นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ดูแลทารก 1 เดือนยังไง พัฒนาการเด็ก 1 เดือน มีอะไรบ้าง

Enfa สรุปให้

  • เด็ก 1 เดือน เป็นช่วงวัยที่ร่างกายและสมองของลูกน้อยกำลังปรับตัวจากชีวิตในครรภ์สู่โลกภายนอก ระบบต่าง ๆ ยังทำงานไม่สมบูรณ์ เด็กจึงต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด

  • พัฒนาการเด็ก 1 เดือน ส่วนใหญ่เป็นพัฒนาการด้านการตอบสนองตามธรรมชาติ แม้ยังควบคุมร่างกายเองไม่ได้มาก แต่สมองกำลังเรียนรู้จากประสบการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว

  • พัฒนาเด็ก 1 เดือน ควรเน้นการกระตุ้นอย่างอ่อนโยนและเหมาะสมกับวัย เช่น การอุ้ม กอด สบตา พูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เปิดโอกาสให้ลูกได้ขยับร่างกายอย่างปลอดภัย 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

ช่วงเวลาที่ลูกน้อยเข้าสู่วัยเด็ก 1 เดือน เป็นช่วงที่หลายครอบครัวเริ่มรู้สึกว่า “ลูกไม่เหมือนตอนอยู่โรงพยาบาลแล้ว” บางคนร้องมากขึ้น บางคนตื่นบ่อย บางคนถ่ายไม่เหมือนเดิม ทำไมทารกผมร่วง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดคำถามมากมาย ซึ่งบทความนี้ Enfa จะให้คำแนะนำและคลายข้อสงสัยของคุณพ่อคุณแม่อย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจการดูแลลูกวัยนี้ได้อย่างถูกต้องและสบายใจมากขึ้นค่ะ

 

ทารก 1 เดือน

เด็ก 1 เดือน หมายถึงอะไร

เด็ก 1 เดือนถือว่ายังอยู่ในช่วงปรับตัวกับโลกภายนอกอย่างมาก ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทารก 1 เดือนยังทำงานไม่สมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยอาหาร การควบคุมอุณหภูมิ หรือการนอนหลับก็ตาม

พฤติกรรมทารก 1 เดือนที่พบได้ตามปกติ ได้แก่

  • ร้องไห้เป็นช่วง ๆ เพื่อสื่อสารความต้องการ
  • ต้องการการอุ้ม กอด และเสียงพ่อแม่ เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย
  • ตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยรีเฟล็กซ์อัตโนมัติ

สิ่งสำคัญคือ เด็กวัยนี้ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมได้เอง ทุกการแสดงออกคือการสื่อสารพื้นฐานเท่านั้นค่ะ การดูแลเด็กวัยนี้จึงจำเป็นต้องใช้ความเอาใจใส่อย่างมากทีเดียว

 

น้ำหนักเด็ก 1 เดือน

น้ำหนักเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพทารกที่แพทย์ใช้ติดตามอย่างใกล้ชิดค่ะ หากคุณพ่อคุณแม่อยากรู้ว่าน้ำหนักทารก 1 เดือนควรขึ้นเท่าไร สามารถดูเพิ่มเติมได้จากตารางน้ำหนักทารกตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งโดยปกติน้ำหนักเด็ก 1 เดือนโดยประมาณแบ่งออกตามเพศโดยกำเนิดได้ดังนี้

  • ทารกเพศชายวัย 1 เดือน หนักประมาณ 4.5 กิโลกรัม
  • ทารกเพศหญิงวัย 1 เดือน หนักประมาณ 4.2 กิโลกรัม

โดยทั่วไปน้ำหนักเด็ก 1 เดือนจะลดลงหลังช่วงแรกเกิดและจะกลับสู่น้ำหนักเดิมภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นจะเริ่มเพิ่มอย่างต่อเนื่องค่ะ แต่หากพบว่าลูกน้ำหนักไม่ขึ้น อาจต้องพิจารณาปัจจัยร่วม เช่น

  • ปริมาณและความถี่ในการกินนม
  • ประสิทธิภาพการดูดนม
  • สุขภาพโดยรวมของทารก

ทั้งนี้ การบอกว่าลูกน้ำหนักไม่ขึ้นหรือน้ำหนักลดลงนั้นควรใช้การชั่งน้ำหนักตามนัดแพทย์จะช่วยประเมินได้แม่นยำที่สุดค่ะ

