นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่อง นิทานอีสป 100 เรื่องอ่านสนุก พร้อมคติสอนใจ

นิทานอีสปสั้นๆ 100 เรื่อง

Enfa สรุปให้

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่อง ถือเป็นนิทานระดับตำนานที่ได้รับความนิยมเสมอมา เพราะมีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะเป็นกิจกรรมก่อนเข้านอนสำหรับลูกน้อย
  • การอ่านนิทานอีสป 100 เรื่อง ผลัดเปลี่ยนเรื่องต่าง ๆ ในแต่ละวัน จะช่วยกระตุ้นทักษะด้านต่าง ๆ ของลูกน้อยให้สมวัย ทั้งทักษะด้านภาษา ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเข้าสังคม ทักษะทางอารมณ์ และเสริมความอบอุ่นในครอบครัว
  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด ช่วยเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่อธิบายถึงบทเรียน แง่คิดที่ได้จากนิทาน หากสามารถยกตัวอย่างให้ลูกน้อยเห็นภาพมากขึ้น ก็จะช่วยปลูกฝังให้ลูกน้อยเป็นเด็กดีตั้งแต่ยังเล็ก

เลือกอ่านตามหัวข้อ


บ้านไหนชอบอ่านนิทานให้ลูกฟังบ้าง มาทางนี้ด่วน ๆ เพราะบทความนี้จาก Enfa ได้รวมรวบ นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่อง นิทานอีสปสั้น ๆ 3 บรรทัด มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกไปอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน แต่นิทานอีสป 100 เรื่อง จะมีเรื่องไหนที่น่าสนใจบ้าง ตามไปเลือกนิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิดดี ๆ ไว้อ่านก่อนนอนคืนนี้กันได้เลยค่ะ



นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่อง เพื่อพัฒนาการลูกน้อย

นิทานอีสป 100 เรื่อง เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยได้ โดยไม่ต้องเปลืองแรงอย่างที่คิดค่ะ เพียงเลือกนิทานอีสปมาสัก 1 เรื่อง แล้วสลับอ่านในทุก ๆ วัน กิจกรรมง่าย ๆ แบบนี้มีส่วนช่วยเสริมทักษะการเรียนรู้ของลูกน้อยได้หลายด้าน ดังนี้

  • เสริมทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร

ทุกครั้งที่อ่านนิทานอีสปให้ลูกฟัง ลูกน้อยจะได้พบเจอกับคำศัพท์ใหม่ ๆ และบริบทต่าง ๆ ของภาษาผ่านเรื่องราวในนิทาน สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี ทำให้สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • เสริมทักษะการเข้าสังคม

เรื่องราวในนิทานอีสปนั้นมีความหลากหลายและมีบริบทของตัวละครที่แตกต่างกันไป มีทั้งเรื่องของการช่วยเหลือคนอื่น การให้อภัย การใช้ไหวพริบ สิ่งเหล่านี้เมื่อลูกน้อยได้ฟังและซึมซับบ่อย ๆ ก็จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น รู้จักช่วยเหลือเพื่อน ๆ รู้จักให้อภัยเพื่อน ๆ เป็นต้น

  • เสริมทักษะด้านอารมณ์

นิทานอีสปแต่ละเรื่องจะมีบริบททางอารมณ์ที่แตกต่างกันไป และแต่ละบริบทก็จะมีเหตุปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน ช่วยเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ที่หลากหลาย คุณพ่อคุณแม่สอดแทรกแง่คิดได้ด้วยว่าการแสดงออกแบบไหนที่เหมาะสม หากลูกพบเจอสถานการณ์แบบนี้ควรทำอย่างไร

  • สร้างความอบอุ่นระหว่างพ่อแม่ลูก

อย่างที่บอกว่าการอ่านนิทานสำหรับเด็กเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทำน้อยแต่ได้ประโยชน์มาก หมายความว่าไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย แค่หนังสือนิทานอีสปพร้อมภาพประกอบ และการได้อยู่พร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก อ่านนิทานอีสปด้วยกัน การฟังคุณพ่อคุณแม่เล่านิทาน การที่คุณพ่อคุณแม่ถามความเห็นของลูก ลูกได้เปิดหน้าหนังสือเอง สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มความอบอุ่นทางใจ ทำให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกัน และยังปลูกฝังให้ลูกมีความมั่นคงทางอารมณ์ได้ดี เพราะมีพื้นฐานมาจากสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น มั่นคง และปลอดภัย


นิทานอีสปสั้นๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด

รวมนิทานเรื่องสั้น 100 เรื่องพร้อมข้อคิดจากนิทานอีสป สำหรับอ่านให้ลูกฟังก่อนนอนคืนนี้

 

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 1 กระต่ายกับเต่า

การลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กระต่ายตัวหนึ่งมักหัวเราะและเยาะเย้ยว่าเจ้าเต่านั้นขาสั้นและเดินต้วมเตี้ยมเชื่องช้า เมื่อเต่าได้ยินดังนั้นจึงท้าทายกระต่ายกลับไปว่า "เจ้าวิ่งเร็วก็จริง แต่ถึงเวลาแข่งขันขึ้นมา ฉันเชื่อว่าต้องชนะเจ้าได้แน่นอน" กระต่ายได้ฟังก็หัวเราะดังลั่นและตอบตกลงเพราะมั่นใจว่าเต่าไม่มีทางวิ่งชนะตนไปได้ เมื่อถึงวันแข่งมีสุนัขจิ้งจอกอาสาเป็นผู้ตัดสินการแข่งขัน กระต่ายออกตัวเร็วไปไกล ส่วนเจ้าเต่าค่อย ๆ คลานต้วมเตี้ยมอย่างเชื่องช้า แต่ก็คลานต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีหยุดพัก กระต่ายวิ่งนำไปสักพักหันมาไม่เจอเต่าก็เกิดชะล่าใจคิดว่างีบหลับไปสักครู่ ตื่นขึ้นมาก็ยังเข้าเส้นชัยได้ก่อนเจ้าเต่าอยู่ดี เวลาผ่านไปเจ้ากระต่ายตื่นขึ้นมาเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นเต่า ก็รีบออกวิ่งไปยังเส้นชัย ก่อนจะพบว่าเจ้าเต่าได้วิ่งเข้าเส้นชัยไปตั้งนานแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 2 กบกับวัว

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีวัวตัวหนึ่งเดินลงมากินน้ำที่แอ่งน้ำและเหยียบลูกกบจมลงไปในโคลนหลายตัว แม่กบรู้เข้าก็รีบถามลูกกบตัวที่เหลือว่าเกิดอะไรขึ้น “สัตว์ประหลาดตัวใหญ่มากจ้ะแม่” กบตัวหนึ่งตอบ “เหยียบน้องชายตัวเล็กด้วยเท้าใหญ่โตของมัน!”

“มันตัวใหญ่มากเลยเหรอ!” แม่กบพูดพลางพองตัวแล้วถามว่า “มันตัวใหญ่เท่านี้ไหม?”

“โอ้ ใหญ่กว่ามาก!” ลูกกบร้อง

แม่กบพองตัวขึ้นอีก

“มันคงไม่ใหญ่กว่านี้หรอก” แม่กบพูด แต่ลูกกบทุกตัวต่างยืนยันว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นใหญ่กว่ามาก แม่กบจึงพยายามพองตัวให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งท้องแตกตายตรงแอ่งน้ำนั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงรู้จักประมาณตนเองให้เหมาะสม อย่าพยายามทำในสิ่งที่เกินกำลัง

นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 3 ผูกกระดิ่งแมว

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…เหล่าหนูได้เรียกประชุมเพื่อวางแผนปราบแมว และวิธีหนีแมวอย่างปลอดภัย เพราะเหล่าหนูทั้งหลายต่างหวาดกลัวกรงเล็บของแมวอยู่ตลอดเวลา จนแทบไม่กล้าขยับตัวออกจากโพรงทั้งกลางวันและกลางคืน

ประชุมกันอยู่นานจนในที่สุด หนูตัวเล็กตัวหนึ่งก็ลุกขึ้นและพูดว่า

"ฉันมีแผนการหนึ่งที่ง่ายมาก และต้องได้ผลแน่ สิ่งที่เราต้องทำก็คือแขวนกระดิ่งไว้ที่คอของแมว เมื่อเราได้ยินเสียงกระดิ่ง เราก็จะรู้ทันทีว่าศัตรูของเรากำลังมา"

เหล่าหนูต่างประหลาดใจที่พวกมันคิดแผนนี้ไม่ออกมาก่อน แต่ท่ามกลางความยินดีในโชคดีของพวกมัน หนูแก่ตัวหนึ่งก็ลุกขึ้นและพูดว่า:

"ฉันต้องบอกว่าแผนของหนูตัวเล็กนั้นดีมาก แต่ขอถามคำถามหนึ่งข้อ ใครจะเป็นคนแขวนกระดิ่งให้แมว?"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การพูดนั้นทำง่าย แต่การลงมือทำจริงนั้นแสนยาก


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 4 หนูเมืองกับหนูบ้านนอก

กาลครั้งหนึ่ง หนูเมืองตัวหนึ่งเดินทางไปเยี่ยมญาติที่อาศัยอยู่ในชนบท หนูบ้านนอกเสิร์ฟอาหารกลางวันเป็นต้นข้าวสาลี รากไม้ และลูกโอ๊ก พร้อมน้ำเย็นเล็กน้อย หนูค่อยๆ แทะทีละนิดทีละหน่อย ด้วยท่าทีไม่เต็มใจ แต่ทำไปเพื่อรักษามารยาทเท่านั้น

หลังกินเสร็จ หนูเมืองเล่าเรื่องชีวิตในเมืองให้หนูบ้านนอกฟังมากมาย จนคืนนั้นหนูบ้านนอกเก็บเอาไปฝันว่าเธอเป็นหนูเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกและความสุขสบายเหมือนอย่างที่เพื่อนของเธอเล่าให้ฟัง ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น เมื่อหนูเมืองชวนหนูบ้านนอกกลับบ้านไปด้วยกัน หนูบ้านนอกก็ตอบตกลงอย่างยินดี

เมื่อกลับไปถึงคฤหาสน์ที่หนูเมืองอาศัยอยู่ ทั้งสองก็พบอาหารเหลือจากงานเลี้ยงอันหรูหราบนโต๊ะอาหารในห้องรับประทานอาหารเต็มไปหมด มีทั้งขนมหวาน เยลลี่ ขนมอบ ชีสแสนอร่อย มันเป็นอาหารที่น่าลิ้มลองที่สุดเท่าที่หนูบ้านนอกจะนึกออก แต่ก่อนที่หนูบ้านนอกจะได้กินขนมตรงหน้า เธอก็ได้ยินเสียงแมวร้องและข่วนประตู ด้วยความกลัวหนูทั้งสองจึงรีบวิ่งไปซ่อนตัวและนอนนิ่งอยู่นานจนแทบไม่กล้าหายใจ จนเมื่อเห็นว่าแมวจากไปแล้วทั้งสองจึงกล้ากลับไปที่งานเลี้ยง แต่ก่อนที่จะได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะ ประตูก็เปิดออก เหล่าคนรับใช้ได้เข้ามาเก็บโต๊ะโดยมีสุนัขบ้านติดตามหลังมาด้วย

หนูบ้านนอกกลับมานั่งพักอยู่ในรังของหนูเมืองเพียงชั่วครู่ก็ตัดสินใจหยิบกระเป๋าเดินทางและร่มออกมาก่อนจะกล่าวว่า

“แม้ที่นี่อาจมีของหรูหราและอาหารรสเลิศที่ฉันไม่มี แต่ฉันชอบอาหารธรรมดา ๆ และชีวิตเรียบง่ายในชนบทที่ทั้งสงบสุขและปลอดภัยมากกว่า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การอยู่อย่างยากไร้ แต่ปลอดภัย ย่อมดีกว่าอยู่แบบร่ำรวยแต่เต็มไปด้วยอันตราย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 5 หมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น

ครั้งหนึ่ง…มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งมองเห็นองุ่นสุกงอมช่อสวยงามห้อยอยู่บนเถาที่เลื้อยไปตามกิ่งไม้ พวงองุ่นนั้นดูเต่งตึงพร้อมให้ลิ้มรสหวานฉ่ำอย่างเต็มที่ ยิ่งคิดน้ำลายของสุนัขจิ้งจอกก็ไหลเยิ้ม ยิ่งมองนาน ๆ ความหิวก็ยิ่งทวีคูณ

แต่ช่อองุ่นนั้นห้อยอยู่บนกิ่งสูง สุนัขจิ้งจอกต้องกระโดดคว้า แต่ครั้งแรกมันกระโดดพลาดไปไกลมาก ดังนั้นมันจึงเดินเข้าไปใกล้อีกหน่อยแล้วกระโดดคว้าอีกครั้ง แต่ก็พลาดเหมือนเคย มันพยายามแล้วพยายามอีก แต่สุดท้ายก็ยังไร้ผล

จนในที่สุดมันก็นั่งลงและมองดูองุ่นด้วยความรังเกียจและพูดขึ้นว่า “ฉันนี่โง่จริง ๆ ฉันเหนื่อยแทบตายเพื่อจะได้องุ่นเปรี้ยว ๆ ช่อหนึ่งที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย” พูดเสร็จแล้วมันก็เดินจากไปด้วยสีหน้าและสายตาที่เหยียดหยาม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: บางคนมักแสร้งทำเป็นดูถูกและลดทอนคุณค่าของสิ่งที่ตนเองอยากได้ แต่ไม่มีปัญญาคว้าเอามาครอบครอง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 6 หมาป่ากับนกกระเรียน

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีหมาป่าตัวหนึ่งกินอาหารอย่างตะกละตะกลามเกินไป จนกระดูกเข้าไปติดอยู่ในลำคอ เจ้าหมาป่าทำอย่างไรก็เอากระดูกออกมาไม่ได้ ทำให้มันกินอะไรไม่ได้อยู่หลายวัน สำหรับเจ้าหมาป่าจอมตะกละนั้น นี่เป็นสถานการณ์ที่แย่มาก มันจึงตัดสินใจรีบไปหานกกระเรียน เพราะมั่นใจว่านกกระเรียนที่มีคอยาวและจะงอยปากยาว จะสามารถเอื้อมถึงกระดูกและดึงมันออกมาได้อย่างง่ายดาย

“ฉันจะให้รางวัลเจ้าอย่างงาม ถ้าเจ้าดึงกระดูกนั้นออกมาให้ฉัน” หมาป่ากล่าว

ฝ่ายนกกระเรียน แม้จะรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากที่จะต้องเอาหัวเข้าไปในลำคอของหมาป่า แต่ด้วยความโลภ มันจึงตกลงทำตามที่หมาป่าขอแต่โดยดี

เมื่อนกกระเรียนนำกระดูกออกมาได้แล้ว เจ้าหมาป่าก็รีบเดินจากไปทันที

“แล้วรางวัลของฉันล่ะ!” นกกระเรียนร้องอย่างกระวนกระวาย

“อะไรนะ!” หมาป่าคำรามพลางหันกลับมา "ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? แค่ฉันยอมให้แกเอาหัวออกจากปากฉันได้โดยไม่ถูกฉันหักคอกิน มันยังไม่พออีกเหรอ?"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าหวังรางวัลใด ๆ จากการรับใช้คนชั่ว


