นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ทารกคอเอียง ผิดปกติไหม วิธีทำให้หายคอเอียงทารก ทำอย่างไร

Enfa สรุปให้

  • ทารกคอเอียง มักพบได้บ่อยในทารกแรกเกิด ซึ่งจะมีทั้งคอเอียงตามปกติ ที่แก้ได้ด้วยการทำกายภาพบำบัด และคอเอียงที่ผิดปกติ ซึ่งจะต้องได้รับการบำบัดรักษาเฉพาะทาง
  • วิธีทำให้หายคอเอียงทารก ทำให้โดยการกายภาพบำบัดคอ ปรับให้ทารกหันคอมาด้านตรงข้ามกับที่คอเอียงมากขึ้น ทำวันละหลาย ๆ ครั้งและต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน ช่วยให้คอเอียงหายเป็นปกติได้
  • วิธีแก้คอเอียงซ้าย ควรปรับให้ลูกได้หันขวามากขึ้นทั้งการกินนม การนอน การอุ้ม หรือแม้แต่เวลาเล่นกับลูก ก็ต้องพยายามกระตุ้นให้ลูกได้หันขวามากขึ้น เพื่อสร้างความสมดุลการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อคอ

เลือกอ่านตามหัวข้อ


ทารกคอเอียง เป็นหนึ่งในความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ เพราะกลัวว่าจะเป็นความผิดปกติรุนแรงที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของลูก แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการคอเอียงในทารกเป็นสัญญาณอันตรายจริงไหม มีวิธีทำให้หายคอเอียงอย่างไรบ้าง หากทารกคอเอียงซ้าย วิธีแก้คอเอียงซ้ายควรทำอย่างไร ถ้าลูกคอเอียงขวา ควรแก้ไขอย่างไร บทความนี้จาก Enfa มีสาระน่ารู้เกี่ยวกับการรับมืออาการทารกคอเอียงมาฝากค่ะ

 

 

เด็กคอเอียง อาการและวิธีสังเกต

อาการคอเอียงสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ คือ ลูกน้อยจะเอียงศีรษะไปทางด้านใดด้านหนึ่ง หรือศีรษะหมุนไปอยู่ในด้านตรงกันข้ามกับคาง ภาวะคอเอียงนี้ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใด ๆ กับทารก และสามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกแรกเกิด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกอาจยังสังเกตเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก จนกระทั่งลูกน้อยเริ่มควบคุมกล้ามเนื้อคอและศีรษะได้มากขึ้น จึงจะเริ่มปรากฏชัดว่ามีอาการคอเอียง

อาการเด็กคอเอียง อาจเริ่มพบได้หลังคลอดประมาณ 2–3 สัปดาห์ หรือเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อทารกมีอายุราว 3–4 เดือน โดยลักษณะอาการเด็กคอเอียงอาจแบ่งได้ 2 แบบ คือ

 

อาการคอเอียงตั้งแต่แรกเกิด หรือคอเอียงแบบฉับพลัน มีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้ 

  • ศีรษะของทารกเอียงไปด้านหนึ่งและคางเอียงไปอีกด้านหนึ่ง
  • ทารกไม่สามารถหมุนคอและศีรษะได้มากนัก
  • ไหล่ข้างหนึ่งของทารกสูงกว่าอีกข้าง
  • คุณพ่อคุณแม่สัมผัสได้ว่าทารกมีกล้ามเนื้อคอตึงหรือแข็ง หรือจับที่คอแล้วรู้สึกว่ากล้ามเนื้อคอบวม
  • สัมผัสได้ว่ามีก้อนเล็ก ๆ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วในกล้ามเนื้อคอของทารก
  • ใบหน้าของทารกไม่สมมาตร

 

อาการคอเอียงที่ไม่ได้เป็นตั้งแต่กำเนิด มีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

  • ศีรษะของเด็กเอียงไปด้านหนึ่งและคางเอียงไปอีกด้านหนึ่ง
  • การเคลื่อนไหวของศีรษะและคอทำได้ไม่มากนัก
  • ไหล่ข้างหนึ่งของเด็กสูงกว่าอีกข้าง
  • จับดูแล้วรู้สึกว่ากล้ามเนื้อคอตึงหรือแข็ง
  • สัมผัสได้ว่าลูกมีกล้ามเนื้อคอบวม
  • ลูกน้อยมักมีปวดคออย่างรุนแรง
  • ศีรษะสั่น
  • ปวดศีรษะ

 

ทารกคอเอียง อันตรายไหม

โดยทั่วไปแล้วอาการทารกคอเอียงไม่ใช่สัญญาณที่อันตรายรุนแรงแต่อย่างใด หากสังเกตเห็นทารกคอเอียงตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถบำบัดรักษาให้หายเป็นปกติได้ค่ะ

