นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

พัฒนาการเด็ก 6 ขวบ ก้าวสำคัญของลูกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้

Enfa สรุปให้

  • เด็ก 6 ขวบคือช่วงวัยรอยต่อสู่ประถมศึกษา เด็กเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ใช้พลังงานสูงจากการเรียนและการเล่น ต้องการการดูแลด้านโภชนาการ การนอน และกติกาที่ชัดเจน

  • พัฒนาการเด็ก 6 ขวบ ควรครบทั้งร่างกาย สติปัญญา ภาษา และอารมณ์–สังคม เริ่มอ่านเขียนและคิดเชิงเหตุผลได้ดีขึ้น แต่ยังต้องการการฝึกอย่างเหมาะสม

  • เด็กอายุ 6 ขวบ เป็นวัยที่การเจริญเติบโตควรประเมินจากแนวโน้มตามกราฟมาตรฐานมากกว่าตัวเลขครั้งเดียว ควรได้รับอาหารครบหมู่ นอนหลับเพียงพอ และดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

ช่วงวัยเด็กอายุ 6 ขวบ เป็นรอยต่อสำคัญจากปฐมวัยสู่ประถมศึกษา เด็กเริ่มใช้ทักษะการคิด การสื่อสาร และการควบคุมอารมณ์อย่างเป็นระบบมากขึ้น ขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ก็อาจได้พบกับพฤติกรรมใหม่ ๆ ในวัยนี้อีก เช่น ลูกดื้อมาก ไม่อยากกินข้าว ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ลูกเขียนหนังสือไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อลูกไปโรงเรียนแล้วพัฒนาการด้านการอ่านเขียนไม่ทันเพื่อน สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย การดูแลเด็กในช่วงวัยนี้จึงต้องอาศัยความเข้าใจและการดูแลที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตทั้งกาย ใจ และสติปัญญาให้ลูกรักอย่างสมดุลค่ะ

 

เด็ก 6 ขวบ กับสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้

เด็กวัย 6 ปีเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น ต้องการการยอมรับ และมีบทบาททางสังคมมากขึ้นในโรงเรียน การเข้าใจธรรมชาติของวัยนี้นอกจากจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกรักได้ตรงจุดแล้ว ยังช่วยลดความตึงเครียดในครอบครัวได้อีกด้วย

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับเด็กอายุ 6 ขวบ คือ

  • เด็กเริ่มคิดเป็นเหตุเป็นผล เข้าใจกติกา แต่ยังต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ
  • พฤติกรรม ลูกดื้อมาก มักสะท้อนความต้องการอิสระ ไม่ใช่การต่อต้านโดยเจตนา
  • เริ่มเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อน ทำให้ความมั่นใจผันผวน พ่อแม่ควรเสริมแรงเชิงบวก
  • ทักษะภาษาและการเรียนรู้เชิงสัญลักษณ์ เช่น การอ่าน การเขียน คณิตพื้นฐาน กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
  • วินัยการนอน และโภชนาการที่ดี ส่งผลโดยตรงต่อสมาธิและอารมณ์ลูกอย่างมาก

 

น้ำหนักเด็ก 6 ขวบ ควรหนักเท่าไร

เด็ก 6 ขวบ น้ำหนักเท่าไร หลายคนอาจสงสัยเรื่องนี้ เพราะวัยนี้เป็นวัยที่เด็กเริ่มรูปร่างเพรียวลง กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมากขึ้น โดยน้ำหนักเด็ก 6 ขวบเป็นตัวชี้วัดสำคัญของภาวะโภชนาการและสุขภาพโดยรวมในช่วงรอยต่อจากปฐมวัยสู่ประถมศึกษา เด็กวัยนี้มีการใช้พลังงานมากขึ้นจากการเรียน การเล่น และกิจกรรมทางสังคม หากน้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดจากแนวโน้มเดิม อาจส่งผลต่อสมาธิ การเรียนรู้ และพัฒนาการในระยะยาว 

การประเมินน้ำหนักเด็ก 6 ขวบจึงควรอ้างอิงตารางน้ำหนัก - ส่วนสูงมาตรฐานตามอายุของเด็กร่วมกับการติดตามการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรตัดสินจากตัวเลขเพียงครั้งเดียว โดยตามกราฟมาตรฐาน เด็กอายุ 6 ขวบส่วนใหญ่อยู่ในช่วงน้ำหนักประมาณ 18–23 กิโลกรัม หรือโดยเฉลี่ยที่ประมาณ 19–20 กิโลกรัม ทั้งในเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง 