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 7 สิงโตกับหนู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…สิงโตตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ในป่า หัวใหญ่ของมันวางอยู่บนอุ้งเท้า ขณะนั้นมีหนูตัวเล็กขี้อายตัวหนึ่งบังเอิญเดินมาพบมัน และด้วยความตกใจและรีบหนี มันจึงวิ่งไปเหยียบจมูกสิงโตเข้า สิงโตตื่นจากงีบหลับและใช้เท้าใหญ่ของมันกดลงบนตัวของเจ้าหนูตัวเล็กอย่างโกรธแค้นและพร้อมจะฆ่าหนูในทันที

“ไว้ชีวิตข้าด้วย!” หนูผู้น่าสงสารอ้อนวอน “ได้โปรดปล่อยข้าไป และสักวันหนึ่งข้าจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน”

สิงโตขบขันที่เจ้าหนูตัวเล็ก ๆ อาจเอื้อมคิดจะมาช่วยมันได้ แต่ในที่สุดมันก็ใจดีและปล่อยหนูไป

หลายวันต่อมา ขณะที่กำลังล่าเหยื่ออยู่ในป่า สิงโตเกิดพลาดไปติดกับดักของนายพรานเข้า บ่วงนั้นรัดแน่น เจ้าสิงโตผู้ยิ่งใหญ่ไม่สามารถปลดตัวเองให้เป็นอิสระได้ มันจึงคำรามเสียงดังไปทั่วป่า ฝ่ายเจ้าหนูจำเสียงนั้นได้ จึงรีบวิ่งไปหาสิงโตที่กำลังดิ้นรนอยู่ในกับดักทันที มันวิ่งไปที่เชือกบ่วงที่มัดสิงโตไว้ แล้วกัดจนขาด เพื่อปลดปล่อยให้สิงโตเป็นอิสระ

“ตอนที่ข้าบอกว่าจะตอบแทนบุญคุณ แล้วท่านหัวเราะข้า ตอนนี้ท่านได้เห็นแล้วว่า แม้แต่หนูตัวเล็กอย่างข้า ก็ยังช่วยสิงโตผู้ยิ่งใหญ่อย่างท่านได้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความเมตตาไม่เคยสูญเปล่า


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 8 ริ้นกับวัวกระทิง

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ริ้นตัวหนึ่งบินหึ่ง ๆ ผ่านทุ่งหญ้าและมาเกาะลงบนปลายเขาข้างหนึ่งของวัวกระทิง หลังจากพักผ่อนได้ครู่หนึ่ง ตัวริ้นก็เตรียมจะบินจากไป แต่ก่อนที่มันจะจากไป มันได้กล่าวขอโทษวัวกระทิงที่ใช้เขาของมันเป็นที่พัก

"ท่านคงดีใจมากที่ข้าไปแล้ว" มันกล่าว

"ไม่เป็นไรหรอก" วัวกระทิงตอบ "ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ในสายตาของเรา เรามักคิดเข้าข้างตนองว่าตัวเรานั้นสำคัญ แต่ในสายตาของคนอื่นเราอาจไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้นก็ได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 9 นักเดินทางและต้นไม้ใหญ่

กาลครั้งหนึ่งมีนักเดินทางสองคนเดินอยู่กลางแดดร้อนจ้าตอนเที่ยงวัน จึงช่วยกันมองหาต้นไม้ใหญ่เพื่อหลบร้อนพักผ่อน ขณะที่พวกเขากำลังนอนพักอยู่นั้น ก็ได้เงยหน้ามองร่มไม้ที่สวยงาม นักเดินทางคนหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า “ต้นไม้ใหญ่นี่ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง ดูสิมันไม่มีผลให้เก็บกินเลย มีแต่ใบไม้ร่วงลงพื้นเท่านั้น”

“เจ้าคนอกตัญญู!” เสียงหนึ่งดังมาจากต้นไม้ใหญ่ “พวกเจ้านอนอยู่ในร่มเงาเย็นสบายของข้า แต่กลับบอกว่าข้าไร้ประโยชน์! โอ้พระเจ้า! มนุษย์แบบพวกเจ้าช่างเป็นคนอกตัญญูเสียจริง!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: บางครั้งเราก็มักจะมองข้ามประโยชน์หรือคุณค่าดี ๆ ที่เราได้รับ แต่กลับมองหาสิ่งอื่นที่ฉาบฉวย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 10 นกฮูกกับตั๊กแตน

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกฮูกแก่ตัวหนึ่งที่เมื่ออายุมากขึ้นก็มักจะขี้หงุดหงิดและเอาใจยากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีใครมารบกวนการนอนกลางวันของมัน ในบ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อน ขณะที่มันงีบหลับอยู่ในโพรงต้นโอ๊ก ก็มีตั๊กแตนตัวหนึ่งกำลังร้องเพลงด้วยเสียงแหบแห้งอยู่ใกล้ ๆ กับโพรงของนกฮูกเฒ่า นกฮูกทนฟังเสียงร้องของตั๊กแตนไม่ไหว จึงตะโกนออกมาว่า

"เจ้าตั๊กแตนไร้มารยาท กล้าดียังไงมาร้องเพลงรบกวนการนอนของข้า ไปให้พ้นซะเดี๋ยวนี้ ปล่อยให้ข้าได้นอนหลับอย่างสงบเถอะ!”

แต่ตั๊กแตนไม่สนใจและตอบกลับอย่างกวน ๆ ว่า มันเองก็มีสิทธิ์ที่จะนอนร้องเพลงตรงนี้ เหมือนกับที่นกฮูกมีสิทธิ์ที่จะนอนในต้นโอ๊กต้นนี้นั่นแหละ พูดเสร็จมันก็เริ่มร้องเพลงเสียงดังอีกครั้งด้วยเสียงที่แหบแห้งกว่าเดิม

นกฮูกนิ่งไปครู่หนึ่งและไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าตั๊กแตน และในเวลากลางวันแบบนี้สายตาของมันก็ไม่คมพอที่จะออกไปต่อกรกับเจ้าตั๊กแตน จึงนิ่งคิดหาวิธีที่จะลงโทษเจ้าตั๊กแตนให้สาสมกับที่มารบกวนเวลานอนกลางวัน

“เอาล่ะเจ้าตั๊กแตน ไหน ๆ ข้าก็คงต้องนอนฟังเสียงร้องของเจ้าอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าข้ามีไวน์ชั้นเยี่ยมอยู่ขวดหนึ่ง ส่งมาจากเทือกเขาโอลิมปัส ซึ่งข้าได้ยินมาว่าเทพอพอลโลดื่มไวน์นี่ก่อนที่จะร้องเพลงถวายแด่จอมเทพ ถ้ายังไงเชิญเจ้าขึ้นมาลิ้มลองไวน์แสนอร่อยนี้กับข้าเถิด ข้ารู้ว่ามันจะทำให้เจ้าร้องเพลงได้ไพเราะราวกับเทพอพอลโลเลยทีเดียว”

ตั๊กแตนหลงเชื่อ จึงรีบกระโดดขึ้นไปบนรังนกฮูก แต่ทันทีที่มันหยุดตรงหน้าของนกฮูก ก็ถูกนกฮูกใช้มือตะครุบและกลืนกินลงท้องในทันใด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คำเยินยอในบางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากความจริงใจ อย่าประมาทกับคำเยินยอที่เกินจริง จะนำภัยมาสู่ตน


 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 11 ต้นโอ๊กและต้นกก

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ต้นโอ๊กยักษ์ต้นหนึ่งยืนอยู่ใกล้ลำธารที่มีต้นกกเรียวเล็กขึ้นอยู่ ยามใดที่ลมพัดมา ต้นโอ๊กใหญ่ก็ยืนตระหง่านอย่างภาคภูมิใจ ชูกิ่งก้านขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเต็มที่ ขณะที่ต้นกกกลับทำได้แค่โน้มตัวลงต่ำในสายลมและขับขานบทเพลงเศร้าโศก

“ดูสิ พียงแค่ลมพัดเบา ๆ บนผิวน้ำก็ทำให้พวกเจ้าก้มหัวลงเสียแล้ว ในขณะที่ข้า ต้นโอ๊กผู้ยิ่งใหญ่ ยังยืนหยัดอย่างมั่นคงต่อหน้าพายุโหมกระหน่ำ”

“อย่าได้ห่วงพวกข้าเลย” ต้นกกตอบ “ลมไม่ทำร้ายพวกเรา เพราะพวกเรายอมศิโรราบต่อลม เวลาลมพัดมา เราก็แค่โน้มตัวต่ำลง ลมจึงไม่หักโค่นพวกเรา แต่ท่านสิ ยืนต้านลมมาเนิ่นนานเช่นนี้ อีกไม่นานก็คงจะถึงเวลาถูกโค่นเข้าสักวัน”

ขณะที่ต้นกกกำลังพูดอยู่นั้น พายุเฮอริเคนลูกใหญ่ก็พัดกระหน่ำมาจากทางเหนือ ต้นโอ๊กยืนสู้กับลมพายุอย่างภาคภูมิใจ ในขณะที่ต้นกกผู้อ่อนแอกลับโน้มตัวลงต่ำ ลมพายุพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ และทันใดนั้นต้นโอ๊กใหญ่ก็ล้มลง โดนพายุกระหน่ำถอนรากถอนโคน ได้แต่นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางกอต้นกกที่น่าสงสาร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: หากการต่อต้านเป็นเรื่องโง่เขลา ก็ควรยอมจำนนเสีย ดีกว่าต่อต้านอย่างดื้อรั้นแล้วต้องพบกับความพินาศ


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 12 อีกากับเหยือกน้ำ

วันหนึ่งในช่วงฤดูแล้ง อีกาตัวหนึ่งกระหายน้ำจนแทบจะสิ้นชีวิตแต่ก็ยังหาน้ำดื่มไม่ได้ บังเอิญบินผ่านมาพบกับเหยือกน้ำที่มีน้ำนอนอยู่ก้นเหยือก แต่เหยือกนั้นทั้งสูงและคอแคบ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ปากของอีกาก็เอื้อมไม่ถึงน้ำนั้นสักที เจ้าอีกาเริ่มจะถอดใจและรู้สึกว่ามันคงต้องตายเพราะขาดน้ำเป็นแน่

แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในผัว เจ้าอีกาคาบเอาก้อนหินเล็ก ๆ มาหย่อนลงไปในเหยือกทีละก้อน เมื่อหย่อนก้อนหินหล่นลงไป น้ำก็ค่อย ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดน้ำก็สูงพอที่อีกาจะดื่มได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ในยามคับขัน การรู้จักใช้ไหวพริบก็อาจช่วยชีวิตของเราได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 13 แพะสองตัว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บนหน้าผาหินอันสูงชันใจกลางหุบเขา มีแพะสองตัวกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่คนละฟากฝั่งน้ำ ขณะกำลังวิ่งเล่นอย่างเพลินใจอยู่นั้น ก็บังเอิญหันหน้ามาพบกันเข้า เมื่อปะหน้ากัน แพะทั้งสองต่างก็ไม่ชอบใจซึ่งกันและกัน และต่างฝ่ายต่างก็อยากจะข้ามลำน้ำไปยังอีกฝั่ง แต่การจะข้ามลำน้ำที่เชี่ยวกราดได้ จะต้องเดินข้ามต้นไม้เก่า ๆ ที่ล้มลงพาดเป็นสะพานเท่านั้น ต้นไม้นี้ทั้งเล็กและแคบ แม้กระรอกตัวเล็ก ๆ สองตัวก็แทบจะข้ามพร้อมกันไม่ได้ แต่เจ้าแพะทั้งสองต่างก็ไม่มีใครยอมใคร และไม่ยอมให้อีกฝ่ายข้ามไปก่อน พวกมันเดินข้ามต้นไม้นั้นพร้อม ๆ กัน เมื่อถึงกลางต้นไม้ แทนที่พวกมันจะหลีกทางให้กัน มันกลับยื่นเขามาชนกัน ท้ายที่สุดพวกมันก็ตกลง และถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: บางครั้งการเป็นฝ่ายยอม ก็ดีกว่าดื้อรั้นจนต้องประสบเคราะห์กรรมที่เลวร้าย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 14 หมูป่ากับสุนัขจิ้งจอก

กาลครั้งหนึ่ง มีหมูป่าตัวหนึ่งกำลังลับเขี้ยวอย่างขะมักเขี้ยวอยู่กับตอไม้ เมื่อสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินผ่านมา สุนัขจิ้งจอกหยุดดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วแสร้งทำเป็นมองไปรอบ ๆ อย่างกระวนกระวาย ราวกับกลัวศัตรูที่ซ่อนอยู่ แต่หมูป่าไม่สนใจ และยังก้มหน้าก้มตาลับเขี้ยวต่อไป

เมื่อท่าที่เหยียดหยันไม่ได้ผล สุนัขจิ้งจอกจึงถามกลับไปว่า “ข้าไม่เห็นจะมีนายพรานหรืออันตรายใดใกล้เข้ามาเลย ทำไมเจ้าถึงทำเอาแต่ลับเขี้ยวอยู่อย่างนั้นเล่”

“ที่เจ้าพูดนั้นมันก็จริงอยู่” หมูป่าตอบ “แต่เมื่ออันตรายมาถึง ข้าคงไม่มีเวลาให้มาลับคมเขี้ยวอย่างนี้หรอก ดังนั้น ข้าจึงต้องเตรียมอาวุธของข้าให้พร้อมอยู่เสมอ มิฉะนั้นข้าอาจต้องมีภัยแก่ตัวก็ได้ ใครจะรู้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงหมั่นเตรียมความพร้อมไว้เสมอ เพราะปัญหาไม่เคยบอกเราล่วงหน้าว่าจะมาเมื่อไหร่


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 15 นกกระสา

กาลครั้งหนึ่ง นกกระสาตัวหนึ่งกำลังเดินทอดน่องอย่างสง่างามอยู่ริมฝั่งลำธาร ดวงตาจ้องมองไปที่น้ำใสสะอาด คอยาวและปากแหลมคมของมันพร้อมที่จะจับเหยื่อตัวเล็ก ๆ มาเป็นอาหารเช้า ถึงแม้ว่าน้ำจะใสสะอาดจนมองเห็นปลาเต็มไปหมด แต่เจ้านกกระสาก็ยังไม่ยอมจับเหยื่อขึ้นมาสักที

“ฉันไม่กินลูกปลาตัวเล็ก ๆ แบบนี้หรอก” มันพูด “อาหารน้อยนิดแบบนั้นข้าไม่มีวันกินให้เสียเวลา”

ทันใดนั้นมีปลาเพิร์ชตัวน้อยตัวหนึ่งว่ายเข้ามาใกล้นกกระสา แต่แทนที่มันจะรีบจับกิน มันกลับพูดขึ้นว่า

