นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

ลูกชอบกรี๊ดผิดปกติมั้ย รับมืออย่างไรเมื่อลูกชอบกรี๊ดเอาแต่ใจ

Enfa สรุปให้

  • ลูกชอบกรี๊ดผิดปกติมั้ย? โดยทั่วไปแล้วไม่ถือว่าปกติ หากพบในเด็กเล็กวัย 1-3 ขวบ เพราะเป็นพัฒนาการแห่งวัยตามปกติ แต่ถ้าเด็กที่อายุตั้งแต่ 5-6 ขวบขึ้นไปชอบกรี๊ด อาจมีปัญหาด้านพฤติกรรมควรพาลูกไปพบแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็ก
  • ลูกชอบกรี๊ด 1 ขวบ พบได้ทั่วไปสำหรับเด็กวัยหัดเดินที่ยังพูดไม่ได้ หรือพูดได้แค่ไม่กี่คำ การร้องกรี๊ดเป็นหนึ่งวิธีการสื่อสารของเด็กวัยนี้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่จำเป็นจะต้องรับมือกับอารมณ์ของลูกอย่างเหมาะสม
  • ลูกชอบกรี๊ด 6 เดือน เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยนี้ เพราะลูกยังพูดไม่ได้ การสื่อสารของทารกจึงทำผ่านการหัวเราะ การร้องไห้ และการกรี๊ด ซึ่งอาจเกิดจากความหิว ความง่วง ผ้าอ้อมเปียก หรือลูกกำลังไม่สบาย

เลือกอ่านตามหัวข้อ


เด็กกับอาการเอาแต่ใจ แม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติตามวัย แต่บางครั้งก็อาจหนักหนาเกินจะควบคุมไหว บางครั้งลูกอาจจะกรี๊ดบ่อย กรี๊ดไม่หยุด จนคุณพ่อคุณแม่อดสงสัยไม่ได้ว่าลูกชอบกรี๊ดผิดปกติมั้ย ลูกชอบกรี๊ด 1 ขวบ รับมืออย่างไร ลูกชอบกรี๊ด 6 เดือน กล่อมอย่างไรให้สงบลง บทความนี้จาก Enfa มีสาระวุ่น ๆ ของวัยซนที่ชอบกรี๊ด พร้อมวิธีรับมืออย่างเหมาะสมมาฝากค่ะ

 

 

ลูกชอบกรี๊ดผิดปกติมั้ย

ลูกชอบกรี๊ด เป็นพัฒนาการแห่งวัยตามธรรมชาติของลูกน้อยค่ะ พบได้ตั้งแต่เด็กวัยแบเบาะ มาจนถึงวัยหัดเดิน หรือแม้โตเป็นเด็กวัยเรียนก็ยังชอบกรี๊ดอยู่

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการร้องกรี๊ด ๆ แบบนี้แม้จะเป็นเรื่องปกติของเด็ก แต่การรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยให้ลูกมีพฤติกรรมที่น่ารักสมวัยได้ แต่ถ้าหากปล่อยผ่านและไม่ปรับวิธีการเลี้ยงดู การปล่อยให้ลูกกรี๊ดไปเรื่อย ๆ แบบนี้อาจมีผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของลูกเมื่อเขาโตขึ้นได้ค่ะ

 

สาเหตุลูกชอบกรี๊ด

สาเหตุที่ลูกชอบกรี๊ด นอกจากจะเป็นพัฒนาการแห่งวัยของเด็กแล้ว ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปอีกหลายอย่าง ดังนี้

  • สำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่ยังพูดไม่ได้ หรือยังพูดไม่คล่อง การกรี๊ดเป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสารของเด็กเพื่อแสดงออกว่าเขาไม่พอใจ หรือเขาต้องการความสนใจ
  • ลูกชอบกรี๊ด เพราะอยากกรี๊ด ใช่ค่ะ บางครั้งเด็กกรี๊ดแค่เพราะอยากกรี๊ด เพื่อทดลองดูว่าถ้ากรี๊ดแล้วจะเป็นอย่างไร เหมือนกับที่ผู้ใหญ่หลายคนก็รู้สึกดีขึ้นเวลาได้ลองตะโกนความในใจออกมาดัง ๆ
  • แรงกดดัน หรือแรงต่อต้านจากพ่อแม่ อาจทำให้รู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหวและต้องการจะระเบิดอารมณ์ของตนเองออกมา สังเกตได้จากเวลาที่คุณแม่ตั้งกฎให้ลูกทำมากจนเกินไป บางครั้งลูกก็จะทนไม่ไหวและร้องกรี๊ดออกมา
  • ลูกน้อยควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ไม่ดี เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยชี้แนะแนวทางในการควบคุมอารมณ์แบบอื่น ๆ เลย เช่น บางคนปล่อยลูกร้องไห้ ร้องกรี๊ดโดยไม่สนใจ ไม่เคยตำหนิหรือทำโทษอย่างเหมาะสม เวลาลูกต่อต้าน ก็ไม่เคยขัดใจ ยอมโอนอ่อนให้ลูกทุกครั้งไป สิ่งนี้ทำให้ลูกน้อยไม่มีแบบอย่างในการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม
  • เรียกร้องความสนใจ สาเหตุนี้พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะเด็กที่อายุตั้งแต่ 2-5 ขวบ มักจะชอบร้องกรี๊ด ๆ เพื่อแสดงความเอาแต่ใจ อยากให้คนรอบข้างทำตามในสิ่งที่ตนต้องการ
  • ความเหนื่อย ความหิว ความง่วง ความเบื่อ ความรำคาญ ปัจจัยทางอารมณ์เหล่านี้ก็มีส่วนกระตุ้นให้เด็กพร้อมจะระเบิดอารมณ์ของตนเองออกมาด้วยการกรี๊ดได้

