาถึง 9 เดือนแล้ว ก็ถือว่าคุณแม่ใกล้จะสิ้นสุดกระบวนการตั้งครรภ์เข้าไปทุกที เพราะการคลอดกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้แล้วค่ะ และแม้ว่าจะเป็นเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ แต่ในช่วงอายุครรภ์ 9 เดือนนี้คุณแม่ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง รวมถึงทารกในครรภ์เองก็เริ่มมีพัฒนาการที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย บทความนี้จาก Enfa มีสาระดี ๆ สำหรับคุณแม่ที่อายุครรภ์ 9 เดือนมาฝากค่ะ
ท้อง 9 เดือน คือ คุณแม่มีอายุครรภ์ได้ 9 เดือนแล้ว ส่วนคุณแม่ที่อาจจะสงสัยว่า ท้อง 9 เดือน กี่สัปดาห์กันนะ? เมื่อนับอายุครรภ์แล้วก็จะพบว่ามีอายุครรภ์ระหว่าง 36-40 สัปดาห์ นับว่าเป็นการตั้งครรภ์ในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ และอาจมีการคลอดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ในระยะนี้
โดยอายุครรภ์ของคุณแม่จะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่มีประจำเดือนครั้งล่าสุด จากนั้นก็จะนับเพิ่มสัปดาห์ถัดไปเรื่อย ๆ เป็น 2 เดือน 3 เดือน เรื่อยไปจนกระทั่ง 9 เดือน ซึ่งจะเป็นช่วงไตรมาสสาม และใกล้จะมีการคลอดเกิดขึ้น
ขณะตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ แม้ว่าจะอายุครรภ์ 9 เดือนและเตรียมใกล้คลอดแล้ว แต่ก็ยังสามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ เพียงแต่ว่าเมื่ออายุครรภ์ในอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ อาจจะต้องลดการมีเพศสัมพันธ์ในท่วงที่ที่รุนแรงหรือผาดโผนเกินไป เนื่องจากอาจเสี่ยงที่จะเกิดการกระทบกระเทือนต่อสุขภาพของแม่และทารกในครรภ์ได้
ในเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์นี้ คุณแม่กำลังจะมีการคลอดเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ใดก็ได้ในเดือนที่ 9 ดังนั้น คุณแม่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม นอกจากการจับตาดูอาการใกล้คลอดแล้ว ช่วงอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ คุณแม่ก็ยังมีอาการคนท้องอื่น ๆ ด้วย ดังนี้
อาการปวดหลัง เนื่องจากต้องแบกรับน้ำหนักตัวและน้ำหนักของทารกในครรภ์ที่มากขึ้น ทั้งยังต้องพยายามไม่ก้มตัวบ่อย ๆ เพราะเสี่ยงจะล้มไปข้างหน้า ทำให้คุณแม่อายุครรภ์มาก ๆ มักจะปวดหลังบ่อย
ปวดอุ้งเชิงกราน เมื่อทารกเคลื่อนตัวลงอุ้งเชิงกรานมากขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลให้เกิดแรงกดดันที่อุ้งเชิงกรานมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดที่อุ้งเชิงกรานมากขึ้น
นอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากทารกมีการดิ้นแรงหรือดิ้นบ่อย เพราะตอนนี้ทารกได้เคลื่อนตัวสู่อุ้งเชิงกราน บวกกับขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้น ทำให้มีพื้นที่ในการเคลื่อนตัวน้อย เวลาทารกดิ้นในช่วงนี้ จึงมักจะดิ้นแรงและรบกวนการนอนหลับของคุณแม่
วิงเวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย ความน้ำหนักตัวมากขึ้น ความขนาดท้องใหญ่ขึ้น ส่งผลให้คุณแม่เหนื่อยง่าย ทำกิจกรรมใด ๆ ได้ไม่เต็มที่ นิด ๆ หน่อย ๆ ก็รู้สึกอ่อนเพลีย