“ชิ! ปลาตัวน้อยเท่านี้ ข้าไม่เอาหรอก” นกกระสาพูด

จนกระทั่งดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลอยขึ้นพ้นขอบฟ้า เหล่าฝูงปลาก็พากันว่ายออกจากน้ำตื้นไปยังกระแสน้ำลึกกลางลำธาร สุดท้ายแทนที่นกกระสาจะได้กินเนื้อปลาอร่อย ๆ มันกลับได้กินแค่หอยทากตัวเล็ก ๆ เป็นอาหารเช้าเท่านั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าเรื่องมากเกินไป เพราะบางครั้งการได้บางอย่าง ก็อาจดีกว่าการไม่ได้อะไรเลย

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 16 สุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา

การครั้งหนึ่งในป่าใหญ่ สุนัขจิ้งจอกได้คิดแผนการที่จะแกล้งนกกระสาเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งมันมักหัวเราะเยาะรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาดของนกกระสาอยู่เสมอ

“เย็นวันนี้เจ้ามากินข้าวกับข้าสิ” มันพูดกับนกกระสา พลางยิ้มให้กับแผนการที่มันกำลังจะได้แกล้งนกกระสาอีกครั้ง

เมื่อถึงมื้อเย็นนกกระสามาตามคำเชิญอย่างตรงเวลาและกำลังหิวโหยอย่างมาก แต่เจ้าสุนัขจิ้งจอกกลับเสิร์ฟซุปไว้ในจานที่ตื้นมาก นกกระสาทำได้เพียงแค่จุ่มปลายปากลงไปในซุปเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดมันไม่ได้ลิ้มรสของซุปแม้แต่หยดเดียว ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกลับเลียซุปอย่างง่ายดายด้วยความเอร็ดอร่อย นกกระสาที่กำลังหิวโหยรู้สึกโกรธที่ถูกสุนัขจิ้งจอกแกล้ง และเริ่มคิดหาทางเอาคืนสุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์

ไม่นานหลังจากนั้น นกกระสาจึงเชิญสุนัขจิ้งจอกไปกินมื้อเย็นกับมันบ้าง เมื่อสุนัขจิ้งจอกมาถึงเวลาตามที่นัดไว้ นกกระสาได้นำปลาที่มีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาให้ แต่เสิร์ฟในโถทรงสูงที่มีคอแคบมาก นกกระสาสามารถใช้ปากยาว ๆ ของมันตักปลาใส่ปากได้ง่าย ๆ แต่สุนัขจิ้งจอกทำได้เพียงเลียด้านนอกของโถและดมกลิ่นหอม ๆ ของปลาเท่านั้น และเมื่อเห็นท่าทีของสุนัขจิ้งจอกที่กำลังโมโห นกกระสาก็พูดอย่างใจเย็นว่า “ถ้าเจ้ารู้สึกไม่พอใจที่ถูกแกล้ง เจ้าก็ไม่ควรแกล้งผู้อื่นให้ต้องลำบากอีก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: หากไม่ชอบให้ผู้อื่นปฏิบัติกับเราอย่างไร ก็อย่าปฏิบัติตนเช่นนั้นกับผู้อื่น


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 17 กวางหลงเงา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กวางตัวหนึ่งกำลังดื่มน้ำจากบ่อน้ำใสสะอาด มันมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำ ก็เกิดความรู้สึกชื่นชมเขาโค้งที่แตกกิ่งก้านสาขาอย่างงดงามของมัน แต่เมื่อมองดูเงาสะท้อนที่ช่วงขา มันก็เกิดรู้สึกอับอายที่มีขาเรียวเล็กแลดูน่าเกลียด

มันถอนหายใจและพูดขึ้นว่า “เขาของข้างดงามเช่นนี้ ทำไมถึงถูกสาปให้มีขาที่น่าเกลียดเช่นนี้กันนะ”

ในขณะที่กำลังรำพึงรำพันอยู่นั้นเอง เจ้ากวางก็ได้กลิ่นเสือดำ มันตกใจแทบสิ้นสติจึงวิ่งหนีเตลิดเข้าไปในป่า แต่โชคร้ายที่เขากวางอันใหญ่ของมันกลับไปติดเข้ากับกิ่งไม้ มันพยายามดิ้นก็ดิ้นไม่หลุด จนสุดท้ายเจ้าเสือดำก็วิ่งตามมันมาได้ทันและฆ่ามันในที่สุด เจ้ากวางจึงได้ตระหนักในห้วงสุดท้ายของชีวิตมันว่า เขาอันงดงามที่มันภาคภูมิใจ กลับไม่สามารถช่วยชีวิตมันให้รอดได้ หากไม่มีเขาอันใหญ่นี้ล่ะก็ ขาเรียว ๆ ที่มันอับอายนั้นเสียอีก คงช่วยชีวิตมันให้รอดจากเสือดำไปได้ 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงให้ความสำคัญกับสิ่งของที่มีประโยชน์มากกว่าของที่สวยงาม แต่ใช้สอยประโยชน์อะไรไม่ได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 18 ไก่แจ้กับสุนัขจิ้งจอก

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ไก่แจ้เฒ่าผู้ชาญฉลาดก็บินไปเกาะบนต้นไม้เพื่อจะพักนอนยามค่ำ แต่ก่อนที่ไก่แจ้จะได้หลับตาลงนอน ก็พลันมองลงไปเห็นเจ้าสุนัขจิ้งจอกเดินเข้ามาใต้ต้นไม้ด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์ สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ได้บอกกับไก่แจ้ว่าสัตว์ทุกชนิดตกลงจะเป็นเพื่อนกันและจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ตอนนี้กำลังจะมีงานฉลอง จึงชักชวนให้ไก่แจ้ลงมาเพื่อจะไปงานเลี้ยงด้วยกัน แต่ไก่แจ้เฒ่ารู้ทัน จึงแกล้งทำทีมองดูอะไรไกล ๆ ก่อนจะบอกไปว่า 

"เออแน่ะ! เจ้าหมาเฝ้าบ้านกำลังวิ่งมาทางนี้" เมื่อได้ยินเช่นนั้น สุนัขจิ้งจอกก็รีบวิ่งหนีไปทันที

ไก่แจ้จึงร้องถามไปว่า “เจ้าวิ่งหนีอะไร? ก็ไหนว่าสัตว์ทุกตัวเป็นเพื่อนของเจ้าแล้วนี่!”

หมาจิ้งจอกตอบกลับมาว่า “ก็ใช่ แต่พวกมันอาจยังไม่ได้ยินข่าวก็ได้ แล้วข้าก็ลืมไปว่าข้ายังมีธุระสำคัญที่จะต้องรีบไปทำด้วย”

ไก่แจ้ยิ้มเยาะก่อนจะซุกหัวลงในขนของมันและหลับไปอย่างมีความสุข เพราะมันสามารถเอาชนะศัตรูที่เจ้าเล่ห์อย่างสุนัขจิ้งจอกได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: บางครั้งคนเจ้าเล่ห์ก็อาจถูกคนฉลาดหลอกกลับได้เหมือนกัน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 19 สุนัขจิ้งจอกกับแพะ

กาลครั้งหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งตกลงไปในบ่อน้ำ และถึงแม้ว่าบ่อน้ำจะไม่ลึกมากนัก แต่มันก็ไม่สามารถพาตัวเองขึ้นมาจากบ่อได้ ขณะนั้นมีแพะที่กระหายน้ำตัวหนึ่งเดินผ่านมา แพะเข้าใจว่าสุนัขจิ้งจอกลงไปดื่มน้ำในบ่อ จึงถามไปว่าน้ำในบ่อนั้นดีหรือไม่

"น้ำในบ่อนี่น่ะหรือ ดีที่สุดที่ข้าเคยดื่มมาเลยล่ะ" สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กล่าว "อยากรู้เจ้าก็กระโดดลงมาดื่มกับสิ มีที่เหลือเฟือสำหรับเราทั้งสองตัว"

แพะที่กระหายน้ำหลงเชื่อและกระโดดลงไปในบ่อนั้นทันที เจ้าสุนัขจิ้งจอกสบโอกาสก็กระโดดขึ้นไปบนหลังแพะอย่างรวดเร็วและกระโดดจากปลายเขาของแพะขึ้นมาจากบ่อน้ำได้

แพะได้สติก็รู้ว่าตนเองถูกหลอกเสียแล้ว จึงขอร้องให้สุนัขจิ้งจอกช่วยมันขึ้นมาด้วย แต่สุนัขจิ้งจอกไม่ยอมช่วย แถมยังพูดกลับมาว่า "ถ้าเจ้ามีสติปัญญามากเท่ากับเคราของเจ้าล่ะก็ เจ้าคงจะคิดให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะกระโดดลงไปในบ่อน้ำนั่น"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร จงคิดให้ดีก่อนลงมือทำ

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 20 สุนัขจิ้งจอกกับเสือดาว

กาลครั้งหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกกับเสือดาวกำลังนอนพักผ่อนอย่างสบายหลังจากรับประทานอาหารมื้อใหญ่ แล้วจู่ ๆ พวกมันก็นึกสนุกลุกขึ้นมานั่งโต้เถียงเรื่องความสวยงามของกันและกัน เสือดาวภูมิใจในลายจุดและขนเงางามเป็นมันอย่างมาก และพูดจาดูถูกสุนัขจิ้งจอกว่าขนของมันนั้นสุดแสนจะธรรมดา

ฝ่ายสุนัขจิ้งจอก แม้จะภูมิใจกับหางฟูสวยงามของมัน แต่ก็ฉลาดพอที่จะเห็นว่าตนเองคงไม่สามารถเทียบกับเสือดาวในเรื่องความสวยงามได้ ถึงกระนั้นมันก็ยังพูดจาเสียดสีกลับไปว่า "เจ้าอาจมีขนที่สวยงามมากก็จริง แต่ถ้าเจ้าจิตใจดีกว่านี้ และเหยียดหยามคนอื่นให้น้อยลง นั่นล่ะข้าถึงจะเรียกได้ว่าเจ้ามีความงามอย่างแท้จริง"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าตัดสินคนที่ภายนอก บางครั้งภาพลักษณ์ที่สวยงาม ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นคนจิตใจดีเสมอไป


 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 21 กบกับหนู

ครั้งหนึ่ง มีหนูตัวน้อยกำลังวิ่งเล่นอยู่ริมน้ำที่มีกบอาศัยอยู่ เมื่อกบเห็นหนู มันจึงว่ายน้ำขึ้นฝั่งและร้องว่า

"เจ้าหนู ลงมาหาข้าตรงนี้หน่อยสิ รับรองว่าเจ้าจะต้องชอบแน่ ๆ”

แม้เจ้าหนูจะตอบตกลงโดยไม่ลังเล เพราะมันชอบการผจญภัยและอยากเห็นโลกกว้างรอบตัว แต่ถึงแม้จะว่ายน้ำได้บ้าง มันก็ไม่กล้าเสี่ยงลงไปในสระน้ำโดยไม่มีตัวช่วย

เจ้ากบเห็นหนูลังเล จึงใช้ต้นกกที่แข็งแรงมัดขาที่ของมันกับหนู จากนั้นทั้งสองก็กระโดดลงไปในสระน้ำ แต่หนูที่ว่ายน้ำไม่ค่อยเก่งเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวและอยากกลับขึ้นฝั่ง แต่กบเจ้าเล่ห์ไม่ยอม มันกลับดึงหนูให้ลงไปใต้น้ำจนหนูจมน้ำตาย แต่ก่อนที่มันจะแก้มัดขาตัวเองที่ผูกกับหนูออกมาได้ ขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาเหนือสระน้ำ เมื่อเห็นร่างของหนูลอยอยู่บนน้ำ เหยี่ยวจึงโฉบลงมาจับหนูและบินหนีไป โดยมีกบห้อยอยู่ที่ขาของมันด้วย เป็นอันว่าค่ำนี้เจ้าเหยี่ยวได้อาหารอันโอชะเป็นกบกับหนูในคราวเดียวกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่น สุดท้ายก็จะได้รับผลกรรมนั้นกลับไปเช่นกัน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 22 หมาป่าในคราบแกะ

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว หมาป่าตัวหนึ่งหาอาหารกินเท่าไหร่ก็ไม่พออิ่ม เพราะคนเลี้ยงแกะคอยจับตาดูฝูงแกะอยู่ตลอด แต่คืนหนึ่งมันไปเจอหนังแกะที่ถูกทิ้งเอาไว้ วันรุ่งขึ้น หมาป่าจึงสวมหนังแกะแล้วเดินเข้าไปในทุ่งหญ้ารวมกับฝูงแกะ มันหลอกล่อให้ลูกแกะตัวเล็ก ๆ เดินตามมาและขย้ำกินอย่างรวดเร็ว

ตกเย็นวันนั้น หมาป่าแฝงตัวด้วยหนังแกะเข้าไปในคอกกับฝูงแกะด้วย แต่บังเอิญว่าเย็นวันนั้นคนเลี้ยงแกะเกิดอยากกินซุปเนื้อแกะขึ้นมาพอดี จึงหยิบมีดแล้วเดินเข้าไปในคอก โชคร้ายของเจ้าหมาป่า เพราะแกะที่ถูกจับเฉือดทำอาหารเย็นในวันนั้น คือหมาป่าที่ซ่อนตัวในคราบของแกะนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนเจ้าเล่ห์ ก็มักจะได้รับผลกรรมจากความเจ้าเล่ห์ของตนเองอยู่เสมอ


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 23 นกอินทรีกับด้วง

ครั้งหนึ่ง ด้วงตัวหนึ่งอ้อนวอนนกอินทรีให้ไว้ชีวิตกระต่ายที่วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากตัวด้วง แต่นกอินทรีไม่สนใจ รีบกระโจนเข้าใส่เหยื่อทันที ปีกอันใหญ่โตของมันเหวี่ยงด้วงกระเด็นไปไกลหลายสิบฟุต

ด้วยความโกรธแค้นที่ถูกดูหมิ่น ด้วงจึงบินกลับไปยังรังของนกอินทรีและกลิ้งไข่ให้ร่วงออกมาจากรัง ไม่ไว้ชีวิตแม้แต่ฟองเดียว นกอินทรีเมื่อรู้ว่าเสียลูกไปทั้งรังก็โศกเศร้าเสียใจมาก แต่มันก็ไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นคนทำเรื่องโหดร้ายนี้

ปีต่อมา นกอินทรีย้ายไปสร้างรังของมันบนหน้าผาสูง แต่ด้วงก็ตามหารังมันจนเจอและทำลายไข่ทั้งหมดอีกครั้ง ด้วยความสิ้นหวัง นกอินทรีจึงอ้อนวอนต่อเทพเจ้าจูปิเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่ ขอให้มันได้วางไข่ไว้บนตักของท่าน จะได้ไม่มีใครมาทำร้ายลูก ๆ ของมันได้อีก แต่ด้วงก็บินวนรอบศีรษะของเทพจูปิเตอร์ ทำให้ท่านต้องลุกขึ้นเพื่อขับไล่มัน ไข่นกอินทรีทั้งหมดก็กลิ้งตกจากตักของท่าน

ในที่สุด ด้วงก็เล่าเหตุผลของการกระทำของมัน เทพจูปิเตอร์เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดว่าใครทำเช่นไรไว้ ก็ต้องได้รับผลกรรมเช่นนั้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ว่ากันว่าเพื่อจะให้ลูกของมันรอดชีวิต นกอินทรีจึงเลือกที่จะวางไข่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหล่าด้วงจะจำศีลอยู่ใต้ดิน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าประมาทผู้ที่อ่อนแอกว่า แม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุด ก็อาจหาทางแก้แค้นได้ในสักวันหนึ่ง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 24 มารดากับหมาป่า

เช้าตรู่ของวันหนึ่ง หมาป่าหิวโซตัวหนึ่งกำลังเดินเตร่อยู่แถวกระท่อมหลังหนึ่งบริเวณชายหมู่บ้าน เมื่อมันได้ยินเสียงเด็กร้องไห้อยู่ในบ้าน พร้อมกับเสียงของผู้เป็นแม่พูดว่า "เงียบนะลูก เงียบ! หยุดร้องไห้ซะ ไม่งั้นแม่จะเอาหนูไปให้หมาป่า!"