 

ลูกกรี๊ด กับพัฒนาการตามวัย

การกรี๊ด ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการแห่งวัยของลูกน้อย สำหรับเด็กแบเบาะ ยังพูดไม่ได้ การร้องไห้ การร้องกรี๊ด คือหนึ่งในวิธีการสื่อสารแรกสุดที่ลูกน้อยแสดงออกมา

สำหรับสำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่ยังพูดไม่คล่อง คลังคำศัพท์ยังไม่เยอะ ลูกน้อยยังไม่มีทักษะการสื่อสารที่สามารถบอกคุณพ่อคุณแม่ได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรด้วยคำพูด สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการกรี๊ดออกมาดัง ๆ

จนกระทั่งถึงช่วงอายุ 1 ถึง 3 ขวบ เด็กวัยนี้เริ่มรู้ดีว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่ต้องการทำอะไร การกรี๊ดจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ลูกจะใช้สื่อสารความในใจ หรืออาจพยายามทดลองขีดจำกัดบางอย่าง หรือต้องการที่จะเรียกร้องบางอย่างโดยใช้เสียงกรี๊ดที่ชวนรำคาญใจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจและรับมือกับการกรี๊ดของลูกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวัย 1-3 ขวบนี้ ลูกยังไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง การชี้แนะและสั่งสอนให้ลูกแสดงออกอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ลูกซึมซับและเรียนรู้ได้ดี

แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ละเลยเรื่องนี้ จะมีผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ ลูกน้อยจะติดพฤติกรรมกรี๊ดเวลาถูกขัดใจ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจไปจนโต ซึ่งอาจทำให้ลูกน้อยมีปัญหาพัฒนาการด้านสังคม

 

ลูกชอบกรี๊ด ปรับพฤติกรรมอย่างไร

หากลูกน้อยชอบกรี๊ด ทำอะไรนิด อะไรหน่อย ก็จะร้องกรี๊ด ๆ ออกมา คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับพฤติกรรมของลูกได้ ดังนี้

  • ควบคุมอารมณ์ของคุณพ่อคุณแม่ให้ได้ก่อน

ถ้าลูกกรี๊ด อารมณ์กำลังขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องอ่อนลง หากคุณพ่อคุณแม่อารมณ์ร้อนตามไปด้วย จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม

 

ควรพูดด้วยความอ่อนโยน น้ำเสียงที่อ่อนหวานและเบาลง สามารถช่วยดึงอารมณ์ของลูกให้เบาลง และพร้อมจะเปิดใจฟังที่คุณพ่อคุณแม่พูดมากขึ้น

 

  • พยายามพูดคุยกับลูกด้วยเหตุและผลเสมอ

หากลูกเริ่มเศร้า ต้องถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นคะ หนูร้องไห้เพราะไอศกรีมตกพื้นเหรอคะ เพื่อกระตุ้นให้ลูกรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองและกล้าจะสื่อสารความในใจมากขึ้น

 

  • เมินเฉย ไม่ต้องรีบเข้าไปปลอบ

การรีบเข้าไปโอ๋ในทันที จะทำให้ลูกเริ่มเรียนรู้ว่าวิธีนี้ใช้แล้วได้ผล คุณพ่อคุณแม่ทนไม่ได้ต่อเสียงกรี๊ดของเขา ควรรอให้ลูกกรี๊ดไปสักพักก่อน แล้วกดูว่าลูกสงบลงเองได้ไหม ถ้าเขาสงบเองได้ ให้เขาไปทีหลัง แต่ถ้าผ่านไปสักพักแล้วยังไม่หยุดกรี๊ด จึงค่อยปรากฎตัวเขาไปปลอบและพูดคุย

 

  • เล่นกับลูกบ่อย ๆ

หากิจกรรมให้ลูกทำบ่อย ๆ การทำให้ลูกมีภารกิจที่ต้องทำมากขึ้น เมื่อลูกยุ่งขึ้น เขาก็จะร้องไห้งอแงลดลง เพราะมีเรื่องอื่นให้ต้องสนใจอยู่ตรงหน้า

 

