นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

พัฒนาการเด็ก 6 เดือนมีอะไรบ้าง เสริมทักษะเด็ก 6 เดือนอย่างไรดี

Enfa สรุปให้:

  • พัฒนาการเด็ก 6 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ลูกน้อยเคลื่อนไหวได้ดี ทรงตัวได้ดี ช่างสังเกต และช่างเจรจา มีความพยายามสื่อสารมากขึ้น จะเห็นได้ว่าลูกกรี๊ดบ่อย พูดจาอ้อแอ้บ่อย
  • เด็ก 6 เดือน เริ่มที่จะสนใจกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น จ้องมองมากขึ้น ทั้งยังสามารถที่จะจดจำใบหน้าที่คุ้นเคยได้มากขึ้น เริ่มส่งเสียงเป็นคำที่อาจจะยังไม่ได้ใจความนัก เช่น มามา ดาดา ปาปา โอโอ
  • น้ำหนักเด็ก 6 เดือน เด็กผู้ชายจะหนักประมาณ 7.9 กิโลกรัม สูงประมาณ 67.6 เซนติเมตร เด็กผู้หญิงจะหนักประมาณ 7.3 กิโลกรัม สูงประมาณ 65.7 เซนติเมตร

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

วันเวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก เผลอแวบเดียวเจ้าตัวเล็กก็อายุได้ 6 เดือนแล้ว นี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมาก เรามาดูกันค่ะว่าในลูกน้อยวัย 6 เดือน มีพัฒนาการใดที่น่าสนใจบ้างนะ

 

 

เด็ก 6 เดือน

ทารก 6 เดือน ช่วงนี้ถือเป็นช่วงแห่งการแสดงออกค่ะ ทั้งแสดงออกทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก เริ่มส่งเสียงเป็นคำที่อาจจะยังไม่ได้ใจความนัก เช่น มามา ดาดา ปาปา โอโอ เด็กเริ่มที่จะสนใจกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น จ้องมองมากขึ้น ทั้งยังสามารถที่จะจดจำใบหน้าที่คุ้นเคยได้มากขึ้นด้วย

และสิ่งที่จะต้องเตรียมตัวเตรียมใจยอมรับให้ดีเลยก็คือ เจ้าตัวเล็กวัยนี้ กำลังจะเริ่มคลานแล้วค่ะ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงความยุ่งเหยิงต่าง ๆ ที่จะตามมา เพราะคราวนี้เจ้าตัวเล็กพร้อมแล้วที่จะเริ่มออกสำรวจมุมต่าง ๆ ภายในบ้าน ของมีคม ของที่เสี่ยงจะเกิดอันตราย คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มเก็บเข้าที่เข้าทางให้เรียบร้อย เพราะอาจเป็นอันตรายกับลูกได้ค่ะ

 

น้ำหนักเด็ก 6 เดือน

เด็ก 6 เดือนหนักกี่โล? น้ำหนักของทารกวัย 6 เดือนนั้น สามารถแบ่งออกตามเพศโดยกำเนิดได้ดังนี้

  • ทารกเพศชายวัย 6 เดือน หนักประมาณ 7.9 กิโลกรัม
  • ทารกเพศหญิงวัย 6 เดือน หนักประมาณ 7.3 กิโลกรัม

 

เด็ก 6 เดือนสูงเท่าไหร่

ส่วนสูงของทารกวัย 6 เดือนนั้น สามารถแบ่งออกตามเพศโดยกำเนิดได้ดังนี้

  • ทารกเพศชายวัย 6 เดือน สูงประมาณ 67.6 เซนติเมตร
  • ทารกเพศหญิงวัย 6 เดือน สูงประมาณ 65.7 เซนติเมตร

 

อาหารเด็ก 6 เดือน

เด็ก 6 เดือน ถึงเวลาที่ต้องกินอาหารตามวัย (Solid Foods) ควบคู่ไปกับการกินนมแม่หรือนมผง เพราะการให้เด็กกินนมแม่อย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเริ่มป้อนอาหารเด็ก 6 เดือน เพื่อให้ลูกน้อยได้รับโภชนาการที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตตามวัยค่ะ