 

ส่วนสูงทารก 1 เดือน

ส่วนสูงทารก 1 เดือนแรกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากแรกเกิด โดยการประเมินจะทำควบคู่กับน้ำหนักและเส้นรอบศีรษะ ซึ่งความแตกต่างของส่วนสูงเป็นเรื่องปกติ ขึ้นกับพันธุกรรมและโภชนาการ ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นค่ะ 

โดยทั่วไปส่วนสูงของทารกวัย 1 เดือนนั้น สามารถแบ่งออกตามเพศโดยกำเนิดได้ ดังนี้

  • ทารกเพศชายวัย 1 เดือน สูงประมาณ 54.7 เซนติเมตร
  • ทารกเพศหญิงวัย 1 เดือน สูงประมาณ 53.7 เซนติเมตร

 

การกินของลูกน้อย 1 เดือน

การกินของลูกน้อย 1 เดือนควรได้รับนมเป็นอาหารหลักโดยเฉพาะนมแม่ซึ่งโดยทั่วไปทารกวัยนี้จะยังไม่มีตารางกินนมทารกที่แน่นอน แต่โดยปกติจะกินนมทุก 2–3 ชั่วโมง วันละประมาณ 8–12 มื้อ ปริมาณต่อมื้อจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูก สิ่งสำคัญคือการสังเกตสัญญาณหิว–อิ่มของลูก มากกว่าการยึดตัวเลขตายตัวค่ะ

นอกจากนี้ คุณแม่ควรเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการกินด้วย เช่น ทารกเป็นหวัด มีไข้สูง ทารกหายใจครืดคราด ดูดนมน้อย หายใจลำบาก ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ

 

ทารก 1 เดือน และโภชนาการที่สำคัญ

ทารก 1 เดือน ระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกันยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โภชนาการจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อทั้งน้ำหนักทารกแรกเกิด การเจริญเติบโตของสมอง และการพัฒนาระบบร่างกายในระยะยาว โภชนาการสำคัญต่อทารกแรกเกิดในช่วงนี้ ได้แก่

 

MFGM

MFGM สุดยอดสารอาหารในนมแม่ ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อย และยังเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก

 

Lactoferrin

Lactoferrin (แลคโตเฟอร์ริน) คือโปรตีนในนมแม่ซึ่งทำหน้าที่สำคัญต่อระบบทางเดินอาหาร ออกฤทธิ์ในลำไส้เพื่อทำการต่อต้านการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสต่าง ๆ และมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในทารก ทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับทารกให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย

แลคโตเฟอร์รินปริมาณสูงสุดจะอยู่แค่ในเฉพาะช่วงที่ยังเป็นน้ำนมเหลืองหรือน้ำนมระยะแรกเท่านั้น ซึ่งระยะน้ำนมเหลืองจะอยู่แค่เพียง 1 - 3 วันแรกหลังคลอด

 

DHA 

DHA คือ กรดไขมันจำเป็นในตระกูลโอเมก้า 3 เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมองและจอประสาทตา ในสมองและเซลล์ประสาทตาของคนเราประกอบด้วยกรดไขมันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีมากที่สุด คือ ดีเอชเอ 

โดยพบในสมอง 30% และพบในจอประสาทตา 60% ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเซลล์ประสาททั้งโครงสร้างการเชื่อมต่อการทำงานระหว่างเซลล์ประสาทและระบบการทำงาน ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน จึงได้ชื่อว่าเป็นสารอาหารบำรุงสมองที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสมองและสติปัญญาของเด็ก

 

2’FL

2’FL (2’-Fucosyllactose) หรือ 2’-ฟูโคซิลแลคโตส คือ โอลิโกแซคคาไรด์ หรือใยอาหารธรรมชาติชนิดที่พบมากที่สุดในน้ำนมแม่ (HMOs) ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก หรือเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ ที่ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค เป็นกลไลการป้องกันการติดเชื้อของลำไส้ ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยได้ดีขึ้น

 

