
Enfa สรุปให้
น้ำหนักของทารกในครรภ์ เป็นมากกว่าการบอกให้ทราบว่าขณะนี้ลูกหนักเท่าไหร่ แต่น้ำหนักยังสามารถบอกได้อีกด้วยว่าลูกมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยหรือไม่
หากทารกในครรภ์มีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ หรือมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ ทารกอาจเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานหรือโรคอ้วนในเด็กตั้งแต่แรกคลอด
หากทารกในครรภ์มีขนาดตัวเล็กกว่าปกติ หรือมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ทารกอาจเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด

เลือกอ่านตามหัวข้อ
เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น น้ำหนักของทารกในครรภ์ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน้ำหนักของทารกในครรภ์นั้นก็ไม่เพียงแต่บอกว่าทารกมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ยังหมายรวมถึงทารกมีขนาดตัวที่เติบโตสมวัยหรือไม่ มีความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือไม่ หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดอันตรายก่อนที่จะถึงกำหนดคลอดหรือไม่ แต่น้ำหนักทารกสำคัญเช่นนั้นได้อย่างไร มาหาคำตอบกันได้ที่บทความนี้จาก Enfa ค่ะ
น้ำหนักของลูก เป็นมากกว่าการบอกให้ทราบว่าขณะนี้ลูกหนักเท่าไหร่ แต่น้ำหนักยังบอกอีกด้วยว่าลูกมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยหรือไม่ หรือมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพใด ๆ หรือไม่ เพราะหากน้ำหนักน้อยเกินไปก็อาจเป็นสัญญาณของ:
แต่ถ้าน้ำหนักมากเกินไปก็อาจเป็นสัญญาณของ:
ซึ่งน้ำหนักของเด็กนั้นควรจะเป็นไปตามวัยตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทารกในครรภ์ควรจะมีน้ำหนักเป็นไปตามลำดับของอายุครรภ์ จนกระทั่งคลอดออกมาก็ควรจะมีน้ำหนักแรกเกิดตามเกณฑ์ และแม้ว่าเด็กจะเจริญวัยขึ้นเรื่อย ๆ แต่น้ำหนักก็ไม่ควรจะต่ำกว่าหรือมากกว่าเกณฑ์
วิธีดูน้ำหนักลูกในครรภ์ สามารถคำนวณได้จากหลากหลายวิธี ดังนี้
การเช็กน้ำหนักแม่ตั้งครรภ์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นำมาใช้คำนวณน้ำหนักของทารกในครรภ์
อย่างไรก็ตาม วิธีการคำนวณจากน้ำหนักของมารดานั้น อาจจะคำนวณได้ดีกับขนาดตัวของทารก แต่ไม่สามารถคาดคะเนหรือคำนวณหาน้ำหนักที่แม่นยำของทารกในครรภ์ได้
การวัดความสูงของยอดมดลูก พบว่ามีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักของทารกในครรภ์ได้ ถ้าหาก:
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงน้ำหนักที่ได้จากการคาดคะเนเท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับน้ำหนักของทารกแรกเกิดจริง ๆ แล้ว ถือว่ามีความคลาดเคลื่อนไปจากน้ำหนักจริงของทารกแรกเกิดอยู่พอสมควร
มากไปกว่านั้น การคาดคะเนน้ำหนักทารกนั้นยังทำได้แค่เพียงช่วงใกล้คลอดเท่านั้น ไม่สามารถจะนำมาคาดคะเนน้ำหนักของทารกในครรภ์ได้ รวมถึงยังไม่ได้มีความแม่นยำสูงสุดในการคำนวณน้ำหนักของทารกแรกเกิดด้วย แต่เป็นวิธีที่ช่วยให้พอจะคาดคะเนน้ำหนักของทารกได้เบื้องต้นเท่านั้น
การอัลตร้าซาวด์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการคำนวณน้ำหนักของทารกในครรภ์ ทั้งยังสามารถเห็นขนาดของทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงสามารถมองเห็นเพศของทารกได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การอัลตร้าซาวด์ก็ไม่ได้ให้ผลอย่างแม่นยำในเรื่องของน้ำหนักทารก ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนจากน้ำหนักจริงของทารกมากกว่า หรือน้อยกว่าน้ำหนักจริง 1 ปอนด์ (0.45 กิโลกรัม หรือ 453.5 กรัม ) แต่ก็ไม่ใช่ว่าการอัลตร้าซาวด์หาน้ำหนักลูกจะไม่แม่นยำเสียทีเดียว
เพียงแต่ว่าความแม่นยำนั้นจะอยู่ในช่วงครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ เพราะทารกยังมีขนาดตัวที่เล็ก สามารถวัดหรือคำนวณได้ง่าย แต่ในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะในช่วงใกล้คลอด การหาน้ำหนักทารกในครรภ์จากการอัลตร้าซาวด์จะมีความคลาดเคลื่อนสูง
น้ำหนักของทารกในครรภ์แต่ละสัปดาห์จะมีการขึ้น-ลง หรือคงที่ที่ไม่เท่ากัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่หลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักตัวของคุณแม่ สุขภาพของคุณแม่ อาหารการกินของคุณแม่ ไปจนถึงโรคภัยไข้เจ็บ หรือกรรมพันธุ์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อน้ำหนักทารกในครรภ์ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของทารกในครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์แรก ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 40 ควรจะเป็นดังนี้

