นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ให้ลูกนอนเปลตอนกลางคืนได้ไหม เปลแบบไหนที่เหมาะกับทารก

นอนเปล

Enfa สรุปให้

  • การให้ลูกนอนเปลช่วยเสริมพัฒนาการได้ ทั้งด้านการทรงตัว ด้านอารมณ์ และด้านการเจริญเติบโต

  • สามารถให้ลูกนอนเปลได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่ควรเกิน 6 เดือน เนื่องจากหากลูกติดเปลแล้วจะนอนยากขึ้น ควรฝึกให้ลูกนอนเองควบคู่กับการใช้เปลนอน

  • เปลนอนทารกที่ดีควรมีพื้นที่นอนแข็งและราบตรง ไม่ควรมีสิ่งอื่นใดอยู่ในเปลนอน และควรให้ลูกนอนหงายเท่านั้น

เลือกอ่านตามหัวข้อ


เปลนอนทารกเป็นหนึ่งในของใช้เด็กที่คุณแม่หลายคนเลือกใช้เป็นตัวช่วยการนอนของลูกน้อย แต่การให้เด็กทารกนอนเปลมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อีกทั้งยังมีข้อควรระวังมากมายที่คุณแม่ควรรู้ก่อนเลือกใช้เปลนอน เช่น ควรเลือกเปลนอนให้ทารกอย่างไร? ให้ลูกนอนเปลตอนกลางคืนได้ไหม? ทารกนอนเปลทำให้หัวแบนจริงไหม? ซึ่ง Enfa ได้รวมรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกใช้เปลนอนทารกมาฝากคุณแม่กันแล้ว


นอนเปลกับพัฒนาการของทารก

การให้ทารกนอนเปลช่วยให้ทารกหลับง่ายและหลับได้นานขึ้น ซึ่งการนอนหลับที่ดีจะส่งผลต่อพัฒนาการของทารก เนื่องจากทารกวัยแรกเกิดถึง 3 เดือนเด็กจะนอนวันละ 14-17 ชั่วโมง โดยจะนอนตอนกลางวันและตื่นตอนกลางคืนซึ่งเป็นเรื่องปกติในวัยนี้ การนอนเปลทำให้ลูกน้อยนอนหลับสนิทและนอนได้นานขึ้น ไม่สะดุ้งตื่นบ่อยๆ 

โดยการไกวเปลเป็นจังหวะเบาๆ สม่ำเสมอยังช่วยเสริมพัฒนาการทารกด้านการทรงตัว ร่างกายหลั่งสารแห่งการเจริญเติบโตหรือ Growth Hormone และการแขวนโมบายให้ทารกไว้เหนือเปลหรือการที่คุณแม่คอยชวนลูกน้อยเล่นหรือพูดคุยบ่อย ๆ ยังช่วยให้ทารกอารมณ์ดี เรียนรู้เร็วฝึกการจดจำและช่างสังเกตได้ด้วย


เด็กนอนเปลดีไหม

การให้เด็กนอนเปลเหมาะกับเด็กทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน เพราะเป็นวัยที่ทารกใช้เวลานอนมาก ไม่ควรใช้เปลนอนทารกเกิน 5-6 เดือน เนื่องจากเมื่อเด็กทารกเริ่มโตขึ้นจะเริ่มตื่นมากกว่านอนหลับและเริ่มมีการขยับตัว ไขว่คว้าสิ่งของ อาจเกิดอันตรายได้

โดยข้อดีของการให้เด็กนอนเปลคือ เด็กมักจะนอนได้นาน ไม่สะดุ้งตื่นบ่อย การไกวเปลเบาๆ สม่ำเสมออาจช่วยให้เด็กนอนหลับได้นานขึ้น และการนอนได้ดีจะช่วยเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ให้เด็กได้ด้วย

นอกจากนี้ การให้เด็กนอนเปลควรเลือกใช้เพียงรอบการนอนที่ลูกหลับยาก หรือรอบที่เราอยากให้ลูกนอนได้ดี หลับได้นานขึ้น คือ การนอนรอบแรกของวัน ไม่ควรให้เด็กนอนเปลทั้งวัน และไม่ควรไกวเปลตลอดการนอน เพราะจะทำให้เด็กติดเปล