เด็ก 1 เดือนถ่ายวันละกี่ครั้ง

โดยทั่วไปแล้ว ความถี่ในการถ่ายของทารกวัย 1 เดือนนั้นอาจแตกต่างกันได้มาก ขึ้นอยู่กับชนิดนมที่ได้รับและการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่ยังอยู่ในช่วงปรับตัว ดังนี้
ทารกที่กินนมแม่มักถ่ายบ่อย บางครั้งอาจพบว่าลูกถ่ายวันละ 3-4 ครั้ง หรือถ่ายแทบทุกครั้งหลังดูดนม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทารกบางคนอาจถ่ายน้อยลง เช่น วันละครั้ง หรือวันเว้นวัน เมื่อระบบลำไส้เริ่มดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น
หากลูกไม่ถ่าย 2–3 วัน แต่ยังดูดนมได้ดี น้ำหนักขึ้นปกติ ไม่งอแง และท้องไม่แข็ง มักไม่ถือว่าเป็นอาการท้องผูก

ทั้งนี้ สิ่งที่ควรสังเกตเพิ่มเติมคือลักษณะอุจจาระควรนิ่ม ไม่แข็งเป็นก้อน ลูกไม่แสดงอาการเจ็บหรือร้องผิดปกติขณะถ่าย ไม่มีเลือดปนในอุจจาระ และไม่มีอาการเบ่งหน้าแดงหรือร้องเล็กน้อยขณะถ่าย หากพบว่าอุจจาระแข็งมาก ถ่ายยาก ลูกไม่ถ่าย ร้องกวนมากผิดปกติ หรือมีเลือดปน ควรปรึกษาแพทย์

 

การนอนของทารก 1 เดือน

ทารกวัย 1 เดือน ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน แต่เริ่มสนใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น ทำให้บางช่วงอาจนอนกลางวันยากขึ้น และไปง่วงนอนในตอนกลางคืนแทน ซึ่งถือว่าเป็นพัฒนาการตามวัยค่ะ

โดยทั่วไปการนอนของทารก 1 เดือนจะไม่มีตารางนอนทารกที่ตายตัว แต่มักจะนอนรวมประมาณ 16–19 ชั่วโมงต่อวัน โดยแบ่งเป็นนอนกลางวันประมาณ 8–9 ชั่วโมง และนอนกลางคืนอีกประมาณ 8–9 ชั่วโมง 

หากคุณแม่พบว่าลูกนอนยาก ลูกไม่ยอมนอนกลางวัน ไม่ยอมนอนกลางคืน หรือทารกนอนหลับไม่สนิท ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในแม่มือใหม่ สามารถรับมือได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น

  • จัดบรรยากาศการนอนให้เหมาะสม แสงไม่จ้า อุณหภูมิพอดี ไม่มีเสียงรบกวน
  • เลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่คับหรือหนาเกินไปหากลูกร้องระหว่างหลับ ให้รอสังเกต 2–3 นาที เพราะบางครั้งลูกอาจหลับต่อได้เอง
  • ใช้จุกหลอกเพื่อช่วยให้ลูกผ่อนคลาย หายใจสะดวก และช่วยลดความเสี่ยงของภาวะไหลตายในทารก

โดยรวมแล้ว การนอนของทารกวัยนี้ยังไม่เป็นเวลาแน่นอน ทารกอาจไม่ยอมนอนหรือบางครั้งทารกนอนนาน คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป เพียงดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็ช่วยให้ลูกนอนหลับได้ดีขึ้นค่ะ

 

การมองเห็นของทารก 1 เดือน

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักสงสัยว่า ทารกมองเห็นตอนกี่เดือน และลูกในวัย ทารก 1 เดือน สามารถมองเห็นเราได้มากน้อยแค่ไหน ความจริงแล้ว การมองเห็นของทารกในช่วงเดือนแรกยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ค่ะ 

ในวัยนี้ ทารกจะสามารถมองเห็นได้ในระยะใกล้ประมาณ 20–30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะเดียวกับตอนที่คุณแม่อุ้มลูกดูดนมพอดี เด็กจึงมักจ้องมองใบหน้าคุณพ่อคุณแม่ได้ แม้จะยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน แต่สามารถรับรู้รูปทรงและความเคลื่อนไหวได้บ้าง

นอกจากนี้ การมองเห็นของทารก 1 เดือนยังแยกสีได้ไม่ชัด มักมองเห็นเป็นโทนขาว–ดำ หรือสีที่ตัดกันชัดเจน มักสนใจใบหน้ามนุษย์มากกว่าสิ่งของอื่น และอาจมองตามวัตถุที่เคลื่อนไหวช้า ๆ ได้ช่วงสั้น ๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านสายตาได้อย่างเหมาะสม เช่น

