ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ ลูกอายุครบ 1 ขวบแล้ว จากเด็กตัวน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มาวันนี้พัฒนาการลูกก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญาและการเรียนรู้ ด้านภาษาและการสื่อสาร ด้านอารมณ์

พัฒนาการของลูกที่จะสร้างความตื่นเต้นและปลาบปลื้มให้คุณแม่มากที่สุด คือการเดินก้าวแรกของลูก เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูก จดจำความรู้สึกของช่วงเวลาสำคัญที่ได้เห็นการก้าวเดินของลูกไว้นะคะ

เพื่อให้เห็นว่าลูกมีพัฒนาการก้าวหน้าไปมากแค่ไหน ขอชวนคุณแม่ตรวจเช็คพัฒนาการแต่ละด้านของเด็ก 1 ขวบกันค่ะว่ามีเรื่องไหนที่ลูกทำได้ ทำไม่ได้บ้าง

สมัครเป็นครอบครัวเอนฟากับชมวันนี้ ลุ้นสิทธิ์รับ Voucher 20,000.
สมัครเป็นครอบครัวเอนฟากับชมวันนี้ ลุ้นรับฟรีโทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy Note 20 Ultra

พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก 1 ขวบ

   

ด้านสติปัญญา

ลูกทำได้หรือไม่

การส่งเสริม

แยกของเล่นตามสีและรูปทรงได้

 

ชวนลูกเล่นบ่อยๆ โดยหาของเล่นที่สีและรูปทรงต่างๆ มาให้ลูกเล่น และลองให้ลูกแยกตามสีและรูปทรง หากยังแยกไม่ได้ ให้คุณแม่แยกให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง

เริ่มเล่นสมมุติกับตัวเอง เช่น ใช้ช้อนเด็กเล่นเพื่อสมมุติว่าตักอาหารใส่ปาก

 

ขณะที่ลูกเล่นบทบาทสมมุติให้ชวนลูกพูดคุยถึงที่ที่เขากำลังสวมบทบาทอยู่  เช่น หนูทำอะไรอยู่คะ กินข้าวกับอะไร
พยายามฝึกลูกในการแก้ปัญหาผ่านการเล่น เช่น เอาของวางไว้ในที่ที่ลูกหยิบไม่ถึงแล้วพูดกระตุ้นให้ลูกหยิบของเล่นนั้น ดูว่าลูกมีวิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ของเล่นนั้นอย่างไร 

เรียนรู้ผ่านการเล่น สังเกต และทำซ้ำ  เช่น เทน้ำใส่เข้าเทออกซ้ำๆ

 

เด็กวัยนี้เรียนรู้ผ่านการทำซ้ำ เพื่อ  ดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง คุณแม่จึงควรได้ปล่อยให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระ ไม่หงุดหงิดเมื่อเห็นลูกเทสิ่งของเข้าออก หรือโยนของเล่นซ้ำ

จำเหตุการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น เช่น จำภาพในหนังสือที่ชอบได้ เห็นแล้วจะชี้

 

ชวนลูกพูดคุยถึงรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ใกล้ตัว แล้วถามทวนความจำลูกถึงสิ่งที่ได้บอกไป เช่น ภาพในหนังสือ ชื่อสัตว์ที่เขาชอบ

เอากล่องใบเล็กซ้อนกล่องใบใหญ่ได้

 

หากล่องที่มีขนาดต่างๆ กันให้ลูกเล่นแล้วดูว่าลูกเอากล่องใบเล็กซ้อนกล่องใบใหญ่ได้หรือไม่ หากยังทำไม่ได้ ให้ลองเล่นให้เขาดู เพื่อเขาจะจำและเลียนแบบ

ด้านร่างกาย

   

ลุกขึ้นยืนได้เอง

 

ขณะลูกนั่ง ลองกระตุ้นลูกให้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ดูว่าลูกยืนได้หรือไม่ หากยังลุกขึ้นยืนไม่ได้ ให้คุณแม่ประคองแล้วค่อยๆ ปล่อยมือห่างจากลูก

ยืนได้ตรง

 

ปรบมือ พร้อมนับ 1 2 3 กระตุ้นให้ลูกยืนให้ตัวตรง โดยคุณแม่ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนตรงเป็นตัวอย่าง

เดินได้เอง 1-2 ก้าว

 

 ชวนลูกเล่นก้าวเดิน เพื่อกระตุ้นการก้าวเท้าเดินของเขา โดยคุณแม่คอยประคองอยู่ใกล้ๆ เพื่อไม่ให้ลูกล้ม

เปิดฝากล่องได้

 

เล่นกับลูก โดยหากล่องกระดาษมาให้ลูกเล่น ลองดูว่าลูกสามารถเปิกฝากล่องได้หรือไม่ หากลูกยังเปิดไม่ได้ คุณแม่ลองเปิดให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน

ถอดถุงเท้าได้

 