หมาป่าประหลาดใจแต่ก็ดีใจกับโอกาสที่จะได้กินอาหารอร่อย ๆ มันจึงนั่งลงใต้หน้าต่างที่เปิดอยู่ คาดหวังว่าจะได้เด็กตัวน้อยมาเป็นอาหารอันโอชะ แต่รออยู่ทั้งวัน ก็ยังไม่เห็นท่าทีว่าแม่เด็กจะนำลูกน้อยมาให้มัน จนกระทั่งใกล้ค่ำ มันก็ได้ยินเสียงแม่พูดขึ้นมาขณะที่กำลังร้องเพลงกล่อมลูกที่กำลังร้องไห้งอแงว่า

"ไม่เป็นไรนะลูก ไม่เป็นไร! หมาป่าจับหนูไม่ได้หรอก พ่อกำลังเฝ้าดูอยู่ ถ้ามันเข้ามาใกล้เมื่อไหร่ พ่อก็จะสังหารมันเมื่อนั้น!"

ทันใดนั้นพ่อของเด็กกับหมาเฝ้าบ้านก็เดินใกล้เข้ามาทางหมาป่า เจ้าหมาป่าตกใจแทบสิ้นสติก่อนจะรีบวิ่งหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าเชื่อทุกสิ่งที่ได้ยิน คำพูดลอย ๆ อาจนำมาซึ่งหายนะก็เป็นได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 25 สุนัขกับเงา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสุนัขตัวหนึ่งได้รับกระดูกชิ้นใหญ่จากคนขายเนื้อ มันรีบวิ่งกลับบ้านด้วยความสุขใจ ขณะที่มันกำลังจะวิ่งข้ามสะพานแคบ ๆ ก็บังเอิญมองลงไปในน้ำและเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำนิ่งราวกับอยู่ในกระจก แต่สุนัขเกิดความโลภคิดว่ามันกำลังเห็นสุนัขตัวจริงอีกตัวที่กำลังคาบกระดูกที่ใหญ่กว่าของมันมาก

แต่แทนที่มันจะคิดได้ว่านั่นเป็นเพียงเงาของมัน มันกลับทิ้งกระดูกที่คาบไว้ และกระโจนเข้าใส่สุนัขในน้ำทันที สุดท้ายมันต้องรีบตะเกียกตะกายว่ายน้ำขึ้นฝั่งเพื่อเอาชีวิตรอด เมื่อขึ้นฝั่งได้แล้ว มันก็ทำได้เพียงยืนเศร้า ๆ คิดถึงกระดูกชิ้นโตที่มันเสียไป ก่อนจะรำพันเบา ๆ ว่ามันช่างโง่เขลาโดยแท้ ที่เห็นเงาในน้ำเป็นของจริง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: โลภมาก ลาภหาย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 26 สุนัขจิ้งจอกกับอีกา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเช้าวันหนึ่งที่สดใส ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังใช้จมูกดมกลิ่นหาอาหารในป่า มันก็เห็นอีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ อีกาตัวนั้นคาบชีสชิ้นเล็ก ๆ ไว้ในปาก
เห็นดังนั้นมันก็วิ่งเหยาะ ๆ ไปหยุดที่โคนต้นไม้ที่อีกานั่งเกาะอยู่ และเงยหน้าพูดขึ้นว่า “อรุณสวัสดิ์ เจ้านกแสนสวย!”

อีกาเอียงหัวมองสุนัขจิ้งจอกอย่างระแวง แต่ก็ยังคงคาบชีสไว้ในปากแน่นและไม่ตอบคำทักทายของมัน
“ช่างเป็นนกที่น่ารักอะไรเช่นนี้!” จิ้งจอกกล่าว “ขนของเจ้าช่างเงาวับเป็นประกาย! รูปร่างก็งดงาม ปีกก็ดูอลังการ! นกที่วิเศษเช่นนี้คงจะมีเสียงที่ไพเราะมาก หากเจ้าร้องเพลงให้ข้าได้ฟังสักเพลง ข้าก็จะนับถือเจ้าว่าเป็นราชินีแห่งนกทั้งมวล”

เมื่อได้ยินคำเยินยอเหล่านี้ อีกาก็เกิดลืมตัวจนสิ้น เพราะอยากถูกเรียกว่าราชินีแห่งนกมาก อีกาจึงอ้าปากกว้างเพื่อร้องเสียงกา กา ออกมาเต็มเสียง ทันทีที่อ้าปาก ชีสก็ตกลงไปในปากที่อ้ารออยู่ของสุนัขจิ้งจอก

“ขอบคุณ” สุนัขจิ้งจอกกล่าวอย่างอ่อนโยน แต่ก่อนจะเดินจากไปมันหันกลับมาเยาะเย้ยอีกาว่า “ถึงแม้เสียงเจ้าจะแหบแห้งไปหน่อย แต่ก็ยังพอใช้ได้ เสียอย่างเดียว ความฉลาดของเจ้านั้นมีไม่มากพอ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:อย่าหลงเชื่อคนประจบสอพลอ เพราะบางคนก็เยินยอเพื่อหวังประโยชน์จากเรา


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 27 มดกับนกพิราบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นกพิราบเห็นมดตกลงไปในลำธาร มดพยายามดิ้นรนขึ้นฝั่งแต่ก็ไร้ผล ด้วยความสงสาร นกพิราบจึงโยนเศษฟางที่อยู่ใกล้ ๆ ลงไปเพื่อให้มดได้เกาะยึดเอาไว้ แล้วลอยไปถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย

ต่อมาไม่นาน มดเห็นชายคนหนึ่งกำลังจะขว้างก้อนหินใส่นกพิราบ แต่ก่อนที่ชายคนนั้นจะได้ขว้างก้อนหิน มดก็กัดเขาที่ส้นเท้า ทำให้เขาทันที ทำให้ก้อนหินพลาดเป้า นกพิราบได้ยินเสียงก้อนหินก็ตกใจรีบบินหนีไปหลบในป่าทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความเมตตาไม่เคยสูญเปล่า การทำความดีย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมาในสักวันหนึ่ง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 28 ชายหนุ่มกับซาไทร์

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชายคนหนึ่งได้พบกับซาไทร์ในป่าและได้ตกลงเป็นเพื่อนกัน อาศัยอยู่ร่วมกันที่กระท่อมในป่า ต่อมาวันหนึ่งขณะที่ทั้งสองกำลังเดินกลับบ้าน ซาไทร์เห็นชายคนนั้นเป่าลมใส่ปลายนิ้วของเขา จึงถามไปว่าทำไมจึงทำเช่นั้น

“เพื่อทำให้มือของฉันอุ่นขึ้นน่ะสิ” ชายคนนั้นตอบ

เมื่อกลับถึงบ้าน ชายคนนั้นเตรียมโจ๊กสองชาม เขาตั้งโจ๊กร้อน ๆ บนโต๊ะ และเริ่มเป่าลมเข้าไปในชามโจ๊กของเขา

ซาไทร์ถามเช่นเดิมว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น “เพื่อทำให้โจ๊กของฉันเย็นลงน่ะสิ” ชายคนนั้นตอบ ซาไทร์ได้ยินดังนั้นก็รีบกระโดดขึ้นยืนและเดินไปที่ประตู

“ลาก่อน” ซาไทร์กล่าว “ข้าเห็นมามากพอแล้ว คนที่พูดจาเอาใจทั้งสองฝ่ายแบบนี้ จะเป็นเพื่อนกับข้าไม่ได้หรอก!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนที่พูดจากลับกลอกไปมา เข้าข้างทั้งสองฝ่าย ไม่ควรได้รับความไว้วางใจ


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 29 กระต่ายกับหูของมัน

การครั้งหนึ่ง มีสิงโตตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเขาของแพะ มันรู้สึกโกรธมากที่สัตว์ผู้อ่อนแอคู่ควรจะเป็นอาหารของมันแต่โดยดี กลับกล้าจะมีเขาแหลมคมเอาไว้ทำร้ายมัน คิดได้ดังนั้นมันจึงสั่งให้สัตว์ทุกตัวที่มีเขาออกจากอาณาเขตของมันทันที

สัตว์ทั้งหลายต่างก็หวาดกลัวในอำนาจของสิงโตและพากันโยกย้ายให้พ้นจากอาณาเขตดังกล่าว ไม้เว้นแม้แต่กระต่ายผู้ไร้ซึ่งเขาและอันตรายใด ๆ ต่อสิงโต ก็ยังหวาดกลัวสิงโตจนนอนไม่หลับ

เช้าวันต่อมา กระต่ายโผล่ออกมาจากโพรงในยามเช้าตรู่เพื่อรับไออุ่นจากแสงแดด ทันใดนั้นสายตาของกระต่ายเหลือบมองเห็นเงาที่เกิดจากหูยาวของตนเองมีลักษณะคล้ายกับเขาที่แหลมคม ความหวาดกลัวเข้าครอบงำกระต่ายอย่างสุดขีด

สุดท้ายมันจึงตัดสินใจเก็บข้าวของและเริ่มการอพยพทันที “ลาก่อน จิ้งหรีดเพื่อนบ้าน” มันร้องบอกดจ้าจิ้งหรีดเพื่อนบ้าน “ข้าคงต้องไปแล้วนะ ต่อให้ข้าจะไม่มีเขาก็ตามที แต่เจ้าสิงโตมันก็คงจะคิดว่าหูยาว ๆ ของข้าเป็นเขาแน่ ๆ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรู สุดท้ายก็จะหาข้ออ้างมาโจมตีเราได้ในสักวันหนึ่ง

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 30 ชาวประมงกับปลาตัวน้อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายชาวประมงผู้ยากจนคนหนึ่งดำรงชีวิตด้วยการจับปลา แต่วันนี้เกิดเคราะห์ร้ายจับได้เพียงลูกปลาตัวเล็ก ๆ เท่านั้น ขณะที่ชาวประมงกำลังจะเอาปลาใส่ตะกร้า ปลาตัวน้อยก็พูดขึ้นว่า

"ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ท่านชาวประมง! ข้านี้ตัวเล็กเกินไป ไม่คุ้มค่าที่จะนำกลับบ้าน รอให้ข้าโตขึ้น ท่านค่อยมาจับข้าไปทำอาหารเถิด"

แต่ชาวประมงไม่ได้สนใจ รีบเอาปลาใส่ตะกร้าทันที "เจ้าช่างโง่เขลานัก" เขากล่าว "หากข้าโยนเจ้ากลับไป ข้าก็ไม่ได้อะไรเลยน่ะสิ ถึงเจ้าจะตัวเล็ก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: สิ่งเล็กน้อยแม้จะไม่ได้มีค่ามากมายอะไร ย่อมมีค่ามากกว่าคำสัญญาที่หลอกลวง

 

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 31 หมาป่ากับลูกแพะ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกแพะตัวหนึ่งมันคิดว่าตัวเองโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว ในเย็นวันหนึ่ง เมื่อฝูงแพะพากันกลับบ้าน แม่ของมันร้องเรียกให้มันกลับคอกด้วยกัน แต่ลูกแพะไม่สนใจ ยังคงแทะเล็มหญ้าต่อไป จนเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ฝูงแพะก็หายไปแล้ว

เจ้าลูกแพะต้องอยู่ตามลำพังท่ามกลางความมืดที่กำลังมาเยือน ทันใดนั้นลูกแพะก็เริ่มคิดได้ว่าถ้ามืดลงกว่าปี จะต้องมีหมาป่าออกมาเป็นแน่ คิดได้ดังนั้นมันก็รีบวิ่งตามฝูงกลับคอกทันที แต่ยังไม่ทันวิ่งออกไปได้ไกล ก็พบหมาป่าเข้าเสียก่อน ลูกแพะรู้ว่าคงหนีไม่พ้น จึงคิดอุบายขึ้นมาว่า

“ข้ารู้ว่าท่านกำลังจะกินข้า แต่ก่อนที่ข้าจะตาย ท่านช่วยเป่าขลุ่ยให้ข้าได้เต้นรำเป็นครั้งสุดท้ายได้หรือไม่”
หมาป่าเห็นว่าเป็นความคิดที่ดี จึงเป่าขลุ่ยอย่างร่าเริง

แต่เสียงเพลงขลุ่ยของหมาป่าดังไกลไปถึงฝูงแกะและสุนัขเฝ้าแกะ พวกมันจำได้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของหมาป่า จึงรีบวิ่งกลับมายังทุ่งหญ้า เมื่อเห็นสุนัขวิ่งไล่ตามมา หมาป่าก็รีบหนีสุดชีวิต ก่อนจะตระหนักได้ว่าหลงกลเจ้าลูกแพะเข้าเสียแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คิดแล้วต้องลงมือทำ อย่าปล่อยให้ใครมาเบี่ยงเบนจุดมุ่งหมายไปจากเรา


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 32 เต่ากับเป็ดป่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เต่าตัวหนึ่งวัน ๆ เอาแต่อยู่บ้าน จนละเลยไม่ยอมไปงานแต่งงานของจูปิเตอร์ จึงถูกสาปให้ต้องแบกกระดองไว้บนหลังอยู่เช่นนั้น

หลายปีต่อมา มีเต่าตัวนั้นรู้สึกสำนึกได้ว่ามันควรจะไปร่วมงานแต่งเทพจูปิเตอร์ จะได้ไม่ต้องแบกกระดองอันหนักหน่วงอยู่เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเห็นนกบินไปมาอย่างร่าเริง และเห็นกระต่าย กระรอก และสัตว์อื่น ๆ วิ่งไปมาอย่างคล่องแคล่ว เต่าก็รู้สึกน้อยใจและเศร้าใจ มันอยากเห็นโลกกว้างแบบสัตว์ตัวอื่นบ้าง แต่เพราะขาสั้น ๆ ของมัน และบ้านที่ต้องแบกไว้บนหลัง ทำให้มันไปไหนมาไหนได้ไม่สะดวกนัก