  • อุ้มลูกให้สบตา พูดคุยและยิ้มให้บ่อย ๆ
  • ใช้ของเล่นหรือโมบายที่มีสีตัดกันชัด วางในระยะใกล้สายตา
  • ไม่จำเป็นต้องใช้ของเล่นที่มีสีสันซับซ้อนเกินไป เพราะสายตาทารกยังรับรู้ได้จำกัด

 

 

พัฒนาการเด็ก 1 เดือน

ทารก 1 เดือน แม้จะยังเล็กมากเหลือเกิน แต่ก็เริ่มมีพัฒนาการที่สามารถสังเกตเห็นได้แล้วนะคะ โดยพัฒนาการเด็ก 1 เดือนนั้น สามารถแบ่งออกได้หลายด้าน ดังนี้

 

พัฒนาการทารกด้านการเรียนรู้

  • สามารถมองเห็นใบหน้าคุณแม่ได้ชัดขึ้นกว่าตอนแรกเกิด โดยเฉพาะเมื่อมีคนเข้าใกล้
  • เริ่มเรียนรู้ว่า ช่วงเวลากลางคืนเป็นช่วงเวลาสำหรับการนอน และจะเริ่มปรับตัวให้นอนหลับในช่วงกลางคืน

 

พัฒนาการทารกด้านร่างกาย และการเคลื่อนไหว

  • ยังไม่สามารถพยุงศีรษะให้ตั้งตรงได้ และมักจะหงายไปข้างหลัง หรือผงกมาด้านหน้า เวลาอุ้มลูกน้อยจึงต้องประคองบริเวณคอไว้ให้ดี
  • ถ้าจับลูกนอนคว่ำ ลูกจะสามารถหันหน้าไปด้านข้างเพื่อหายใจได้ และเมื่อจับนอนหงายอาจพลิกตัวตะแคงข้างได้
  • การเคลื่อนไหวแขนขาของลูกยังเป็นไปในลักษณะของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติอยู่
    หากขณะที่ลูกขยับแขนไปมาแล้วบังเอิญมือมาใกล้ ๆ ปาก ลูกจะดูดอมมือนั้นอย่างสบายใจ

 

พัฒนาการทารกด้านภาษา และการสื่อสาร

  • ยังสื่อสารกับคนรอบข้างด้วยเสียงร้อง ยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือ และเงียบเสียงลงเมื่อมีคนมาอุ้ม
  • เมื่อได้ยินเสียงคน ลูกจะส่งเสียงโต้ตอบได้เป็นบางครั้ง
  • เสียงร้องของลูกคือการสื่อสารชนิดเดียวที่เขาสามารถบอกกับคนรอบข้างได้ว่า เขารู้สึก หิว ร้อน หนาว เปียกแฉะ และไม่สบายเนื้อตัว คุณแม่และผู้เลี้ยงดูจึงต้องคอยใส่ใจและหมั่นสังเกต จับให้ได้ว่าเสียงร้องของลูกหมายถึงอะไร เพื่อตอบสนองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

 

พัฒนาการทารกด้านภาษา และการสื่อสาร

  • สามารถคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกของลูกได้บ้างจากสีหน้า แววตา และท่าทาง เช่น ยามที่ลูกรู้สึกพึงพอใจ สีหน้าจะนิ่ง ๆ ดวงตาสุกใส ขยับแขนขาไปมา แต่ถ้าไม่สบอารมณ์ก็จะเบ้หน้าร้องไห้
  • ลูกจะสงบ และมีอารมณ์ที่ดีหากช่วงเวลาที่ลูกตื่นนอน คุณแม่ได้อุ้มไปเดินเล่น รับแดดอุ่น เปลี่ยนบรรยากาศแทนการนอนอยู่แต่ในที่เดิม ๆ พร้อมพูดคุยกับลูกไปด้วย

 

การกระตุ้นพัฒนาการทารก 1 เดือน

แม้ทารกวัย 1 เดือนจะยังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน แต่ในช่วงที่ตื่น ลูกก็พร้อมเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ การกระตุ้นพัฒนาการทารก 1 เดือน ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนหรือใช้เวลานาน เพียงเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและทำอย่างพอดี ก็ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็ก 1 เดือน ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนี้

 

กระตุ้นพัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้

การมองเห็นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ในวัยนี้ แม้การมองเห็นของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่ลูกสามารถมองเห็นในระยะใกล้ประมาณ 1 ฟุต และสนใจสีที่ตัดกันชัดเจน เช่น ขาว–ดำ คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นได้โดย

