
Enfa สรุปให้

เลือกอ่านตามหัวข้อ
ตอนลูกยังแบเบาะ คุณพ่อคุณแม่ต่างก็พากันลุ้นสุดตัวว่าลูกจะเรียก พ่อ หรือเรียก แม่ ได้ก่อนกัน พยายามเช้าเย็นเพื่อจะกระตุ้นให้ลูกพูดอะไรก็ได้สัก 1 คำ เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นแบบสุด ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปลูกน้อยโตขึ้น พูดจาได้คล่องแคล่ว คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเริ่มพบว่า ลูกพูดไม่หยุด ลูกชอบพูดเพ้อเจ้อ สามารถพูดได้เรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน มีเรื่องราวมากมายมาพูดให้ฟังจนคุณพ่อคุณตามไม่ทัน และเริ่มมีความคิดในหัวดังขึ้นมาว่า ฉันจะทำยังไงให้ลูกพูดน้อยลงได้บ้างนะ หากคุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญกับปัญหาชวนเอ็นดูเพราะลูกพูดมากอยู่ล่ะก็ บทความนี้จาก Enfa มีสาระน่ารู้ พร้อมแนวทางรับมือเมื่อลูกพูดไม่หยุดมาฝากค่ะ
ปัญหาลูกพูดมาก ลูกพูดไม่หยุด ฟังแล้วเป็นปัญหาที่อดยิ้มให้ไม่ได้นะคะ นึกภาพว่าในแต่ละวันลูกน้อยมีเรื่องมาพูดให้ฟังไม่หยุด ก็คงจะน่ารักน่าเอ็นดูมากทีเดียว คุณพ่อคุณแม่บางท่านฟังไปก็เพลินไป แต่บางท่านก็ฟังไปพร้อมกับแอบ “ร้องขอชีวิต” ในใจ เพราะนั่งฟังลูกพูดมาเป็นชั่วโมงจนเริ่มง่วงแล้ว ก็ยังพักไม่ได้ ต้องตั้งใจฟังต่อให้จบเรื่องอยู่ดี
โดยทั่วไปแล้ว ปัญหาลูกพูดไม่หยุดถือเป็นพัฒนาการตามวัยที่พบได้ตามปกติ ไม่ได้หมายความว่าลูกมีความผิดปกติแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ยังอาจเป็นสัญญาณที่ดี บ่งบอกว่าลูกมีพัฒนาการที่โดดเด่น เพราะเด็กที่ช่างพูดมักมีทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่ดี มีความสามารถในการจดจำเรื่องราวได้แม่นยำ มีคลังคำศัพท์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังเป็นเด็กช่างคิดและช่างสังเกตสิ่งรอบตัวอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการลูกพูดมาก พูดไม่หยุด บางครั้งอาจเป็นสัญญาณของภาวะสมาธิสั้นได้เหมือนกัน ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่มีความกังวลในเรื่องนี้ สามารถพาลูกไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็กเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ค่ะ
หนึ่งในพัฒนาการของลูกน้อยที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน คือทักษะด้านการพูดและการสื่อสาร
ในช่วงขวบปีแรก ลูกน้อยมักยังพูดอ้อแอ้ หรืออย่างมากก็สามารถเรียก “พ่อ” หรือ “แม่” แบบไม่ชัดได้ เช่น พอพอ ปาปา มามา แมแม แต่ยังไม่สามารถพูดเป็นคำ ๆ ได้อย่างชัดเจน
เมื่อเข้าสู่วัย 1-2 ขวบ ลูกจะเริ่มพยายามพูดมากขึ้น เรียกพ่อเรียกแม่ได้ชัดเจนขึ้น เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ และทำตามได้ แม้การออกเสียงจะยังไม่ชัด หรือพูดผิด ๆ ถูก ๆ อยู่บ้าง แต่ก็เต็มไปด้วยความน่าเอ็นดู
และเมื่อลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบขึ้นไป นี่เองที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจะเริ่มรู้สึกว่า ลูกน้อยช่างพูดเสียเหลือเกิน พูดไปเรื่อย ๆ หรือพูดแทบไม่หยุด เพราะลูกสามารถใช้คำได้หลากหลายขึ้น เริ่มเรียบเรียงเป็นประโยคสั้น ๆ ที่มีคำตั้งแต่ 3 คำขึ้นไป มากไปกว่านั้น ลูกน้อยก็มีความเข้าใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น มีความคิดและจินตนาการที่หลากหลาย จดจำได้ดีขึ้น และมีคลังคำศัพท์เพิ่มขึ้น จึงพร้อมที่จะสื่อสารมากขึ้น และพูดมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง
หากคุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญกับปัญหา ลูกพูดเก่ง ชอบพูดจ้อ พูดไม่หยุด อาจใช้วิธีเหล่านี้รับมือได้ค่ะ
เมื่อใดก็ตามที่คุณพ่อคุณแม่มีภารกิจอื่นที่ต้องทำ หรือจำเป็นต้องใช้สมาธิ ควรบอกลูกอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขอเวลาแม่สัก 20 นาทีนะคะ หนูนั่งเล่นของเล่นรอก่อน พอเสร็จแล้วเดี๋ยวแม่กลับมาฟังต่อ”
