
Enfa สรุปให้

เลือกอ่านตามหัวข้อ
เด็กกับอาการเอาแต่ใจ แม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติตามวัย แต่บางครั้งก็อาจหนักหนาเกินจะควบคุมไหว บางครั้งลูกอาจจะกรี๊ดบ่อย กรี๊ดไม่หยุด จนคุณพ่อคุณแม่อดสงสัยไม่ได้ว่าลูกชอบกรี๊ดผิดปกติมั้ย ลูกชอบกรี๊ด 1 ขวบ รับมืออย่างไร ลูกชอบกรี๊ด 6 เดือน กล่อมอย่างไรให้สงบลง บทความนี้จาก Enfa มีสาระวุ่น ๆ ของวัยซนที่ชอบกรี๊ด พร้อมวิธีรับมืออย่างเหมาะสมมาฝากค่ะ
ลูกชอบกรี๊ด เป็นพัฒนาการแห่งวัยตามธรรมชาติของลูกน้อยค่ะ พบได้ตั้งแต่เด็กวัยแบเบาะ มาจนถึงวัยหัดเดิน หรือแม้โตเป็นเด็กวัยเรียนก็ยังชอบกรี๊ดอยู่
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการร้องกรี๊ด ๆ แบบนี้แม้จะเป็นเรื่องปกติของเด็ก แต่การรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยให้ลูกมีพฤติกรรมที่น่ารักสมวัยได้ แต่ถ้าหากปล่อยผ่านและไม่ปรับวิธีการเลี้ยงดู การปล่อยให้ลูกกรี๊ดไปเรื่อย ๆ แบบนี้อาจมีผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของลูกเมื่อเขาโตขึ้นได้ค่ะ
สาเหตุที่ลูกชอบกรี๊ด นอกจากจะเป็นพัฒนาการแห่งวัยของเด็กแล้ว ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่แตกต่างกันไปอีกหลายอย่าง ดังนี้
การกรี๊ด ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการแห่งวัยของลูกน้อย สำหรับเด็กแบเบาะ ยังพูดไม่ได้ การร้องไห้ การร้องกรี๊ด คือหนึ่งในวิธีการสื่อสารแรกสุดที่ลูกน้อยแสดงออกมา
สำหรับสำหรับเด็กเล็ก ๆ ที่ยังพูดไม่คล่อง คลังคำศัพท์ยังไม่เยอะ ลูกน้อยยังไม่มีทักษะการสื่อสารที่สามารถบอกคุณพ่อคุณแม่ได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรด้วยคำพูด สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการกรี๊ดออกมาดัง ๆ
จนกระทั่งถึงช่วงอายุ 1 ถึง 3 ขวบ เด็กวัยนี้เริ่มรู้ดีว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่ต้องการทำอะไร การกรี๊ดจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ลูกจะใช้สื่อสารความในใจ หรืออาจพยายามทดลองขีดจำกัดบางอย่าง หรือต้องการที่จะเรียกร้องบางอย่างโดยใช้เสียงกรี๊ดที่ชวนรำคาญใจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจและรับมือกับการกรี๊ดของลูกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวัย 1-3 ขวบนี้ ลูกยังไม่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง การชี้แนะและสั่งสอนให้ลูกแสดงออกอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ลูกซึมซับและเรียนรู้ได้ดี
แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ละเลยเรื่องนี้ จะมีผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ ลูกน้อยจะติดพฤติกรรมกรี๊ดเวลาถูกขัดใจ หรือต้องการเรียกร้องความสนใจไปจนโต ซึ่งอาจทำให้ลูกน้อยมีปัญหาพัฒนาการด้านสังคม
หากลูกน้อยชอบกรี๊ด ทำอะไรนิด อะไรหน่อย ก็จะร้องกรี๊ด ๆ ออกมา คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับพฤติกรรมของลูกได้ ดังนี้
ถ้าลูกกรี๊ด อารมณ์กำลังขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องอ่อนลง หากคุณพ่อคุณแม่อารมณ์ร้อนตามไปด้วย จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม
ควรพูดด้วยความอ่อนโยน น้ำเสียงที่อ่อนหวานและเบาลง สามารถช่วยดึงอารมณ์ของลูกให้เบาลง และพร้อมจะเปิดใจฟังที่คุณพ่อคุณแม่พูดมากขึ้น
หากลูกเริ่มเศร้า ต้องถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นคะ หนูร้องไห้เพราะไอศกรีมตกพื้นเหรอคะ เพื่อกระตุ้นให้ลูกรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองและกล้าจะสื่อสารความในใจมากขึ้น
การรีบเข้าไปโอ๋ในทันที จะทำให้ลูกเริ่มเรียนรู้ว่าวิธีนี้ใช้แล้วได้ผล คุณพ่อคุณแม่ทนไม่ได้ต่อเสียงกรี๊ดของเขา ควรรอให้ลูกกรี๊ดไปสักพักก่อน แล้วกดูว่าลูกสงบลงเองได้ไหม ถ้าเขาสงบเองได้ ให้เขาไปทีหลัง แต่ถ้าผ่านไปสักพักแล้วยังไม่หยุดกรี๊ด จึงค่อยปรากฎตัวเขาไปปลอบและพูดคุย