  • สบตา พูดคุยกับลูกในระยะใกล้
  • กลอกตาช้า ๆ ซ้าย–ขวาให้ลูกมองตาม
  • ใช้แผ่นกระตุ้นสายตาหรือโมบายสีขาว–ดำ–แดง แขวนในระยะที่ลูกมองเห็น

 

กระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

พัฒนาการด้านนี้มีข้อสงสัยที่คุณแม่หลายคนอยากรู้คือ ฝึกลูกนอนคว่ำตอนกี่เดือน ความจริงแล้วในช่วงที่ลูกตื่น คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างง่าย ๆ เช่น

  • ให้ลูกนอนคว่ำช่วงสั้น ๆ ในตอนกลางวัน โดยมีผู้ดูแลอยู่ตลอด เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้ทำงาน
  • จับข้อมือลูกดึงขึ้นมาในท่ากึ่งนั่ง เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อคอและหลัง
  • เปิดโอกาสให้ลูกใช้มือสัมผัสปากหรือดูดกำปั้น ไม่ใส่ถุงมือตลอดเวลา

 

กระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร

แม้ทารกวัย 1 เดือนยังไม่เข้าใจความหมายของคำพูด แต่สมองพร้อมรับรู้เสียงและท่วงทำนอง การพูดคุยและร้องเพลงให้ลูกฟังจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการด้านภาษา วิธีง่าย ๆ ได้แก่

  • พูดคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
  • ร้องเพลงกล่อม หรือเพลงเด็กง่าย ๆ
  • หัวเราะ ยิ้ม และโต้ตอบกับเสียงของลูก

 

กระตุ้นพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม

ความรักและความอบอุ่นคือพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการทางอารมณ์ ในแต่ละวัน คุณพ่อคุณแม่ควรอุ้มลูกขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เช่น

  • อุ้มเดินเล่นรอบบ้าน
  • พูดคุย ชี้ชวนให้ลูกมองสิ่งรอบตัว
  • สัมผัส กอด และโอบอุ้มอย่างอ่อนโยน

 

ของเล่นเด็ก 1 เดือน

ทารกวัย 1 เดือนตัวเล็กจิ๋วนี้ยังไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมานั่งเล่นของเล่นอะไรได้มากมาย แต่สามารถที่จะตอบสนองต่อของเล่นชิ้นต่าง ๆ ได้แล้ว เพียงแต่ของเล่นเด็ก 1 เดือนจะต้องเป็นของเล่นที่มีสีสันและมีเสียง โดยของเล่นที่เหมาะสมกับเด็กทารกวัย 1 เดือน มีดังนี้

  • ของเล่นที่มีเสียง หรือเขย่าแล้วเกิดเสียง เช่น กล่องดนตรี โมบายล์แขวนที่มีเสียง สมุดนิทานที่เปิดมาแล้วมีเสียงเพลงเด็ก มีเพลงลัลลาบายกล่อมนอน
  • ของเล่นที่มีสีสันสดใส เช่น สมุดภาพนิทานต่าง ๆ ที่มีภาพและรูปร่างขนาดใหญ่ หรือโมบายล์แขวนสีสันสดใน สามารถดึงดูดความสนใจเด็กวัยนี้ได้ดี
  • ของเล่นที่มีการโต้ตอบ เช่น อาจจะเป็นกระจกของเล่นเด็กแรกเกิดที่สามารถทำให้เด็กได้เห็นภาพตัวเองสะท้อนกลับมา หรือของเล่นที่มีการโต้ตอบกับเสียงของทารก ก็จะช่วยให้ทารกเริ่มมีการอ้อแอ้พูดตอบโต้ด้วย เป็นการฝึกทักษะทางการสื่อสารที่ดีอีกทางหนึ่ง

สิ่งสำคัญคือ ควรเลือกของเล่นที่มีความปลอดภัย ผลิตจากวัสดุที่ได้มาตรฐาน และเวลาเล่นจะต้องอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่เสมอ เพราะเด็กอาจจะเผลอหยิบของเล่นบางชิ้นเข้าปาก อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ค่ะ

 

การดูแลสุขภาพทารก 1 เดือน

การดูแลสุขภาพทารก 1 เดือนเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือการไล่ลมหลังมื้อนม เพราะขณะดูดนมทารกมักกลืนลมเข้าไป โดยเฉพาะเวลาหิวมากหรือดูดนมเร็ว ลมที่ค้างอยู่ในท้องอาจทำให้ทารกตดบ่อย แน่นท้อง ไม่สบายตัว ทารกไอ และนำไปสู่การร้องงอแงหรือ ลูกร้องไม่หยุดได้

