
Enfa สรุปให้
เด็ก 1 เดือน เป็นช่วงวัยที่ร่างกายและสมองของลูกน้อยกำลังปรับตัวจากชีวิตในครรภ์สู่โลกภายนอก ระบบต่าง ๆ ยังทำงานไม่สมบูรณ์ เด็กจึงต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด
พัฒนาการเด็ก 1 เดือน ส่วนใหญ่เป็นพัฒนาการด้านการตอบสนองตามธรรมชาติ แม้ยังควบคุมร่างกายเองไม่ได้มาก แต่สมองกำลังเรียนรู้จากประสบการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว
พัฒนาเด็ก 1 เดือน ควรเน้นการกระตุ้นอย่างอ่อนโยนและเหมาะสมกับวัย เช่น การอุ้ม กอด สบตา พูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เปิดโอกาสให้ลูกได้ขยับร่างกายอย่างปลอดภัย

เลือกอ่านตามหัวข้อ
ช่วงเวลาที่ลูกน้อยเข้าสู่วัยเด็ก 1 เดือน เป็นช่วงที่หลายครอบครัวเริ่มรู้สึกว่า “ลูกไม่เหมือนตอนอยู่โรงพยาบาลแล้ว” บางคนร้องมากขึ้น บางคนตื่นบ่อย บางคนถ่ายไม่เหมือนเดิม ทำไมทารกผมร่วง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดคำถามมากมาย ซึ่งบทความนี้ Enfa จะให้คำแนะนำและคลายข้อสงสัยของคุณพ่อคุณแม่อย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจการดูแลลูกวัยนี้ได้อย่างถูกต้องและสบายใจมากขึ้นค่ะ
เด็ก 1 เดือนถือว่ายังอยู่ในช่วงปรับตัวกับโลกภายนอกอย่างมาก ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทารก 1 เดือนยังทำงานไม่สมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยอาหาร การควบคุมอุณหภูมิ หรือการนอนหลับก็ตาม
พฤติกรรมทารก 1 เดือนที่พบได้ตามปกติ ได้แก่
สิ่งสำคัญคือ เด็กวัยนี้ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมได้เอง ทุกการแสดงออกคือการสื่อสารพื้นฐานเท่านั้นค่ะ การดูแลเด็กวัยนี้จึงจำเป็นต้องใช้ความเอาใจใส่อย่างมากทีเดียว
น้ำหนักเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพทารกที่แพทย์ใช้ติดตามอย่างใกล้ชิดค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่าน้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไร สามารถดูเพิ่มเติมได้จากตารางน้ำหนักทารกตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งโดยปกติน้ำหนักเด็ก 1 เดือนโดยประมาณแบ่งออกตามเพศโดยกำเนิดได้ดังนี้
โดยทั่วไปน้ำหนักเด็ก 1 เดือนจะลดลงหลังช่วงแรกเกิดและจะกลับสู่น้ำหนักเดิมภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นจะเริ่มเพิ่มอย่างต่อเนื่องค่ะ แต่หากพบว่าลูกน้ำหนักไม่ขึ้น อาจต้องพิจารณาปัจจัยร่วม เช่น
ทั้งนี้ การบอกว่าลูกน้ำหนักไม่ขึ้นหรือน้ำหนักลดลงนั้นควรใช้การชั่งน้ำหนักตามนัดแพทย์จะช่วยประเมินได้แม่นยำที่สุดค่ะ
ส่วนสูงทารก 1 เดือนแรกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากแรกเกิด โดยการประเมินจะทำควบคู่กับน้ำหนักและเส้นรอบศีรษะ ซึ่งความแตกต่างของส่วนสูงเป็นเรื่องปกติ ขึ้นกับพันธุกรรมและโภชนาการ ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นค่ะ
โดยทั่วไปส่วนสูงของทารกวัย 1 เดือนนั้น สามารถแบ่งออกตามเพศโดยกำเนิดได้ ดังนี้
การกินของลูกน้อย 1 เดือนควรได้รับนมเป็นอาหารหลักโดยเฉพาะนมแม่ซึ่งโดยทั่วไปทารกวัยนี้จะยังไม่มีตารางกินนมทารกที่แน่นอน แต่โดยปกติจะกินนมทุก 2–3 ชั่วโมง วันละประมาณ 8–12 มื้อ ปริมาณต่อมื้อจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูก สิ่งสำคัญคือการสังเกตสัญญาณหิว–อิ่มของลูก มากกว่าการยึดตัวเลขตายตัวค่ะ
นอกจากนี้ คุณแม่ควรเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการกินด้วย เช่น ทารกเป็นหวัด มีไข้สูง ทารกหายใจครืดคราด ดูดนมน้อย หายใจลำบาก ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ
ทารก 1 เดือน ระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกันยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โภชนาการจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อทั้งน้ำหนักทารกแรกเกิด การเจริญเติบโตของสมอง และการพัฒนาระบบร่างกายในระยะยาว โภชนาการสำคัญต่อทารกแรกเกิดในช่วงนี้ ได้แก่
MFGM สุดยอดสารอาหารในนมแม่ ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อย และยังเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก
Lactoferrin (แลคโตเฟอร์ริน) คือโปรตีนในนมแม่ซึ่งทำหน้าที่สำคัญต่อระบบทางเดินอาหาร ออกฤทธิ์ในลำไส้เพื่อทำการต่อต้านการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่าง ๆ และมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทารก ทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับทารกให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย
แลคโตเฟอร์รินปริมาณสูงสุดจะอยู่แค่ในเฉพาะช่วงที่ยังเป็นน้ำนมเหลืองหรือน้ำนมระยะแรกเท่านั้น ซึ่งระยะน้ำนมเหลืองจะอยู่แค่เพียง 1 - 3 วันแรกหลังคลอด
DHA คือ กรดไขมันจำเป็นในตระกูลโอเมก้า 3 เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมองและจอประสาทตา ในสมองและเซลล์ประสาทตาของคนเราประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีมากที่สุด คือ ดีเอชเอ
โดยพบในสมอง 30% และพบในจอประสาทตา 60% ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเซลล์ประสาททั้งโครงสร้างการเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเซลล์ประสาทและระบบการทำงาน ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน จึงได้ชื่อว่าเป็นสารอาหารบำรุงสมองที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสมองและสติปัญญาของเด็ก
2’FL (2’-Fucosyllactose) หรือ 2’-ฟูโคซิลแลคโตส คือ โอลิโกแซคคาไรด์ หรือใยอาหารธรรมชาติชนิดที่พบมากที่สุดในน้ำนมแม่ (HMOs) ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก หรือเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ ที่ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค เป็นกลไลการป้องกันการติดเชื้อของลำไส้ ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยได้ดีขึ้น
โดยทั่วไปแล้ว ความถี่ในการถ่ายของทารกวัย 1 เดือนนั้นอาจแตกต่างกันได้มาก ขึ้นอยู่กับชนิดนมที่ได้รับและการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่ยังอยู่ในช่วงปรับตัว ดังนี้
ทารกที่กินนมแม่มักถ่ายบ่อย บางครั้งอาจพบว่าลูกถ่ายวันละ 3-4 ครั้ง หรือถ่ายแทบทุกครั้งหลังดูดนม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ทารกบางคนอาจถ่ายน้อยลง เช่น วันละครั้ง หรือวันเว้นวัน เมื่อระบบลำไส้เริ่มดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น
หากลูกไม่ถ่าย 2–3 วัน แต่ยังดูดนมได้ดี น้ำหนักขึ้นปกติ ไม่งอแง และท้องไม่แข็ง มักไม่ถือว่าเป็นอาการท้องผูก
ทั้งนี้ สิ่งที่ควรสังเกตเพิ่มเติมคือลักษณะอุจจาระควรนิ่ม ไม่แข็งเป็นก้อน ลูกไม่แสดงอาการเจ็บหรือร้องผิดปกติขณะถ่าย ไม่มีเลือดปนในอุจจาระ และไม่มีอาการเบ่งหน้าแดงหรือร้องเล็กน้อยขณะถ่าย หากพบว่าอุจจาระแข็งมาก ถ่ายยาก ลูกไม่ถ่าย ร้องกวนมากผิดปกติ หรือมีเลือดปน ควรปรึกษาแพทย์