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงของลูกอยู่เสมอ หากพบว่าลูกคอเอียงได้เร็วเท่าไหร่ ก็มีโอกาสจะดูแลให้ลูกหายเป็นปกติได้เร็วเท่านั้น

หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าทารกเริ่มมีอาการคอเอียง ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม พร้อมรับคำแนะนำในการทำกายภาพบำบัดอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้ลูกกลับหายคอเอียงได้ค่ะ

 

ทารกคอเอียง เกิดจากอะไร

ลูกคอเอียง เกิดได้จากหลายปัจจัยที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ท่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติเช่น ทารกอยู่ในท่าหันก้นเข้าหาช่องคลอด และอาจไปกดทับกล้ามเนื้อสเตอร์โนไคลโดมาสทอยด์ (Sternocleidomastoid หรือ SCM) ของทารก ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว ส่งผลให้ทารกหันคอได้ยาก เคลื่อนไหวคอได้ไม่เต็มที่
  • ทารกบางคนมีกล้ามเนื้อ SCM ด้านใดด้านหนึ่งสั้นกว่าปกติ ทำให้เกิดภาวะคอเอียงแต่กำเนิด
  • ทารกมีภาวะเลือดคั่งในกล้ามเนื้อคอ
  • เนื้อเยื่อบริเวณกล้ามเนื้อคอของทารกหนาตัวผิดปกติหรือเป็นพังผืด
  • ทารกเป็นโรคข้ออักเสบที่คอ หรือมีภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม
  • ทารกเกิดมาพร้อมกลุ่มอาการคลิปเปล-ไฟล์ (Klippel-Feil syndrome) ซึ่งเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่หายาก ทำให้กระดูกสันหลังส่วนคอตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไปเชื่อมติดกันจนผิดปกติ
  • ทารกเกิดมาพร้อมกลุ่มอาการแซนดิเฟอร์ (Sandifer Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะหายาก ส่งผลให้ทารกมีอาการตอบสนองต่อโรคกรดไหลย้อนอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความผิดปกติตามมา เช่น คอเอียง อาการกล้ามเนื้อคอเกร็ง
  • ทารกเกิดมาพร้อมกลุ่มอาการกริเซล (Grisel's syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่หายาก เกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบรุนแรงของเนื้อเยื่อบริเวณศีรษะและลำคอ

 

เด็กทารกคอเอียง แก้ได้ไหม

เด็กทารกคอเอียง หากพบหรือมีการวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถที่จะทำกายภาพบำบัดให้หายเป็นปกติได้ค่ะ

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตความผิดปกติของทารกอยู่เสมอ หากพบว่าลูกมีอาการที่คล้ายหรือชัดเจนว่าลูกคอเอียง ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยร่างกายเพิ่มเติม หากผลออกมาว่าลูกคอเอียงจริง แพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสม รวมถึงวิธีการทำกายภาพบำบัดที่ถูกต้อง เพื่อช่วยแก้อาการคอเอียงของทารกค่ะ

 

วิธีทำให้หายคอเอียงทารก

วิธีแก้ทารกคอเอียง สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

  • ยืดกล้ามเนื้อและขยายกล้ามเนื้อคอของทารกเป็นประจำทุกวัน โดยค่อย ๆ ขยับหรือหันศีรษะของลูกน้อยไปทางด้านตรงข้ามกับคอที่เอียง เช่น ลูกคอเอียงซ้าย ก็ให้จัดท่าให้ลูกเอียงขวามากขึ้น แต่ถ้าลูกคอเอียงขวา ก็จัดท่าให้ลูกเอียงซ้ายมากขึ้น ควรทำอย่างต่อเนื่องวันละหลายครั้ง และทำติดต่อกันไปเรื่อย ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อคอ

 

  • เปลี่ยนท่านอนของทารก โดยวางลูกน้อยนอนหงายและหันศีรษะไปทางด้านตรงข้าม เพื่อช่วยปรับกล้ามเนื้อคอให้เข้าที่ และเพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อคอ

 

อย่างไรก็ตาม หากลองทำวิธีการเหล่านี้มาเป็นเดือน ๆ แล้วไม่ได้ผล ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพราะในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุและปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาที่ตรงกับสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ
  • การฉีดโบทูลินัมท็อกซินเพื่อคลายกล้ามเนื้อคอที่แข็งเกร็ง
  • การบำบัดด้วยความร้อน
  • การนวดคอ
  • ใช้อุปกรณ์พยุงคอหรือปลอกคอ
  • ทำกายภาพบำบัดอื่น ๆ

 