ท้องผูกบ่อย ด้วยขนาดมดลูกและขนาดทารกที่ใหญ่ขึ้น อาจกดหรือเบียดลำไส้ ทำให้ลำไส้ทำการย่อยอาหารได้ช้าลง ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกได้ง่าย
ปัสสาวะบ่อยขึ้น เพราะทารกเริ่มเคลื่อนตัวลงต่ำมากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมต่อการคลอด การเคลื่อนตัวนี้จะไปกดหรือเบียดกระเพาะปัสสาวะ จนกระตุ้นให้ต้องปัสสาวะบ่อยขึ้น
ความอยากอาหารเปลี่ยนไป โดยคุณแม่บางคนอาจจะหิวมากขึ้น คุณแม่บางคนอาจจะหิวน้อยลง ซึ่งนอกจากเรื่องของฮอร์โมนแล้ว ก็เป็นผลมาจากการที่ทารกมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้พื้นที่ในท้องเหลือน้อยลง อาจจะรับอาหารได้ไม่เท่าไหร่ก็รู้สึกอิ่ม
คุณแม่ท้อง 9 เดือน ท้องแข็งบ่อยมาก ถือเป็นอาการปกติที่ไม่ได้น่าเป็นกังวล และสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยอาการท้องแข็งนั้นอาจเป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ที่รุนแรง หรือเกิดจากการพลิกตัวของทารก การกลั้นปัสสาวะ หรือการรับประทานอาหารอิ่มจนเกินไป เป็นต้น
ซึ่งวิธีการรับมือกับอาการท้องแข็ง ก็สามารถทำได้ ดังนี้
อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ท้อง 9 เดือน ท้องแข็งบ่อยมาก ซึ่งในช่วงอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ อาการ ท้องแข็งมักจะเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญญาณก่อนคลอด เพราะขณะมีอาการท้องแข็ง คุณแม่จะรู้สึกเจ็บไปด้วย
แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการเจ็บท้องนั้นจะเป็นสัญญาณใกล้คลอดเสมอไป บางครั้งก็เป็นการเจ็บครรภ์หลอก คือมีอาการท้องแข็งเพราะมดลูกหดรัดตัวตามปกติ แต่บางครั้งก็เป็นอาการเจ็บท้องใกล้คลอดจริง ๆ และมดลูกมีการหดรัดตัวเพื่อที่จะเข้าสู่กระบวนการคลอด
ดังนั้น หากมีอาการเจ็บท้องเหมือนจะใกล้คลอด นอกจากจะต้องสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมแล้ว ก็ควรไปพบแพทย์ เผื่อว่าเป็นอาการเจ็บท้องจริง แพทย์จะได้เริ่มกระบวนการทำคลอดทันที
อาการปวดหลังของคนท้อง 9 เดือนนั้น สามารถบรรเทาได้หลายวิธี ดังนี้
พยายามอย่าก้มหรือโน้มตัวไปข้างหน้าบ่อย เพราะน้ำหนักจะยิ่งเทไปข้างหน้ามากขึ้น นอกจากจะทำให้ปวดหลังแล้ว ยังเสี่ยงที่จะล้มวูบได้ง่ายด้วย
สวมรองเท้าส้นเตี้ย หรือรองเท้าส้นแบนที่รับน้ำหนักได้ดี
หากต้องยกของหนัก ควรขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพราะจากก้ม ๆ เงย ๆ และแบกรับน้ำหนักจากสิ่งของอีก จะยิ่งทำให้อาการปวดหลังแย่ลง
นอนตะแคง เพราะจะช่วยลดการกดทับจากน้ำหนักตัวของทารกได้ดีกว่าการนอนหงาย
ประคบร้อน หรือประคบเย็น สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ดี
พยายามเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเดิน หรือการออกกำลังกายในน้ำ ยังไงซะ การบริหารร่างกายอยู่ตลอด ก็ช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นมากกว่า อาจช่วยให้อาการปวดหลังดีขึ้นได้
แม้ว่าจะเป็นเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการเจริญเติบโตของทารกจะจบลงที่เดือนนี้ เพราะทารกยังเจริญเติบโตอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น ยิ่งทารกตัวใหญ่ขึ้น ท้องของแม่ก็จะใหญ่ขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ท้องของคุณแม่แต่ละคนก็จะสูงต่ำไม่เท่ากัน คุณแม่ที่มีส่วนสูงมากกว่าหรือมีกล้ามเนื้อหน้าท้องที่กระชับกว่า ก็มีแนวโน้มที่ระดับท้องจะอยู่สูงกว่าคนที่ส่วนสูงน้อยกว่าและกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่ค่อยกระชับ