ทารกวัย 1 เดือน ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน แต่เริ่มสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ทำให้บางช่วงอาจนอนกลางวันยากขึ้น และไปง่วงนอนในตอนกลางคืนแทน ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการตามวัยค่ะ
โดยทั่วไปการนอนของทารก 1 เดือนจะไม่มีตารางนอนทารกที่ตายตัว แต่มักจะนอนรวมประมาณ 16–19 ชั่วโมงต่อวัน โดยแบ่งเป็นนอนกลางวันประมาณ 8–9 ชั่วโมง และนอนกลางคืนอีกประมาณ 8–9 ชั่วโมง
หากคุณแม่พบว่าลูกนอนยาก ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน ไม่ยอมนอนกลางคืน หรือทารกนอนหลับไม่สนิท ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในแม่มือใหม่ สามารถรับมือได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น
โดยรวมแล้ว การนอนของทารกวัยนี้ยังไม่เป็นเวลาแน่นอน ทารกอาจไม่ยอมนอนหรือบางครั้งทารกนอนนาน คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป เพียงดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็ช่วยให้ลูกนอนหลับได้ดีขึ้นค่ะ
คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักสงสัยว่า ทารกมองเห็นตอนกี่เดือน และลูกในวัย ทารก 1 เดือน สามารถมองเห็นเราได้มากน้อยแค่ไหน ความจริงแล้ว การมองเห็นของทารกในช่วงเดือนแรกยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ค่ะ
ในวัยนี้ ทารกจะสามารถมองเห็นได้ในระยะใกล้ประมาณ 20–30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะเดียวกับตอนที่คุณแม่อุ้มลูกดูดนมพอดี เด็กจึงมักจ้องมองใบหน้าคุณพ่อคุณแม่ได้ แม้จะยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน แต่สามารถรับรู้รูปทรงและความเคลื่อนไหวได้บ้าง
นอกจากนี้ การมองเห็นของทารก 1 เดือนยังแยกสีได้ไม่ชัด มักมองเห็นเป็นโทนขาว–ดำ หรือสีที่ตัดกันชัดเจน มักสนใจใบหน้ามนุษย์มากกว่าสิ่งของอื่น และอาจมองตามวัตถุที่เคลื่อนไหวช้า ๆ ได้ช่วงสั้น ๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านสายตาได้อย่างเหมาะสม เช่น
ทารก 1 เดือน แม้จะยังเล็กมากเหลือเกิน แต่ก็เริ่มมีพัฒนาการที่สามารถสังเกตเห็นได้แล้วนะคะ โดยพัฒนาการเด็ก 1 เดือนนั้น สามารถแบ่งออกได้หลายด้าน ดังนี้
แม้ทารกวัย 1 เดือนจะยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน แต่ในช่วงที่ตื่น ลูกก็พร้อมเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ การกระตุ้นพัฒนาการทารก 1 เดือน ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้เวลานาน เพียงเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและทำอย่างพอดี ก็ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 1 เดือน ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนี้
การมองเห็นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ในวัยนี้ แม้การมองเห็นของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่ลูกสามารถมองเห็นในระยะใกล้ประมาณ 1 ฟุต และสนใจสีที่ตัดกันชัดเจน เช่น ขาว–ดำ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นได้โดย
พัฒนาการด้านนี้มีข้อสงสัยที่คุณแม่หลายคนอยากรู้คือ ฝึกลูกนอนคว่ำตอนกี่เดือน ความจริงแล้วในช่วงที่ลูกตื่น คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างง่าย ๆ เช่น
แม้ทารกวัย 1 เดือนยังไม่เข้าใจความหมายของคำพูด แต่สมองพร้อมรับรู้เสียงและท่วงทำนอง การพูดคุยและร้องเพลงให้ลูกฟังจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการด้านภาษา วิธีง่าย ๆ ได้แก่