 

ข้อเสียของการนอนเปล

ข้อเสียของการนอนเปลคือคุณแม่ต้องคอยไกวเปลจนกว่าลูกจะหลับ และยังมีโอกาสทำให้เด็กติดเปลได้ง่าย ทำให้นอนได้ยากขึ้นหากไม่มีเปล เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องเปลี่ยนที่นอนหรือเดินทางไปเที่ยว ลูกจะนอนไม่หลับหรือหลับได้ยากขึ้น

การนอนเปลยังทำให้ทารกเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน เมื่อทารกกินนมอิ่มแล้วคุณแม่ไม่ควรรีบให้ลูกนอนทันที ควรจับเรอให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการแหวะนมหรือสำลักนมตอนนอน เพราะจะทำให้ลูกมีอาการไอ หายใจครืดคราด นอนหลับได้ไม่ดี และหากน้ำนมไหลย้อนเข้าไปที่ปอดอาจเกิดอาการปอดติดเชื้อ ปอดบวม

นอกจากนี้ การให้ลูกนอนเปลยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคไหลตายในทารก หรือ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) โดยมักพบการเสียชีวิตขณะนอนหลับในทารกช่วงอายุ 1 ปีแรก เกิดขึ้นได้แม้ในทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงดี พบบ่อยที่อายุ 2-4 เดือน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสิ่งกีดขวางการหายใจของทารกขณะนอนหลับ เช่น การจัดท่าให้ทารกนอนคว่ำ หรือนอนตะแคง การที่มีผ้าห่มหรือวัตถุนิ่ม ๆ ปิดหน้าทารกขณะนอนหลับ เป็นต้น

เนื่องจากทารกยังไม่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะได้ดี ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะนี้ คือ ทารกเกิดก่อนกำหนด ควันบุหรี่ และอุณหภูมิห้องนอนที่ร้อน หรือเปลนอนที่อากาศไม่ถ่ายเท


เปลแบบไหนเหมาะกับทารก

ปัจจุบันมีเปลทารกหลายแบบให้คุณแม่เลือกใช้ สิ่งสำคัญในการเลือกเปลนอนทารกคือควรเลือกเปลที่มีความแข็งแรง ได้มาตรฐาน และเหมาะกับการใช้งาน โดยเปลทารกแต่ละแบบนั้นมีความแตกต่างกัน ดังนี้


Crib เปลนอนทารก หรือเตียงนอนทารกขนาดใหญ่

เปลนอนทารกแบบ Crib เป็นเตียงนอนทารกขนาดใหญ่ที่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และควรมีมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐานความปลอดภัยของเตียงเด็กเล็ก ซึ่งต้องมีคุณลักษณะ ดังนี้

  • มีราวกันตกซึ่งมีซี่ราวห่างกันไม่เกิน 6 ซม.
  • ราวกันตกจะต้องมีตัวยึดที่ดี เด็กไม่สามารถเหนี่ยวรั้งให้ตกได้เอง จากขอบบนของเบาะที่นอนถึงราวกันตกด้านบนต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า 65 เซนติเมตร หรือ 3 ใน 4 ของความสูงเด็ก
  • เบาะที่นอนต้องพอดีกับเตียง และไม่มีช่องว่างระหว่างเบาะกับราวกันตกเกินกว่าด้านละ  3 เซนติเมตร
  • ผนังเตียงด้านศีรษะและเท้าต้องไม่มีการตัดตกแต่งให้เกิดช่องว่าง
  • พื้นรองเบาะที่นอนต้องทึบและแข็ง
  • มุมเสาทั้ง 4 มุมต้องเรียบ มีส่วนนูนได้ไม่เกิน 1.5 มิลลิเมตร

สิ่งสำคัญนอกเหนือจากเตียงที่ได้มาตรฐานคือ หากวางร่วมกับเฟอร์นิเจอร์อื่นในห้อง ควรมีช่องว่างไม่เกิน 6-23 เซนติเมตร เพื่อป้องกันเด็กตกลงไปติดในช่องดังกล่าว