วันหนึ่งมันได้พบกับเป็ดป่าคู่หนึ่งและเล่าปัญหาทั้งหมดให้พวกมันฟัง "พวกเราจะช่วยให้เจ้าได้เห็นโลกเอง" เป็ดกล่าว “จงกัดแท่งไม้นี้ไว้ให้แน่น แล้วเราจะพาเจ้าขึ้นไปบนฟ้าสูงลิบลิ่ว เจ้าจะได้เห็นทิวทัศน์โดยรอบทั้งหมด แต่เจ้าห้ามปริปากพูดอะไรทั้งสิ้น มิฉะนั้นเจ้าจะต้องตกลงมาตายเป็นแน่”

เต่าดีใจมาก มันกัดแท่งไม้ไว้แน่น โดยมีเป็ดป่าสองตัวจับแท่งไม้ไว้ตัวละด้าน แล้วกระพือปีกลอยขึ้นบนฟ้า พาเจ้าเต่าชมทิวทัศน์โดยรอบ ทันใดนั้นเองอีกาตัวหนึ่งก็บินผ่านมา มันประหลาดใจมากกับภาพที่เห็นตรงหน้า จึงร้องทักไปว่า “นี่ต้องเป็นราชาแห่งเต่าแน่ ๆ เลย!”
“แน่นอน…” เต่าเริ่มพูด ทันทีที่เจ้าเต่าอ้าปากตอบไป ร่างของมันก็ร่วงหล่นจากฟ้าตกลงสู่พื้น แตกเป็นเสี่ยง ๆ สิ้นใจตายลงบนก้อนหินกลางป่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ มักนำความโชคร้ายมาให้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 33 แม่ปูกับลูกปู

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ริมชายหาดแห่งหนึ่ง แม่ปูพูดกับลูกปูว่า "ทำไมลูกถึงเดินเอียง ๆ แบบนั้นล่ะ? ลูกควรเดินตรง ๆ ไปข้างหน้าโดยให้ปลายเท้าชี้ออกเสมอสิจ๊ะ"

"แม่สอนข้าหน่อยเถิด" ปูน้อยตอบอย่างเชื่อฟัง "หากแม่ทำเป็นตัวอย่าง ข้าก็จะได้ทำตาม"

แม่ปูจึงออกเดินให้ลูกปูได้ดู แต่แทนที่แม่ปูจะเดินตรง ๆ มันกลับเดินเอียง ๆ เหมือนลูกปู แม้ว่าแม่ปูพยายามจะหันปลายเท้าให้ชี้ออกก็ไม่เป็นผล สุดท้ายจึงสะดุดเท้าตัวเองล้มลงกระแทกเข้ากับพื้นทรายตรงหน้านั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ก่อนจะสอนคนอื่นให้ได้ดี ก็ต้องทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้ได้เสียก่อน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 34 สุนัขบ้าน ไก่แจ้ และสุนัขจิ้งจอก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสุนัขบ้านและไก่แจ้เป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองอยากเห็นโลกกว้าง จึงตัดสินใจออกจากบ้านไร่เดินทางไปตามถนนที่มุ่งหน้าสู่ป่า สองสหายเดินทางไปด้วยกันด้วยความสุขใจ

เมื่อพลบค่ำ ไก่แจ้ก็กระโดดขึ้นไปยังกิ่งไม้เพื่อจะนอนพักค้างคืน ส่วนสุนัขบ้านคลานเข้าไปข้างในโพรงของต้นไม้ ทั้งสองนอนหลับอย่างสบาย ทันทีที่ตะวันขึ้นตอนรุ่งสาง ไก่แจ้ก็ตื่นขึ้นและร้องขันยามเช้าด้วยความเคยชินคิดว่าตนเองยังอยู่ในไร่ ที่ต้องขันปลุกคนในบ้านให้ตื่นในตอนเช้า

เสียงร้องของไก่แจ้ดังไปเข้าหูสุนัขจิ้งจอกที่กำลังหลับใหล สุนัขจิ้งจอกที่หิวโซมาหลายวันได้ยินเสียงไก่แจ้ก็รู้สึกลาภปากที่จะได้กินไก่แจ้ มันรีบวิ่งไปยังต้นไม้ที่ไก่แจ้เกาะอยู่ แล้วพูดอย่างสุภาพว่า

"ยินดีต้อนรับสู่ป่าของเรา ท่านผู้มีเกียรติ ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้พบท่านที่นี่ ข้ามั่นใจเหลือเกินว่าเราจะเป็นเพื่อนรักกันได้"

"ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง" ไก่ตัวผู้ตอบอย่างเจ้าเล่ห์ "หากท่านจะกรุณาล่ะก็ โปรดเดินมายังโพรงต้นไม้ด้านล่างนั่น คนเฝ้าประตูของข้าจะไปเปิดประตูให้ท่านเข้ามาเอง"

สุนัขจิ้งจอกที่หิวโหยไม่ทันระวังตัว เดินอ้อมต้นไม้ไปตามที่ไก่แจ้บอก และในพริบตาเดียว มันก็ถูกสุนัขบ้านจับตัวเอาไว้ได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ผู้ที่พยายามหลอกลวงผู้อื่น ย่อมต้องได้รับผลกรรมตามการกระทำของตนเอง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 35 นกอินทรีกับอีกา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นกอินทรีตัวหนึ่งบินโฉบลงมาด้วยปีกอันทรงพลัง จับลูกแกะด้วยกรงเล็บของมันแล้วบินกลับไปที่รัง อีกาที่นั่งเห็นเหตุการณ์นั้น ก็เกิดความคิดที่ว่าหากมันตัวใหญ่และแข็งแรงพอที่จะทำเช่นเดียวกับนกอินทรี มันก็คงจะจับเหยื่อตัวใหญ่มาเป็นอาหารได้เหมือนกัน

คิดดังนั้นมันจึงบินโฉบลงมาอย่างรวดเร็วบนหลังแกะตัวใหญ่ แต่เมื่อมันพยายามจะบินขึ้น มันก็พบว่าไม่สามารถบินหนีขึ้นไปได้ เพราะกรงเล็บของมันติดอยู่กับขนแกะ 

ฝ่ายคนเลี้ยงแกะเห็นอีกาที่กำลังกระพือปีกและเดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงวิ่งเข้าไปจับอีกาและตัดปีกของมันทิ้ง แล้วมอบอีกาไร้ปีกนั้นให้กับลูก ๆ ของเขา

"นกตัวนี้ตลกจัง!" เด็ก ๆ พูดพลางหัวเราะ "มันคือนกอะไรหรือจ๊ะพ่อ?"

"นั่นคืออีกาจ้ะลูก แต่ถ้าพวกเจ้าถามมันล่ะก็ มันจะบอกว่ามันคือนกอินทรี"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าปล่อยให้ความทะเยอะทะยานที่โง่เขลาครอบงำจนขาดสติ จักนำภัยมาสู่ตน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 36 เด็กชายกับถั่วฟิลเบิร์ต

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กชายคนหนึ่งเอามือล้วงเข้าไปในโถเพื่อหยิบถั่วฟิลเบิร์ต แต่เด็กชายมีความโลภอยากได้ถั่วเยอะ ๆ เขาจึงหยิบถั่วกำใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อกำมือใหญ่เกินไป เด็กชายไม่สามารถดึงมือออกมาได้ พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเอามือกำถั่วออกมาได้สักที สุดท้ายเด็กชายจึงเริ่มร้องไห้ออกมา

แม่ของเด็กชายได้ยินเข้าก็เดินเข้ามาและพูดว่า “ลูกเอ๋ย” แม่ของเขากล่าว “ค่อย ๆ หยิบถั่วออกมาทีละครึ่งก็ได้ หากกินหมดแล้วยังไม่อิ่ม ค่อยมาหยิบใหม่อีกก็ได้นี่นา ลูกหยิบกำใหญ่แบบนั้นจะเอามือออกมาโถได้ยังไงกันเล่า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าโลภมากจนเป็นภัยแก่ตัวเอง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 37 เทพเฮอร์คิวลีสกับคนขับเกวียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชาวนาคนหนึ่งกำลังขับเกวียนไปตามถนนที่เต็มไปด้วยโคลน ม้าแทบจะลากของหนักผ่านโคลนลึกไม่ไหว และในที่สุดม้าก็หยุดนิ่งเมื่อล้อข้างหนึ่งจมลงไปในร่องลึกจึงดึงขึ้นมาไม่ได้

ชาวนาลงจากที่นั่งและยืนอยู่ข้างเกวียนและมองดูล้มที่ติดหล่ม แต่แทนที่จะพยายามหาทางดึงล้อเกวียนออกมาจากโคลนตม เขากลับยืนสาปแช่งโชคชะตาของตัวเองและร้องเรียกเทพเฮอร์คิวลีสให้มาช่วย ว่ากันว่าเทพเฮอร์คิวลีสปรากฏตัวขึ้นจริง ๆ และกล่าวว่า

"เอาไหล่ของเจ้าออกแรงดันล้อเกวียนและเร่งม้าเข้าสิ เจ้าคิดว่าล้อเกวียนมันจะเคลื่อนที่ได้เองแค่เพราะเจ้ายืนมองและพร่ำบ่นอย่างนั้นหรือ ข้าจักช่วยอะไรเจ้าได้ หากแม้แต่ตัวเจ้ายังไม่คิดจะช่วยเหลือตนเอง"

ได้ยินดังนั้น ชาวนาออกแรงดันล้อเกวียนและเร่งม้า สุดท้ายรถเกวียนก็เคลื่อนที่หลุดออกจากโคลนตมได้อย่างง่ายดาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ก่อนจะร้องขอให้คนอื่นช่วย ลองช่วยเหลือตัวเองดูก่อน เพราะการช่วยเหลือตนเองคือการช่วยเหลือที่ดีที่สุด


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 38 ลูกแพะกับหมาป่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เพื่อที่จะปกป้องลูกแพะตัวน้อยจากอันตราย คนเลี้ยงแพะจึงนำลูกแพะไปไว้บนหลังคามุงจากของโรงเลี้ยงแพะ ลูกแพะที่กำลังเล็มหญ้าแห้งอยู่ใกล้ขอบหลังคา เมื่อมันเห็นหมาป่าเดินใกล้เข้ามา มันก็เริ่มเยาะเย้ย และด่าทอหมาป่าอย่างสะใจ

“ข้าได้ยินเจ้า” หมาป่ากล่าว “และข้าไม่ได้โกรธเคืองเจ้ากับสิ่งที่เจ้าด่าข้าเลยสักนิด ข้ารู้ว่าตัวเจ้านั้นไม่ได้กล้าหาญอะไรเลย หากแต่เป็นเพราะหลังคานั่นต่างหากเล่าที่ทำให้เจ้าปากกล้าได้เช่นนั้น”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การเยาะเย้ยผู้อื่นแค่เฉพาะเวลาที่ตัวเองอยู่ในที่ปลอดภัย นั่นไม่ใช่ความกล้าที่แท้จริง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 39 บุตรชายกับมัดฟืน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ครอบครัวหนึ่งมีบุตรชายที่ชอบทะเลาะกันเป็นประจำ ไม่ว่าบิดาจัสั่งสอนแค่ไหน ลูก ๆ ของเขาก็ไม่อาจปรองดองกันได้อยู่ดี บิดาได้แต่หน่ายใจ และเกรงว่าในวันหน้าการแตกความสามัคคีของเหล่าบุตรชายจะนำภัยร้ายมาสู่พวกเขาเอง

วันหนึ่งบิดาเห็นลูกชายทะเลาะกันใหญ่โต จึงออกอุบายขึ้นมาโดยให้ลูกชายนำกิ่งไม้มาให้ บิดามัดกิ่งไม้เข้าด้วยกันจนเป็นมัดฟืน ก่อนจะยื่นให้ลูกชายผลัดกันหักมัดฟืนนั้น ลูกชายแต่ละคนจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่มีใครสามารถหักมัดฟืนได้

บิดาจึงแก้มัดฟืนออก และยื่นกิ่งไม้ให้ลูกชายคนละท่อน ทุกคนสามารถหักกิ่งไม้กันได้โดยง่าย เห็นดังนั้น บิดาจึงกล่าวแก่ลูกของเขาว่า

“ลูกเอ๋ย เจ้าเห็นหรือไม่ หากเจ้าร่วมแรงแข็งขันช่วยเหลือกันและกัน ศัตรูก็จะทำร้ายเจ้าไม่ได้ เหมือนกับมัดฟืนนี้ แต่หากเจ้าแตกแยกกันเหมือนท่อนไม้พวกนี้ พวกเจ้าก็จะถูกศัตรูทำลายสิ้นโดยง่ายดาย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความสามัคคีคือพลัง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 40 ลากับคนขี่ลา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลาตัวหนึ่งกำลังถูกขี่ไปตามถนนที่ทอดลงมาจากภูเขา จู่ ๆ เจ้าลาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า มันอยากจะเปลี่ยนเส้นทางเพื่อกลับไปยังคอกของมันให้เร็วขึ้น และมันคิดว่าทางลงไปยังคอกที่เร็วที่สุดก็คือการกระโดดลงจากหน้าผาที่อยู่ตรงหน้านี้

ขณะที่มันกำลังจะกระโดดลงไป เจ้านายของมันก็คว้าหางมันไว้และพยายามดึงมันกลับมา แต่ลาหัวดื้อไม่ยอมปล่อยแต่โดยดี สุดท้ายคนขี่ลาเจ้านายของมันจึงพูดว่า “ก็ได้! ไปตามทางของเจ้าเถอะ เจ้าลาหัวดื้อ แล้วดูซิว่าหน้าผานั่นมันจะพาเจ้าไปที่ไหน” พูดจบคนขี่ลาปล่อยมือออก สุดท้ายเจ้าลาโง่ก็กลิ้งตกหน้าผาไปในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ผู้ที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเองโดยไม่สนคำทัดทานที่หวังดี มักนำตัวเองไปพบกับความโชคร้าย

 


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 41 วัวกับล้อเกวียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว วัวสองตัวกำลังลากเกวียนบรรทุกของหนักไปตามถนนที่เต็มไปด้วยโคลน พวกมันต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อลากเกวียนให้ไปข้างหน้า แต่พวกมันก็ไม่ได้ปริปากบ่นอะไร ส่วนหน้าที่ของล้อเกวียนนั้นเมื่อเทียบกับวัวแล้วถือว่าเล็กน้อยมาก แต่พวกมันมักจะชอบส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดและครวญครางทุกครั้งที่ถึงทางเลี้ยว

วัวผู้น่าสงสารทั้งสองต้องออกแรงดึงเกวียนผ่านโคลนลึกอย่างสุดกำลัง ในขณะที่หูของพวกมันต้องทนฟังเสียงครวญครางดังลั่นของล้อเกวียน วัวทนไม่ไหวจึงตะโกนเสียงดังออกไปว่า

"เงียบสักที!" วัวร้องออกมาอย่างหมดความอดทน "ล้อเกวียนแบบพวกแกมีอะไรให้ต้องบ่นเสียงดังนักหนา? พวกข้าต่างหากที่เป็นคนลากน้ำหนักทั้งหมดนั่น ไม่ใช่พวกแก พวกเราทำงานหนักขนาดนี้ยังไม่บ่นแม้สักนิดเลย"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนที่บ่นมากที่สุด มักเป็นคนที่ออกแรงลำบากน้อยที่สุด


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 42 เด็กเลี้ยงแกะ

กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งดูแลฝูงแกะของเจ้านายอยู่ใกล้ป่าทึบไม่ไกลจากหมู่บ้าน วันหนึ่งเด็กเลี้ยงแกะรู้สึกเบื่อและอยากหาเรื่องสนุกทำ จึงวิ่งกลับไปยังหมู่บ้านพร้อมตะโกนสุดเสียงว่า "หมาป่า! หมาป่า!"

ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงร้องก็ทิ้งงานและวิ่งไปยังทุ่งหญ้าด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อมาถึงก็พบเด็กชายกำลังหัวเราะชอบใจที่สามารถหลอกชาวบ้านได้สำเร็จ

ไม่กี่วันต่อมา เด็กเลี้ยงแกะก็ตะโกนอีกครั้งว่า "หมาป่า! หมาป่า!" ชาวบ้านวิ่งไปช่วยอีกครั้ง แต่ก็ถูกหัวเราะเยาะอีกเช่นเคย

แต่แล้วในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า มีหมาป่าตัวหนึ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้และเข้าตะครุบฝูงแกะ เด็กชายวิ่งด้วยความหวาดกลัวไปยังหมู่บ้านพลางตะโกนว่า "หมาป่า! หมาป่า!"

แต่ครั้งนี้ถึงแม้ชาวบ้านจะได้ยินเสียงร้อง พวกเขาก็ไม่ได้วิ่งไปช่วยเด็กชายเหมือนครั้งก่อน ๆ เพราะไม่อยากถูกหลอกเหมือนตัวตลกอีกต่อไป ท้ายที่สุดหมาป่าได้ฆ่าแกะของเด็กชายไปเป็นจำนวนมาก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนที่โกหกเป็นนิสัยจะไม่ได้รับความเชื่อถือใด ๆ จากผู้อื่น แม้ว่าสิ่งที่พูดจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 43 ชาวนากับนกกระสา

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มีนกกระสาตัวหนึ่ง เป็นนกมีนิสัยซื่อและไว้ใจคนง่าย ได้รับคำเชิญจากฝูงนกกระเรียนให้ไปเยี่ยมชมทุ่งนาที่เพิ่งปลูกใหม่ แต่การเดินทางในครั้งนั้นจบลงอย่างน่าเศร้า เพราะนกทุกตัวบินไปติดอยู่ในตาข่ายของชาวนาที่กางไว้ดักนกกระเรียนที่ชอบมาขโมยกินข้าวในนา

นกกระสาขอร้องชาวนาให้ไว้ชีวิตมัน “ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ” มันอ้อนวอน “ข้าเป็นนกกระสา ซึ่งท่านก็รู้ดีว่านกกระสาแบบพวกเรานั้นเป็นนกที่ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม ข้าไม่รู้มาก่อนว่าฝูงนกกระเรียนจะมาขโมยข้าวในนาของท่าน”

“เจ้าอาจจะเป็นนกที่ดีมากก็จริง” ชาวนาตอบ “แต่ข้าเห็นว่าเจ้าอยู่กับนกกระเรียนจอมขโมย เช่นนั้นเจ้าก็ต้องรับโทษสถานเดียวกับพวกมันนั่นแหละ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: บางครั้งผู้อื่นก็ตัดสินเราจากเพื่อนที่เราคบหาด้วย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 44 แกะกับหมู

การครั้งหนึ่งนานมาแล้ว คนเลี้ยงแกะได้บังเอิญไปพบหมูอ้วนตัวหนึ่งในทุ่งหญ้าที่เขาเลี้ยงแกะอยู่ เขาจับหมูตัวนั้นได้อย่างง่ายดาย หมูร้องเสียงดังลั่นทันทีที่ถูกคนเลี้ยงแกะจับตัวไว้

แต่ถึงแม้ว่ามันจะร้องและดิ้นรนหนีเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล คนเลี้ยงแกะอุ้มเจ้าหมูตัวนั้นไว้ใต้แขนแล้วเดินไปยังร้านขายเนื้อในตลาด
แกะในทุ่งหญ้าต่างประหลาดใจและขบขันกับพฤติกรรมของหมู ก่อนจะเดินตามคนเลี้ยงแกะและเจ้าหมูไปที่ประตูทุ่งหญ้า

“ทำไมเจ้าถึงร้องเสียงดังขนาดนั้นเล่า?” แกะตัวหนึ่งตะโกนถามหมู “คนเลี้ยงแกะมักจะจับพวกเราอุ้มไปแบบนั้นบ่อย ๆ แต่พวกข้าไม่เคยร้องเอะอะโวยวายน่ารำคาญแบบเจ้ามาก่อนเลย”

“เช่นนั้นรึ” เจ้าหมูตอบพร้อมกับส่งเสียงร้องและเตะไปมาอย่างบ้าคลั่ง “นั่นเป็นเพราะว่าเวลาเขาจับเจ้า เขาต้องการเพียงขนของเจ้าเท่านั้นแหละ แต่กับข้านั้น เขาต้องการจะแล่เนื้อเอาไปกินต่างหากเล่า! กรี๊ดดดด!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การตำหนิผู้อื่นว่าขี้ขลาดนั้นง่าย แต่ถ้าหากตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันบ้าง ความกล้าที่มี ก็อาจกลายเป็นความขี้ขลาดได้เช่นกัน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 45 นักเดินทางกับกระเป๋าเงิน

กาลครั้งหนึ่งมีชายสองคนกำลังเดินทางไปด้วยกันตามถนน บังเอิญเก็บกระเป๋าเงินที่เต็มไปด้วยของมีค่าได้

“ข้าโชคดีจัง!” ชายคนหนึ่งพูดขึ้น “ข้าเจอกระเป๋าเงินแล้ว ดูจากน้ำหนักแล้วมันต้องเต็มไปด้วยทองคำแน่ ๆ”

“อย่าพูดว่า เจ้าเจอกระเป๋าเงิน” เพื่อนร่วมทางของเขาพูด “เจ้าควรพูดว่า ‘พวกเราเจอกระเป๋าเงิน’ และ ‘พวกเราโชคดีจัง’ ต่างหาก นักเดินทางแบบพวกเราควรแบ่งปันโชคลาภหรือโชคร้ายบนท้องถนนอย่างเท่าเทียมกันสิถึงจะถูก”

“ไม่ ไม่” ชายคนแรกตอบอย่างโกรธเคือง “ข้าเจอมันก่อน และมันต้องเป็นของข้า”

แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนว่า “หยุดนะ! ไอ้ขโมย!” เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นฝูงชนถือไม้กระบองกำลังเดินมาตามถนน ชายที่เจอกระเป๋าเงินตกอยู่ในความตื่นตระหนก

“เราแย่แน่ถ้าพวกเขาเจอกระเป๋าเงินกับเรา” เขาร้องด้วยความกลัว

“ไม่ ไม่” ชายอีกคนตอบ “ก่อนหน้านี้เจ้าก็ไม่เคยใช้คำว่า ‘เรา’ ดังนั้นตอนนี้เจ้าก็จงรับชะตากรรมไปเพียงคนเดียวก็แล้วกัน เพราะข้าจะบอกพวกเขาไปว่าข้ากำลังหลงทาง”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: หากไม่คิดจะแบ่งปันความสุขและความโชคดีกับผู้อื่น ก็อย่าได้หวังว่าจะมีใครมาร่วมทุกข์ด้วยกัน

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 46 สิงโตกับลา

กาลครั้งหนึ่ง ขณะที่สิงโตกำลังเดินทอดน่องอย่างสง่างามไปตามทางเดินในป่า สัตว์ทั้งหลายเมื่อเห็นสิงโตเดินผ่านมาต่างหลีกทางให้ด้วยความเคารพและยำเกรง มีเพียงเจ้าลาตัวหนึ่งที่ร้องเยาะเย้ยสิงโตขึ้นมา

สิงโตรู้สึกโกรธขึ้นมาก แต่เมื่อหันไปเห็นว่าเป็นเพียงเจ้าลาโง่ตัวหนึ่งเท่านั้น สิงโตจึงเปลี่ยนใจและเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบ ๆ เพราะตระหนักได้ว่า แค่ลาโง่ตัวหนึ่ง ไม่มีค่าพอจะให้ต้องเสียเวลาไปต่อล้อต่อเถียงด้วย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าโกรธเคืองคำพูดของคนโง่ จงเพิกเฉยเสีย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 47 กบเลือกนาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ฝูงกบในสระน้ำเบื่อหน่ายกับชีวิตที่มีอิสรภาพมากจนเกินไป จึงเกิดความคิดว่าพวกมันอยากจะมีเจ้านายผู้ปกครองบ้าง เห็นพ้องกันดังนั้นเหล่าฝูงกบจึงส่งอ้อนวอนไปยังเทพจูปิเตอร์เพื่อขอให้ส่งเจ้านายมาปกครองพวกมัน

เทพจูปิเตอร์เห็นว่าพวกกบนั้นช่างโง่เขลานัก แต่เพื่อตัดรำคาญจึงโยนท่อนไม้ขนาดใหญ่ลงไปในสระน้ำนั้น แรก ๆ พวกกบต่างก็ดีใจและร้องเฮลั่นที่พวกมันได้ผู้ปกครองของตัวเองแล้ว แต่ไม่นานพวกมันก็รู้สึกเบื่อ เพราะขอนไม้นั้นไม่โต้ตอบกับพวกมันเลย ได้แต่ลอยไปลอยมาอยู่อย่างนั้น เหล่าฝูงกบจึงร้องอ้อนวอนต่อเทพเจ้าจูปิเตอร์อีกครั้ง

คราวนี้เพื่อสั่งสอนเหล่ากบให้ได้บทเรียน เทพจูปิเตอร์จึงส่งนกกระเรียนมาเป็นราชาแห่งดินแดนกบ นกกระเรียนนั้นเป็นเจ้านายที่แตกต่างจากท่อนซุงอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไล่กินเหล่ากบผู้น่าสงสารไปมากมาย

สุดท้ายเหล่ากบที่เหลือก็ได้รู้ว่าตัวเองโง่เขลาเพียงใด คิดดังนั้นมันก็ร้องอ้อนวอนเทพจูปิเตอร์ให้ช่วยกำจัดนกกระเรียนผู้โหดร้ายนี้เสีย ก่อนที่พวกมันจะถูกจับกินทั้งหมด

"เป็นอย่างไรบ้าง!" เทพจูปิเตอร์ร้อง "พวกเจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ? พวกเจ้าได้สิ่งที่ขอไปแล้ว ดังนั้น พวกเจ้าก็จงก้มหน้ารับเจ้านายที่พวกเจ้าต้องการกันต่อไปเถิด"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงพอใจในสิ่งที่ตนมี


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 48 หมาป่ากับเงา

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หมาป่าตัวหนึ่งออกจากถ้ำในยามเย็นด้วยความร่าเริงและหิวโหยอย่างมาก ขณะที่มันวิ่งออกไป แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาของมันไปไกลบนพื้นดิน จนทำให้ดูเหมือนว่าหมาป่าตัวนั้นใหญ่กว่าที่มันเป็นจริงถึงร้อยเท่า

“โอ้ ดูนั่นสิ!” หมาป่าอุทานอย่างภาคภูมิใจ “ดูสิว่าข้าตัวใหญ่แค่ไหน! ข้าไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีเจ้าพวกสิงโตตัวเล็ก ๆ อีกต่อไปแล้ว ข้าจะแสดงให้มันได้เห็นว่าใครกันแน่ที่สมควรเป็นเจ้าป่า!”

แต่ก่อนที่หมาป่าจะได้ทำดังใจคิด ทันใดนั้น เงาขนาดมหึมาก็บดบังเงาของมันจนหมดสิ้น และในชั่วพริบตาต่อมา สิงโตก็ตะปบหมาป่าให้ล้มลงกองกับพื้นได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าปล่อยให้ภาพลวงตาครอบงำจนหลงลืมความเป็นจริง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 49 หนูกับช้าง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหนูจอมหยิ่งผยองตัวหนึ่งกำลังเดินทางไปตามขบวนเสด็จของพระราชา หลังจากเดินทางมาพักใหญ่มันก็ทันมองเห็นขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่ของพระราชาและเหล่าข้าราชบริพาร

พระราชาทรงประทับบนช้างตัวใหญ่ที่ประดับประดาด้วยเครื่องประดับอันงดงามที่สุด ในราชรถอันหรูหราของพระองค์มีสุนัขหลวงและแมวหลวงอยู่ด้วย ฝูงชนจำนวนมากต่างก็เดินติดตามขบวนแห่ ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมช้างจนไม่ได้สังเกตเห็นหนู

สิ่งนี้ทำให้ความภาคภูมิใจของมันถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง “พวกโง่เง่า!” มันร้องออกมา “มองมาที่ข้าสิ แล้วเจ้าจะลืมช้างตัวใหญ่เทอะทะนั่นไปเสีย! พวกเจ้าชื่นชมแค่เพราะมันตัวใหญ่โตเท่านั้นน่ะหรือ? หรือเป็นเพราะหนังเหี่ยวย่นของมันกันล่ะ? ข้าก็มีตา มีหู และมีขาเท่ากับมัน! ข้าเองก็สำคัญไม่แพ้กันมันหรอกนะจะบอกให้ และ...”

ก่อนที่เจ้าหนูจะสาธยายจนจบ ทันใดนั้นเอง มันก็สังเกตเห็นว่าแมวหลวงกำลังจ้องมองมาที่มัน ตอนนั้นนั่นเองที่มันเพิ่งจะรู้ตัวว่าจริง ๆ แล้วตัวมันไม่ได้สำคัญเท่ากับช้างเลยสักนิด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การที่เรามีทุกอย่างเหมือนกับผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะยิ่งใหญ่ตามไปด้วย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 50 เด็กชายกับกบ

ครั้งหนึ่ง มีเด็กชายกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นอยู่ริมสระน้ำซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกบฝูงหนึ่ง เด็ก ๆ สนุกสนานกับการโยนก้อนหินลงไปในสระน้ำเพื่อให้มันกระดอนไปบนผิวน้ำ

ก้อนหินมากมายลอยไปมาอย่างรวดเร็ว เด็กๆ สนุกสนานกันมาก แต่เหล่ากบผู้น่าสงสารกลับพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น ในที่สุดกบอาวุโสตัวหนึ่งก็ได้ตัดสินใจโผล่หัวขึ้นมาจากน้ำและพูดว่า "โอ้ ได้โปรดเถิด เด็ก ๆ ที่รัก หยุดเล่นโยนก้อนหินกันเสียที! ความสนุกของพวกเจ้า กำลังทำให้พวกเราตาย!"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงอย่ามีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น

 


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 51 มดกับตั๊กแตน

กาลครั้งหนึ่งในปลายฤดูใบไม้ร่วง ครอบครัวมดกำลังขะมักเขม้นตากเมล็ดพืชที่เก็บสะสมไว้ตลอดฤดูร้อน ขณะนั้นมีตั๊กแตนผู้หิวโหยตัวหนึ่งหนีบไวโอลินไว้ใต้แขน เดินเข้ามาขออาหารอย่างนอบน้อม

“อะไรนะ ขออาหารงั้นหรือ!” มดร้องด้วยความประหลาดใจ “เจ้าไม่ได้ตุนอาหารไว้สำหรับฤดูหนาวเลยหรือ? เจ้ามัวทำอะไรอยู่ตลอดฤดูร้อนที่ผ่านมา?”