คุณแม่แต่ละคนมีน้ำหนักตัวที่แตกต่างกัน นั่นทำให้น้ำหนักที่จะต้องเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เปลี่ยนไปด้วย ซึ่งก่อนจะรู้ว่าน้ำหนักแม่ตั้งครรภ์ควรจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นเท่าไหร่ในแต่ละไตรมาส คุณแม่จะต้องคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย BMI ของตัวเองเสียก่อน
เมื่อได้ค่า BMI มาแล้ว น้ำหนักของคุณแม่ในแต่ละไตรมาสจะมีการเพิ่มขึ้นที่แตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับคุณแม่ที่มีค่า BMI ปกติ จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาส ดังนี้
ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสแรกนี้ทารกยังตัวเล็กอยู่ คุณแม่ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มน้ำหนักให้มากเกินกว่า 1-2 กิโลกรัม
ไตรมาสที่ 2 ระยะนี้ทารกมีขนาดตัวที่โตขึ้น ทำให้คุณแม่อาจจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว ๆ 5-6 กิโลกรัม
ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสสุดท้ายทารกมีขนาดตัวที่พร้อมสำหรับการคลอดที่เริ่มใกล้มาถึง โดยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5-4.5 กิโลกรัม แต่เนื่องจากเป็นช่วงที่ทารกมีขนาดตัวใหญ่ขึ้น คุณแม่บางคนอาจอึดอัดท้องจนกินอะไรได้น้อยลง
ในช่วงไตรมาสที่สามคุณแม่บางคนมีน้ำหนักที่ลดลง หากน้ำหนักลดลงมาไม่กี่กิโลกรัมก็อย่าตกใจ ถือเป็นเรื่องปกติ

แน่นอนว่าในช่วงอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ ภาพอัลตราซาวนด์ของลูกน้อยจะมีความชัดเจนมากในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เห็นอวัยวะต่างๆ ชัดเจน เห็นใบหน้าชัดขึ้นอีก และใบหน้าที่เห็นตอนนี้ ก็จะเป็นใบหน้าแบบเดียวกับที่คุณแม่กำลังจะได้พบหลังคลอด และในระยะนี้ทารกจะอยู่ในท่าคว่ำหน้า และเริ่มกลับหัวเตรียมตัวที่จะคลอดแล้ว
ในช่วงอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ ทารกจะมีขนาดประมาณ 46-51 เซนติเมตร และน้ำหนักลูกในครรภ์จะอยู่ที่ประมาณ 3.2 กิโลกรัม หรือทารกขนาดประมาณเท่ากับลูกขนุน
ทารกในครรภ์ 9 เดือน จะมีขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละสัปดาห์ ดังนี้:

อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีขนาดยาวเท่ากับผักกาดโรเมนหรือผักกาดคอส

อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ มีขนาดยาวเท่ากับสวิสชาร์ด หรือผักกาดแดง

อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับฟักทอง

อายุครรภ์ 39 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับแตงโม

อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ มีขนาดเท่ากับขนุน
เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ หรือช่วงอายุครรภ์ 9 เดือน คุณแม่หลาย ๆ คนก็จะเริ่มสงสัยว่าตั้งครรภ์ 9 เดือน ลูกอยู่ท่าไหน? หรืออยากจะรู้ว่าทารกในครรภ์ 9 เดือน จะเริ่มกลับศีรษะหรือยังนะ?
