ในปัจจุบันการผ่าคลอดได้เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคุณแม่ โดยปกติแล้ว แพทย์จะแนะนำให้คุณแม่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งดีต่อสุขภาพของคุณแม่ และลูกน้อยในระยะยาว แต่เมื่อคุณแม่ได้รับการประเมิน หรือเลือกที่จะผ่าคลอด ก็ควรพิจารณาถึงข้อดี และข้อเสียของการผ่าคลอด รวมทั้งศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อการเริ่มต้นที่ดีตั้งแต่ก่อน และหลังการผ่าคลอดอีก

รู้จักการผ่าคลอด ข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยง


ผ่าคลอดคืออะไร

การผ่าคลอดคืออะไร?

การผ่าคลอด คือ กระบวนการคลอดที่มีการผ่าตัดเปิดหน้าท้องและมดลูกเพื่อนำเอาทารกออกมา และมีการเย็บปิดแผลผ่าตัดที่บริเวณหน้าท้อง โดยปกติแล้ว แพทย์มักจะแนะนำให้คุณแม่คลอดแบบธรรมชาติ เพราะจะดีต่อสุขภาพคุณแม่ และลูกน้อยในระยะยาว แต่ก็มีกรณีที่แพทย์แนะนำให้ผ่าคลอด เช่น

          • แม่หมดสติขณะคลอด
          • เกิดอุบัติเหตุรุนแรง
          • มีภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์
          • ทารกไม่กลับหัว
          • ทารกขาดออกซิเจน
          • มีภาวะรกเกาะต่ำ
          • ตั้งครรภ์แฝด
          • ภาวะแทรกซ้อนต่อการตั้งครรภ์อื่น ๆ

การผ่าคลอดมีกี่แบบ

ผ่าคลอดมีกี่แบบ

การผ่าคลอด สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

          1. การผ่าคลอดตามกำหนด: เพราะการผ่าคลอด สามารถที่จะกำหนดวันและเวลาที่จะทำการผ่าคลอดได้เลย โดยไม่ต้องรอให้แม่มีอาการเจ็บครรภ์ใกล้คลอดแต่อย่างใด
          2. การผ่าคลอดฉุกเฉิน: การผ่าคลอดฉุกเฉิน จะถูกวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว และต้องลงมือทันทีเพื่อรักษาชีวิตของแม่และเด็ก โดยการผ่าคลอดฉุกเฉินมักทำในกรณีที่แม่ประสบอุบัติเหตุรุนแรงและกระทบกระเทือนต่อทารกในครรภ์ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เกิดขึ้นและเร่งให้มีการคลอดก่อนกำหนด

การผ่าคลอดมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

การผ่าคลอดมีขั้นตอนตามกระบวนการ โดยสามารถแบ่งขั้นตอนได้ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

ก่อนผ่าคลอด

          • แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะก่อนทำการผ่าคลอด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
          • ทำความสะอาดภายในของช่องคลอด
          • ใส่สายสวนคาไว้ในกระเพาะปัสสาวะ
          • ให้ออกซิเจน ซึ่งจะมีการให้ออกซิเจนตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังผ่าคลอด
          • ทำการบล็อกหลังเมื่อใกล้ถึงเวลาคลอด

การผ่าคลอด

          • แพทย์จะเริ่มลงมีดผ่าตัดบริเวณผิวหนัง โดยจะมีการลงมีดอยู่ 2 แนว คือ แนวตั้งและแนวขวาง
          • ตัดเปิดผนังหน้าท้องทีละชั้น จนถึงมดลูก
          • ลงมีดเพื่อขยายแผลที่ผนังมดลูก
          • เมื่อเปิดมดลูกได้ขนาดที่พอเหมาะแล้ว แพทย์จะทำการนำทารกออกมา
          • เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว ก็จะทำการตัดสายสะดือ ทำคลอดรก และทำความสะอาดมดลูก
          • หลังทำความสะอาดมดลูกแล้วก็จะเย็บซ่อมแซมมดลูก
          • เสร็จจากมดลูก ก็จะล้างทำความสะอาดช่องท้อง และเย็บปิดแผลที่ช่องท้อง