วิธีแก้คอเอียงซ้าย

หากทารกคอเอียงซ้าย ต้องปรับท่าทางโดยหันคอและศีรษะของลูกมาทางด้านขวามากขึ้น กระตุ้นให้ลูกหันขวามากขึ้น เช่น เวลานอนให้ปรับท่านอนโดยหันคอและศีรษะมาทางด้านขวา เวลาให้นมลูกก็ปรับมาให้นมอีกข้างหนึ่งมากขึ้น หรือเวลาเล่นกับลูกก็ควรย้ายมาอยู่ด้านขวาของลูก เรียกชื่อลูก หรือสั่นของเล่นให้มีเสียง เพื่อกระตุ้นให้ลูกหันมาทางขวามากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อคอมีการขยายตัวมากขึ้น ลดการตึงเกร็ง

อย่างไรก็ตาม คำว่าปรับให้ลูกหันซ้ายมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะต้องจัดให้ลูกหันซ้ายตลอดเวลานะคะ ควรทำสลับกันไปทั้งซ้ายและขวาเพื่อความสมดุล

แต่ถ้าหากทดลองทำไปประมาณ 1 เดือนแล้วไม่เห็นผล คอลูกยังเอียงซ้ายเหมือนเดิม หรือทุกครั้งที่ลูกหันมาทางขวาจะร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุเพิ่มเติมและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

วิธีแก้คอเอียงขวา

สำหรับทารกที่คอเอียงขวา คุณแม่ควรดูแลและปรับเปลี่ยนท่าทางของลูกให้หันมาทางซ้ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่าให้นมลูก ท่านอนลูก หรือเวลานั่งเล่นกับลูก ก็ปรับให้มาอยู่ทางซ้ายมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ลูกได้เปลี่ยนทิศทางของกล้ามเนื้อคอมาทางขวามากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อคอมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ช่วยแก้อาการคอเอียงขวาได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือหากทำต่อเนื่องไปแล้ว 1 เดือนอาการคอเอียงขวาไม่ดีขึ้นเลย หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่ปรับให้ลูกหันซ้ายแล้วลูกร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการคอเอียงขวาโดยทั่วไปมักไม่เจ็บปวด หากมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยจำเป็นจะต้องได้รับการวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

 

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่เมื่อทารกน้อยคอเอียง

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าทารกน้อยคอเอียง สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้ไม่ยาก ดังนี้

  • เมื่อพบว่าลูกคอเอียง ให้พาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยดูก่อนว่าลูกคอเอียงจริงไหม อาการคอเอียงของลูกเกิดจากสาเหตุรุนแรงที่ต้องมีการรักษาเฉพาะทางหรือไม่ เพื่อให้ลูกได้รับการรักษาที่เหมาะสม
  • ลูกคอเอียง โดยทั่วไปแล้วการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อคอสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ หากลูกคอเอียงซ้าย ก็พยายามหันคอลูกมาทางขวามากขึ้น หากลูกคอเอียงขวา ก็ปรับท่าทางให้ลูกหันมาทางซ้ายมากขึ้น ปรับทั้งท่านอน ท่านั่ง และท่าให้นม
  • อาการทารกคอเอียง จุดสำคัญคือจะไม่ทำให้ลูกมีอาการเจ็บปวด แต่ถ้าหากเริ่มปรับคอของลูกแล้วลูกร้องไห้ทุกครั้ง ร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน ลักษณะนี้ถือว่าผิดปกติ ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรก ๆ ที่เริ่มปรับท่าทางแล้วลูกร้องไห้
  • การแก้ไขทารกคอเอียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลาอย่างน้อย ๆ 1 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล แต่ถ้าผ่านไปแล้ว 1 เดือนอาการคอเอียงไม่ดีขึ้นเลย ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
  • การจัดท่าให้ลูกหันไปด้านตรงข้ามกับที่คอเอียง ควรทำสลับกันอย่างสมดุล ไม่ใช่ลูกคอเอียงขวา ก็จะจัดท่าให้ลูกซ้ายตลอดเวลา แบบนี้จะยิ่งทำให้คอลูกเอียงซ้ายได้ ควรทำสลับกันไปมาทั้งซ้ายขวา เพื่อความสมดุลของกล้ามเนื้อคอ

 

เลือกโภชนาการที่มี MFGM เพื่อ IQ และทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า

เด็กแรกเกิดอายุ 0-6 เดือน ควรได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวและต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารภูมิคุ้มกันและสารโภชนาการที่จำเป็นอย่างเพียงพอต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง MFGM สุดยอดสารอาหารในนมแม่ ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อย และยังเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก และมีส่วนช่วยกระตุ้นทักษะ EF ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

 


บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ดูแลลูกน้อย

    * นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
    Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
    เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
    Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

    คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

    กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

    Line TH
    Cart TH
    กรุณากรอกชื่อของคุณ
    กรุณากรอกชื่อของคุณ
    กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
    วันเกิดลูกน้อย
    กรุณาเลือกวันที่