Cradle เปลโยกทารก หรือเปลไกวทารก

เปลโยกทารกหรือเปลไกวทารกแบบ Cradle เป็นเปลขนาดเล็ก เหมาะกับเด็กทารกแรกเกิดแต่ไม่ควรเกิน 1 ปีหรือเด็กที่เริ่มตั้งไข่เกาะยืน มีขนาดเล็ก กะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ง่าย ปัจจุบันมีแบบไฟฟ้าช่วยลดภาระคุณแม่ไม่ต้องไกวเปล แต่ไม่ควรไกวเปลตลอดการนอนของลูก เมื่อลูกหลับควรปล่อยให้นอนนิ่งๆ หรืออุ้มขึ้นไปนอนที่นอนหรือเตียงแบบราบ เพื่อป้องกันลูกติดเปล

 

Bassinets เปลนอนทารกชนิดเข็นได้

เปลนอนเด็กอ่อนหรือเปลนอนทารกชนิดเข็นได้แบบ Bassinets นี้เหมาะกับเด็กแรกเกิดถึง 6 เดือน มีขนาดเล็ก ช่วยให้คุณแม่ดูแลลูกขณะนอนหรือให้นมได้สะดวก โดยสามารถวางเทียบกับเตียงที่คุณแม่นอนได้ เข็นโยกเบา ๆ ช่วยให้เด็กนอนหลับง่ายขึ้นได้ 


Moses Basket เปลหวายทารก หรือตะกร้านอนทารก

เปลหวายทารกหรือตะกร้านอนทารกชนิดนี้เหมาะกับเด็กทารกแรกเกิดถึง 4 เดือน หรือทารกที่เริ่มพลิกตัวเองได้ เหมาะกับการใช้งานในบ้าน เปลหวายทารกแบบ Moses Basket สามารถหิ้วทารกไปไว้ในรถเข็นเด็กหรือคาร์ทซีท มีหูจับหิ้วสะดวก ข้อควรระวังคือ อาจหลุดมือขณะหิ้วตะกร้า ควรตรวจเช็กหูตะกร้า และใช้มือรองใต้ตะกร้าตอนหิ้วทุกครั้ง


เปลแบบไหนไม่เหมาะกับทารก

เปลนอนที่ไม่เหมาะกับทารกคือเปลนอนทารกชนิด Cloth Swing หรือเปลญวนทารก หรือเปลอู่ และเปลผ้าทุกชนิด เนื่องจากโครงสร้างเปลไม่ค่อยแข็งแรง อาจพลิกคว่ำได้ง่าย วัสดุที่เป็นผ้าหรือตาขายไนลอนอาจทำให้เด็กไม่สบายตัว 

ทั้งนี้ สมาคมกุมารแพทย์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics - AAP) ได้ให้คำแนะนำเรื่องการนอนของทารกอย่างปลอดภัยในการป้องกันโรค SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) หรือการเสียชีวิตขณะนอนหลับแล้ว ดังนี้

  • ที่นอนมีพื้นผิวเรียบแน่นและแข็ง 
  • เลือกเปลนอนทารกที่ได้มาตรฐาน แข็งแรง และจัดวางอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำ
  • ที่นอนหรือเบาะนอนควรพอดีกับเปล ผ้าปูแน่นสนิท ไม่มีสิ่งอื่นใดอยู่ในเปล โดยเฉพาะวัสดุอ่อนนิ่ม เช่น ตุ๊กตา ผ้าห่ม 
  • ควรให้ทารกนอนหงาย
  • ไม่ควรนอนรวมกับทารก หากให้นมทารกบนเตียงควรย้ายทารกไปนอนที่เปลหลังให้นมเสร็จ


ให้ลูกนอนเปลตอนกลางคืนได้ไหม

การใช้เปลนอนทารกควรใช้เพียงตอนกลางวันเท่านั้นเพราะคุณแม่สามารถดูแลอย่างใกล้ชิดได้ โดยแนะนำให้ใช้ในการนอนรอบแรกของวันเพราะทารกจะใช้เวลาในการนอนนานที่สุด ไม่ควรไกวเปลตลอดการนอน เมื่อลูกหลับแล้วควรปล่อยให้นอนในเปลนิ่ง ๆ หรืออุ้มทารกขึ้นไปนอนบนเตียงสำหรับเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กติดเปลไม่ควรให้ทารกนอนเปลตอนกลางคืน คุณแม่ควรฝึกให้ทารกนอนเองได้โดยไม่ต้องไกวเปล