หากิจกรรมให้ลูกทำบ่อย ๆ การทำให้ลูกมีภารกิจที่ต้องทำมากขึ้น เมื่อลูกยุ่งขึ้น เขาก็จะร้องไห้งอแงลดลง เพราะมีเรื่องอื่นให้ต้องสนใจอยู่ตรงหน้า
ไม่ว่าลูกจะพูดอะไรให้ฟัง จะโชว์อะไรให้ดู ควรหยุดฟังอย่างตั้งใจ การเอาใจใส่ที่เพียงพอ จะทำให้ลูกอุ่นใจ สบายใจ ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องความสนใจ เพราะเขารับรู้ได้ว่าคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่เขาอยู่เสมอ
เช่น หนูดีใจเพราะขนมอร่อยใช่ไหมคะ ทำไมหนูถึงเสียใจคะ ถ้าน้องหมาตายแบบในการืตูน หนูจะเสียใจไหมคะ การพูดเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ เป็นการปลูกฝังเรื่องการรู้เท่าทันอารมณ์แบบง่าย ๆ และเป็นธรรมชาติ เพราะพูดคุยกันผ่านเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
การชมเชยและให้รางวัลไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ต้องกลัวลูกเหลิง เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นใจในตนเองมากขึ้น และเลือกที่จะแสดงออกอย่างน่ารัก มากกว่าจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
หากลูกดื้อ หรือแสดงออกไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรมีมุม Time-out เพื่อให้ลูกได้หยุดนิ่งทบทวนพฤติกรรมของตนเองตามเวลาที่กำหนด และเข้าไปปลอบโยนพร้อมอธิบายเหตุและผลในภายหลัง หากลูกไม่มีบทเรียนเลยก็จะไม่เกิดการเรียนรู้
ลูกน้อยจะได้เรียนรู้ว่าการเอาแต่ใจ จะไม่ทำให้เขาได้ทุกอย่างที่หวังไว้เสมอไป
คุณพ่อคุณแม่อาจต้องมีทริกรับมือเฉพาะหน้าเมื่อลูกชอบกรี๊ดเป็นนิสัย เพื่อให้รับมือกับอารมณ์ของลูกได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
ให้พาลูกออกจากตรงนั้นทันที เพราะความอับอายจะยิ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่อารมณ์ไม่ดีตามไปด้วย ดังนั้น ควรพาลูกออกไปสงบอารมณ์ข้างนอก ค่อย ๆ ปลอบโยนอย่างใจเย็น
ถ้าลูกเริ่มเบะหน้า ร้องไห้ และร้องกรี๊ด เปิดเพลงโปรดของเขาทันที หรือเปิดการ์ตูนเรื่องโปรดทันที ความชอบของลูก อาจช่วยปรามอารมณ์ร้อนของลูกให้ลดลงได้
ถ้าลูกเริ่มกรี๊ด โกรธ คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเบี่ยงเบนอารมณ์ของลูกด้วยการทำตัวตลก จะแกล้งร้องโอ๊ยดัง ๆ ลงไปชักดิ้นชักงอ หรือทำสีหน้าตลก ๆ หรือทำเสียงตลกแปลก ๆ ขึ้นมาก็ได้ การเปลี่ยนเสียงกรี๊ดของลูกให้กลายเป็นเสียงหัวเราะเป็นอีกวิธีที่ใช้ได้ผลกับหลาย ๆ บ้าน เพราะลูกน้อยมีแนวโน้มจะหยุดโวยวายเมื่อเขากำลังหัวเราะ
สำหรับเด็กบางคนการกอดช่วยให้เขาอารมณ์เย็นขึ้น และโกรธน้อยลง
ถ้าลูกร้องกรี๊ดขึ้นมา ให้รีบชวนคุยเรื่องอื่น เช่น โอ้ วันนี้พ่อว่าจะพาไปกินไอศกรีม หนูอยากกินรสอะไรคะ การหันเหความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องที่ลูกสนใจและชอบมาก ๆ จะช่วยดึงอารมณ์ของลูกให้เบาลงและไปสนใจกับเรื่องอื่นแทน
การเสริมสร้างทักษะ EF ที่สมวัย นอกจากจะได้จากการเรียนรู้และทำกิจกรรมตามวัยอย่างเหมาะสมแล้ว โภชนาการที่ดีก็เป็นการปูพื้นฐานการเจริญเติบโตได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่ายิ่งโภชนาการที่มีประโยชน์อย่าง MFGM สุดยอดสารอาหารในนมแม่ ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนกว่า 150 ชนิด รวมทั้งสฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการสมองของลูกน้อย และยังเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่ช่วยให้ลูกมี IQ ที่เหนือกว่าตั้งแต่ 5 ปีแรก
บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ดูแลลูกน้อย
Enfa สรุปให้ ลูกชอบกรี๊ดผิดปกติมั้ย? โดยทั่วไปแล้วไม่ถือว่าปกติ หากพบในเด็กเล็กวัย 1-3 ขวบ เพราะ...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ควรเปลี่ยนแพมเพิสทุกกี่ชั่วโมง โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 2-3 ชั่วโมง และเปลี่ยนทันทีเ...
อ่านต่อ
Enfa สรุปให้ ทารกดูทีวีได้ไหม? ไม่ควรให้ทารกดูทีวีหรือสื่อหน้าจอทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นทีวี โทรศัพท...
อ่านต่อ