ทั้งนี้ เด็กที่น้ำหนักต่ำหรือสูงเกินไป อาจสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกิน เช่น ลูกไม่ยอมกินข้าว การเลือกอาหารซ้ำ ๆ หรือการได้รับพลังงานเกินจากขนมและเครื่องดื่มหวาน ดังนั้น น้ำหนักเด็ก 6 ขวบที่เหมาะสมจึงไม่ได้หมายถึงต้องเท่ากับค่าเฉลี่ย แต่ควรเป็นน้ำหนักที่สอดคล้องกับส่วนสูง พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคนค่ะ 

 

เด็ก 6 ขวบ สูงเท่าไหร่

ส่วนสูงของเด็ก 6 ขวบเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการเจริญเติบโตระยะยาว โดยสะท้อนทั้งพันธุกรรม โภชนาการ การนอนหลับ และสุขภาพโดยรวมในช่วงวัยก่อนและระหว่างเริ่มเรียนประถม เด็กอายุ 6 ขวบจะมีอัตราการเพิ่มของส่วนสูงที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ การประเมินว่าเด็ก 6 ขวบ ควรสูงเท่าไหร่ จึงควรอ้างอิงตารางน้ำหนัก - ส่วนสูงมาตรฐานตามอายุของเด็กและติดตามแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง มากกว่าการเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นเพียงครั้งเดียวค่ะ

ทั้งนี้ ตามกราฟมาตรฐานเด็ก 6 ขวบส่วนใหญ่อยู่ในช่วงส่วนสูงประมาณ 110–120 เซนติเมตร โดยมีค่าเฉลี่ยส่วนสูงเด็กอายุ 6 ขวบอยู่ที่ประมาณ 115–116 เซนติเมตร หากลูกมีการเจริญเติบโตต่อเนื่องตามเส้นกราฟ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งความแตกต่างของส่วนสูงในเด็กวัยนี้มักเกิดจากพันธุกรรมของพ่อแม่เป็นหลัก ร่วมกับโภชนาการและการนอน

 

อาหารเด็ก 6 ขวบ

อาหารเด็ก 6 ขวบจำเป็นต้องครอบคลุมสารอาหารหลักทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมที่โรงเรียน โดยเน้นไปที่ความหลากหลายและการฝึกนิสัยการกินที่ดีเพื่อสุขภาพในระยะยาว

โดยอาหารเด็ก 6 ขวบ ควรมีลักษณะดังนี้

  • การจัดการมื้ออาหาร ควรแบ่งเป็น 3 มื้อหลัก และ 2 มื้อว่างที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงขนมกรุบกรอบหรือน้ำหวานที่ให้พลังงานแต่ไร้สารอาหาร
  • เมนูอาหารที่แนะนำ ควรประกอบด้วยโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อปลา ไข่ ไก่ ผสมกับผักที่มีสีสันหลากหลายเพื่อกระตุ้นความน่ารับประทาน
  • ปริมาณข้าวและแป้ง ควรให้ลูกทานข้าวในปริมาณที่พอเหมาะ ประมาณ 2-3 ทัพพีต่อมื้อ โดยเน้นข้าวไม่ขัดสีหากเป็นไปได้
  • ปัญหาพฤติกรรมการกิน บ่อยครั้งที่พบว่าลูกไม่ยอมกินข้าวเนื่องจากห่วงเล่น หรือเลือกกินเฉพาะอย่าง ซึ่งพ่อแม่ต้องใช้ความใจเย็นในการปรับพฤติกรรม

ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นสิ่งที่พบบ่อยมากในวัยนี้ พ่อแม่มักเครียดจนกลายเป็นการบังคับ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อทัศนคติการกินของลูก อาจลองนำ "10 วิธีแก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว" ที่ Enfa แนะนำมาปรับใช้ เช่น การให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหาร การจัดจานให้สวยงาม หรือการงดขนมก่อนมื้ออาหารอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เขารู้สึกหิวและพร้อมทานอาหารมื้อหลักมากขึ้น

 

นมสำหรับเด็ก 6 ขวบ

แม้เด็กอายุ 6 ขวบจะรับประทานอาหารหลักเป็นสำคัญแล้ว แต่นมยังคงเป็นแหล่งแคลเซียมและโปรตีนที่สำคัญมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนจากฟันน้ำนมเป็นฟันแท้ โดยการดื่มนมสำหรับเด็ก 6 ขวบควรมีลักษณะดังนี้

  • เด็กวัยนี้ควรดื่มนมรสจืดวันละ 2 แก้ว หรือประมาณ 400-500 มิลลิลิตรต่อวัน
  • แนะนำให้เลือกนมวัวรสจืด 100% หลีกเลี่ยงนมปรุงแต่งรสหวานหรือนมเปรี้ยวที่มีน้ำตาลสูง
  • ทางเลือกสำหรับเด็กที่แพ้นมวัว สามารถให้ดื่มนมถั่วเหลืองที่เสริมแคลเซียม หรือนมจากธัญพืชอื่นๆ ที่มีสารอาหารครบถ้วนแทนได้
  • ไม่ควรให้ดื่มนมใกล้กับมื้ออาหารหลักเกินไป เพราะจะทำให้ลูกอิ่มจนไม่ยอมทานข้าว

นมเป็นส่วนเสริมที่ไม่ควรละเลย แต่ก็ไม่ควรให้ลูกดื่มนมมากเกินไปจนไม่ยอมทานอาหารอื่นนะคะ เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล็กได้ นอกจากนี้ ควรสร้างนิสัยดื่มนมจืดตั้งแต่เด็กจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนและฟันผุแทนการดื่มนมรสหวานค่ะ

 

เด็ก 6 ขวบ และโภชนาการที่สำคัญ

ช่วงวัยเด็ก 6 ขวบ เป็นช่วงที่สมองและร่างกายยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โภชนาการที่เหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการเสริมการเรียนรู้และการเจริญเติบโต แม้เด็กวัยนี้จะกินอาหารได้หลากหลายแล้ว แต่อาจยังได้รับสารอาหารบางชนิดไม่ครบถ้วนจากอาหารเพียงอย่างเดียว

การเสริมโภชนาการที่ช่วยเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็น โดยเฉพาะสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการสมอง หนึ่งในนั้นคือ MFGM ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่พบในน้ำนม มีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของสมอง การเรียนรู้ และระบบภูมิคุ้มกัน และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันสำคัญที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองและจอประสาทตา ช่วยเสริมความจำ การเรียนรู้ และการมองเห็น ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมสำหรับเด็ก เช่น เอนฟาโกร เอพลัส มายด์โปร สูตรเฉพาะที่มี MFGM, DHA, 2’-FL และวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง เหมาะสำหรับใช้เป็นโภชนาการเสริมในช่วงวัยนี้

อย่างไรก็ตาม นมควรเป็นเพียงอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก เด็กวัย 6 ขวบควรได้รับสารอาหารหลักจากอาหารที่หลากหลาย ควบคู่กับการเลือกนมที่เหมาะสม เพื่อให้เติบโตแข็งแรงและมีพัฒนาการสมวัยในระยะยาว

 

พัฒนาการเด็ก 6 ขวบ

พัฒนาการเด็ก 6 ขวบ ครอบคลุมทั้งด้านร่างกายที่ประสานงานกันได้ดีขึ้น ภาษาที่ซับซ้อน และการควบคุมอารมณ์ที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น วัยนี้คือช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านจากเด็กน้อยสู่เด็กโตอย่างเต็มตัวแล้วค่ะ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพัฒนาการลูกในด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • สามารถทรงตัวได้ดีขึ้น วิ่งกระโดดสลับเท้า ปั่นจักรยานสองล้อ หรือเต้นตามจังหวะได้อย่างคล่องแคล่ว
  • การใช้มือและนิ้วมือมีความแม่นยำขึ้น สามารถเขียนตัวอักษร วาดรูปคนที่มีรายละเอียด หรือตัดกระดาษตามเส้นโค้งได้
  • สามารถเล่าเรื่องราวเป็นประโยคยาว ๆ ได้เข้าใจ สื่อความหมายถึงอดีตและอนาคตได้ชัดเจน
  • เริ่มเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีความพยายามที่จะทำตามกฎ และเริ่มสร้างมิตรภาพที่แน่นแฟ้นกับเพื่อน

หากพบว่าลูกเขียนหนังสือไม่ได้หรือจับดินสอไม่ถูกวิธีในวัยนี้ อาจสะท้อนถึงกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ยังไม่แข็งแรงพอ หรือความสัมพันธ์ระหว่างมือและตาที่ยังไม่สมบูรณ์ พ่อแม่ไม่ควรเร่งรัดหรือดุดัน แต่ควรให้กำลังใจและพาไปตรวจเช็คพัฒนาการหากเห็นว่าช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกันอย่างมาก เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขค่ะ