 

การกินของทารก 6 เดือน 

ทารกวัย 6 เดือน เริ่มที่จะกินอาหารอื่น ๆ นอกจากนมแม่ได้แล้วค่ะ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกกินนมแม่เลยนะคะ นมแม่ยังคงเป็นอาหารหลักเช่นเดิม เพียงแต่ต้องเพิ่มอาหารตามวัยอื่น ๆ เข้ามาเสริมด้วยค่ะ ซึ่งอาหารที่เด็กวัย 6 เดือนสามารถกินได้คือ 

  • ผัก เช่น ฟักทองบด มันบด
  • ผลไม้ เช่น กล้วยบด มะม่วงสุกบด
  • เนื้อสัตว์ เช่น ตับบด ไข่แดงบด
  • ธัญพืชต่าง ๆ เช่น ข้าวบด ข้าวโอ๊ตบด

โดยอาหารเด็ก 6 เดือนทุกอย่างต้องนำมาปรุงสุกและบดให้ละเอียดก่อนนะคะ เพื่อให้เด็กสามารถกลืนง่าย ย่อยง่าย และไม่เสี่ยงอาหารติดคอหรือเกิดการสำลักค่ะ

ในช่วงแรกที่เริ่มป้อนอาหารตามวัยให้ลูกนั้น ไม่จำเป็นต้องให้เยอะค่ะ เริ่มจากวันละประมาณ 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะก่อนก็ได้ เมื่อทารกเริ่มคุ้นชินกับอาหารตามวัยแล้ว จึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 3 ถึง 9 ช้อนโต๊ะได้ค่ะ

 

ปริมาณนมที่เหมาะสมสำหรับเด็ก 6 เดือน

ทารกวัย 6 เดือน ยังสามารถกินนมแม่ได้ตามปกติ หรือจะเริ่มให้เด็กกินนมผงสลับด้วยก็ได้เช่นกัน โดยปริมาณน้ำนมที่ทารกควรได้รับจะอยู่ที่ประมาณ 24 ถึง 30 ออนซ์ต่อวัน

 

อาหารว่างเด็ก 6 เดือน

อาหารว่างเด็ก 6 เดือน สามารถเป็นได้ทั้งผลไม้บดละเอียด เช่น อาโวคาโด กล้วยบด มะละกอสุกบด ผักบดละเอียด เช่น แคร์รอตบดละเอียด ฟักทองบดละเอียด หรือธัญพืชบดละเอียด เช่น ข้าวโอ๊ตบดละเอียดผสมนมแม่

 

ผลไม้เด็ก 6 เดือน

ทารกวัย 6 เดือนสามารถกินผลไม้ได้หลายชนิดมากค่ะ ขอเพียงเป็นผลไม้ที่มีเนื้อสัมผัสนิ่ม และไม่แข็งจนเกินไป โดยผลไม้เด็ก 6 เดือนที่ลูกน้อยกินได้ง่าย อร่อย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กล้วย อาโวคาโด มะม่วงสุก มะละกอสุก เป็นต้น

 

ทารก 6 เดือน และโภชนาการที่สำคัญ

เด็กวัย 6 เดือนสามารถเริ่มกินอาหารตามวัยได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจดูแลให้ลูกน้อยได้กินอาหารที่หลากหลาย เหมาะสมกับช่วงวัย และได้รับสารอาหารที่สำคัญครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ดังนี้ 

  • โปรตีน จากเนื้อสัตว์ ไข่ ธัญพืชต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
  • ไขมัน จากน้ำมันพืชหรือเนื้อสัตว์ ช่วยเสริมความอบอุ่น ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย
  • วิตามิน จากผลไม้ต่าง ๆ เช่น อาโวคาโด มะละกอสุก มะม่วงสุก ช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้สมดุล
  • เกลือแร่ จากผักต่าง ๆ เช่น ฟักทอง มันเทศ มะเขือเทศ ผักคะน้า ผักกาดขาว มีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ
  • คาร์โบไฮเดรต จากข้าวหรือแป้งต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างพลังงานแก่ร่างกาย ดีต่อการเจริญเติบโต

