นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ลูกพูดไม่หยุด ลูกชอบพูดเพ้อเจ้อ อาการแบบนี้ผิดปกติหรือเปล่านะ

Enfa สรุปให้

  • ลูกพูดไม่หยุด พูดมากได้ตลอดทั้งวัน โดยทั่วไปแล้วถือเป็นพัฒนาการแห่งวัยตามปกติ ไม่ใช่สัญญาณผิดปกติแต่อย่างใด และเป็นข้อบ่งชี้ว่าลูกมีทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่ก้าวกระโดด
  • ลูกชอบพูดเพ้อเจ้อ จริง ๆ แล้วเป็นสัญญาณของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโต ลูกสามารถนำข้อมูลหรือประสบการณ์ต่าง ๆ มาปะติดปะต่อ ผูกเป็นเรื่องราว และเล่าออกมาได้อย่างน่าสนใจ
  • ลูกพูดมาก ในบางกรณีอาจเป็นผลพวงมาจากภาวะสมาธิสั้นได้ หากคุณพ่อคุณแม่กังวลที่ลูกพูดมากและรับมืออย่างไรก็ไม่ดีขึ้น ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยพัฒนาการ

เลือกอ่านตามหัวข้อ


ตอนลูกยังแบเบาะ คุณพ่อคุณแม่ต่างก็พากันลุ้นสุดตัวว่าลูกจะเรียก พ่อ หรือเรียก แม่ ได้ก่อนกัน พยายามเช้าเย็นเพื่อจะกระตุ้นให้ลูกพูดอะไรก็ได้สัก 1 คำ เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นแบบสุด ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปลูกน้อยโตขึ้น พูดจาได้คล่องแคล่ว คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเริ่มพบว่า ลูกพูดไม่หยุด ลูกชอบพูดเพ้อเจ้อ สามารถพูดได้เรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน มีเรื่องราวมากมายมาพูดให้ฟังจนคุณพ่อคุณตามไม่ทัน และเริ่มมีความคิดในหัวดังขึ้นมาว่า ฉันจะทำยังไงให้ลูกพูดน้อยลงได้บ้างนะ หากคุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญกับปัญหาชวนเอ็นดูเพราะลูกพูดมากอยู่ล่ะก็ บทความนี้จาก Enfa มีสาระน่ารู้ พร้อมแนวทางรับมือเมื่อลูกพูดไม่หยุดมาฝากค่ะ

 

 

ลูกพูดไม่หยุด ผิดปกติหรือเปล่า

ปัญหาลูกพูดมาก ลูกพูดไม่หยุด ฟังแล้วเป็นปัญหาที่อดยิ้มให้ไม่ได้นะคะ นึกภาพว่าในแต่ละวันลูกน้อยมีเรื่องมาพูดให้ฟังไม่หยุด ก็คงจะน่ารักน่าเอ็นดูมากทีเดียว คุณพ่อคุณแม่บางท่านฟังไปก็เพลินไป แต่บางท่านก็ฟังไปพร้อมกับแอบ “ร้องขอชีวิต” ในใจ เพราะนั่งฟังลูกพูดมาเป็นชั่วโมงจนเริ่มง่วงแล้ว ก็ยังพักไม่ได้ ต้องตั้งใจฟังต่อให้จบเรื่องอยู่ดี

โดยทั่วไปแล้ว ปัญหาลูกพูดไม่หยุดถือเป็นพัฒนาการตามวัยที่พบได้ตามปกติ ไม่ได้หมายความว่าลูกมีความผิดปกติแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ยังอาจเป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกว่าลูกมีพัฒนาการที่โดดเด่น เพราะเด็กที่ช่างพูดมักมีทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่ดี มีความสามารถในการจดจำเรื่องราวได้แม่นยำ มีคลังคำศัพท์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเด็กช่างคิดและช่างสังเกตสิ่งรอบตัวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการลูกพูดมาก พูดไม่หยุด บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของภาวะสมาธิสั้นได้เหมือนกัน ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลในเรื่องนี้ สามารถพาลูกไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็กเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ค่ะ

 

พัฒนาการการพูดของลูกน้อย

หนึ่งในพัฒนาการของลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน คือทักษะด้านการพูดและการสื่อสาร