 

การกระตุ้นพัฒนาการเด็ก 6 ขวบ

การส่งเสริมพัฒนาการในวัยนี้ไม่ควรเน้นเฉพาะแค่เรื่องวิชาการนะคะ แต่ควรเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการลงมือทำ เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหาที่พ่อแม่กังวล เช่น ลูกอ่านหนังสือไม่ออก หรือสื่อสารได้ช้า โดยคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตและกระตุ้นพัฒนาการเด็ก 6 ขวบ ดังนี้

  • อ่านนิทานร่วมกัน เพื่อช่วยเพิ่มพูนคลังคำศัพท์และสร้างจินตนาการ เป็นวิธีแก้ปัญหา ลูกอ่านหนังสือไม่ออก ที่ได้ผลและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  • มอบหมายหน้าที่ง่าย ๆ เช่น ช่วยล้างจาน หรือพับผ้า ช่วยฝึกความรับผิดชอบและทักษะการวางแผน
  • ชวนการออกกำลังกายกลางแจ้ง ช่วยพัฒนาความแข็งแรงของร่างกายและความมั่นใจในตนเอง
  • ชวนการเล่นบทบาทสมมติ ช่วยให้เด็กฝึกทักษะทางสังคม การแก้ปัญหา และการสื่อสารอย่างเป็นระบบ

ในกรณีที่พ่อแม่กังวลว่า เด็กเริ่มพูดกี่ขวบ หรือเห็นว่าลูกพูดช้ากว่าวัย ควรเข้าใจว่าแม้เด็ก 6 ขวบจะควรพูดชัดเจนแล้ว แต่หากมีปัญหาการสื่อสารอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ขาดการกระตุ้น การพูดคุยกับลูกบ่อยๆ และการตั้งคำถามปลายเปิดจะช่วยให้เขากล้าแสดงออกมากขึ้น 

นอกจากนี้ การใช้เทคนิคฝึกสมาธิลูกผ่านเกมที่ต้องจดจ่อ เช่น การต่อเลโก้หรือการร้อยลูกปัด ก็จะช่วยให้ลูกมีความนิ่งพร้อมสำหรับการเรียนในห้องเรียนได้มากขึ้นด้วย

 

ของเล่นเด็ก 6 ขวบ

ของเล่นเด็ก 6 ขวบควรเป็นสิ่งที่ช่วยท้าทายความคิด เสริมสร้างจินตนาการ และฝึกทักษะการแก้ปัญหา ของเล่นในวัยนี้จะเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นตามระดับสติปัญญาที่พัฒนาขึ้น ตัวอย่างของเล่นเสริมพัฒนาการเด็กวัยนี้ ได้แก่

  • บอร์ดเกม ช่วยฝึกการทำตามกฎกติกา การวางแผน และการจัดการกับความพ่ายแพ้
  • ของเล่นตัวต่อ เสริมสร้างมิติกุมภาพันธ์ (Spatial Awareness) และความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นระบบ
  • อุปกรณ์ศิลปะ การวาดภาพระบายสีช่วยฝึกกล้ามเนื้อมือและเป็นช่องทางในการระบายอารมณ์ของเด็ก
  • อุปกรณ์กีฬา เช่น ลูกบอล จักรยาน หรือเชือกกระโดด เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายที่แข็งแรง

การเลือกของเล่นที่เหมาะสมจะช่วยลดโอกาสที่ลูกจะติดหน้าจอ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของสมาธิสั้น โดยของเล่นที่ดีไม่จำเป็นต้องราคาแพง แต่ควรเป็นของที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดและลงมือทำด้วยตัวเอง และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมกับลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกเล่นคนเดียว แต่ควรเล่นเป็นเพื่อนลูก และช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นค่ะ

 

การดูแลสุขภาพเด็ก 6 ขวบ

การดูแลสุขภาพเด็ก 6 ขวบ ควรเป็นการดูแลที่ครอบคลุมทั้งเชิงป้องกันและการรักษา โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่โรงเรียนที่มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่าย รวมถึงความปลอดภัยในการเดินทางและการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ดังนี้

