เดือนที่ 8

      ยิ่งลูกเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ โลกรอบตัวของเขาก็น่าสำรวจไปหมด ลูกวัยนี้จึงง่วนอยู่กับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างไม่มีเบื่อ คุณแม่จึงควรจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับลูกด้วย...มาดูพัฒนาการแต่ละด้านของลูกน้อยเดือนนี้กันค่ะ  

 

ด้านสติปัญญาและการเรียนรู้

  • หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าลูกชอบมองภาพกลับหัว เพราะหลายเดือนที่ผ่านมาลูกนอนอยู่บนที่นอนเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจจะยังนึกถึงอยู่บ้าง ซึ่งคุณแม่อาจหาภาพมาติดกลับหัวไว้ที่เตียงให้ลูกมองเล่น

  • ลูกเรียนรู้ว่าขนาดและรูปร่างของสิ่งของไม่เปลี่ยนแปลง แม้เขาจะส่ายหน้าไปมาของก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม

  • การหยิบและทิ้งซ้ำๆ เป็นหนึ่งในการเรียนรู้ที่จะควบคุมกล้ามเนื้อมือของลูก ซึ่งเขารู้สึกแปลกใจและดีใจที่สามารถทำได้

  • เรียนรู้ว่าตนเป็นคนหนึ่งคนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ได้เรียนรู้ที่จะเปรียบเทียบร่างกายตัวเองกับคนอื่น รู้ว่ามีอวัยวะต่างๆ เหมือนคนอื่นและเคลื่อนไหวได้เหมือนกัน เห็นได้จากลูกจะชอบเล่นกับกระจกเพื่อหัวเราะ ยิ้มให้กับตัวเองในกระจก เรียนรู้ที่จะสังเกตลักษณะและขนาดของภาพจริงและภาพเงาโดยพยายามลูบคลำและหอมภาพในกระจก

  • ชอบเลียนแบบท่าทางของคุณแม่ที่เห็น

  • สามารถเรียนรู้เรื่องจำนวนหรือปริมาณจากการใส่ของอย่างหนึ่งลงไปในกล่องแล้วใส่อีกอันตามลงไป และเล่นด้วยความเข้าใจว่ามีมากกว่า 1 อัน โดยจะเขย่าเล่นเพื่อฟังเสียงและเปรียบเทียบกับของเล่นที่มีเสียง จากนั้นก็อาจจะหยิบของเล่นชิ้นหนึ่งใส่ปากเพื่อเปรียบเทียบด้วยปากทีละอัน  เพราะลูกวัยนี้เรียนรู้ด้วยการใช้มือและใช้ปากนั่นเอง

  •  เรียนรู้ที่จะสร้างเสียงได้ด้วยตัวเอง โดยการนำของเล่นสองอย่างมากระทบกัน หรือเอามาตีโต๊ะซึ่งจะได้เสียงที่แตกต่างกันออกไป 

  • พฤติกรรมช่างสำรวจของลูกทำให้เขาสามารถจดจำได้ว่า ที่ตรงนี้เคยมีอะไรอยู่ ตรงไหนมีอะไรเพิ่มเข้ามาหรือมีอะไรหายไปได้ เช่นเดียวกับเรื่องเวลา เวลานี้ต้องทำอะไร เสร็จแล้วต้องทำอะไรต่อ ซึ่งเป็นผลจากการเชื่อมโยงความคิดนั่นเอง

  • สามารถแก้ปัญหาง่ายๆ ได้ เช่น ถ้าคุณแม่แอบเอาของเล่นไปซ่อนไว้ใต้หมอน (ซ่อนแบบให้ลูกเห็น) เขาจะสามารถนำของที่ซ่อนไว้อออกมาได้

 

ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

  •  สามารถลุกจากท่านอนสู่ท่านั่งได้แล้ว และส่วนใหญ่จะคลานได้แล้ว แต่เด็กบางคนอาจจะยังชอบใช้วิธีคืบมากกว่าคลาน เพราะทำให้เขาเคลื่อนที่ได้เร็วทันใจกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของเด็กแต่ละคน  แต่เมื่อเขาเริ่มเคลื่อนที่ไปยังสิ่งที่เขาต้องการ คุณแม่ต้องคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก   

  • การเปิดโอกาสให้ลูกได้เคลื่อนที่บนพื้นผิวที่หลากหลาย  เช่น บนพื้นเปล่าๆ บนเสื่อ  บนพรม จะช่วยให้สมองของลูกได้เรียนรู้ประสาทสัมผัสที่แตกต่างกัน

  • เมื่อลูกคลานได้ ขั้นต่อไปคือเขาจะพยายามใช้มือเหนี่ยวเครื่องเรือนขึ้นมาเกาะยืนและพยายามจะก้าวขาเดิน  แต่เมื่อยืนแล้วการลงจากท่ายืนอาจยังทำได้ไม่ดีนัก ต้องมีคนคอยช่วยประคองลง

  • คุณแม่อาจเห็นลูกน้อยพยายามใช้นิ้วหยิบของเล่นชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งมีข้อดีคือลูกได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก แต่ก็มีข้อควรระวัง เพราะลูกอาจจะนำมันเข้าปากได้ ซึ่งคุณแม่ควรดูแลอยู่ใกล้ๆ ด้วยเช่นกัน

 

ด้านภาษาและการสื่อสาร

  • รู้ภาษามากขึ้น  ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเรียนรู้และฝึกออกเสียงและพยายามเลียนแบบวิธีพูดจากคนรอบข้างตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเดือนนี้คุณแม่จะสังเกตได้ว่า ลูกมักจะพูดคำซ้ำๆ กัน เช่น มามา ปะปะ เวลาเล่นคนเดียวก็จะชอบออกเสียงพึมพำ เหมือนพูดบ่นอยู่คนเดียว และบางครั้งก็อาจส่งเสียงดังเหมือนตะโกนขึ้นมาได้  

  • แม้ว่าลูกจะยังพูดไม่ได้ แต่คุณแม่ยังต้องพูดกับลูกอยู่  เพราะยิ่งพูดกับลูกบ่อยๆ เรียกชื่อสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันซ้ำๆ ทุกวัน จับลูกนั่งตักหยิบหนังสือนิทานมาชี้ชวนให้ลูกดูรูปแล้วแม่เล่า นี่เป็ด นี่พระอาทิตย์ ทำแบบนี้ ไปเรื่อยๆ เขาก็จะรับรู้ว่าสิ่งต่างๆ บนโลกนี้ล้วนมีชื่อเรียก และจะจดจำมันไว้ในสมองน้อยๆ แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังพูดไม่ได้ก็ตาม

 

ด้านอารมณ์และสังคม

  • สิ่งที่มาพร้อมกับความรู้สึกเป็นอิสระ คือความกลัว  ลูกวัยนี้กลัวการพรากจากแม่พอๆ กับกลัวคนแปลกหน้าเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามป้องกันตัวเองด้วยการคอยหันมามองเพื่อดูให้มั่นใจว่าคุณแม่อยู่ใกล้ๆ

  •  เริ่มมีลักษณะการเรียนรู้ที่เฉพาะตัวมากขึ้น และชอบเลียนแบบกิริยาท่าทางของคน รวมทั้งเรียนรู้ที่จะเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้างด้วยการตะโกนหรือปฏิเสธสิ่งที่ตนไม่ต้องการด้วยการ ผลัก ปัด หรือส่ายหน้า

 

เด็กๆ เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 หากเราสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของลูก ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการคลาน มีของเล่น และมีคุณแม่คอยพูดคุย เล่านิทาน หรือมีเสียงดนตรีเพราะๆ ช่วยเติมเต็มจินตนาการ เหล่านี้จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีได้ไม่ยากค่ะ