เล่นเกมแข่งกันถอดถุงเท้ากับลูก  โดยแม่แกล้งถอดช้าๆ ให้ลูกเห็นการถอด หากลูกยังถอดไม่ได้ ให้เวลาลูก แต่เล่นด้วยกันบ่อยๆ ลูกจะถอดได้ในที่สุด

ด้านภาษาและการสื่อสาร

   

เปล่งเสียงเป็นคำพูดได้ 2-3 คำ เช่น  มา ตา หม่ำ

 

พูดคุยกับลูกบ่อยๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ เพื่อให้ลูกเลียนแบบคำที่ได้ยิน  อีกทั้งการใช้หนังสือนิทานหรือรูปภาพ จะช่วยเพิ่มคำศัพท์ให้ลูกได้มาก

มองตามได้เวลาเราชี้ชวนให้เขาดูอะไร เช่น “ดูนกบนต้นไม้สิลูก”

 

ชี้ชวนลูกดูสิ่งต่างๆ รอบข้างทุกๆ วัน และพูดคุยถึงรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ ให้ลูกฟัง และทดสอบว่าลูกเข้าใจและจดจำได้หรือไม่ เมื่อพูดถึงสิ่งนั้นๆ อีกครั้ง เช่น ลูกมองหรือชี้ไปยังสิ่งที่พูดถึงนั้น

ทำเสียงได้หลายเสียง เช่น เสียงสูง เสียงต่ำ เสียงกรี๊ดดีใจ

 

การทำเสียงได้หลากหลายเสียง เป็นการแสดงให้รู้ว่าลูกเข้าใจเรื่องการใช้เสียงในการสื่อสาร ซึ่งเป็นการเข้าใจที่เกิดจากการที่คุณแม่พูดคุยกับเขาบ่อยๆ ด้วยน้ำเสียงที่หลากหลายนั่นเอง

ใช้สีหน้า ท่าทาง และคำพูดบอกในสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการได้ เช่น พูดว่า ไม่ หรือร้องไห้

 

 สอนลูกให้รู้จักพูดบอกเมื่อไม่ต้องการว่า “ไม่”   ไม่ใช้การร้องไห้หรือร้องกรี๊ด

ชี้บอกความต้องการได้ เมื่อจะเอาอะไรที่เอื้อมไม่ถึง หรือพยายามส่งเสียงเวลาชี้

 

ลูกอาจจะพูดว่า “เอา” เพื่อบอกความต้องการไม่ได้ แต่ให้พยายามตอบสนองการชี้บอกของลูก และถามลูกทุกครั้งว่าต้องการอะไร ก่อนส่งของให้ ให้พูดถึงสิ่งนั้นให้ลูกรู้จัก เช่น บอล ช้อน

ด้านอารมณ์และสังคม

   

มีอารมณ์ขันมากขึ้น หัวเราะเก่งขึ้น

 

เล่นสนุกกับลูก เพื่อให้เขามีอารมณ์ดี เช่น จั๊กจี้ลูก เล่นปูไต่ไปตามร่างกายลูก

ติดสิ่งของ เช่น หมอน  ผ้าห่ม

 

การติดสิ่งของที่เขารักนั้นก็ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจ เป็นการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ทางหนึ่ง  คุณแม่ไม่ควรห้ามหรือดึงไปเก็บ เพราะลูกจะรู้สึกหวั่นไหวได้ ควรปล่อยให้ลูกมีหมอนที่รักต่อไปค่ะ

มีปฏิกิริยารุนแรงเมื่อต้องแยกจากแม่

 

การต้องจากแม่อย่างกะทันหันเลยจะทำให้ลูกมีปฏิกิริยารุนแรง ร้องกรี๊ด อาละวาดได้ ดังนั้นจึงควรให้ลูกอยู่กับญาติพี่น้องคนอื่นบ้าง เพื่อเขาจะได้ปรับตัวได้เร็วขึ้นเมื่อต้องจากแม่

รู้จักรอคอยได้บ้าง

 

การรอคอยเป็น นับเป็น พัฒนาการทางอารมณ์อย่างหนึ่ง คุณแม่สอนลูกให้รู้จักรอคอย โดยไม่ตอบสนองเขาในเรื่องต่างๆ ทันที  เช่น รอแม่เมื่อเรียกแล้วแม่อยู่ในห้องน้ำ รอพ่อรดน้ำต้นไม้เสร็จก่อนมาเล่นด้วย เป็นต้น