  • การฉีดวัคซีน ตรวจสอบและรับวัคซีนกระตุ้นตามนัดของแพทย์ เช่น วัคซีนป้องกันคางทูม หัด หัดเยอรมัน และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี
  • ควรมียาลดไข้เด็กหรือพาราเซตามอล ติดบ้านไว้เสมอ และใช้ตามขนาดน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด
  • ฝึกให้ลูกแปรงฟันเองอย่างสะอาดวันละ 2 ครั้ง และไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือนเพื่อเคลือบฟลูออไรด์
  • คำนึงถึงความปลอดภัยในการเดินทางอยู่เสมอ แม้เด็กจะโตขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องใช้คาร์ซีทเด็กโตเพื่อให้สายเข็มขัดนิรภัยอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยต่อร่างกาย

นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพในวัยนี้ยังรวมถึงการสอนให้ลูกรู้จักดูแลตัวเองเบื้องต้น เช่น การล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหาร หรือการบอกอาการเมื่อรู้สึกไม่สบาย โดยพ่อแม่ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายลูกสม่ำเสมอ เพื่อให้การรักษานั้นทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพค่ะ

 

การนอนของเด็ก 6 ขวบ

คุณภาพการนอนของเด็ก 6 ขวบส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้และอารมณ์ การนอนที่ไม่เพียงพออาจทำให้ลูกกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ และส่งผลเสียต่อระดับน้ำตาลในเลือดและฮอร์โมนการเติบโต เด็กวัยนี้ควรมีตารางนอนเด็กที่สม่ำเสมอ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลการนอนของลูกให้เหมาะสมดังนี้

  • เด็กวัยนี้ควรนอนหลับให้ได้ประมาณ 9-11 ชั่วโมงต่อคืน
  • ควรเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดิมทุกวัน แม้ในวันหยุด เพื่อรักษานาฬิกาชีวิตให้คงที่
  • งดใช้หน้าจอทุกชนิดอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน และจัดบรรยากาศห้องนอนให้เงียบ เย็น และมืดสนิท
  • การอ่านนิทานหรือการพูดคุยเรื่องราวดีๆ ในแต่ละวันจะช่วยให้เด็กผ่อนคลายและหลับลึกขึ้น

สาเหตุที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับตารางนอนเด็กอย่างเคร่งครัด เพราะเด็กที่พักผ่อนเพียงพอจะมีความพร้อมในการเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่โรงเรียนได้ดีกว่า และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวหรืออาการอยู่ไม่นิ่งในช่วงกลางวันได้อีกด้วย

 

การขับถ่ายของเด็ก 6 ขวบ

ระบบขับถ่ายที่ปกติเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงสุขภาพลำไส้และพฤติกรรมการกิน เด็ก 6 ขวบควรสามารถจัดการการขับถ่ายของตัวเองได้แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเพื่อป้องกันโรคทางระบบทางเดินอาหาร โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตและดูแลการขับถ่ายของเด็ก 6 ขวบ ได้ดังนี้

  • ควรขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือวันเว้นวัน โดยที่ลักษณะอุจจาระต้องไม่แข็งจนเกินไป
  • สังเกตลักษณะอุจจาระ แม้ในวัยนี้จะไม่ต้องดูลักษณะอุจจาระทารกปกติแล้ว แต่ยังใช้หลักการเดียวกันคืออุจจาระที่ดีควรนุ่ม สม่ำเสมอ และไม่มีมูกเลือดปน
  • ต้องให้ลูกดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอตลอดทั้งวันเพื่อช่วยให้กากใยอาหารเคลื่อนตัวได้สะดวก
  • สอนวิธีการทำความสะอาดตัวเองอย่างถูกวิธีหลังจากขับถ่ายเสร็จ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

ทั้งนี้ หากลูกมีอาการท้องผูกเรื้อรัง อาจทำให้เขารู้สึกปวดท้อง อึดอัด และไม่อยากทานอาหาร ควรเพิ่มปริมาณผักและผลไม้ในมื้ออาหาร และหากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม อย่าปล่อยทิ้งไว้จนรุนแรงขึ้นค่ะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

พัฒนาการเด็ก 1 ขวบ 
พัฒนาการเด็ก 2 ขวบ
พัฒนาการเด็ก 3 ขวบ
พัฒนาการเด็ก 4 ขวบ
พัฒนาการเด็ก 5 ขวบ
พัฒนาการเด็ก 6 ขวบ

 

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่