หากทารกในครรภ์มีท่าทีที่จะมีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ หรือมีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็นนั้น อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น
ซึ่งการที่ทารกในครรภ์มีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ หรือมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ ทารกอาจเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานหรือโรคอ้วนในเด็กตั้งแต่แรกคลอด และคุณแม่มีแนวโน้มที่จะต้องมีการผ่าคลอด เนื่องจากทารกอาจมีขนาดตัวใหญ่เกินกว่าที่จะคลอดธรรมชาติได้ ซึ่งการผ่าคลอดก็อาจจะมีผลข้างเคียงในเรื่องของการพักฟื้น หรือสุขภาพหลังการผ่าตัดที่อาจจะไม่เหมือนเดิม
ทารกในครรภ์ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ หรือมีขนาดตัวที่เล็กกว่าที่ควรจะเป็น มักจะมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากการได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ
ในส่วนของออกซิเจนไม่เพียงพอนั้น มักมีปัญหามาจากการที่มีปริมาณเลือดไปหล่อเลี้ยงรกน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเลือดไปถึงรกน้อยลง ก็ทำให้ทารกได้รับออกซิเจนน้อยลงไปด้วย
กรณีที่ทารกตัวเล็กหรือมีน้ำหนักน้อย ยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น
ซึ่งเมื่อคุณแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าทารกในครรภ์มีน้ำหนักตัวหรือมีขนาดตัวน้อยกว่าเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ควรจะไปพบแพทย์ในทันที เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติม และรับการรักษา ตลอดจนปรึกษาความเสี่ยงต่อสุขภาพแม่และทารกในครรภ์
โดยปกติทารกแรกเกิดนั้นจะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 - 3.5 กิโลกรัม หากน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 2.5 กิโลกรัม ให้ถือว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
เรื่องน้ำหนักของลูกนั้นเป็นเรื่องที่คุณแม่เป็นกังวลอยู่ไม่น้อย กลัวน้ำหนักตัวจะน้อย ตัวเล็กเกินไปบ้าง หรืออาจจะกลัวว่าลูกจะมีน้ำหนักมากเกิน จนอ้วนเกินไปบ้าง ซึ่งการที่ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์ อาจมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย เช่น มารดามีโรคประจำตัว การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ หรือ ภาวะรกเสื่อม ซึ่งแพทย์จะทำการหาสาเหตุเพื่อวินิจฉัยภาวะที่ทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์
อย่างไรก็ตาม การที่ทารกเกิดมาแล้วจะมีน้ำหนักเท่าไหร่นั้น อาจไม่สำคัญเท่ากับทารกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามวัย น้ำหนักทารกแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่ตัวเล็กลูกก็อาจมีแนวโน้มจะตัวเล็กน้ำหนักน้อย อาหารการกินที่ลูกได้รับซึ่งก็คือนมที่ลูกกินนั่นเอง
มากไปกว่านั้น คุณแม่ไม่ควรกังวล เพราะแม้ลูกจะตัวเล็กน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานเมื่อแรกคลอด แต่หากหลังจากนั้นน้ำหนักลูกขึ้นตามเกณฑ์แสดงว่าลูกมีการเจริญเติบโตที่ดี สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญ ไม่ใช่น้ำหนักเมื่อแรกคลอด
เพื่อจะได้รู้ถึงน้ำหนักของลูกที่ช่วยบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตของลูก ช่วงตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 1 ขวบ คุณแม่ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์ตามที่แพทย์นัด ซึ่งตามปกติ จะนัดดูน้ำหนักทารกช่วง 2-3 วันหลังคลอด เมื่อทารกอายุ 1 เดือน และทุกๆ 2 เดือน เพื่อติดตามน้ำหนัก ติดตามพัฒนาการ และให้วัคซีน หากทารกมีการเจริญเติมโตช้า แพทย์อาจนัดถี่กว่านั้น
การดูว่าลูกมีการเจริญเติบโตที่เหมาะสมหรือไม่นั้น สามารถดูได้จากน้ำหนักตัวว่าเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะน้ำหนักตัวของทารกแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งคุณแม่สามารถตรวจสอบเกณฑ์การเพิ่มน้ำหนักของลูกแต่ละวัยได้ดังนี้
เมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณแม่จะต้องคอยดูแลควบคู่ไปกับพัฒนาการที่สมวัยก็คือ น้ำหนักตัวของลูก เพื่อให้ลูกได้เติบโตสมวัย พร้อมทั้งร่างกายและพร้อมต่อการเรียนรู้ในอนาคต