“ข้าไม่มีเวลาเก็บอาหารเลย” ตั๊กแตนคร่ำครวญ “ข้ายุ่งอยู่กับการเล่นดนตรี รู้ตัวอีกทีฤดูร้อนก็ผ่านไปแล้ว”

มดยักไหล่ด้วยความรังเกียจ “เล่นดนตรีงั้นเหรอ?” มดพูดขึ้น “ไหน ๆ เล่นดนตรีมาได้ตั้งนาน งั้นก็เล่นต่อไปสิ!” พูดจบครอบรัวมดก็หันหลังให้ตั๊กแตนและก้มหน้าเตรียมอาหารต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: หากมีเวลาเล่นไร้สาระได้ ก็ต้องรู้จักหาเวลาทำงานให้ได้เช่นกัน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 52 ลากับเทวรูป

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชาวเมืองกำลังแห่เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ไปยังวิหาร เทวรูปนั้นประดิษฐานอยู่บนลาที่ประดับประดาด้วยพวงมาลัยและเครื่องประดับอันงดงาม และมีขบวนแห่ของนักบวชและเด็กรับใช้เดินตามหลังไป ขณะที่ลาเดินไป ผู้คนต่างก้มศีรษะด้วยความเคารพ บ้างก็คุกเข่ากราบลงกับพื้น เมื่อเด็นแบบนั้นเจ้าลาก็รู้สึกได้ว่าตัวมันเองนั้นช่างมีเกียรติเสียนี่กระไร

ดังนั้นมันจึงลำพองใหญ่โตด้วยความเย่อหยิ่งและทะนงตน แทนที่มันจะเดินต่อ มันตัดสินใจหยุดนิ่งและร้องเสียงดังออกมาราวกับจะประกาศก้องว่ามันนี้เป็นผู้มีเกียรติอันยิ่งใหญ่ แต่ในระหว่างที่มันกำลังร้องอยู่นั้น คนขับลาเดาออกว่าลาคิดอะไรอยู่ จึงเริ่มตีมันด้วยไม้อย่างไม่ปราณี

“เดินต่อไปซะ เจ้าลาโง่” เขาร้อง “เกียรตินั้นไม่ใช่ของเจ้า แต่เป็นของเทวรูปที่เจ้าแบกอยู่ต่างหาก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าพยายามแย่งความดีความชอบของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 53 อีกากับหงส์

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มีอีกาตัวหนึ่งที่รู้สึกรังเกียจขนสีดำของตัวมันเองเป็นอย่างมาก มันอิจฉาหงส์ที่มีขนสีขาวราวกับหิมะบริสุทธิ์ วันหนึ่งเจ้าอีกาบังเกิดความคิดอันโง่เขลาขค้นมาว่า ถ้ามันใช้ชีวิตเหมือนหงส์ ว่ายน้ำ ดำน้ำ และกินวัชพืชน้ำทุกวัน ขนของมันก็จะกลายเป็นสีขาวเหมือนหงส์

เช้าวันต่อมา มันจึงบินออกป่าไปอาศัยอยู่ในทะเลสาบและหนองน้ำที่เหล่าหงส์อาศัยอยู่ แต่ถึงแม้จะดำน้ำและอาบน้ำทั้งวัน แม้เกือบจะจมน้ำตายหลายครั้ง ขนของมันก็ยังคงดำสนิทเหมือนเดิม

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นการที่มันเอาแต่กินวัชพืชน้ำทุกวัน ๆ ร่างกายของมันก็ผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดมันก็ตายเพราะความหิวโหยนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงพอใจในสิ่งที่ตนมี การฝืนธรรมชาติของตนเอง อาจนำมาซึ่งความทุกข์ได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 54 ลากับพ่อค้าเกลือ

กาลครั้งหนึ่ง มีพ่อค้าคนหนึ่งกำลังขี่ลาที่บรรทุกเกลือหนักอึ้งอยู่เต็มหลัง เมื่อมาถึงแม่น้ำที่มีทางข้ามตื้น ๆ ทั้งสองเคยข้ามแม่น้ำนี้หลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้ขณะเดินข้ามไปได้ครึ่งทางลาเกิดลื่นล้มขึ้นมา แม้พ่อค้าช่วยพยุงลาขึ้นยืนได้สำเร็จ แต่เกลือส่วนใหญ่ก็ละลายหายไปกับน้ำแล้ว ลาดีใจที่พบว่าสัมภาระของมันเบาลงมาก เมื่อขึ้นจากน้ำมันก็เดินทางกลับบ้านพร้อมพ่อค้าอย่างร่าเริง

วันรุ่งขึ้น พ่อค้าเดินทางไปขนเกลืออีกชุด ระหว่างทางกลับบ้าน เจ้าลาจงใจปล่อยตัวเองให้ลื่นล้มกลางแม่น้ำอีกครั้ง เพื่อหวังให้สัมภาระละลายไปกับสายน้ำ

พ่อค้ารู้ทันและโกรธมาก จึงขี่ลากลับไปที่ชายทะเลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้พ่อค้าไม่ได้ขนเกลือกลับมาด้วย แต่บรรทุกนุ่นจนเต็ม 2 ตะกร้าใหญ่ ขณะกำลังเดินข้ามแม่น้ำ ลาก็แกล้งล้มลงอีกครั้ง แต่เมื่อมันลุกขึ้นยืนได้ มันกลับพบว่าสัมพาระนั้นหนักกว่าเดิม 10 เท่า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: วิธีเดิม ๆ ที่เคยได้ผล ไม่ได้แปลว่ามันจะใช้ได้ผลกับทุกสถานการณ์


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 55 สิงโตกับยุง

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขณะที่สิงโตกำลังนอนหลับอยู่ ก็มียุงมาบินวนอยู่รอบหัวสร้างความรำคาญให้แก่สิงโตเป็นอันมาก "ไปให้พ้น เจ้าแมลงน่ารังเกียจ!" แต่ยุงก็ไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

"เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้า เพียงเพราะสัตว์ตัวอื่นเรียกเจ้าว่าเจ้าป่าอย่างนั้นหรือ" ยุงพูดอย่างประชดประชัน
ทันใดนั้นมันก็บินเข้าใส่สิงโตและต่อยเข้าที่จมูกอย่างแรง สิงโตโกรธจัดจึงลุกขึ้นตะปบยุงอย่างโมโห แต่กลับทำได้เพียงข่วนตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ยุงยังคงต่อยสิงโตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในท้ายที่สุด สิงโตก็หมดแรงด้วยความโกรธ พร้อมร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกยุงกัด และประกาศขอยอมแพ้ต่อยุง

ฝ่ายยุงได้ยินดังนั้นก็ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง รีบบินหนีไปเพื่อจะป่าวประกาศชัยชนะให้โลกรู้ แต่ดันทะเล่อทะล่าบินเข้าไปติดในใยแมงมุมเสีย จากผู้ที่เคยปราบสิงโตเจ้าป่า บัดนี้กลับต้องพบจุดจบอันน่าอนาถ กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของแมงมุมตัวเล็ก ๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าประมาทกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นแค่เพียงครั้งเดียว


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 56 นักกระโดดไกลแห่งเมืองโรดส์

กาลครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งชอบเดินทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่าง ๆ เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านเขามักตระเวนเล่าวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้ทำในต่างแดนให้ชาวบ้านฟังอยู่เสมอ

หนึ่งในวีรกรรมที่เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจคือการกระโดดที่เมืองโรดส์ เขาบอกว่าตนเองนั้นกระโดดได้ไกลที่สุด จะหาใครในเมืองโรดส์กระโดดไกลได้เท่าเขานั้นไม่มีอีกแล้ว หากมีโอกาสผ่านไปเมืองโรดส์ถามใครดูก็ได้ ชาวเมืองจะยืนยันว่าสิ่งที่เขาเล่าเป็นความจริง

“ไม่ต้องมีพยานหรอก” หนึ่งในชาวบ้านกล่าวขึ้น “สมมติว่าเมืองนี้คือเมืองโรดส์ เจ้าก็แสดงให้พวกเราดูตอนนี้เลยสิว่าเจ้ากระโดดได้ไกลสักแค่ไหนกัน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การกระทำสำคัญกว่าคำโอ้อวด


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 57 ไก่ได้พลอย

กาลครั้งหนึ่ง มีไก่ตัวแจ้ตัวหนึ่งกำลังคุ้ยเขี่ยหาอาหารกินอย่างขะมักเขม้น จนกระทั่งมันบังเอิญไปเจออัญมณีล้ำค่าที่เจ้าของทำตกเอาไว้

“อ่า!” ไก่ตัวผู้กล่าว “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเจ้ามีค่ามาก และคนที่ทำเจ้าหายคงยอมจ่ายมากมายเพื่อจะได้เจ้าคืนมา แต่สำหรับข้าแล้ว อัญมณีมีค่าแค่ไหน ก็ไม่ได้มีค่าเทียบเท่ากับข้าวเปลือกเพียงเมล็ดเดียวหรอ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คุณค่าของสิ่งของ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน สิ่งที่ดูล้ำค่า อาจเป็นของไร้ค่าสำหรับผู้ที่มองไม่เห็นคุณค่าของมันก็ได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 58 ลิงกับอูฐ

กาลครั้งหนึ่ง ณ งานฉลองอันยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่สิงโตเจ้าป่า ลิงถูกขอให้เต้นรำเพื่อเป็นเกียรติแก่งานเลี้ยง การเต้นรำของลิงนั้นยอดเยี่ยมเป็นที่สุด สัตว์ต่าง ๆ พากันพอใจและเอ่ยชมกับความสามารถในการเต้นของลิง

ฝ่ายอูฐที่นั่งดูอยู่เห็นดังนั้นก็รู้สึกอิจฉา มันมั่นใจอย่างเหลือล้นว่ามันสามารถเต้นได้ดีพอ ๆ กับลิง คิดดังนั้นมันจึงฝ่าฝูงชนเข้าไปที่กลางวง ลุกขึ้นยืนด้วยขาหลังและเริ่มเต้นรำ

แต่ภาพที่สัตว์ทุกตัวเห็นคืออูฐตัวใหญ่เทอะทะกำลังเต้นด้วยท่วงท่าที่น่าขบขัน แถมท่าเต้นที่เงอะงะนั่นก็ทำให้มันเซจนเกือบจะเหยียบจมูกของสิงโตเข้า สัตว์ทั้งหลายเห็นดังนั้นก็พากันโห่ไล่เจ้าอูฐให้ออกจากงานเลี้ยงไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนเรามีเรื่องที่ถนัดแตกต่างกัน อย่าพยายามทำในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ถนัด จะนำความยุ่งยากมาสู่ตนเอง


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 59 ลากับสุนัขจิ้งจอก

การครั้งหนึ่ง มีลาและจิ้งจอกสองเพื่อนซี้ที่มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่เสมอ วันหนึ่งทั้งคู่ได้พบกับสิงโตโดยไม่คาดคิด ลาตกใจมาก แต่จิ้งจอกปลอบเจ้าลาว่า

“อย่ากลัวไปเลย ข้าจะไปคุยกับมันเอง” จิ้งจอกพูดจบแล้วเดินเข้าไปหาสิงโตอย่างกล้าหาญ

“ฝ่าบาท” มันพูดเบา ๆ เพื่อไม่ให้ลาได้ยิน “ข้ามีแผนการอันยอดเยี่ยมอยู่ในหัว ถ้าฝ่าบาทสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายข้า ข้าจะล่อเจ้าลาโง่ตัวนั้นให้เดินตกลงไปในหลุม ฝ่าบาทก็จะได้กินเนื้อมันอย่างเอร็ดอร่อย” สิงโตตกลงตามที่จิ้งจอกเสนอในทันที

จิ้งจอกเดินกลับไปหาลา และบอกว่า “สิงโตได้สัญญากับข้าแล้วว่าจะไม่ทำร้ายพวกเรา” จิ้งจอกกล่าว “มาเถอะ ข้ารู้จักที่ซ่อนตัวดี ๆ เรารีบไปซ่อนก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจดีกว่า”

สุนัขจิ้งจอกหลอกล่อให้ลาเดินตกลงไปในหลุมลึก แต่แทนที่สิงโตจะไว้ชีวิตสุนัขจิ้งจอก มันกลับสังหารสุนัขจิ้งจอกผู้ทรยศเพื่อนก่อนที่จะกระโดดลงไปจัดการกับเจ้าลาผู้น่าสงสาร

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ผู้ที่ทรยศแม้แต่กับเพื่อนได้ วันหนึ่งก็จะถูกผู้อื่นทรยศได้เช่นกัน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 60 ค้างคาวสองหัว

การครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สรรพสัตว์ทั้งหลายประกาศสงครามต่อกัน พวกมันต่อสู้กันอย่างดุเดือด สงครามดำเนินไปอย่างโหดร้ายและทารุณ ฝูงห่านถูกฝูงสุนัขจิ้งจอกรังแกอยู่ตลอด นกอินทรีคอยจิกตีกระต่ายอยู่เสมอ และนกฮูกก็มาจับหนูกินเป็นอาหารทุกวัน สงครามครั้งนี้มีสัตว์บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

ในระหว่างสงครามนั้น ฝูงค้างคาวไม่ได้เข้าร่วมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พวกมันรอดูเพียงว่าใครเป็นฝ่ายได้เปรียบ เมื่อพวกมันเห็นว่านกได้เปรียบ พวกมันก็อยู่ข้างนกอย่างเต็มที่ แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน พวกมันก็ย้ายไปเข้าข้างอีกฝั่งทันที

หลังสงครามอันยาวนานดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด สัตว์ทั้งหลายตกลงทำสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม และได้นำพฤติกรรมของฝูงค้างคาวมาหารือในการประชุมสันติภาพครั้งนั้นด้วย ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าพฤติกรรมหลอกลวงของค้างคาวนั้นเป็นสิ่งที่อภัยให้ไม่ได้ จึงมีมติให้ขับไล่ค้างคาวออกไปจากป่า

นับตั้งแต่นั้นมา เผ่าพันธุ์ค้างคาวจึงต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ในหอคอยมืด ซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้าง หรือในถ้ำลึก และบินออกมาหากินได้เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าหวังมิตรภาพที่จริงใจจากคนที่หลอกลวง

 

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 61 สิงโต หมี และสุนัขจิ้งจอก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขณะที่หมีตัวใหญ่กำลังพุ่งเข้าตะครุบลูกแพะที่หลงทาง สิงโตอีกตัวได้กระโจนเข้ามาเพื่อหวังตะครุบเหยื่อตัวเดียวกัน ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือดเพื่อจะแย่งชิงเหยื่อ จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงเพราะต่างก็หมดแรงจะสู้ต่อ

ทันใดนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกเดินผ่านเข้ามาเห็น จึงตะครุบเอาลูกแพะตัวนั้นแล้ววิ่งหนีไปทันที ขณะที่สิงโตและหมีได้แต่มองดูด้วยความโกรธแค้นแต่ก็อ่อนแรงเกินจะวิ่งตามไปได้ทัน 

“ถ้าเราแบ่งกันดี ๆ แต่แรก เราก็คงไม่ต้องเสียแรงเปล่าแบบนี้หรอก” สิงโตกับหมีทำได้แค่เพียงรำพึงรำพัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามาฉกฉวยเอาผลประโยชน์ไปได้โดยง่าย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 62 หมาป่ากับลูกแกะ

กาลครั้งหนึ่ง มีลูกแกะหลงฝูงตัวหนึ่งกำลังยืนดื่มน้ำอยู่ริมลำธารในป่า บังเอิญมีหมาป่าหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาทางตนน้ำและมองเห็นลูกแกะเข้า แต่แทนที่หมาป่าจะจับลูกแกะกินเป็นอาหารทันที มันกลับยั้งใจเพราะเห็นลูกแกะนั้นดูแล้วช่างไร้เดียงสา มันจึงคิดหาอุบายที่จะหลอกให้ลูกแกะต้องยอมเป็นอาหารของมันแต่โดยดี

“เจ้ากล้าดียังไงเข้ามาทำให้น้ำในลำธารขุ่นเป็นตมเช่นนี้!” หมาป่าตะโกนอย่างดุร้าย “ความบังอาจของเจ้าสมควรจะได้รับการลงโทษอย่างสาสม!” 