ในช่วงขวบปีแรก ลูกน้อยมักยังพูดอ้อแอ้ หรืออย่างมากก็สามารถเรียก “พ่อ” หรือ “แม่” แบบไม่ชัดได้ เช่น พอพอ ปาปา มามา แมแม แต่ยังไม่สามารถพูดเป็นคำ ๆ ได้อย่างชัดเจน

เมื่อเข้าสู่วัย 1-2 ขวบ ลูกจะเริ่มพยายามพูดมากขึ้น เรียกพ่อเรียกแม่ได้ชัดเจนขึ้น เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ และทำตามได้ แม้การออกเสียงจะยังไม่ชัด หรือพูดผิด ๆ ถูก ๆ อยู่บ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยความน่าเอ็นดู

และเมื่อลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบขึ้นไป นี่เองที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจะเริ่มรู้สึกว่า ลูกน้อยช่างพูดเสียเหลือเกิน พูดไปเรื่อย ๆ หรือพูดแทบไม่หยุด เพราะลูกสามารถใช้คำได้หลากหลายขึ้น เริ่มเรียบเรียงเป็นประโยคสั้น ๆ ที่มีคำตั้งแต่ 3 คำขึ้นไป มากไปกว่านั้น ลูกน้อยก็มีความเข้าใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น มีความคิดและจินตนาการที่หลากหลาย จดจำได้ดีขึ้น และมีคลังคำศัพท์เพิ่มขึ้น จึงพร้อมที่จะสื่อสารมากขึ้น และพูดมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

 

ลูกชอบพูดเพ้อเจ้อ ลูกพูดทั้งวันไม่หยุด คุณพ่อคุณแม่รับมือยังไงดี

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญกับปัญหา ลูกพูดเก่ง ชอบพูดจ้อ พูดไม่หยุด อาจใช้วิธีเหล่านี้รับมือได้ค่ะ

 

  • กำหนดขอบเขตด้วยความรัก

เมื่อใดก็ตามที่คุณพ่อคุณแม่มีภารกิจอื่นที่ต้องทำ หรือจำเป็นต้องใช้สมาธิ ควรบอกลูกอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขอเวลาแม่สัก 20 นาทีนะคะ หนูนั่งเล่นของเล่นรอก่อน พอเสร็จแล้วเดี๋ยวแม่กลับมาฟังต่อ” 

การสื่อสารเช่นนี้จะช่วยสร้างขอบเขตในการสนทนา และทำให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ว่าแต่ละคนมีเวลาของตนเอง รวมถึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไป

 

  • ถึงจะรำคาญ ก็ห้ามบอกลูกว่ารำคาญ

ไม่ใช่เรื่องผิดหากคุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยหรือแอบรำคาญอยู่ในใจบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือไม่ควรพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมาให้ลูกได้ยิน ควรหลีกเลี่ยงคำพูดเชิงลบ เช่น “ลูกพูดไม่หยุดเลย!” หรือ “เงียบสักทีได้ไหม” เพราะการตอบโต้ในลักษณะนี้อาจทำให้ลูกรู้สึกอับอาย สูญเสียความมั่นใจ และอาจกลายเป็นปมในใจ จนไม่กล้าแสดงออกหรือเลือกที่จะเป็นเด็กเก็บตัวในอนาคตได้

ดังนั้น หากเริ่มรู้สึกว่าลูกพูดต่อเนื่องไม่หยุด ลองอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เช่น “เรื่องที่หนูเล่าเมื่อกี้สนุกมากเลย แต่ตอนนี้แม่เริ่มเหนื่อยแล้ว หนูก็คงเหนื่อยเหมือนกัน เราพักนอนกลางวันก่อนดีไหม พอตื่นแล้วค่อยมาเล่าให้แม่ฟังต่อ” การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งรักษาน้ำใจลูกเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกเรียนรู้การเข้าใจผู้อื่น และตระหนักว่าไม่มีใครสามารถฟังเราได้ตลอดทั้งวัน ทุกคนต่างก็ต้องการเวลาพักผ่อนเช่นเดียวกัน

 

  • ฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง 

เด็กเล็กสามารถเรียนรู้ได้ดีผ่านการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์และการแสดงออก พูดในจังหวะที่เหมาะสม และไม่พูดต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จำเป็นต้องค่อย ๆ สอนและฝึกให้ลูกเข้าใจเรื่องกาลเทศะในการสื่อสาร

วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการหากิจกรรมอื่นมาคั่นช่วงเวลา ประมาณ 3-5 นาที เช่น ชวนวาดรูป ปั้นดินน้ำมัน หรือเต้นประกอบเพลง โดยบอกกับลูกว่า “เราพักคุยกันแล้วไปทำอย่างอื่นสักครู่หนึ่งกันดีกว่าไหมคะ” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการพูดอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่า เราไม่สามารถนั่งพูดได้ตลอดทั้งวัน เพราะยังมีกิจกรรมและหน้าที่อื่น ๆ ที่ต้องทำเช่นกัน

 

  • ฝึกให้ลูกเป็นผู้รับฟังที่ดี

แทนที่จะปล่อยให้ลูกพูดอยู่ฝ่ายเดียว คุณพ่อคุณแม่ควรสลับบทบาทมาเป็นผู้พูดบ้าง เมื่อลูกเล่าเรื่องจบ อาจบอกอย่างอ่อนโยนว่า “โอเค คราวนี้ขอให้แม่พูดบ้างนะคะ หนูช่วยตั้งใจฟังแม่หน่อยได้ไหม”

แม้ลูกจะแสดงท่าทีอยากขัดจังหวะหรือรีบพูดต่อ คุณพ่อคุณแม่ควรใจแข็งและค่อย ๆ ย้ำกติกา เพื่อให้ลูกรู้จักรอคอยและเคารพจังหวะของผู้อื่น

อีกวิธีหนึ่งคือการกำหนดเวลา เช่น ผลัดกันพูดคนละ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอย การฟังอย่างตั้งใจ และเรียนรู้บทบาทของการเป็นผู้ฟังที่ดีควบคู่ไปกับการเป็นผู้พูด

 

ลูกพูดเยอะ คือสัญญาณของพัฒนาการที่ดี

แม้ปัญหาลูกพูดเยอะอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หมดพลังงานไม่น้อย เพราะต้องรับบทเป็นผู้ฟังตลอดทั้งวัน แต่แท้จริงแล้ว การที่ลูกพูดมากเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณของพัฒนาการที่ดี เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงทักษะหลายด้านที่กำลังก้าวหน้าอย่างชัดเจน ได้แก่

  • มีทักษะความจำที่ดี ลูกสามารถจดจำเรื่องราวที่ได้ฟังหรือพบเห็นได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังจดจำคำศัพท์ใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ในการสื่อสารได้อย่างหลากหลาย
  • มีทักษะการสื่อสารที่ดี ทักษะนี้อาจได้รับการส่งเสริมจากการอ่านหนังสือด้วยตนเอง หรือการที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ฟังเป็นประจำ จึงทำให้ลูกมีคลังคำศัพท์มากพอที่จะถ่ายทอดความคิดของตนเองออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว
  • มีพัฒนาการด้านสมองที่ดี เมื่อจำได้ดีและมีคำศัพท์หลากหลาย ลูกก็จะเริ่มเรียนรู้การเรียบเรียงความคิด เพื่อนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวให้คนรอบตัวฟังได้อย่างต่อเนื่อง
  • เป็นเด็กช่างคิด ช่างสังเกต เด็กบางคนเห็นสิ่งใดก็อดสงสัยไม่ได้ มักตั้งคำถามอยู่เสมอ และยังสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นเข้ากับประสบการณ์ของตนเองได้ เช่น เมื่อดูสารคดีเกี่ยวกับนก แล้วพูดขึ้นมาว่า “นกตัวนั้นเหมือนที่เราเคยเห็นในสวนสัตว์เลยใช่ไหมคะแม่”

เลือกเอนฟาโกรสูตรที่ใช่ แบรนด์เดียวที่เสริม MFGM

ทักษะการเรียนรู้ที่สมวัย เริ่มต้นจากการดูแลให้ลูกน้อยได้รับโภชนาการที่ดีและอย่างต่อเนื่อง เอนฟาโกร เอพลัส มายด์โปร สูตรเฉพาะที่มี MFGM, DHA, 2’-FL และวิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง

 


บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ดูแลลูกน้อย

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Cart TH Join Enfamama