เดือนที่  9  

      เข้าสู่วัยตั้งไข่กันแล้ว  ซึ่งวัยนี้เด็กหลายคนเตรียมพร้อมสู่การยืนและเดินกันแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังพอใจที่จะคลาน อยู่ ซึ่งเรื่องนี้คุณแม่ไม่ควรกังวล เพราะเมื่อไรที่ร่างกายและจิตใจของลูกพร้อม เขาก็พร้อมที่จะยืนและเดินได้เอง....มาดูพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกน้อยเดือนนี้กันค่ะ  

 

ด้านสติปัญญาและการเรียนรู้

  • ความจำและความสามารถของสมองลูกพัฒนาขึ้นมาก จนบางครั้งเขาก็อาจเบื่อกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ การกระตุ้นซ้ำๆ ได้  คุณแม่จึงต้องพยายามหาเกมใหม่ๆ มาเล่นกับลูก เมื่อเริ่มสังเกตว่าลูกเริ่มเบื่อที่จะเล่นจ๊ะเอ๋ หรือซ่อนของ อาจชวนลูกเล่นต่อบล็อก โยนบอลใส่กล่อง อ่านนิทานเล่มใหม่ หรือพาไปเที่ยวเล่นนอกบ้านบ้าง เป็นต้น

 

ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

  •  คลานได้คล่องขึ้น บางครั้งอาจเห็นลูกคลานหมุนไปรอบๆ ตัวหรือคลานไปพร้อมกับถือของเล่นไว้มือหนึ่ง

  • เด็กบางคนอาจลุกขึ้นยืนโดยไม่ต้องจับเครื่องเรือน ยืนได้อยู่สักพักแล้วก็รู้จักงอเขานั่งลงเองได้แล้ว

  • กล้ามเนื้อมัดเล็กทำงานดีขึ้น เริ่มจับสิ่งของชิ้นเล็กๆ เช่น กระดุม ได้แล้ว และชอบใช้นิ้วชี้แคะแหย่ตามช่อง ตามรูต่างๆ คุณแม่ควรปิดรูปลั๊กต่างๆ ให้เรียบร้อย

  • ชอบตบมือ หรือเอาของเล่นมากระทบกันให้เกิดเสียง

  • สามารถต่อบล็อกได้ 2 ชั้น

 

ด้านภาษาและการสื่อสาร

  • ลูกอาจพูดคำ 1-2 พยางค์ซ้ำๆ กันได้

  • พูดคำที่มีความหมาย เช่น มะมา ปะปา ได้บ้างแล้ว

  • รับรู้น้ำเสียงว่าแบบไหนคือ แม่กำลังดุ แบบไหนแม่กำลังชม

  • เด็กบางคนอาจฟังเข้าใจในสิ่งที่คนพูดด้วยและสามารถพูดตอบกลับได้ เช่น ไม่ และสามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ เช่น มาหาแม่ที หยิบลูกบอลให้หน่อย  

 

ด้านอารมณ์และสังคม

  • เมื่อลูกเข้าสู่วันหัดยืนและเริ่มปีน ระดับสายตาที่สูงกว่าตอนนั่งหรือนอนทำให้ค้นพบ “ช่องว่าง” เช่นเดียวกับ “ช่องว่าง” ที่เกิดขึ้นจากการดึงของเข้าหาตัว ซึ่งช่องว่างนี้อาจทำให้ลูกรู้สึกกลัวได้ เพราะลูกจะเชื่อมโยงความคิดว่าแกสามารถตกหรือหลุดเข้าไปในช่องว่างนี้ได้ เด็กบางคนอาจพยายามแก้ไขความกลัวนี้ด้วยตัวเอง โดยการลุกๆ นั่งๆ  ทำซ้ำๆ แบบนี้ จนกล้าคลานหรือปีนไปคว้าหยิบสิ่งของที่ต้องการได้ แต่ถ้าไม่ และลูกแสดงความกลัวให้เห็นชัดเจน คุณแม่คงต้องเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ลูก กอดและปลอบลูกว่าไม่เป็นอะไร และลองให้ลูกเอื้อมมือไปสัมผัสของสิ่งนั้นอีกที ความกลัวที่มีอยู่ก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง

  • มีความรู้สึกไวต่อเด็กอื่นมาก เพราะเขาไม่สามารถคาดเดาอะไรได้จึงคอยแต่จ้องมองเพื่อนๆ พี่ๆ เล่นอยู่ข้างๆ และอาจสะดุ้งตกใจเมื่อมีการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันหรือจู่ๆ พี่เสียงดังขึ้นมา

  • ยังควบคุมอารมณ์และความเครียดไม่ได้  โอกาสที่จะได้ยินเสียงร้องไห้จากการแย่งของเล่นกันจึงเกิดขึ้นได้

  • สามารถประเมินอารมณ์ของคนอื่นได้บ้าง และรู้ว่าควรจะเล่นเงียบๆ หรืออยู่ในมุมที่ปลอดภัยจากพายุอารมณ์นั้น

  • ชอบเมื่อมีคนชมหรือปรบมือให้ เพราะเขารับรู้ความหมายของการกระทำนี้แล้วว่า ทุกคนกำลังพอใจในสิ่งที่เขาทำ 

 

เด็กแต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้ที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว คุณแม่ต้องหมั่นสังเกตและจับจุดให้ได้ว่าลูกเรามีลักษณะการเรียนรู้แบบไหน แล้วคอยส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกได้มีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน