หนึ่งในคำถามที่ผู้หญิงมักถามตัวเองและเกิดข้อสงสัย เมื่อประจำเดือนขาดคือ "ฉันท้องหรือเปล่า?" อาการท้องไม่รู้ตัว เป็นสิ่งที่พบเจอได้ในคุณแม่ท้องแรก คือ ไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีก็ตั้งครรภ์ได้หลายเดือนแล้ว หรือบางคนอาจรู้ตัวตอนใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้วก็เป็นได้ อาการนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่พบได้ค่อนข้างบ่อย หากละเลย อาจทำให้ไม่สามารถดูแลครรภ์ และติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ การแท้งบุตร เป็นต้น อาการท้องไม่รู้ตัวจะมีสัญญาณหรืออาการอะไรบ้างที่บ่งบอกว่า คุณอาจกำลังตั้งครรภ์ เราไปหาคำตอบกันเลย

อาการท้องไม่รู้ตัว เกิดจากอะไร
 

1. ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย
ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่ อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงชัดเจนจนคุณแม่สังเกตเห็นได้ หรือคุณแม่บางคนอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลยก็ได้ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อเป็นคุณแม่มือใหม่ ที่ไม่มีประสบการณ์ในการตั้งครรภ์มาก่อน พอร่างกายเกิดความผิดปกติใด ๆ ขึ้น จึงมักคิดว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่น ไม่ได้คิดว่าเกิดจากการตั้งครรภ์ เช่น พอเกิดอาการแพ้ท้อง อย่างอาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้า คลื่นไส้อาเจียน ก็คิดว่าเป็นเพราะเครียด กระเพาะอาหารอักเสบ บางคนอาจหิวบ่อยก็คิดว่าแค่เพราะเหนื่อยล้าหรือใกล้เป็นประจำเดือน คุณแม่ตั้งครรภ์บางคน มีขนาดหน้าท้องเล็กมาก จนคิดว่าเป็นเพราะตัวเองอ้วน ไม่ใช่เพราะตั้งครรภ์

2. ประจำเดือนขาด แต่คิดว่าเกิดจากสาเหตุอื่น
หากเราจะถือว่า ภาวะประจำเดือนขาด เป็นสัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ก็คงไม่ผิด เพราะส่วนใหญ่แล้ว พอประจำเดือนขาด ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือ ประจำเดือนมาไม่ตรงตามรอบเดือนปกติ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ ก็มักจะคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์แล้วแน่ ๆ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้หญิงส่วนหนึ่งที่ถึงแม้ตัวเองจะเสี่ยงตั้งครรภ์ แต่ก็ยังมองข้ามสัญญาณนี้ไป และคิดว่า ที่ประจำเดือนไม่ปกติ เป็นเพราะสาเหตุอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ความอ่อนเพลีย ความเครียด การรับประทานยาบางชนิดที่มีผลต่อประจำเดือน จนสุดท้ายกว่าจะรู้ตัว ก็ตั้งครรภ์หลายเดือนแล้ว และไม่ได้ดูแลครรภ์ตามอายุครรภ์อย่างเหมาะสม

3. ผลตรวจครรภ์ผิดพลาด
ผู้หญิงหลายคนอาจสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และคิดว่าตัวเองอาจตั้งครรภ์ จึงซื้อที่ตรวจครรภ์ด้วยตัวเอง หรือชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยปัสสาวะ (Urine Pregnancy Test) มาตรวจเองที่บ้าน ข้อดีของอุปกรณ์ชนิดนี้ คือ หาซื้อง่าย ราคาถูก ใช้ได้ง่ายที่บ้าน และมีหลายแบบให้เลือกใช้ แต่ก็ยังมีข้อเสีย คือ ผลตรวจการตั้งครรภ์ที่ได้อาจไม่ตรงตามความเป็นจริงเสมอไป หรือที่เรียกว่า ผลตรวจครรภ์ผิดพลาด หรือผลตรวจครรภ์เป็นเท็จ เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น

           - ตรวจครรภ์เร็วเกินไป จนทำให้ฮอร์โมนที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ อย่างฮอร์โมน HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin ในปัสสาวะมีปริมาณน้อยเกินไป จนชุดตรวจไม่สามารถตรวจวัดได้ และแสดงผลตรวจออกมาว่า ไม่ตั้งครรภ์ ทั้ง ๆ ที่คุณตั้งครรภ์อยู่ ฉะนั้น เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจการตั้งครรภ์ แนะนำให้คุณตรวจหลังมีเพศสัมพันธ์แล้ว 8-14 วัน และตรวจในช่วงเช้าหลังตื่นนอน เพราะจะมีปริมาณฮอร์โมนนี้ในปัสสาวะสูงสุด หากไม่แน่ใจผลตรวจ ควรรอประมาณ 2-3 วันหรือ 1 สัปดาห์ แล้วค่อยตรวจใหม่อีกครั้ง
           - ชุดทดสอบการตั้งครรภ์แต่ละยี่ห้อมีความไวต่อการตรวจหาฮอร์โมน HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin ต่างกัน หากชุดทดสอบนั้นมีความไวน้อย อาจทำให้ผลออกมาว่าไม่ตั้งครรภ์ได้
           - ความเข้มข้นของปัสสาวะก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการตรวจตั้งครรภ์เช่นกัน หากน้ำปัสสาวะเจือจางจากการดื่มน้ำมากเกินไปก่อนตรวจ อาจทำให้ความเข้มข้นของฮอร์โมนในปัสสาวะน้อยลงจนไม่สามารถตรวจวัดได้

สมัครเป็นสมาชิก Enfa Smart Club กับชมวันนี้ ลุ้นรับ MacBook Air

ข้อแนะนำในการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเอง

          1. ควรเก็บชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงความชื้น และอุณหภูมิร้อนจัด หากแกะชุดทดสอบการตั้งครรภ์ออกจากบรรจุภัณฑ์แล้ว ควรใช้งานทันที
          2. ควรตรวจสอบวันหมดอายุของชุดทดสอบการตั้งครรภ์ก่อนการใช้งาน ไม่ควรใช้ชุดทดสอบที่หมดอายุแล้ว
          3. อ่านวิธีใช้และคำแนะนำอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์
          4. ควรตรวจการตั้งครรภ์เมื่อจะปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า เพราะฮอร์โมน HCG ในปัสสาวะจะเข้มข้นกว่าช่วงอื่นของวัน หากตรวจช่วงเวลาอื่นอาจจะได้ผลที่ไม่ชัดเจน
          5. การใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์เป็นเพียงการทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น คุณควรรับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำมากขึ้น

อาการคนท้อง ที่คุณสามารถสังเกตเองได้

          - ประจำเดือนขาด
          - น้ำหนักขึ้น
          - อารมณ์แปรปรวน
          - ปัสสาวะบ่อยขึ้น
          - ปวดศีรษะ
          - ปวดหลังส่วนล่าง
          - เจ็บหน้าอก
          - บริเวณปานนม หรือรอบหัวนมมีสีเข้มขึ้น
          - คลื่นไส้ อาเจียน

ผู้หญิงที่มีโอกาสตั้งครรภ์ ควรหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเองเป็นประจำ หากพบความผิดปกติใด ๆ แนะนำให้เข้าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากแพทย์พบว่าคุณตั้งครรภ์ ทั้งคุณและแพทย์จะได้ดูแลสุขภาพของคุณและลูกน้อยในครรภ์ได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องอาการคนท้องไม่รู้ตัวก็จะหมดไป สมัครสมาชิก Enfa Smart Club เพื่อรับข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพที่ดีของคุณแม่และลูกน้อยได้ ที่นี่

References