ข้อดี - ข้อเสียของการผ่าคลอด

ข้อดีของการผ่าคลอด

          • สามารถทำการผ่าคลอดได้เลยโดยไม่ต้องรอให้มีอาการเจ็บครรภ์คลอด
          • สามารถกำหนดวันและเวลาที่จะทำการผ่าคลอดได้เลย
          • ไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของสายสะดือถูกกดทับขณะทำคลอด

ข้อเสียของการผ่าคลอด

          • แผลผ่าคลอดอาจเกิดการติดเชื้อ
          • เสี่ยงที่จะเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด
          • เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
          • การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ
          • มดลูกเสี่ยงต่อการฉีดขาด
          • ทารกเสี่ยงที่จะมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ เช่น หายใจเร็วผิดปกติ

ใกล้ถึงวันผ่าคลอดแล้ว คุณแม่จะเตรียมพร้อมอย่างไรดี


ผ่าคลอดเจ็บไหม?

การผ่าคลอดส่วนมากมักจะมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ดมยาสลบเพื่อผ่าคลอด หรือทำการบล็อกหลังตอนผ่าคลอด แม้จะมีวิธีการที่ต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายในการระงับความเจ็บปวดขณะคลอดเหมือนกัน

โดยแม่ที่ดมยาสลบ จะไม่รู้สึกเจ็บ และไม่รู้สึกตัว ในระหว่างที่มีการทำคลอด ส่วนแม่ที่ทำการบล็อกหลังก็จะไม่รู้สึกเจ็บเช่นกัน แต่ยังรู้สึกตัว สามารถรับรู้และมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวได้

แต่หลังจากมดฤทธิ์ยาสลบและยาชา คุณแม่ก็จะเริ่มมีอาการปวดที่แผลผ่าตัดตามปกติ แต่จะปวดมากปวดน้อยก็แล้วแต่บุคคล

ผ่าคลอด สามารถผ่าได้กี่ครั้ง?

การผ่าคลอดสามารถที่จะทำการผ่าได้หลายครั้ง แต่... ยิ่งมีการผ่าคลอดหลายครั้งเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในการผ่าตัดครั้งต่อไปมากขึ้นเท่านั้น เพราะอาจเกิดพังผืดขึ้นจากการผ่าคลอดครั้งก่อนหน้า ส่งผลให้การผ่าคลอดครั้งต่อไป เสี่ยงที่จะทำให้พังผืดไปรั้งเอาอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้มดลูกเข้ามา และเสี่ยงที่จะผ่าตัดไปโดนอวัยวะเหล่านั้น

มากไปกว่านั้น สำหรับการคลอดครั้งต่อไปก็จะอยู่ในการวินิจฉัยของแพทย์ว่าควรจะคลอดธรรมชาติหรือผ่าคลอด ซึ่งจะพิจารณาจากความปลอดภัยของแม่และเด็กเป็นสำคัญ

ผ่าคลอดใช้เวลากี่นาที?

เนื่องจากการผ่าคลอดไม่จำเป็นต้องรอให้มีกระบวนการเจ็บครรภ์คลอด ไม่ต้องรอปากมดลูกเปิด กระบวนการผ่าคลอดจึงสามารถทำได้เลยโดยใช้เวลาไม่นาน ซึ่งโดยปกติแล้วการผ่าคลอดจะใช้เวลาตั้งแต่ 40 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมง

คุณแม่จะจัดการกับความกังวลอย่างไรดี?

เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่จะมีความกังวลก่อนเข้ารับการผ่าคลอด คุณแม่สามารถจัดการกับความกังวลที่เกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ ฟังเพลง ผ่อนคลายร่างกาย เป็นต้น หรือสามารถพูดคุยกับคนรอบข้าง เพื่อน ญาติ คนในครอบครัว และยังสามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ อย่างแพทย์ที่ฝากครรภ์ หรือนักจิตวิทยา เพื่อจัดการ หรือคลายความกังวลที่เกิดขึ้นก่อนการผ่าคลอดได้เช่นกัน

เตรียมตัวผ่าคลอดยังไงให้มั่นใจ ไร้กังวล

สำหรับการผ่าคลอดแล้ว การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ที่คุณแม่ฝากครรภ์ไว้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด นอกจากนี้ การเลือกโภชนาการที่ดี การจัดการเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ และการเตรียมตัวพักฟื้นหลังการผ่าคลอด ก็ช่วยให้คุณแม่มีความพร้อม และความมั่นใจกับการผ่าคลอดได้อีกด้วย