ซึ่งน้ำหนักของทารกวัยแรกเกิด - 12 เดือน ควรจะเป็นดังนี้
หากคุณแม่ตรวจดูแล้วพบว่าน้ำหนักลูกขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์ ลองใช้วิธีเพิ่มน้ำหนักลูกด้วยวิธีต่อไปนี้ดูค่ะ
หากลูกยังกินนมแม่ คุณแม่ต้องแน่ใจว่าได้ให้ลูกเพียงพอและให้ลูกดูดนมจนเขาอิ่ม พยายามอย่าดึงปากลูกออกเต้านมจนกว่าลูกจะอิ่ม และคายหัวนมออกมาเอง และให้ลูกดูดนมบ่อยขึ้น นอกจากจะทำให้ลูกได้กินนมมากขึ้นแล้วยังช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้คุณแม่ด้วย ส่วนเด็กที่กินนมผงก็ควรให้ลูกกินนมที่ชงตามปริมาณที่ผลิตภัณฑ์แนะนำให้หมดในแต่ละครั้ง
อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ให้นมลูกบ่อยและนานแล้วพบว่าน้ำนมแม่ยังมีไม่พอจนน้ำหนักลูกไม่ขึ้นตามเกณฑ์ ควรปรึกษาแพทย์ หรือคลินิกนมแม่ ซึ่งสามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือได้ หากยังแก้ปัญหาไม่ได้ ก็อาจเลือกนมผงเสริม เพื่อให้ลูกได้รับปริมาณนมที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยควรเลือกนมผงที่มีสารอาหารใกล้เคียงนมแม่ เช่น มี MFGM สารอาหารสำคัญที่พบในน้ำนมแม่ ดีเอชเอ กรดไขมันที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง และมีใยอาหารสุขภาพอย่าง พีดีเอ็กซ์ และ กอส ที่ช่วยให้ลูกมีการขับถ่ายที่ดี
หากลูกมีอายุเกินกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นวัยที่รับอาหารเสริมได้แล้ว การให้ลูกกินอาหารบ่อยขึ้น จะช่วยให้ลูกได้พลังงานเพิ่ม และน้ำหนักจะค่อยๆ ขึ้นด้วย โดยคุณแม่อาจจัดให้ลูกกินอาหารมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อใน 1 วัน พร้อมทั้งอาหารว่างและนม
การพักผ่อนนอนหลับของเด็กก็มีส่วนช่วยทำให้ลูกมีน้ำหนักตามเกณฑ์ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกได้กลางวันและนอนกลางคืนยาวนานขึ้น
เด็กที่มีน้ำหนักตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีแรก ถือว่ามีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ ซึ่งมีแนวโน้มของความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่น้ำหนักไม่ได้พุ่งสูงจนมากกว่าเกณฑ์ปกติ
เด็กที่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ 2 ปีแรก มีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนในเด็กสูงมาก ซึ่งการเป็นโรคอ้วนก็จะพ่วงเอาโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคเรื้อรังเหล่านี้หากตรวจพบได้ตั้งแต่เด็ก ก็มีความเสี่ยงสูงที่เด็กจะร่างกายไม่แข็งแรง เติบโตไม่สมวัย
ดังนั้น หากน้ำหนักของลูกมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าเกณฑ์หรือมากกว่าเกณฑ์ ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัย และแนวทางการรักษา เพื่อให้เด็กมีน้ำหนักตัวที่สมเกณฑ์ พร้อมต่อการเรียนรู้ในอนาคต
สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์และควรทานให้ครบทุกหมู่เป็นประจำวันทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน เนื่องจากโภชนาการที่ดีที่คุณแม่กินเข้าไปตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์มาจนถึงในขณะตั้งครรภ์ ถือว่าเป็นด่านสำคัญที่จะปูทางให้ลูกน้อยมีสุขภาพดี แข็งแรง และเติบโตขึ้นมามีพัฒนาการที่สมวัย นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ยังสามารถเสริมสร้างโภชนาการเพิ่มเติมจากการดื่มนมเอนฟามาม่า เอพลัส วันละ 2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและโคลีนตามความต้องการของคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรในแต่ละวัน (THAI DRI) เพื่อให้ได้รับโภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ที่ครบถ้วน
สุดท้ายนี้เมื่อพบว่าตั้งครรภ์ สิ่งสำคัญสำหรับว่าที่คุณแม่ที่จะต้องทำต่อไปคือการฝากครรภ์เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณแม่เองและทารกในครรภ์ นอกจากนี้แล้วอย่าลืมรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตมาอย่างแข็งแรง
Enfa สรุปให้ ลูกดิ้นแรงมาก ไม่ถือเป็นสัญญาณอันตรายหรือความเสี่ยงใด ๆ แต่เป็นสัญญาณที่ดีแสดงให้เห...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ เสียงหัวใจเด็กในครรภ์เป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงชีวิตและพัฒนาการของทารก โดยหัวใจจะเ...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ลูกดิ้นบริเวณหัวหน่าว เกิดจากการขยับตัวของทารกในครรภ์ โดยปกติแล้วตำแหน่งการดิ้นของท...
อ่านต่อ