เดือนที่  1  

          เดือนนี้ยังคงเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่กับลูกน้อยต้องพยายามปรับตัวเข้าหากันอยู่ เพราะการกินการนอนของลูกน้อยยังไม่เป็นระบบนัก คือมีช่วงเวลางีบหลับและตื่นสลับกัน 7-8 ครั้งต่อวัน หรือเรียกได้ว่าตื่นร้องกันทุก 2 ชั่วโมงประมาณนั้น แต่เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นราว 2 สัปดาห์ ลูกจะเริ่มมีช่วงเวลาหลับยาวนานขึ้น ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งทำให้คุณแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นด้วย... ...มาดูพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกน้อยเดือนนี้กันค่ะ   

 

ด้านสติปัญญาและการเรียนรู้

  • เริ่มมองเห็นหน้าคุณแม่ชัดขึ้นกว่าช่วงแรกเกิดโดยเฉพาะเวลามีคนเข้ามาใกล้ ทั้งนี้เป็นผลจากการที่สมองเริ่มกำกับกล้ามเนื้อตา บังคับให้ลูกจับภาพใบหน้าคนได้มากขึ้น และประสาทตาสองข้างทำงานประสานกันมากขึ้น

  • ค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ว่ากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนนอน และเขาก็ควรนอนเหมือนคนอื่นๆ เช่นกัน

  • เริ่มจดจำสิ่งของที่เห็นซ้ำๆ ในช่วงเวลาห่างกัน 2-3 วินาทีได้บ้างแล้ว เช่น นาฬิกาแขวนผนัง ตู้ หรือขอบเตียงนอน  คุณแม่จึงควรแขวนโมบายล์ไว้ในระยะที่ลูกสามารถมองเห็นได้ง่าย เพื่อช่วยพัฒนาการมองเห็นของลูก และช่วยให้ลูกเพลิดเพลินเวลาที่ต้องตื่นอยู่คนเดียว

  • ลูกเริ่มปรับตัวและพร้อมจะเรียนรู้โลกรอบตัวบ้างแล้ว สังเกตได้จากการที่ลูกนอนน้อยลงและชอบให้อุ้มเดิน เพื่อที่จะได้มองสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

 

ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

  • เดือนนี้ลูกยังไม่สามารถพยุงศีรษะให้ตั้งตรงได้ และมักจะหงายไปข้างหลังหรือผงกมาด้านหน้า ดังนั้น เวลาอุ้มลูกน้อยจึงต้องประคองบริเวณคอไว้ให้ดี

  • ถ้าจับลูกนอนคว่ำ ลูกจะสามารถหันหน้าไปด้านข้างเพื่อหายใจได้และเมื่อจับนอนหงายอาจพลิกตัวตะแคงข้างได้

  • การเคลื่อนไหวแขนขาของลูกยังเป็นไปในลักษณะของปฏิกิริยาอัตโนมัติอยู่

  • หากขณะที่ลูกขยับแขนไปมาแล้วบังเอิญมือมาใกล้ๆ ปาก ลูกจะดูดอมมือนั้นอย่างสบายใจทีเดียว

 

ด้านภาษาและการสื่อสาร

  • ยังสื่อสารกับคนรอบข้างด้วยเสียงร้องยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือและเงียบเสียงลงเมื่อมีคนมาอุ้ม

  • เมื่อได้ยินเสียงคน ลูกจะส่งเสียงโต้ตอบได้เป็นบางครั้ง

  • เสียงร้องของลูกคือการสื่อสารชนิดเดียวที่เขาสามารถบอกกับคนรอบข้างได้ว่า เขารู้สึก หิว ร้อน หนาว เปียกแฉะ และไม่สบายเนื้อตัวเอาเสียเลย คุณแม่และผู้เลี้ยงดูจึงต้องคอยใส่ใจและหมั่นสังเกต จับให้ได้ว่าเสียงร้องของลูกหมายถึงอะไร เพื่อตอบสนองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 

 

ด้านอารมณ์และสังคม

  • สามารถคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกของลูกได้บ้างจากสีหน้า แววตา และท่าทาง เช่น ยามที่ลูกรู้สึกพึงพอใจ สีหน้าจะนิ่งๆ ดวงตาสุกใส ขยับแขนขาไปมา แต่ถ้าไม่สบอารมณ์ก็จะเบ้หน้าร้องไห้

  • ลูกจะสงบ และมีอารมณ์ที่ดีหากช่วงเวลาที่ลูกตื่นนอน คุณแม่ได้อุ้มไปเดินเล่น รับแดดอุ่น เปลี่ยนบรรยากาศแทนการนอนอยู่แต่ในที่เดิมๆ พร้อมพูดคุยกับลูกไปด้วย 

 

การที่คุณแม่ได้ดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ที่สำคัญคือช่วยให้ลูกคุ้นเคยและไว้วางใจต่อโลกใบนี้มากขึ้นอีกด้วยค่ะ