การสื่อสารเช่นนี้จะช่วยสร้างขอบเขตในการสนทนา และทำให้ลูกค่อย ๆ เรียนรู้ว่าแต่ละคนมีเวลาของตนเอง รวมถึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไป
ไม่ใช่เรื่องผิดหากคุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยหรือแอบรำคาญอยู่ในใจบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือไม่ควรพูดถ้อยคำเหล่านั้นออกมาให้ลูกได้ยิน ควรหลีกเลี่ยงคำพูดเชิงลบ เช่น “ลูกพูดไม่หยุดเลย!” หรือ “เงียบสักทีได้ไหม” เพราะการตอบโต้ในลักษณะนี้อาจทำให้ลูกรู้สึกอับอาย สูญเสียความมั่นใจ และอาจกลายเป็นปมในใจ จนไม่กล้าแสดงออกหรือเลือกที่จะเป็นเด็กเก็บตัวในอนาคตได้
ดังนั้น หากเริ่มรู้สึกว่าลูกพูดต่อเนื่องไม่หยุด ลองอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เช่น “เรื่องที่หนูเล่าเมื่อกี้สนุกมากเลย แต่ตอนนี้แม่เริ่มเหนื่อยแล้ว หนูก็คงเหนื่อยเหมือนกัน เราพักนอนกลางวันก่อนดีไหม พอตื่นแล้วค่อยมาเล่าให้แม่ฟังต่อ” การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งรักษาน้ำใจลูกเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกเรียนรู้การเข้าใจผู้อื่น และตระหนักว่าไม่มีใครสามารถฟังเราได้ตลอดทั้งวัน ทุกคนต่างก็ต้องการเวลาพักผ่อนเช่นเดียวกัน
เด็กเล็กสามารถเรียนรู้ได้ดีผ่านการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการฝึกให้ลูกรู้จักควบคุมอารมณ์และการแสดงออก พูดในจังหวะที่เหมาะสม และไม่พูดต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จำเป็นต้องค่อย ๆ สอนและฝึกให้ลูกเข้าใจเรื่องกาลเทศะในการสื่อสาร
วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือการหากิจกรรมอื่นมาคั่นช่วงเวลา ประมาณ 3-5 นาที เช่น ชวนวาดรูป ปั้นดินน้ำมัน หรือเต้นประกอบเพลง โดยบอกกับลูกว่า “เราพักคุยกันแล้วไปทำอย่างอื่นสักครู่หนึ่งกันดีกว่าไหมคะ” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการพูดอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่า เราไม่สามารถนั่งพูดได้ตลอดทั้งวัน เพราะยังมีกิจกรรมและหน้าที่อื่น ๆ ที่ต้องทำเช่นกัน
แทนที่จะปล่อยให้ลูกพูดอยู่ฝ่ายเดียว คุณพ่อคุณแม่ควรสลับบทบาทมาเป็นผู้พูดบ้าง เมื่อลูกเล่าเรื่องจบ อาจบอกอย่างอ่อนโยนว่า “โอเค คราวนี้ขอให้แม่พูดบ้างนะคะ หนูช่วยตั้งใจฟังแม่หน่อยได้ไหม”
แม้ลูกจะแสดงท่าทีอยากขัดจังหวะหรือรีบพูดต่อ คุณพ่อคุณแม่ควรใจแข็งและค่อย ๆ ย้ำกติกา เพื่อให้ลูกรู้จักรอคอยและเคารพจังหวะของผู้อื่น
อีกวิธีหนึ่งคือการกำหนดเวลา เช่น ผลัดกันพูดคนละ 10 นาที วิธีนี้จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอย การฟังอย่างตั้งใจ และเรียนรู้บทบาทของการเป็นผู้ฟังที่ดีควบคู่ไปกับการเป็นผู้พูด
แม้ปัญหาลูกพูดเยอะอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หมดพลังงานไม่น้อย เพราะต้องรับบทเป็นผู้ฟังตลอดทั้งวัน แต่แท้จริงแล้ว การที่ลูกพูดมากเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณของพัฒนาการที่ดี เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงทักษะหลายด้านที่กำลังก้าวหน้าอย่างชัดเจน ได้แก่
ทักษะการเรียนรู้ที่สมวัย เริ่มต้นจากการดูแลให้ลูกน้อยได้รับโภชนาการที่ดีและอย่างต่อเนื่อง เอนฟาโกร เอพลัส มายด์โปร สูตรเฉพาะที่มี MFGM, DHA, 2’-FL และวิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ดูแลลูกน้อย
Enfa สรุปให้ การแก้ปัญหาลูกไม่ยอมเขียนหนังสือ ควรเริ่มจากการสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเขียนก่อน เช่...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ปัญหาลูกอ่านหนังสือไม่ออก มักมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกที่ไม่เคยปลูกฝังเรื...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ การฝึกสมาธิเด็ก ควรเริ่มตั้งแต่ลูกอายุยังน้อย เพื่อกระตุ้นให้ลูกมีทักษะการจดจ่อต่อส...
อ่านต่อ