ซึ่งนอกจากโภชนาการที่ลูกน้อยจะได้จากอาหารตามวัยแล้ว เด็ก 6 เดือน ยังต้องกินนมแม่เป็นอาหารหลักเช่นเดิม เพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นและสารภูมิคุ้มกันจากนมแม่ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ดังนี้

  • MFGM เป็นสารอาหารเฉพาะในนมแม่ ช่วยพัฒนาระบบประสาท เสริมภูมิคุ้มกัน และป้องกันการติดเชื้อ
  • Lactoferrin โปรตีนสำคัญที่ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เสริมภูมิคุ้มกัน โดยพบมากที่สุดในระยะน้ำนมเหลืองช่วง 1–3 วันแรกหลังคลอด
  • DHA กรดไขมันจำเป็น ช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสาท และการมองเห็น
  • 2’FL (2’-Fucosyllactose) ใยอาหารธรรมชาติ (HMO) ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ยับยั้งเชื้อก่อโรค และเสริมภูมิคุ้มกัน

 

ลักษณะอุจจาระทารก 6 เดือน

ลักษณะอุจจาระทารกปกติ ควรจะเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองเข้ม แต่ในช่วงวัย 6 เดือนนี้ คุณแม่อาจะเริ่มสังเกตว่าสีอุจจาระลูกบางครั้งก็เปลี่ยนไป โดยบางครั้งอาจมีสีเขียวออกมาด้วย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้และไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะคะ เพราะเด็กวัยนี้เริ่มกินอาหารอื่น ๆ นอกเหนือจากนมแม่แล้ว สีของอุจจาระ อาจแปรเปลี่ยนไปตามผักและผลไม้ที่ทารกกินเข้าไปได้ค่ะ

แต่ถ้าหากทารกมีอุจจาระสีดำ อุจจาระสีแดง อุจจาระสีขาว และอุจจาระสีเทา ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ

 

เด็ก 6 เดือนนอนกี่ชั่วโมง

การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ทารกมีพัฒนาการที่สมบูรณ์และแข็งแรง จึงถือเป็นภารกิจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องพาลูกน้อยเข้านอนให้เหมาะสมตามตารางนอนทารก

โดยเด็กวัย 6 เดือน ควรจะนอนให้ได้ประมาณ 14-15 ชั่วโมงต่อวัน แบ่งเป็นนอนตอนกลางวัน 3-4 ชั่วโมง และนอนตอนกลางคืนอีก 11 ชั่วโมง

 

พัฒนาการเด็ก 6 เดือน

พัฒนาการทารก 6 เดือน ถือได้ว่าเจ้าตัวน้อยเติบโตมาจนครึ่งขวบแล้วนะคะ ซึ่งเดือนนี้ลูกน้อยกำลังเปลี่ยนผ่านจากเด็กที่นอนเป็นหลัก มาเป็นนั่งเล่นเป็นหลักกันบ้างแล้ว เพราะเจ้าตัวเล็กเริ่มสนใจโลกรอบตัวมากขึ้น พร้อมกับมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนี้

 

พัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็ก 6 เดือน

  • เดือนนี้เด็ก ๆ หลายคนเริ่มมีอาการคันเหงือกหรือไม่ค่อยสบายจากการที่ฟันใกล้จะงอก ซึ่งส่งผลให้ลูกอาจงอแงได้ ทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาเจ็บปวดและความรู้สึกอารมณ์หงุดหงิดของลูกได้ คือให้คุณแม่ลองหายางกัดลวดลายน่ารัก ๆ ขนมปังกรอบ หรือผักผลไม้เนื้อแข็ง เช่น แตงกวา แอปเปิ้ล มาให้ลูกถือกัดเล่นแก้คันเหงือกได้
  • เด็ก ๆ จะอารมณ์ดีถ้าได้เล่น ยิ่งมีคนเล่นด้วยยิ่งชอบ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่ควรจัดสรรเวลาสำหรับการเป็นเพื่อนเล่นของลูกด้วย การเล่นที่จะทำให้หนูน้อยวัยนี้อารมณ์ดีก็คือ การเล่นจ๊ะเอ๋ เพียงแค่เอามือหรือผ้าปิดหน้าเราแล้วเปิดออก เจ้าตัวเล็กก็หัวเราะชอบใจแล้ว
  • เด็กเริ่มที่จะมีอาการพึงพอใจกับตนเองมากขึ้น มักจะชอบยิ้มให้กับเงาตนเองในกระจกบ่อย ๆ

 

พัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารของเด็ก 6 เดือน

  • เด็ก 6 เดือนจะเริ่มส่งเสียงเลียนพยัญชนะได้มากขึ้น คุมการออกเสียงได้มากขึ้นแต่ว่ายังไม่ค่อยเป็นภาษาเท่าไร และมักใช้วิธีการส่งเสียงเพื่อบอกอารมณ์ต่าง ๆ ของตัวเอง
  • เด็กวัย 6 เดือน สามารถที่จะจดจำและรู้จักชื่อตัวเอง พร้อมที่จะหันหาเมื่อมีคนเรียก มีปฏิสัมพันธ์ตอบกลับเมื่อถูกเรียกชื่อ

 

พัฒนาการด้านสมองของเด็ก 6 เดือน

  • เด็ก 6 เดือนจะเริ่มเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมือและของที่อยู่ในมือผ่านการทำซ้ำ ๆ เช่น บางคนชอบที่จะคว้าของ โยน หรือปล่อยของลงพื้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของสิ่งของที่ตกลงบนพื้น รวมไปถึงท่าทีของคนอื่น ๆ ต่อการกระทำของเขา และจะส่งเสียงให้รู้ว่าช่วยเก็บของมาคืนหนูหน่อย
  • ระบบประสาทต่าง ๆ ของเด็ก 6 เดือนทำงานสัมพันธ์กันมากขึ้น คว้าสิ่งของด้วยความแม่นยำมากขึ้น มองตามวัตถุได้ทั้งซ้ายและขวา อย่างไรก็ตาม เด็กๆ ควรได้รับการพัฒนาระบบการรับรู้อย่างรอบด้าน ทั้งการมอง การได้ยิน การสัมผัสและการรับรส เพราะเด็กที่มีโอกาสมองเห็น ได้ยินและเคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กัน จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะการคิดได้หลากหลายและสมองทำงานเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบมากขึ้นด้วย
  • เด็ก 6 เดือนสามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกิจวัตรประจำวัน รู้ว่าตื่นนอนแล้ว แม่จะพาไปอาบน้ำ กินนม เล่น เป็นต้น เด็ก 6 เดือนจะเข้าใจหน้าที่ของของเล่นและของใช้ต่าง ๆ ได้ดี โดยเชื่อมโยงกับกิจกรรมประจำวัน  เช่น ช้อนเอาไว้ตักอาหารเข้าปาก

 

พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็ก 6 เดือน

  • เด็ก 6 เดือนสามารถหันหน้าเอี้ยวตัวไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว เช่นเดียวกับการพลิกคว่ำที่บางครั้งอาจพลิกคว่ำมาเป็นท่าทางกึ่งนั่งได้
  • เดือนนี้คุณแม่อาจได้เห็นลูกพยายามเคลื่อนตัวไปข้างหน้าในลักษณะคืบไปข้างหรือถอยหลังได้บ้างแล้ว
  • เด็ก 6 เดือนสามารถนั่งได้มั่นคงขึ้น แต่คุณแม่ก็ต้องหาหมอนหรือเบาะนุ่มๆ วางไว้รอบ ๆ ตัวลูกป้องกันไว้ เพราะบางครั้งลูกอาจเสียศูนย์ หน้าคว่ำหรือหงายหลังได้
  • ลูกสามารถถือขวดนม จับแก้วน้ำแบบมีหูเองได้แล้ว จับของเล่นและถ่ายของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน

 

การกระตุ้นพัฒนาการทารก 6 เดือน

คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการของทารก 6 เดือน ผ่านการเล่นและการทำกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้

 

กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยวัย 6 เดือน

  • การเล่นและการแก้ปัญหา 

เด็กน้อยในวัย 6 เดือนนี้จะเริ่มมีพัฒนาการในด้านการมองเห็น การจดจำ และการแก้ปัญหาที่ดีขึ้น คุณแม่สามารถที่จะส่งเสริมความสามารถารแก้ปัญหาของลูกน้อยวัยนี้ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้ลูกน้อยมีความสามารถและพัฒนาการในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ยิ่งขึ้น ซึ่งคุณแม่สามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆเหล่านี้

  • หลอกล่อลูกให้จับ คุณแม่สามารถใช้วิธีนำของเล่นมาหลอกล่อให้ลูกน้อยขึ้นมาจับ โดยการวางไว้ข้างหน้าหรือนำของเล่นออกจากมือลูก เพื่อกระตุ้นให้ลูกน้อยยืดตนเองเพื่อจะมาจับของเล่นนี้และฝึกให้ลูกแก้ปัญหาโดยการหาทางมาหยิบของเล่น
  • เล่นจ๊ะเอ๋ กิจกรรมง่ายๆที่คุณแม่นำมือมาบังหน้าตนเองเพื่อหลบลูกน้อย ลูกน้อยจะคิดว่าคุณแม่หายไปไหนกันนะและมองหา การจ๊ะเอ๋จะไปกระตุ้นสมองและพัฒนาการของเด็กในวัยนี้
  • ซ่อนหากระดิ่ง คุณแม่ทดลองเล่นซ่อนหากระดิ่งเพื่อให้ลูกน้อยตามหากระดิ่งนั้นตามเสียง การเล่นซ่อนหาแบบนี้จะช่วยให้ลูกคิดอย่างมีตรรกะ ฝึกการสังเกต เรียนรู้และจดจำ รวมถึงฝึกการฟังด้วย

 

กระตุ้นร่างกายและพัฒนาการประสาทสัมผัสของลูกน้อยวัย 6 เดือนด้วย

  • เสริมทักษะของลูกน้อยด้วย Playmat

ลูกน้อยวัย 6 เดือนนั้นจะเริ่มมีพัฒนาการในด้านประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว ซึ่งสำหรับเด็กวัยนี้นั้นการนำของเล่นเข้ามาช่วยกระตุ้นพัฒนาการถือเป็นสิ่งที่ดี ยกตัวอย่างเช่น 

  • ลูกได้เรียนรู้สัมผัสที่แตกต่าง ด้วยลักษณะเนื้อผ้าที่หลากหลายที่นำมาใช้ประกอบ Playmat ทำให้เด็กได้เรียนรู้ผิวสัมผัสที่แตกต่างออกไป
  • ลูกได้มีพัฒนาการในการใช้มือและประสาทหู ไม่ว่าจะเป็นการบีบ ขยำ หรือกดแล้วมีเสียงดนตรี
  • ช่วยให้ลูกน้อยได้รู้จักหน้าตาของตัวเอง เพราะเขาได้ดูหน้าตัวเองจากการกระจกที่ติดมากับ Playmat
  • ลูกได้เรียนรู้เรื่องสีสันและการมอง ด้วยรูปแบบของ Playmat ที่ต้องใช้วัสดุที่มีสีสันสดใส เพื่อกระตุ้นการมองของเด็กนั่นเอง

ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนารูปแบบของเล่นเสริมพัฒนาการทารกวัย 6 เดือน อย่าง Playmat เพื่อเสริมพัฒนาการหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบผ้าผืนเรียบๆ หรือผสมโมบายตุ๊กตา เพื่อให้เด็กได้สนุก เพลิดเพลินกับการคว้าจับ ได้ใช้มือประสานสายตา ได้ฟังเสียง ได้ออกกำลังกล้ามเนื้อแขนขา นิ้ว ได้รับรู้ผิวสัมผัสที่แตกต่างของเนื้อผ้า เรียกว่าได้พัฒนาประสาทสัมผัสรอบด้าน เพื่อให้คุณแม่มีตัวเลือกที่หลากหลายในการเสริมสร้างพัฒนาการทารกวัย 6 เดือนด้วย

โดยหลักในการเลือก Playmat คือต้องดูว่า ไม่มีส่วนประกอบของของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่เสี่ยงต่อการแตก ฉีก ขาด และหลุดออกมาให้เด็กกลืนกินได้ ไม่มีสิ่งที่มีความแหลมคม และทำจากวัสดุปลอดสารพิษค่ะ

  

การกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสาร

  • พูดคุยสื่อภาษา พัฒนาการสื่อสาร

แม้ว่าเจ้าตัวเล็กของคุณแม่จะยังพูดจาสื่อสารไม่ได้ แต่เชื่อไหมคะว่า สมองของเด็กวัย 6 เดือน มีความสามารถที่จะจดจำและรับรู้ในสิ่งต่างๆ ที่คุณแม่พูดด้วยได้เป็นอย่างดี และจะแสดงในสิ่งที่จำได้ให้คุณแม่ได้รู้เมื่อลูกเติบโตขึ้น มีการศึกษาพบว่า เวลาที่คุณแม่ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ลูกน้อยและพูดคุยด้วยคำพูดสั้นๆ จะทำให้หัวใจของเด็กเต้นเร็วขึ้น และการพูดคุยของคุณแม่นี้เองจะทำให้สมองของเจ้าตัวเล็กเกิดการสร้างเส้นใยประสาท เพื่อตอบสนองการพูดจาสื่อสารนั้น คุณแม่จึงควร...

พูดคุยกับลูกบ่อยๆ คุณแม่ที่พูดกับลูกบ่อยๆ จะช่วยเสริมพัฒนาการทางภาษาของลูกในช่วงวัยต้นของชีวิตได้มาก จากการวิจัยพบว่าครอบครัวที่พูดคุยกับเด็กให้ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ เด็กอาจจะมีโอกาสได้รับรู้จำนวนของเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ถึง 13 ล้านคำ แต่ครอบครัวที่ไม่ได้พูดคุยกับลูกจะมีจำนวนของเสียงน้อยกว่ากลุ่มแรกประมาณ 8 ล้านคำ หรือน้อยกว่า 62% ดังนั้น ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่การพูดคุย แต่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สำคัญในการช่วยให้คุณแม่กระตุ้นพัฒนาการทารกวัย 6 เดือนได้เช่นกันค่ะ

พูดคุยออกท่าทาง การที่คุณแม่พูดโต้ตอบกับลูกด้วยน้ำเสียงที่น่าสนใจ การแสดงสีหน้า หรือท่าทางกับเขา จะช่วยให้ลูกเรียนรู้ถึงการอ่านสีหน้า ท่าทางได้อย่างเข้าใจ ซึ่งเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะภาษาและช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทารกวัย 6 เดือนที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ถ้าปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว เล่นคนเดียว เมื่อโตขึ้นเด็กก็ดูแต่ทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการสื่อสารในด้านเดียว ก็จะกลายเป็นผลเสียต่อการพัฒนาภาษาและสติปัญญาของลูกในภายหลังได้

  

การกระตุ้นพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม

  • เคล็ดลับเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากลูกน้อย

อารมณ์ขันและเสียงหัวเราะมีความจำเป็นต่อพัฒนาการทางอารมณ์ด้านบวกของลูกเป็นอย่างมาก คุณแม่สามารถเรียกเสียงหัวเราะของลูกได้โดย