ความรักและความอบอุ่นคือพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการทางอารมณ์ ในแต่ละวัน คุณพ่อคุณแม่ควรอุ้มลูกขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เช่น
ทารกวัย 1 เดือนตัวเล็กจิ๋วนี้ยังไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมานั่งเล่นของเล่นอะไรได้มากมาย แต่สามารถที่จะตอบสนองต่อของเล่นชิ้นต่าง ๆ ได้แล้ว เพียงแต่ของเล่นเด็ก 1 เดือนจะต้องเป็นของเล่นที่มีสีสันและมีเสียง โดยของเล่นที่เหมาะสมกับเด็กทารกวัย 1 เดือน มีดังนี้
สิ่งสำคัญคือ ควรเลือกของเล่นที่มีความปลอดภัย ผลิตจากวัสดุที่ได้มาตรฐาน และเวลาเล่นจะต้องอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่เสมอ เพราะเด็กอาจจะเผลอหยิบของเล่นบางชิ้นเข้าปาก อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ค่ะ
การดูแลสุขภาพทารก 1 เดือนเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือการไล่ลมหลังมื้อนม เพราะขณะดูดนมทารกมักกลืนลมเข้าไป โดยเฉพาะเวลาหิวมากหรือดูดนมเร็ว ลมที่ค้างอยู่ในท้องอาจทำให้ทารกตดบ่อย แน่นท้อง ไม่สบายตัว ทารกไอ และนำไปสู่การร้องงอแงหรือ ลูกร้องไม่หยุดได้
วิธีไล่ลมที่ใช้ได้ ได้แก่
ทั้งนี้ ทุกท่าควรประคองศีรษะและต้นคอของลูกเสมอ เพราะกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรง และควรเตรียมผ้าอ้อมไว้ใกล้ตัว เผื่อกรณีลูกแหวะนม หากอุ้มไล่ลมแล้วลูกไม่เรอ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวล เพราะทารกบางคนอาจไม่เรอทุกครั้ง แนะนำให้อุ้มลูกต่ออีกสักพักให้น้ำนมลงกระเพาะ เมื่อลูกสบายตัวแล้ว จะช่วยให้หลับง่ายและนอนได้นานขึ้นค่ะ
นอกจากนี้ การดูแลทารกยังต้องระมัดระวังอีกหลายด้าน โดยเฉพาะอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น หากทารกได้รับการกระแทก ลูกหัวโน หรือกระทบกระเทือนที่ศีรษะไม่รุนแรง ให้รีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำแผลให้สะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่แผล
แต่ถ้าหากทารกได้รับการกระแทกที่ศีรษะรุนแรง กรณีนี้นอกจากจะต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ก็ยังจะต้องรีบพาทารกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาด้วย
ตารางการเลี้ยงลูกนั้น อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว แต่โดยพื้นฐานสำหรับเด็กทารกวัย 1 เดือนนั้น ก็จะไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่นักค่ะ เน้นสำคัญอยู่ที่กินให้พอ นอนให้พอ เพื่อให้ทารกได้มีพัฒนาการที่แข็งแรงและสมวัย

ทารก 1 เดือนอาจยังสื่อสารความต้องการไม่ได้มากนัก แต่หากคุณแม่คอยสังเกตความต้องการของลูกน้อยสม่ำเสมอนอกจากจะเข้าใจลูกน้อยแล้วยังสามารถสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยอาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์ ตัวอย่างเช่น
หากพบอาการผิดปกติดังกล่าว นับเป็นสัญญาณที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
Enfa สรุปให้ ทารกสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่แรกคลอด แต่จะยังไม่สามารถมองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างชั...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ทารกแรกเกิดแม้จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการกินนมและนอนหลับ แต่เด็กวัยนี้ก็พร้อมสำหรับขอ...
อ่านต่อ
พัฒนาการของลูกน้อยวัย 3 เดือน ด้านการเรียนรู้ ทารกแรกเกิดวัย 3 เดือนนั้นจะมีประสาทสัมผัสต่อผ...
อ่านต่อ