  • คุณพ่อคุณแม่ห้ามแสดงออกถึงความไม่สนใจกับลูก

ไม่ว่าลูกจะพูดอะไรให้ฟัง จะโชว์อะไรให้ดู ควรหยุดฟังอย่างตั้งใจ การเอาใจใส่ที่เพียงพอ จะทำให้ลูกอุ่นใจ สบายใจ ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องความสนใจ เพราะเขารับรู้ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่เขาอยู่เสมอ

 

  • พูดคุยกันเรื่องอารมณ์ความรู้สึกบ่อย ๆ

เช่น หนูดีใจเพราะขนมอร่อยใช่ไหมคะ ทำไมหนูถึงเสียใจคะ ถ้าน้องหมาตายแบบในการืตูน หนูจะเสียใจไหมคะ การพูดเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ เป็นการปลูกฝังเรื่องการรู้เท่าทันอารมณ์แบบง่าย ๆ และเป็นธรรมชาติ เพราะพูดคุยกันผ่านเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

 

  • ให้รางวัลลูกเสมอเมื่อเขาทำตัวน่ารัก

การชมเชยและให้รางวัลไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ต้องกลัวลูกเหลิง เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นใจในตนเองมากขึ้น และเลือกที่จะแสดงออกอย่างน่ารัก มากกว่าจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

 

  • มีมุมทำโทษสำนึกผิด

หากลูกดื้อ หรือแสดงออกไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรมีมุม Time-out เพื่อให้ลูกได้หยุดนิ่งทบทวนพฤติกรรมของตนเองตามเวลาที่กำหนด และเข้าไปปลอบโยนพร้อมอธิบายเหตุและผลในภายหลัง หากลูกไม่มีบทเรียนเลยก็จะไม่เกิดการเรียนรู้

 

  • ไม่ตามใจเมื่อลูกงอแง

ลูกน้อยจะได้เรียนรู้ว่าการเอาแต่ใจ จะไม่ทำให้เขาได้ทุกอย่างที่หวังไว้เสมอไป

 

คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่เมื่อลูกชอบกรี๊ด

คุณพ่อคุณแม่อาจต้องมีทริกรับมือเฉพาะหน้าเมื่อลูกชอบกรี๊ดเป็นนิสัย เพื่อให้รับมือกับอารมณ์ของลูกได้อย่างเหมาะสม ดังนี้

  • หากลูกร้องกรี๊ดในที่สาธารณะ

ให้พาลูกออกจากตรงนั้นทันที เพราะความอับอายจะยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่อารมณ์ไม่ดีตามไปด้วย ดังนั้น ควรพาลูกออกไปสงบอารมณ์ข้างนอก ค่อย ๆ ปลอบโยนอย่างใจเย็น

 

  • เปิดเพลงที่ลูกชอบ

ถ้าลูกเริ่มเบะหน้า ร้องไห้ และร้องกรี๊ด เปิดเพลงโปรดของเขาทันที หรือเปิดการ์ตูนเรื่องโปรดทันที ความชอบของลูก อาจช่วยปรามอารมณ์ร้อนของลูกให้ลดลงได้

 

  • ทำตัวตลก

ถ้าลูกเริ่มกรี๊ด โกรธ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเบี่ยงเบนอารมณ์ของลูกด้วยการทำตัวตลก จะแกล้งร้องโอ๊ยดัง ๆ ลงไปชักดิ้นชักงอ หรือทำสีหน้าตลก ๆ หรือทำเสียงตลกแปลก ๆ ขึ้นมาก็ได้ การเปลี่ยนเสียงกรี๊ดของลูกให้กลายเป็นเสียงหัวเราะเป็นอีกวิธีที่ใช้ได้ผลกับหลาย ๆ บ้าน เพราะลูกน้อยมีแนวโน้มจะหยุดโวยวายเมื่อเขากำลังหัวเราะ

 

  • เข้าไปกอดลูกปลอบลูกอย่างอ่อนโยน

สำหรับเด็กบางคนการกอดช่วยให้เขาอารมณ์เย็นขึ้น และโกรธน้อยลง 

 

  • เปลี่ยนเรื่องทันที

ถ้าลูกร้องกรี๊ดขึ้นมา ให้รีบชวนคุยเรื่องอื่น เช่น โอ้ วันนี้พ่อว่าจะพาไปกินไอศกรีม หนูอยากกินรสอะไรคะ การหันเหความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องที่ลูกสนใจและชอบมาก ๆ จะช่วยดึงอารมณ์ของลูกให้เบาลงและไปสนใจกับเรื่องอื่นแทน

 

เลือกโภชนาการที่มี MFGM เพื่อ IQ และทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า

การเสริมสร้างทักษะ EF ที่สมวัย นอกจากจะได้จากการเรียนรู้และทำกิจกรรมตามวัยอย่างเหมาะสมแล้ว โภชนาการที่ดีก็เป็นการปูพื้นฐานการเจริญเติบโตได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่ายิ่งโภชนาการที่มีประโยชน์อย่าง MFGM สุดยอดสารอาหารในนมแม่ ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อย และยังเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก

 


บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ดูแลลูกน้อย

    * นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
    Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
    เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
    Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

    คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

    กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

    Line TH
    Cart TH Join Enfamama