ฉลาดเรียนรู้

พัฒนาการรับสัมผัสของลูก เพื่อลูกฉลาดเรียนรู้

       เด็กเล็กๆ มีความไวต่อผิวสัมผัสมาก และการสัมผัสทางผิวหนังนั้นเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ในหลายส่วนให้เด็ก โดยเฉพาะสัมผัสของคุณพ่อมือใหม่และคุณแม่มือใหม่ที่สัมผัสตัวของลูกโดยตรงนั้นเป็นประสาทสัมผัสที่เด็กเรียนรู้ได้ตั้งแต่แรกเกิด เป็นความอบอุ่นที่เด็กสัมผัสได้  ขณะเดียวกัน หากมีการกระตุ้นสัมผัสร่วมไปด้วย เช่น การลูบตัว พบว่าจะทำให้สมองส่วนที่ควบคุมประสาทสัมผัสทำงานได้เร็ว เด็กจะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสัมผัสของบุคคลที่เขาคุ้นเคยได้ รวมทั้งอารมณ์ของคนที่มาสัมผัสเขาด้วย ซึ่งนี่คือการเรียนรู้ของลูก 

       เคล็ดลับกระตุ้นการรับสัมผัสของลูก : อุ้มลูกบ่อยๆ ให้ผิวของพ่อแม่ได้สัมผัสกับผิวลูก เมื่ออารมณ์ดี ให้วางวัสดุที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน เช่น นุ่มบ้าง แข็งบ้าง ใส่ไว้ในฝ่ามือลูก เขาจะได้เรียนรู้ผิวสัมผัสของวัสดุต่างๆ หรือหาของนุ่มๆ เช่น ขนนกมาเขี่ยเบาๆ ที่แขนและขา หรือใช้มือลูกจับกระดาษทราย กระดาษแก้ว กระดาษลูกฟูก สำลี ผ้าแบบต่างๆ ลูกบอล บล็อกไม้ ฯลฯ และสิ่งของที่มีผิวสัมผัสต่างๆ กันให้ลูกได้สัมผัส โดยอาจเอาไปสัมผัสที่ผิวลูก ที่แก้ม ที่ฝ่าเท้า  ก็สามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านสัมผัสที่ผิวหนังได้ หรือหมั่นเปลี่ยนท่านอนให้ลูกบ้าง จะช่วยให้ลูกได้รับผิวสัมผัสที่แตกต่างออกไป ความรู้สึกที่ได้จากการสัมผัสนี้จะส่งต่อไปยังสมอง เก็บไว้ในความทรงจําว่าสัมผัสที่ลูกได้รับนั้นเป็นอย่างไร

ฉลาดเคลื่อนไหว

เลือกของเล่น เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหวของลูก

       ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในวัยเด็กเล็ก เป็นพื้นฐานที่สำคัญของพัฒนาการของกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของลูกน้อยในวัยต่อๆ ไป ดังนั้น คุณแม่จึงไม่ควรมองข้าม การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่-มัดเล็กของลูก โดยให้ลูกได้ใช้ได้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อเหล่านี้ ซึ่งการเลือกของเล่นเพื่อเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อของลูกก็เป็นสิ่งสำคัญ

       ของเล่นเสริมกล้ามเนื้อสำหรับลูกเล็ก  ได้แก่ ของเล่นที่บีบหรือเขย่าแล้วเกิดเสียง ของเล่นที่มือสอดกำได้  ลูกบอลนุ่ม ตุ๊กตาผ้ารูปสัตว์ เพื่อส่งเสิมการใช้มือของลูก ลูกจะเอื้อมคว้า ตีหรือเขย่าของเล่นเหล่านั้นเพื่อสำรวจ  คุณแม่นำมาให้ลูกเล่นขณะลูกนอน ลูกจะได้พัฒนาทั้งกล้ามเนื้อ สายตา และประสาทรับเสียงค่ะ

ฉลาดสื่อสาร

รู้จักและพัฒนาการสื่อสารของลูกวัย 3 เดือนแรก

       จากการศึกษาพบว่า พัฒนาการทางภาษาของทารกนั้น เริ่มต้นด้วยการที่ทารกร้องไห้ และใช้ท่าทางและสุ้มเสียงต่างๆ กัน การที่เด็กจะพัฒนาจนพูดได้นั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมทางกายและระบบประสาทของเขา  โดยพัฒนาการทางภาษาของลูก 3 เดือนแรก คือ การเปล่งเสียงจากคอหรือทำเสียงคูคู โดยลูกจะค้นพบว่าเขาสามารถส่งเสียงได้ โดยการใช้ลิ้นดุนหรือดันไปที่ริมฝีปากให้เปิดออก จากนั้นก็ปิดริมฝีปากลงใหม่ได้ อาจมีน้ำลายไหลออกมาจากปากบ้าง คล้ายๆ กับการพ่นน้ำลายออกมา  แต่นี่คือการหัดส่งเสียง หรือพยายามจะพูดของเด็ก  แต่อาจจะไม่มีเสียงหรือคำพูดออกมาให้ได้ยิน เพราะลูกยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการฝึกฝนการพ่นลมหรือพ่นน้ำลายนั้นออกมาเป็นเสียง  ต่อมาไม่นานก็จะเป็นขั้นของเล่นปนกันไปกับการออกเสียง จนสามารถออกมาเป็นสระ เช่น อา... หรืออู...ได้ และอ้อแอ้โต้ตอบคนที่มาเล่นด้วยได้ ซึ่งเป็นการสื่อสารของลูกนั่นเอง

       เพื่อพัฒนาการสื่อสารของลูก คุณแม่จึงควรชวนลูกพูดคุยบ่อยๆ ทุกวัน  โดยคุณแม่อาจทำหน้าตา ปากล้อเลียนลูก เช่น ทำปากจู๋ อ้าปากหาว แลบลิ้น จะเห็นว่าลูกสามารถขยับปาก หรือทำหน้าตาเหมือนคุณแม่ได้  ช่วยส่งเสริมความคิดและสติปัญญาและความฉลาดเรียนรู้ของลูกได้ค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์

เล่นสนุก สร้างความฉลาดทางอารมณ์ให้ลูกน้อย

       เริ่มตั้งแต่เช้า ยามเมื่อลูกน้อยตื่นขึ้น แทนที่คุณแม่จะปล่อยให้ลูกนอนเล่นอยู่ตามลำพัง ควรอุ้มเขาขึ้นมา  พูดคุยทักทาย จากนั้นประคองเขาไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง แล้วทำท่าไกวเปล แล้วบอกว่าไกวๆ เปล ลูกจะรู้สึกสนุก เป็นการช่วยเขาเปลี่ยนบรรยากาศจากท่านอนแบบเดิมๆ สร้างความตื่นเต้นให้ลูกบ้าง แต่หากเล่นไปสักพักลูกเริ่มเบ้หน้า คุณแม่ต้องหยุด เพราะลูกอาจเหนื่อยและอยากหยุด

       หรือคุณพ่อคุณแม่ใช้มือลูบเบาๆ ที่ใบหน้า หน้าอก แขน และท้องของลูก ลูกจะเพลิน สบายใจสบายอารมณ์จากสัมผัสแห่งความรักของแม่ เขาจะรู้สึกถึงความรักนั้น

       ที่สำคัญ ลูกจะรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่คือของเล่นชิ้นแรกและเป็นของเล่นที่มีชีวิตที่ลูกชอบมากที่สุดค่ะ