ในพัฒนาการเด็ก 1 ขวบเริ่มสามารถร้องเรียกหรือระบุสิ่งที่ตัวเด็กต้องการได้แล้ว
 

หากคุณแม่ตรวจสอบพัฒนาการแต่ละด้านของลูกแล้วพบว่าลูกสามารถทำสิ่งต่างๆ ข้างต้นได้มากกว่าไม่ได้ แสดงว่ามีทักษะและพัฒนาการที่ดี อย่างไรก็ตาม หากลูกยังทำเรื่องใดไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าพัฒนาการด้านนั้นๆ ของลูกมีปัญหาเสมอไป ลูกต้องการการส่งเสริมเรื่องที่ทำไม่ได้จากคุณพ่อคุณแม่เพิ่มอีกสักนิด ที่สำคัญลูกวัย 1 ขวบนั้น เรายังสามารถพัฒนาศักยภาพลูกน้อยได้อีกมาก ขอเพียงคุณพ่อคุณแม่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นค่ะะ

สารอาหารเพื่อพัฒนาการที่ดีกว่าของลูกน้อย

เด็ก 1 ขวบนั้น พัฒนาการด้านต่างๆ กำลังเจริญเติบโตอย่างรุดหน้า ลูกวัยนี้จึงต้องการสารอาหารจำเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยรับจากอาหารหลักที่มีคุณค่าครบ 3 มื้อ และจากนมที่เป็นอาหารเสริม สิ่งที่คุณแม่ควรเอาใจใส่ คือ สารอาหารที่ลูกจะได้รับในแต่ละมื้อว่าครบถ้วนและเพียงพอต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูก ซึ่งนอกจากสารอาหารครบ 5 หมู่แล้ว ยังมีสารอาหารสำคัญบางอย่างที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆ ที่คุณแม่ต้องให้ลูกได้รับอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • MFGM

    เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในน้ำนม ประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ที่พบในนมแม่ เช่น โปรตีนต่างๆ และไขมันเชิงซ้อน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารที่มีประโยชน์และส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านต่างๆ และสมองเด็ก

    • MFGM กับพัฒนาการด้านสติปัญญาที่สูงกว่า มีผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการพบว่า MFGM ช่วยเสริมสร้างการเชื่อมต่อเซลล์สมองเพิ่มขึ้นเมื่อทำงานร่วมกับ DHA* และงานวิจัยในเด็กพบว่า คะแนนด้านสติปัญญาของเด็กกลุ่มที่ได้รับนมเสริม MFGM สูงกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้เสริม

    • MFGM กับภูมิคุ้มกัน ในยุคปัจจุบันที่มีโรคระบาดขึ้น คุณแม่คงกังวลใจเกรงลูกจะติดเชื้อ พบว่าโปรตีนบางชนิดใน MFGM มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างระบบการป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสและแบคทีเรีย ช่วยให้ร่างกายลูกแข็งแรงต่อสู้กับการติดเชื้อได้

    • MFGM กับพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารที่ซับซ้อนกว่า มีงานวิจัยในเด็กพบว่า เด็กกลุ่มที่ได้รับนมเสริม MFGM มีพัฒนาการด้านภาษาที่ดีและทักษะการสื่อสารที่ซับซ้อนกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้เสริม

    • MFGM กับพัฒนาการด้านร่างกายที่ดีกว่า งานวิจัยในเด็กพบว่า เด็กกลุ่มที่ได้รับนมเสริม MFGM มีพัฒนาการร่างกาย โดยเฉพาะทักษะการใช้กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวที่ดีกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่ได้เสริม

MFGM คือสารอาหารสำคัญที่พบได้ในนมแม่และนมที่เสริม MFGM
  • ดีเอชเอ

    กรดไขมันจำเป็นที่เป็นโครงสร้างสำคัญของเซลล์สมองและจอประสาทตา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสมองและสายตาของลูก ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นมาเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ปลาน้ำจืด อย่างปลาช่อน ปลาสวาย สาหร่ายทะเล รวมทั้งผลิตภัณฑ์นมที่มีดีเอชเอในปริมาณสูง

  • โคลีน

    มีบทบาทสำคัญในการสร้างสารสื่อสัญญาณประสาท เพื่อให้การสื่อสารระหว่างเซลล์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นโครงสร้างหลักของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งเซลล์สมอง ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ

  • ไซอะลิคแอซิด

    มีความสำคัญต่อระบบการสื่อสัญญาณประสาทและกระบวนการเก็บข้อมูล ซึ่งมีผลวิจัยพบว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองในส่วนที่ควบคุมเรื่องการเรียนรู้ และความจำ โดยเฉพาะเด็ก 3 ปีแรกที่สมองกำลังพัฒนาอย่างรุดหน้า และกำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ บันทึกเป็นความจำ เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีในอนาคต

  • วิตามินบี 12

    มีส่วนในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ซึ่งสำคัญในการพัฒนาความคิด สติปัญญาของเด็ก

ลูกครบ 1 ขวบแล้ว เขารอการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ รวมทั้งโภชนาการที่ดี และสารอาหารที่สำคัญจากคุณแม่อยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อการเจริญเติบโตต่อไปอย่างมีคุณภาพในทุกๆ ด้าน สุดท้ายแล้วคุณแม่จะได้ชื่นใจไปกับพัฒนาการเหล่านั้นค่ะ