หลังผ่าคลอด คุณแม่ควรดูแลร่างกายอย่างไรให้ฟื้นฟูเร็ว และแผลหายไว


นอกจากการเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าคลอดจะเป็นสิ่งที่ดีกับคุณแม่แล้ว การดูแลตัวเองหลังผ่าคลอดก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เรามีเคล็ดลับดี ๆ สำหรับคุณแม่ผ่าคลอดในการดูแลตัวเองช่วงพักฟื้น ให้ร่างกายแข็งแรง และแผลหายเร็ว ดังนี้

          • พักผ่อนให้เพียงพอ: ไม่ว่าจะก่อนการผ่าคลอด หรือหลังการผ่าคลอดก็ตาม การนอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญสำหรับร่างกายของคุณแม่อย่างมาก 

          • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก: ในช่วงแรกหลังการผ่าคลอด คุณแม่ไม่ควรยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวลูกน้อย เพื่อป้องกันแผลผ่าคลอดฉีกขาด รวมไปถึงอาการปวดหลังหลังผ่าคลอดอีกด้วย

          • เคลื่อนไหวร่างกาย: ถึงแม้ว่าคุณแม่จะยังไม่สามารถออกกำลังกายหลังผ่าคลอดได้ จนกว่าแผลผ่าจะหาย หรือแพทย์อนุญาตเห็นควรแล้ว การเดินในระยะใกล้ ๆ เคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ ก็มีส่วนช่วยในการฟื้นตัวร่างกาย 

          • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และครบ 5 หมู่ จะช่วยให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซม และฟื้นฟูร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ สารอาหารต่าง ๆ ยังมีส่วนช่วยในการผลิตน้ำนมให้กับคุณแม่อีกด้วย

          • สังเกตอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์: หมั่นสังเกตอาการต่าง ๆ ในแต่ละวันหลังการผ่าคลอด ไม่ว่าจะเป็น อาการปวด ไข้ รวมไปถึงอาการอื่น ๆ ว่าผิดปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 

อ่านต่อในบทความเรื่อง "ดูแลตัวเองหลังผ่าคลอด ให้แผลหายไว ร่างกายฟื้นฟูเร็ว"

แผลผ่าคลอด ดูแลอย่างไรให้เนียนสวย ไม่ทิ้งรอย


แผลผ่าคลอดกี่วันหาย?

หลังจากการผ่าคลอด แผลผ่าคลอดจะค่อย ๆ สมานตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ส่วนระยะเวลาที่แผลจะหายเจ็บนั้น คงไม่สามารถบอกเป็นจำนวนวันที่ชัดเจนได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และการฟื้นฟูสภาพร่างกายหลังคลอดของแต่ละบุคคลด้วย รวมถึงการปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ การทำความสะอาดแผลอย่างถูกต้อง การหลีกเลี่ยงแรงกระทบกระเทือน ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีส่วนช่วยให้แผลสมานตัวได้ดีขึ้น และมีโอกาสหายเร็วขึ้น

แต่โดยทั่วไปแล้ว หลังจากผ่านไป 5 – 7 วัน แพทย์ก็จะนัดมาตัดไหมที่เย็บแผลไว้ออก และหลังจากนั้น 1-2 เดือน แผลก็ควรที่จะต้องสมานกันสนิท เหลือไว้เพียงรอยแผลเป็น ส่วนอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ก็ควรจะเบาลงหรือหายสนิท

วิธีทำความสะอาดแผลผ่าคลอด

ในช่วงหลังผ่าคลอด 7 วันแรก ไม่ควรให้แผลโดนน้ำ หลังจากนั้นสามารถทำความสะอาดได้ด้วยการล้างน้ำ และสบู่อ่อน ๆ บริเวณแผลเบา ๆ ในระหว่างอาบน้ำทุกวัน ซับให้แห้ง หากคุณแม่ต้องการทาผลิตภัณฑ์จำพวกครีมทาลดรอย หรือเพื่อปลอบประโลมผิวบริเวณแผลผ่าคลอด ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสำหรับคำแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้

เจ็บแผลผ่าคลอด อาการแบบนี้ผิดปกติไหม?

การเจ็บแผลผ่าคลอดเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ แต่หากพบว่าอาการเจ็บแผลมีอาการที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้ มีน้ำ หรือเลือดออกจากแผลผ่าตัด ปวดแผลมากขึ้นกว่าปกติ แผลบวมแดง มีหนอง มีน้ำคาวปลาออกมาปริมาณมากขึ้นกว่าปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

คันแผลผ่าคลอดคุณแม่จะรับมืออย่างไรดี?

แม้อาการคันแผลผ่าคลอดจะน่ารำคาญใจจนเกินจะทนไหว แต่จงจำเอาไว้ว่า ควรหลีกเลี่ยงการเกาแผลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการอักเสบของแผล อย่างไรก็ตาม คุณแม่อาจสามารถใช้วิธีดังต่อไปนี้เพื่อบรรเทาอาการคันแผลได้

          • ใช้ครีมยาประเภททาที่มีสรรพคุณช่วยป้องกันการติดเชื้อ
          • ใช้ครีมยาที่มีสรรพคุณป้องกันอาการคัน
          • ประคบเย็นโดยนำผ้าขนหนูหรือผ้าสะอาดมาห่อน้ำแข็ง แล้วประคบที่บริเวณแผลประมาณ 5-10 นาที

อย่างไรก็ตาม หากอาการคันไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย ควรหาเวลาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาต่อไป

อ่านต่อในบทความเรื่อง "แผลผ่าคลอด ดูแลอย่างไร ให้หายเร็ว และลดรอย"

เลี้ยงเด็กผ่าคลอดแบบมั่นใจ ต้องให้ลูกเริ่มต้นดี มีครบ 3 ด้วยพลังสารอาหาร MFGM จากนมแม่


เพื่อให้เด็กผ่าคลอดมีสุขภาพ และพัฒนาการที่ดี การเสริมสร้างโภชนาการที่ดีให้กับลูกน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการได้รับสารอาหารสำคัญอย่างนมแม่ ซึ่งประกอบไปด้วย MFGM หรือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันที่พบได้ในน้ำนมแม่ อุดมไปด้วยไขมัน และโปรตีนชีวภาพมากกว่า 150 ชนิด อาทิ สฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ มีส่วนช่วยเสริมสร้าง 3 สิ่งสำคัญให้กับลูกน้อย ได้แก่

              1. สมองดี: สารอาหารในนมแม่จะช่วยเสริมสร้าง IQ และ EQ ของลูกน้อยให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น
              2. ภูมิคุ้มกันดี: การมีภูมิคุ้มกันที่ดี จะช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้
              3. สุขภาพลำไส้ดี: เมื่อลูกน้อยมีสุขภาพลำไส้ที่แข็งแรง จะช่วยสร้างสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ลดปัญหาอาการไม่สบายท้องต่าง ๆ

รู้จักกับ MFGM สุดยอดสารอาหารที่พบได้ในนมแม่


MFGM (Milk Fat Globule Membrane) คือ “เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนม” ที่พบได้ในนมแม่ โดยเยื่อหุ้มนี้จะห่อหุ้มอนุภาคไขมันในนม ทำให้ไขมันสามารถคงรูปอยู่ได้ และยังอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่าง ๆ มากมาย ที่มีประโยชน์กับลูกน้อย โดยใน MFGM จะประกอบด้วยโปรตีนต่าง ๆ และไขมันรวมกว่า 150 ชนิด อย่างสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ เป็นต้น

สารอาหารเหล่านี้ที่ประกอบอยู่ใน MFGM จะช่วยเสริมสร้างปลอกหุ้มเส้นใยประสาท (Myelin Sheath) เพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งสัญญาณของประสาท รวมทั้งช่วยในการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดีต่อพัฒนาการด้านสมอง และสติปัญญา

นอกจาก MFGM จะช่วยส่งเสริมสร้างพัฒนาการทางสมองให้ทำงานได้ดีแล้ว ผลการวิจัยยังพบอีกว่า โปรตีนบางชนิดใน MFGM ยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ลดโอกาสการเจ็บป่วย รวมไปถึงลดโอกาสการติดเชื้อที่ช่องหู และลดการใช้ยาลดไข้ในเด็กได้มากขึ้น

อีกทั้ง ยังช่วยให้ลูกน้อย มีสุขภาพลำไส้ที่ดี เนื่องจาก MFGM ยังมีส่วนช่วยในการต้านจุลินทรีย์ก่อโรค และสร้างสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้ลูกน้อยมีการขับถ่ายที่ดี เมื่อสมองดี ภูมิคุ้มกันดี และสุขภาพลำไส้ดี สามสิ่งนี้จะช่วยให้เด็กผ่าคลอดมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ และสุขภาพที่แข็งแรง

1,000 วันแรกสำคัญกับลูกน้อยอย่างไร?