วิธีไล่ลมที่ใช้ได้ ได้แก่

  • อุ้มลูกพาดบ่า ให้ลำตัวตั้งตรง แล้วลูบหลังเบา ๆ
  • ให้ลูกนั่งบนตัก เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วลูบหลัง
  • ให้นอนคว่ำบนตัก ใช้มือประคองตัวและลูบหรือตบหลังเบา ๆ

ทั้งนี้ ทุกท่าควรประคองศีรษะและต้นคอของลูกเสมอ เพราะกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรง และควรเตรียมผ้าอ้อมไว้ใกล้ตัว เผื่อกรณีลูกแหวะนม หากอุ้มไล่ลมแล้วลูกไม่เรอ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวล เพราะทารกบางคนอาจไม่เรอทุกครั้ง แนะนำให้อุ้มลูกต่ออีกสักพักให้น้ำนมลงกระเพาะ เมื่อลูกสบายตัวแล้ว จะช่วยให้หลับง่ายและนอนได้นานขึ้นค่ะ

นอกจากนี้ การดูแลทารกยังต้องระมัดระวังอีกหลายด้าน โดยเฉพาะอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น หากทารกได้รับการกระแทก ลูกหัวโน หรือกระทบกระเทือนที่ศีรษะไม่รุนแรง ให้รีบทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำแผลให้สะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่แผล

แต่ถ้าหากทารกได้รับการกระแทกที่ศีรษะรุนแรง กรณีนี้นอกจากจะต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ก็ยังจะต้องรีบพาทารกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาด้วย

 

ตารางเลี้ยงลูก 1 เดือน

ตารางการเลี้ยงลูกนั้น อาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว แต่โดยพื้นฐานสำหรับเด็กทารกวัย 1 เดือนนั้น ก็จะไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่นักค่ะ เน้นสำคัญอยู่ที่กินให้พอ นอนให้พอ เพื่อให้ทารกได้มีพัฒนาการที่แข็งแรงและสมวัย

  • การกิน
    ทารกวัย 1 เดือนควรได้รับแค่นมแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยในแต่ละวันทารกควรจะได้กินนมแม่ครั้งละ 3-4 ออนซ์ ในทุก ๆ 2-4 ชั่วโมงค่ะ

  • การนอน
    แบ่งเป็นนอนตอนกลางวัน 8-9 ชั่วโมง และนอนตอนกลางคืนอีก 8-9 ชั่วโมง รวมระยะเวลาการนอนทั้งวันก็จะอยู่ที่ประมาณ 16-19 ชั่วโมงต่อวัน

  • การขับถ่าย
    จริง ๆ แล้วทารกในวัย 1 เดือนนี้มีการขับถ่ายที่แตกต่างกันไปค่ะ บางวันอาจจะขับถ่าย 3-4 ครั้ง บางวันอาจจะแค่ 1-2 ครั้ง แต่อย่างน้อยที่สุดก็จะขับถ่ายอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อวัน คอยดูว่าหากทารกไม่ขับถ่ายเลย 3-4 วัน ขึ้นไป อาจจะต้องลองพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย

  • การเล่น
    ช่วงที่ทารกตื่นนอน อาจจะมีการอุ้มลูกไปเดินเล่น หรือพาลูกเล่นของเล่นบ้าง เพื่อฝึกให้ลูกมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ และเห็นสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ด้วย

 

ทารก 1 เดือน

ทารก 1 เดือน กับสัญญาณอันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์

ทารก 1 เดือนอาจยังสื่อสารความต้องการไม่ได้มากนัก แต่หากคุณแม่คอยสังเกตความต้องการของลูกน้อยสม่ำเสมอนอกจากจะเข้าใจลูกน้อยแล้วยังสามารถสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยอาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์ ตัวอย่างเช่น

  • ลูกร้องไม่หยุด อย่างผิดปกติ
  • ไม่ดูดนม ซึม
  • หายใจลำบาก
  • มีไข้สูง
  • อาเจียนพุ่ง

หากพบอาการผิดปกติดังกล่าว นับเป็นสัญญาณที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

 

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่

 

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Cart TH Join Enfamama