ทารกนอนเปลผ้าขาวม้าได้ไหม

การนอนเปลผ้าขาวม้ามีข้อดีคือทำให้ทารกอยู่ในท่านอนหงายเท่านั้น จึงลดความเสี่ยงโรค SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) หรือการเสียชีวิตขณะนอนหลับ ทำให้เด็กนอนหลับได้นาน แต่ไม่ควรใช้หมอนหรือผ้าพันรัดตัวเด็ก และควรใช้จนถึงอายุเด็ก 4-5 เดือนเท่านั้น เพราะเมื่อเด็กเริ่มพลิกตัวจะเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำได้ ควรเปลี่ยนไปใช้เปลแบบเตียงหรือแบบคอก 


ทารกนอนเปลทำให้หัวแบนจริงไหม

ทารกแรกเกิดกะโหลกศีรษะอ่อนและกะโหลกศีรษะยังเชื่อมติดกันไม่สนิท ทำให้มีการยุบตัวหดตัวได้ง่าย การนอนหงายเป็นเวลานานจึงทำให้ทารกนอนเปลหัวแบนได้ โดยเฉพาะการนอนเปลผ้าขาวม้าหรือการผูกอู่ 

ทารกควรนอนในท่านอนหงาย คุณแม่อาจคอยพลิกหน้าทารกให้ตะแคงข้างเป็นเวลา 10-15 นาทีแล้วสลับข้าง ไม่จับลูกนอนคว่ำ เพราะทารกยังไม่แข็งแรงพอจะพลิกศีรษะเองได้ อาจฟุบหน้าไปกับที่นอนหรือหมอนทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจและเสียชีวิต หรืออาจใช้หมอนหัวทุยช่วยเสริมได้ 


เปลเด็กหรือเตียงเด็กแบบไหนตอบโจทย์พัฒนาการลูกน้อย

การเลือกใช้เปลเด็กหรือเตียงเด็กนั้นคุณแม่สามารถเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้เลยโดยคำนึงถึงข้อดี-ข้อเสียตามที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยระมัดระวังการใช้งานไม่ให้เด็กติดเปล ส่วนการเสริมพัฒนาการลูกน้อยสามารถเลือกใช้โมบาย สื่อการเรียนรู้ หรือของเล่นเสริมพัฒนาร่วมด้วยได้ ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่คือส่วนสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการทางด้านอารมณ์ ร่างกาย และสติปัญญาให้แก่ลูก เพราะของเล่นที่ดีที่สุดของลูกคือพ่อแม่ 


นอนเปล

เลือกโภชนาการที่มี MFGM เพื่อ IQ และทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า

เด็กจะเติบโตมาพร้อมกับทักษะสมองที่ดีได้นั้น นอกเหนือจากการส่งเสริมและสนับสนุนการทำกิจกรรม และการเรียนรู้ที่สมวัยแล้ว การใส่ใจเลือกโภชนาการที่ดี มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ให้ลูกได้กินอาหารที่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอยากให้ลูกมีพัฒนาการสมองดี ควรเลือกนมที่มี MFGM ซึ่งเป็นสุดยอดสารอาหารในนมแม่ สารอาหารสมองชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง

นอกจากนี้ โภชนาการที่ดียังมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะ EF ทั้ง 3 ด้านหลัก ดังนี้

  • สมองจำดี (Working Memory) เก็บข้อมูลที่มองเห็นและได้ยิน มาใช้ในเวลาที่ต้องการ
  • ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้
  • ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) รู้จักรอ ยับยั้งชั่งใจ ควบคุมอารมณ์ คิดก่อนลงมือทำ

การเลือกโภชนาการที่มี MFGM จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมั่นคง มีสมองที่ปราดเปรื่อง และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จที่เหนือกว่าในอนาคต

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่