ทำไม 1,000 วันแรกจึงมีความสำคัญกับลูกน้อย นั่นก็เพราะว่า ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่สมองมีพัฒนาการสูงสุด ทั้งการสร้างเซลล์สมอง การเชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมอง ซึ่งก่อให้เกิดโครงข่ายเส้นใยประสาทนับล้าน ที่ทำให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ และจดจำ 

แล้วจะทำอย่างไรให้ 1,000 วันแรกที่สำคัญนี้ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของลูกน้อยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั่นคือการดูแล และใส่ใจสุขภาพ และโภชนาการตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ จนไปถึงเมื่อลูกน้อยอายุ 2 ขวบ นอกจากนี้ ยังควรดูแลสุขภาพจิต อารมณ์ การให้ความรัก และความอบอุ่นกับลูกน้อย รวมทั้งการเสริมสร้างพัฒนาการด้วยการเล่น หรือการพูดคุย ควบคู่กันไปในช่วงเวลา 1,000 วันแรก  

เลี้ยงเด็กผ่าคลอดอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้


เข้าใจความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้: เด็กผ่าคลอด VS ความเสี่ยงการเกิดภูมิแพ้

โดยทั่วไป เด็กทุกคนมีโอกาสเสี่ยงเป็นภูมิแพ้อยู่แล้ว ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงเป็นภูมิแพ้สูงขึ้นได้คือ “พันธุกรรม” โดยความเสี่ยงที่เกืดขึ้น มีความแตกต่างดังนี้

          • หากพ่อ หรือแม่ มีภาวะภูมิแพ้ ลูกน้อยจะมีความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้ได้ถึง 20 – 40%
          • หากทั้งพ่อ และแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกน้อยจะมีความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้สูงถึง 50 – 80%
          • ในกรณีที่พ่อ หรือแม่ ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ ลูกน้อยก็ยังมีความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้ 5 – 15%

สำหรับเด็กผ่าคลอดนั้น ความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้จะมีโอกาสสูงขึ้น เนื่องจากเด็กผ่าคลอด จะไม่ได้รับโพรไบโอติคสำคัญชนิดหนึ่ง ที่อาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ และช่องคลอดของแม่ เนื่องจากเด็กผ่าคลอดไม่ได้คลอดผ่านช่องคลอดของแม่เหมือนการคลอดธรรมชาติ ทำให้ไม่ได้รับโพรไบโอติกที่มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเด็ก

และหากพบว่า เด็กผ่าคลอดมีประวัติคนในครอบครัวเป็นภูมิแพ้ร่วมด้วย ความเสี่ยงการเป็นภูมิแพ้ของเด็กผ่าคลอดจะมีโอกาสสูงขึ้นได้อีก เพราะภาวะการแพ้ต่าง ๆ สามารถส่งต่อให้กับลูกน้อยได้

ทั้งนี้ คุณแม่ หรือคุณพ่อ สามารถประเมินความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้ของลูกน้อย ได้ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ช่วงตั้งครรภ์ ด้วยการซักประวัติครอบครัว หรือทำแบบทดสอบประเมินความเสี่ยงการเป็นภูมิแพ้ในเด็กได้ที่นี่

เพราะเด็กผ่าคลอดมีความเสี่ยงเป็นภูมิแพ้สูง จะป้องกันภูมิแพ้ได้อย่างไร

หากพบว่า ลูกน้อยผ่าคลอดมีความเสี่ยงการเป็นภูมิแพ้ เราสามารถเริ่มต้นป้องกันภูมิแพ้เบื้องต้นได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงสาร หรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ฝุ่น สารเคมี ละอองเกสร รวมทั้งสารก่อภูมิแพ้ในอาหารอย่าง นมวัว ถั่ว ไข่ อาหารทะเล เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังควรสังเกตอาการสที่บ่งบอกอาการแพ้ร่วมด้วย โดยอาการแพ้อาจจะไต่ระดับความรุนแรงจากน้อยไปมาก ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจจะมีอาการแพ้ในระดับที่แตกต่างกันออกไป อาการที่คุณแม่ควรสังเกต เช่น