เล่นจั๊กจี้ เด็กทารกวัย 6 เดือน มักจะชอบกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายส่วนลำตัว ซึ่งจะกระตุ้นอารมณ์ขันและเสียงหัวเราะของเด็กวัยนี้ เช่น การเล่นจั๊กจี้ที่รักแร้หรือข้างเอว จะทำให้ลูกบิดตัวไปมาด้วยเสียงหัวเราะค่ะ

หัวเราะให้ลูกเห็น อารมณ์ขันจะตลกที่สุดเมื่อมันเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้พยายามประดิษฐ์หรือแกล้งทำ คุณแม่จะสังเกตเห็นว่าเวลาที่รู้สึกผ่อนคลายจะพบว่าเสียงหัวเราะมักเกิดขึ้นได้เองง่ายๆ โดยไม่ต้องพยายาม คุณแม่กับลูกมักจะมีเรื่องให้หัวเราะได้มากมาย เพราะลูกจะคิดว่านั่นแม่หัวเราะอีกแล้ว เมื่อลูกเห็นแม่หัวเราะ เขาก็จะหัวเราะด้วย ลูกน้อยชอบอารมณ์ขันที่แสดงออกง่ายๆ อย่างชัดเจน ไม่ซับซ้อน

ทำท่าทางตลกให้ลูกดู เด็กเล็กจะชอบและมีอารมณืกับท่าทางหรือการแสดงตลกๆ เพียงแค่ทำหน้าตาตบกหรือแปลกก็จะหัวเราะแล้ว ลูกน้อยจะรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายและยังเป็นการช่วยให้สายสัมพันธ์ครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งยังเป็นประโยชน์มากต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมของลูกน้อยด้วยนั่นเอง

 

ของเล่นเด็ก 6 เดือน

ลูกน้อยวัย 6 เดือน สามารถที่จะนั่งทรงตัวได้นานขึ้น นั่นหมายความว่าลูกน้อยสามารถที่จะเล่นสนุกได้มากขึ้นด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหาของเล่นเด็ก 6 เดือนมาเล่นกับลูก เพื่อสร้างเสริมพัฒนาการให้สมวัย ดังนี้

  • ของเล่นที่มีพื้นผิวแตกต่างกัน เช่น กระดาษฟอยล์ที่ส่งเสียงกรอบแกรบ ผ้าหยาบหรือเรียบ เพื่อให้ลูกได้สัมผัสกับพื้นผิวใหม่ ๆ วัตถุที่แตกต่างกัน
  • ของเล่นเขย่าและของเล่นที่มีเสียงดัง หรือมีเสียงเพลง ช่วยกระตุ้นการได้ยิน กระตุ้นการสื่อสาร
  • ลูกบอลสีสันสดใสหลากหลายขนาด คุณพ่อคุณแม่นั่งบนพื้นแล้วกลิ้งลูกบอลไปให้ลูกน้อยจับ กระตุ้นการทำงานประสานกันระหว่างนิ้วมือและสายตา กระตุ้นการเคลื่อนไหวและการมองเห็น
  • Playmat หรือเสื่อกิจกรรม ฝึกการมองเห็น กระตุ้นการเคลื่อนไหว ส่งเสริมการประสานงานระหว่างมือและตา
  • หนังสือสีสันสดใส มีหน้ากระดาษหนาและภาพประกอบ เช่น ใบหน้า รถยนต์ สัตว์ ผลไม้ ไดโนเสาร์ กระตุ้นจินตนาการ กระตุ้นการมองเห็น เสริมทักษะการสื่อสาร
  • บล็อกไม้หรือห่วงสำหรับต่อซ้อนกัน ช่วยฝึกให้ลูกน้อยได้มีการหยิบ การเท การให้ และการรับ กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดี
  • ของเล่นรูปทรงเรขาคณิต เพื่อฝึกให้ลูกได้รู้จักกับรูปทรงต่าง ๆ พื้นผิวสัมผัสที่แตกต่างกัน และกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ

 

การดูแลสุขภาพทารก 6 เดือน

เพื่อให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่เป็นไปตามเกณฑ์การเจริญเติบโต และมีสุขภาพแข็งแรง คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจดูแลเรื่องพื้นฐานทางสุขภาพของลูกน้อยวัย 6 เดือน ดังนี้

  • การกิน ทารก 6 เดือน ควรต้องเริ่มกินอาหารตามวัยควบคู่ไปกับการให้นมแม่ค่ะ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับโภชนาการที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
  • การนอน เด็ก 6 เดือน ควรจะนอนให้ได้ประมาณ 14-15 ชั่วโมงต่อวัน แบ่งเป็นนอนพักในตอนกลางวัน 3-4 ชั่วโมง และนอนตอนกลางคืนอีก 11 ชั่วโมง
  • การเล่น เด็ก 6 เดือนเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น หยิบจับวัตถุได้มั่นคง สามารถทรงตัวนั่งได้ดี จึงสามารถเล่นเกม เล่นของเล่น และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้น ยิ่งเล่นมากเท่าไหร่ ก็จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยได้มากเท่านั้น และยังช่วยให้ลูกน้อยมีร่างกายแข็งแรงด้วยนะ
  • สังเกตความผิดปกติอยู่เสมอ เช่น ลูกตัวร้อนไหม งอแงผิดปกติไหม ถ่ายเหลวหรือเปล่า อุจจาระแข็งผิดปกติไหม การพบสัญญาณความผิดปกติได้เร็ว จะช่วยให้รับมือได้ทันท่วงที ป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพรุนแรง

 

ตารางเลี้ยงลูก 6 เดือน

เด็ก 6 เดือน ยังใช้เวลาไกับการกินและการนอนเหมือนเดิมค่ะ แต่เป็นวัยที่ต้องเริ่มกินอาหารตามวัยแล้ว คุณพ่อคุณแม่จึงอาจต้องปรับตารางเลี้ยงลูกเพื่อให้สอดคล้องกับวัยของลูก ดังตัวอย่างตารางต่อไปนี้

ช่วงเช้า

  • 07:00 น. ตื่นนอน เปลี่ยนผ้าอ้อม
  • 07:30 น. กินนม
  • 08:30 น. พักนอนงีบช่วงเช้า
  • 10:00 น. กินข้าว (Solid Foods) และเล่นของเล่น
  • 11:45 น. นอนกลางวัน

ช่วงบ่าย

  • 12:30 น. ตื่นนอนและกินนม
  • 14:30 น. นอนตอนบ่าย
  • 15.00 น. ตื่นนอน อาบน้ำ

ช่วงเย็น

  • 16.00 น. กินนมและเล่นของเล่น
  • 17.00 น. พักนอนช่วงเย็น ไม่เกิน 30 นาที
  • 17.30 น. ตื่นนอน
  • 18.40 น. กินนม
  • 19.00 น. เข้านอน

 

ทารก 6 เดือน กับสัญญาณอันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาไปพบแพทย์

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นสัญญาณต่าง ๆ ดังต่อไปนี้จากทารก 6 เดือน ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที

  • ทารกร้องไห้งอแงผิดปกติ
  • ลูกน้อยไม่ยอมกินนม ไม่ยอมกินข้าว
  • ลูกนอนนานผิดปกติ ปลุกแล้วตื่นยาก
  • ลูกน้อยมีอาการเซื่องซึม ไม่ร่าเริง
  • ลูกมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส
  • ลูกถ่ายเหลวเป็นน้ำเกิน 3 ครั้ง
  • ลูกอุุจาระแข็ง ถ่ายยาก เวลาขับถ่ายจะร้องไห้
  • ลูกน้อยอาเจียน แหวะนม อาเจียนอาหารออกมาจนหมด
  • ลูกน้อยมีผื่นขึ้นตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ

 


บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ดูแลลูกน้อย

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Cart TH Join Enfamama