ซึ่งในอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ ทารกในครรภ์มีการกลับหัวไปทางช่องคลอด เตรียมพร้อมสำหรับการคลอดที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว แต่ถ้าเข้าเดือนที่ 9 แล้ว พบว่าทารกยังไม่มีการกลับหัว แพทย์อาจจะต้องทำการช่วยทารกกลับหัว หรือหากไม่สำเร็จ ก็อาจจะต้องวินิจฉัยให้มีการผ่าคลอดแทน
การตั้งครรภ์แฝดนั้นถือว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่มีแนวโน้มสูงต่อการคลอดก่อนกำหนด โดยในช่วงอายุครรภ์ 8 เดือน คุณแม่ก็มักจะมีการคลอดทารกแฝดแล้ว ส่วนใหญ่มักจะคลอดกันไปก่อนสัปดาห์ที่ 37 หรือคลอดตั้งแต่สัปดาห์ที่ 34 มักไม่อุ้มท้องแฝดนานถึง 9 เดือน
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ท้องแฝดบางรายก็อุ้มท้องมานานถึง 9 แล้วจึงคลอด ลักษณะเช่นนี้ก็มีให้เห็นเช่นกัน

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ 9 เดือน ลูกน้อยในครรภ์ของคุณกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันคลอด ในช่วงสัปดาห์ท้าย ๆ ของการตั้งครรภ์ สมองของทารกยังคงพัฒนาเพื่อให้พร้อมกับการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สมองของเขาจะโตขึ้นถึงสามเท่าในช่วงสามขวบปีแรก
นอกจากพัฒนาการของสมอง ร่างกายของทารกยังมีการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น คุณแม่อาจจะรู้สึกว่าเจ้าตัวเล็กเคลื่อนลงไปยังบริเวณเชิงกราน นั่นคือเขากำลังปรับท่าเพื่อเตรียมตัวออกมาสู่โลกภายนอก เมื่อทารกกลับหัวลง แขนและขาพับเข้าหาหน้าอก นั่นแสดงว่าเขาพร้อมสำหรับวันคลอดแล้ว ในช่วงนี้ กระดูกศีรษะของทารกจะนิ่มและยืดหยุ่น เพื่อให้ง่ายต่อการคลอด หากคุณแม่คลอดโดยวิธีธรรมชาติ
มากไปกว่านั้น ทารกอายุครรภ์ 9 เดือน ยังมีพัฒนาการในด้านอื่น ๆ อีกด้วย ดังนี้
ปอดของทารกพัฒนาเต็มที่และพร้อมที่จะสูดอากาศภายนอกแล้ว
ทารกมีปฏิกิริยาการตอบสนองมากขึ้น เช่น กะพริบตา การจับ หรือหันศีรษะได้แล้ว
ดวงตาพัฒนาเต็มรูปแบบแล้ว รูม่านตาสามารถที่จะหดและขยายได้เมื่อพบกับแสงจ้า หรืออยู่ในที่แสงน้อย
ขนอ่อนหลุดออกไปจนเกือบหมด
รอยย่นตามผิวหนังเริ่มหายไป
หากจะถามว่า ท้อง 9 เดือนควรกินอะไร ก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย ดังนี้
วิตามินบี 6 มีสรรพคุณช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียน อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 6 เช่น เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ไข่ ผลไม้รสเปรี้ยว พืชตระกูลถั่ว ถั่วเหลือง ถั่ว เมล็ดพืช และอะโวคาโด
หรือกลุ่มอาหารที่คุณแม่ควรจะเน้นรับประทานให้เพียงพออยู่ตลอดการตั้งครรภ์ คือ
บางครั้งคุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะมีปัญหาเรื่องของการแพ้นมวัว หรือแพ้นมจากพืชชนิดอื่น ๆ นมสำหรับแม่ตั้งครรภ์ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยเสริมสุขภาพสำหรับแม่ตั้งครรภ์ ที่สำคัญคือควรเลือกนมสำหรับคนท้องที่มี DHA และโฟเลตสูง ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับแม่ตั้งครรภ์
DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากการกินอาหาร โดย DHA มีสำคัญต่อกระบวนการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ของทารกในครรภ์ เช่น สมอง ผิวหนัง ดวงตา ทั้งยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์บางอย่าง เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรือโรคซึมเศร้าหลังคลอด
โฟเลต ซึ่งเป็นกลุ่มวิตามินบีที่สำคัญมาก หากคุณแม่ได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้ลูกน้อยเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทได้ เพราะโฟเลตทำหน้าที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง คุณแม่ตั้งครรภ์ในเดือนแรกจำเป็นต้องได้รับโฟเลตเพื่อช่วยในการสร้างหลอดประสาท และสมองที่สมบูรณ์ของทารก
ในที่สุดคุณแม่ก็มาถึงช่วงเวลาสุดท้ายของการตั้งครรภ์ อีกไม่นานแล้วเจ้าตัวเล็กก็จะได้ออกมาดูโลกภายนอกจริง ๆ สักที
อย่างไรก็ตาม แม้นี่จะเป็นเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ แต่ในอายุครรภ์ 9 เดือนนี้ คุณแม่ก็ยังคงมีหลาย ๆ สิ่งที่จะต้องคำนึงถึง คือ
มีการเข้าคอร์สสอนการให้นม สอนการปั๊มนม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมลูกหลังคลอด หรือถ้าเริ่มเรียนมาตั้งแต่ช่วงเดือนที่ 7 ช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงสิ้นสุดการเรียนและพร้อมสำหรับการคลอดและเริ่มปฏิบัติจริงทันทีที่ทารกคลอดออกมา
เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลอยู่ตรงไหน ไปทางไหนสะดวกกว่า คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุด เมื่อมีสัญญาณใกล้คลอดเกิดขึ้น จะได้สามารถติดต่อกับสถานพยาบาล และไปโรงพยาบาลได้เร็วที่สุด
จัดการกับของเตรียมคลอดให้เรียบร้อย ตรวจดูว่ามีสิ่งใดขาดตก บกพร่อง หรือหมดอายุหรือไม่ หากลืมก็ให้เตรียมให้เรียบร้อย แต่ถ้าอันไหนชำรุด หรือหมดอายุ ก็ให้เปลี่ยนให้เรียบร้อย
ช่วงนี้คุณแม่อาจสามารถเริ่มเลือกกุมารแพทย์สำหรับการดูแลทารกหลังคลอดได้เลย ซึ่งกุมารแพทย์จะคอยให้คะแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลลูกน้อย โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกอาจจะต้องได้ไปพบแพทย์บ่อย ๆ
แจ้งข่าววันคลอดแก่คนรอบตัว เพื่อให้มีคนคอยดูแลอยู่ตลอด เพราะในช่วงสัปดาห์ที่ 36-40 นั้น ทารกสามารถที่จะคลอดตอนไหนก็ได้ คุณแม่ควรมีคนอยู่ใกล้ตัวสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
หากจะมีการถ่ายภาพรับขวัญหลังคลอด คุณแม่ก็สามารถนัดหมายตารางกับช่างภาพที่สนใจได้ตั้งแต่ตอนนี้เลย รวมถึงยังสามารถนัดปนะกับเพื่อน ๆ และคนรอบข้างให้มาร่วมถ่ายภาพความประทับใจร่วมกันด้วย
ติดตั้งคาร์ซีททันที สำหรับรับทารกกลับบ้าน คาร์ซีทจะช่วยให้ป้องกันอันตรายต่อเด็กในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
Enfa สรุปให้ การคลอดก่อนกำหนด 8 เดือน หรือช่วงอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ - 35 สัปดาห์ ถือการคลอดก่อนกำ...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ เมื่ออายุครรภ์ได้ 9 เดือน เป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ และในเดือนสุดท้ายนี้จะมีก...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ท้อง 6 เดือน อาการแพ้ท้องจะเริ่มหายไป และเริ่มมีอาการคนท้องแบบอื่น ๆ เข้ามาแทนที่ ...
อ่านต่อ