          • อาการทางระบบทางเดินหายใจ: มีน้ำมูก คันในคอ หรือจมูก หายใจติดขัด หอบหืด
          • อาการทางระบบทางเดินอาหาร: ร้องไห้โยเย แหวะนม อาเจียน ไม่สบายท้อง ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นเลือด
          • อาการทางผิวหนัง: ผื่นแดง ผื่นผิวหนังอักเสบ คันตามใบหน้าและดวงตา ปากบวม

หากพบว่าลูกน้อยมีอาการแพ้ใด ๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อย หรือมาก ควรพาลูกน้อยเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรปล่อยไว้ และคิดว่าอาจจะหายไปได้เอง เพราะหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาการภูมิแพ้จะพัฒนาไปสู่อาการอื่น ๆ ที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต หรือที่เรียกว่า “ลูกโซ่ภูมิแพ้” (Allergic March) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อสุขภาพ และพัฒนาการในการเจริญเติบโตของลูกน้อย

เพื่อป้องอาการลูกโซ่ภูมิแพ้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราควรเริ่มป้องกันตั้งแต่วัยทารก ด้วยการให้นมแม่ เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน รวมทั้งเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เมื่อพบว่าลูกน้อยมีอาการภูมิแพ้ ในกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมแม่ได้ และมีความจำเป็นต้องใช้นมผงเพื่อทดแทนนมแม่ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาการใช้นมผงสูตรที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับเด็กทารกที่มีอาการแพ้โปรตีนนมวัว หรือมีความเสี่ยงต่อภูมิแพ้ เช่น นมที่มีคุณสมบัติเป็น Hypoallergenic ผ่านการย่อยแบบละเอียด และมีจุลินทรีย์สุขภาพ LGG ซึ่งจะช่วยรักษาให้ลูกน้อยแข็งแรงขึ้น จนกลับสู่สภาวะปกติในที่สุด

รู้จักนมสูตร Hypoallergenic เสริมจุลินทรีย์สุขภาพ LGG ที่ช่วยรักษาและป้องกันอาการภูมิแพ้ในเด็ก

เมื่อลูกน้อยมีอาการภูมิแพ้ แพ้โปรตีนนมวัวตั้งแต่เล็ก และคุณแม่มีความจำเป็น หรือไม่สามารถให้นมแม่ได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยนมสูตรพิเศษในการรักษาอาการแพ้ ซึ่งควรเป็นนมสูตรที่มีโปรตีนผ่านการย่อยอย่างละเอียด (Extensively Hydrolyzed Protein) โดยโปรตีนในนมชนิดนี้ จะถูกย่อยจนเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก และบางส่วนอาจถูกย่อยจนเป็นกรดอะมิโน ที่มีคุณสมบัติเป็น Hypoallergenic จึงไม่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้

เสริมด้วยโพรไบโอติค จุลินทรีย์สุขภาพอย่าง แลคโตบาซิลัส รามโนซัส จีจี (Lactobacillus rhamnosus GG) หรือ LGG ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะ สามารถเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดี ลดจุลินทรีย์ที่ก่อโรค ปรับสมดุลในลำไส้ จากผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่า จุลินทรีย์สุขภาพ LGG มีผลช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานต่อการแพ้ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นภูมิแพ้ และยังสามารถหายจากอาการแพ้ได้อีกด้วย

แนะนำให้คุณแม่ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องนมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด และเสริมจุลินทรีย์สุขภาพ LGG สำหรับการรักษาลูกน้อย เหมาะสำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้โปรตีนนมวัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกน้อยกลับมาทานนมวัวได้ปกติ อีกทั้งลดการกระตุ้นภูมิแพ้และลดความเสี่ยงการเกิดภูมิแพ้ชนิดอื่น ๆ ในอนาคต

ไขข้อข้องใจเรื่องการผ่าคลอดกับ Enfa Smart Club