ลูกแกะยืนสั่นเทาด้วยความกลัว ตอบกลับไปว่า “ขอท่านได้โปรด อย่าโกรธข้าเลย! ข้าจะไปทำให้น้ำฝั่งของท่านขุ่นได้อย่างไร ในเมื่อท่านยืนอยู่ต้นน้ำ และข้ายืนอยู่ปลายน้ำ”

“เป็นเจ้านั่นแหละที่ทำให้น้ำในลำธารขุ่น!” หมาป่าตอบอย่างดุร้าย “และข้ายังได้ยินมาอีกด้วย ว่าเจ้าไปเล่าเรื่องโกหกเกี่ยวกับข้าเมื่อปีที่แล้ว!”

“ข้าจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า ก็ข้าเพิ่งเกิดปีนี้เอง” ลูกแกะอ้อนวอน

“ถ้าไม่ใช่เจ้า ก็เป็นพี่ชายเจ้า!”

“แต่ข้าไม่มีพี่ชาย”

“เอาเถอะ” หมาป่าคำราม “ยังไงก็ต้องเป็นใครสักตัวในครอบครัวเจ้า แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ข้าก็จะกินเจ้าเป็นอาหารอยู่ดี”

หมาป่าไม่พูดพร่ำอีกต่อไป มันกระโดดงับลูกแกะตัวน้อยกินเป็นอาหารในทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนชั่วมักหาข้ออ้างมาแก้ตัวให้การกระทำของตนได้เสมอ


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 63 หมาป่ากับแกะ

กาลครั้งหนึ่ง มีหมาป่าตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับหมี มันสาหัสจนขยับตัวไม่ได้ ไม่สามารถจะดื่มน้ำหรือหาอาหารได้ บังเอิญมีแกะตัวหนึ่งเดินผ่านมาใกล้ที่ซ่อนของมัน หมาป่าจึงร้องเรียกออกไปว่า

“เจ้าแกะช่วยไปเอาน้ำมาให้ข้าหน่อยเถิด” มันขอร้อง “ข้าจะได้พอมีเรี่ยวแรงออกไปหาอาหารกินได้”

“อาหารงั้นรึ!” แกะพูด “เจ้าคงหมายถึงข้าสินะ ถ้าข้าเอาน้ำมาให้เจ้า เจ้าก็คงจะดื่มมันเพื่อล้างคอหลังจากที่เจ้ากินข้าเข้าไปแล้วน่ะสิ ฝันไปเถอะ!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความหน้าซื่อใจคดของคนชั่ว สามารถมองเห็นได้ไม่ยาก


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 64 กระต่ายกับกบ

อย่างที่เรารู้กันว่ากระต่ายนั้นขี้กลัวมาก แค่เห็นเงาเพียงเล็กน้อยก็ทำให้พวกมันวิ่งหนีด้วยความตกใจได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เหล่ากระต่ายตัดสินใจว่าจะขอยอมตาย ดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานเช่นนั้น

แต่ในขณะที่พวกมันกำลังถกเถียงกันว่าจะตายอย่างไรดี พวกมันก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้น เพียงพริบตากระต่ายทั้งฝูงก็วิ่งหนีกลับไปยังโพรง ระหว่างทางพวกมันผ่านสระน้ำแห่งหนึ่ง มองไปเห็นครอบครัวกบนั่งเกาะอยู่ที่ต้นกกริมฝั่งน้ำ ทันทีที่กบครอบครัวนั้นเห็นกระต่ายวิ่งผ่านมา พวกมันก็ตกใจรีบกระโดดลงไปซ่อนตัวในโคลนทันที

“ดูสิ” กระต่ายตัวหนึ่งหยุดร้องขึ้น “บางทีชีวิตของพวกเราก็อาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก ในป่าแห่งนี้ยังมีสัตว์อื่นที่ขี้กลัวกว่าพวกเราด้วยซ้ำ!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ไม่ว่าชีวิตของเราจะโชคร้ายมากแค่ไหน ในโลกนี้ยังมีคนที่โชคร้ายกว่าเราเสมอ


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 65 นักเดินทางกับเรือ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นักเดินทางสองคนกำลังเดินอยู่ริมชายหาด ทั้งสองมองเห็นบางสิ่งลอยอยู่บนคลื่นไกลออกไป

"ดูสิ" ชายคนหนึ่งพูด "เรือลำใหญ่แล่นมาจากแดนไกล คงจะบรรทุกสมบัติล้ำค่ามาด้วยเป็นแน่!"
สิ่งที่พวกเขาเห็น กำลังลอยเข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

"ไม่หรอก" ชายอีกคนพูด "นั่นไม่ใช่เรือสมบัติ นั่นมันเรือประมงเล็ก ๆ บรรทุกปลาที่จับได้ในวันนี้ต่างหาก"

ของสิ่งนั้นเข้ามาใกล้ขึ้นอีก จนกระทั่งคลื่นซัดมันขึ้นมาบนฝั่ง

"มันคือหีบทองคำที่จมอยู่ใต้ทะเลนั่นเอง" พวกเขาร้องขึ้นและรีบวิ่งไปดูที่ชายหาดทันที  ก่อนจะพบว่าหีบสมบัติที่มองเห็นนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงท่อนไม้ที่เปียกน้ำเท่านั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าสิ่งที่เห็น อาจไม่ได้เป็นดังที่คิดไว้เสมอไป


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 66 หมาป่ากับสิงโต

กาลครั้งหนึ่ง มีหมาป่าตัวหนึ่งได้ขโมยลูกแกะมา ระหว่างทางที่มันกำลังคาบเนื้อกลับไปที่ถ้ำ บังเอิญมีสิงโตตัวหนึ่งผ่านเข้ามาแย่งเนื้อแกะไปจากมัน หมาป่าไม่อาจต่อกรกับสิงโตได้ จึงวิ่งหนีออกมาในระยะที่ปลอดภัย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแสนเศร้าว่า

"เจ้าไม่มีสิทธิ์เอาทรัพย์สินของข้าไปแบบนั้นนะ!" สิงโตหันกลับมามอง แต่หมาป่านั้นอยู่ไกลเกินกว่าที่มันจะทำร้ายได้ จึงพูดตอบกลับว่า

"ทรัพย์สินของเจ้าหรือ? เจ้าซื้อมันมาหรือว่าคนเลี้ยงแกะมอบให้เจ้ากันล่ะ? บอกข้ามาสิ เจ้าได้มันมาได้อย่างไร?"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: สิ่งใดที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ก็อาจถูกพรากไปโดยไม่ชอบธรรมเช่นกัน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 67 นกยูง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า เดิมทีนกยูงนั้นไม่ได้มีขนที่สวยงามอย่างทุกวันนี้ ขนเหล่านั้นได้มาจากเทพีจูโนประทานพรให้พวกมันมา เพราะพวกมันเคยไปขอร้องอ้อนวอนให้ตัวเองมีขนหางที่สวยงามเพื่อจะได้ไม่ต้องเหมือนกับนกตัวอื่น ๆ

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เหล่านกยูงก็เดินอวดโฉมอย่างภาคภูมิใจท่ามกลางนกทั้งหลาย สัตว์ปีกทุกตัวต่างมองมันด้วยความอิจฉา เพราะแม้แต่ไก่ฟ้าที่สวยที่สุด ก็ยังเห็นว่าความงามของพวกมันนั้นยังด้อยกว่านกยูงหลายเท่า

ต่อมาวันหนึ่ง นกยูงเห็นนกอินทรีบินสูงอยู่บนท้องฟ้าสีคราม และรู้สึกอยากจะบินบ้าง มันจึงยกปีกกระพือออก พยายามจะบินขึ้นจากพื้น แต่น้ำหนักหางขนอันงดงามของมันหนักเกินไป บินได้ไม่นานพวกมันก็ตกลงมา แทนที่พวกมันจะมีโอกาสได้บินขึ้นไปรับแสงแรกของยามเช้า หรือบินไปอาบแสงสีชมพูท่ามกลางเมฆลอยฟ้าในยามพระอาทิตย์ตกบ้าง

พวกมันกลับต้องเดินบนพื้นดินอย่างลำบากเพราะหางอันหนักอึ้ง บางครั้งพวกมันก็รู้สึกว่าใช้ชีวิตลำบากยิ่งกว่าไก่บ้านธรรมดา ๆ เสียอีก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: บางครั้งภาพลักษณ์ที่สวยงาม ก็เป็นกรงขังอิสรภาพของชีวิต อย่าเสียสละอิสรภาพที่มี เพียงเพื่อจะแลกกับภาพลักษณ์อันหรูหราฟุ่มเฟือย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 68 หนูกับพังพอน

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พังพอนกับหนูมักเป็นศัตรูกันเสมอ และในทุกการต่อสู้ พังพอนมักได้รับชัยชนะ และจับหนูไปกินเป็นอาหาร อยู่มาวันหนึ่งเหล่าหนูที่สิ้นหวังได้เรียกประชุมครั้งใหญ่ และได้ข้อสรุปว่าที่เหล่าหนูมักพ่ายแพ้เพราะไม่มีผู้นำ ดังนั้นจึงมีการคัดเลือกหนูที่โดดเด่นที่สุดมาเป็นจ่าฝูง

และเพื่อให้หนูทุกตัวรับรู้ว่าใครเป็นผู้นำของฝูง มันจึงสวมมงกุฎและเครื่องประดับขนนกที่สวยงามเพื่อเป็นเครื่องหมายว่า หนูตัวนี้คือจ่าฝูง เมื่อได้ผู้นำแล้ว เหล่าหนูจึงส่งสารไปท้าทายทำสงความกับเหล่าพังพอน

พังพอนรับคำท้าในทันที พวกมันพร้อมที่จะต่อสู้เสมอ เพราะรู้ดีว่าท้ายที่สุดพวกมันก็จะชนะและได้กินหนูเป็นอาหาร เหล่าพังพอนจำนวนมากรีบกรูเข้ามาต่อสู้กับกองทัพหนูอย่างบ้าคลั่ง ในไม่ช้าแนวรบของกองทัพหนูก็แตกพ่าย กองทัพทั้งหมดต่างพากันหนีเตลิดเปิดเปิงเพื่อหาที่กำบัง เหล่าหนูพลทหารธรรมดาสามารถมุดเข้าไปในรูได้อย่างง่ายดาย แต่ผู้นำหนูไม่สามารถวิ่งลอดผ่านช่องแคบ ๆ ได้ เพราะมงกุฎและชุดประดับทั้งหลายใหญ่เกินที่จะลอดเข้าช่องแคบ ๆ เหล่านั้น สุดท้ายจึงถูกพังพอนจับกินเป็นอาหาร 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ได้รับมา มักมีราคาที่ต้องจ่าย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 69 หมาป่ากับสุนัขผอมโซ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หมาป่าตัวหนึ่งกำลังเดินเตร่อยู่ใกล้หมู่บ้าน บังเอิญก็ได้เจอกับสุนัขตัวหนึ่ง มันผอมแห้งเหลือแต่กระดูก ปกติแล้วเหยื่อที่ผอมโซแบบนี้ไม่ใช่เป้าหมายของหมาป่า แต่วันนี้เจ้าหมาป่าู้สึกหิวผิดปกติ มันจึงค่อย ๆ ตรงปรี่เข้าไปหาสุนัขผอมตัวนั้นทันที

“ขอเตือนท่านแต่โดยดี” สุนัขพูดพูดขึ้น “ข้าผอมโซขนาดนี้ ท่านกินเข้าไปก็ไม่อร่อยหรอก แต่ข้าจะบอกความลับให้ท่านฟังก็ได้นะ อีกไม่กี่วันเจ้านายของข้าจะจัดงานเลี้ยงแต่งงานให้ลูกสาวคนเดียวของเขา ท่านคงเดาได้ว่าหลังงานเลี้ยงนี้ข้าจะกลับมาอ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นมากแค่ไหน ไว้ถึงตอนนั้นท่านค่อยมากินข้าก็ยังไม่สาย”

หมาป่าเกิดความโลภ จึงตอบตกลง หลายวันต่อมา หมาป่าก็กลับมาเพื่อร่วมงานเลี้ยงตามที่สัญญาไว้ มันพบสุนัขอยู่ในลานบ้านของเจ้านาย จึงตะโกนเรียกให้สุนัขออกมาเป็นอาหารของมันแต่โดยดี

สุนัขยิ้มกว้างและพูดตอบกลับไปว่า “ข้ายินดีอย่างยิ่งที่จะให้ท่านกินข้า ข้าจะออกไปหาท่านทันทีที่คนเฝ้าประตูเปิดประตูนั้นออก”

แต่คนเฝ้าประตูที่สุนัขตัวนั้นพูดถึง เป็นสุนัขตัวใหญ่ขนาดมหึมา หมาป่าเองก็เคยโดนหมาใหญ่ตัวนี้ไล่กัดมาแล้ว เห็นดังนั้น หมาป่าไม่รอช้า รีบวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิตในทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าหลงเชื่อคำสัญญาของคนหลอกลวงโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 70 สุนัขจิ้งจอกกับสิงโต

กาลครั้งหนึ่ง มีสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยตัวหนึ่ง ตั้งแต่เกิดมามันยังไม่เคยเห็นสิงโตมาก่อนเลยในชีวิต อยู่มาวันหนึ่งมันบังเอิญไปเจอสิงโตในป่าเข้า แค่เพียงแค่สบตาครั้งเดียว เจ้าสุนัขจิ้งจอกก็ตกใจรีบหนีไปซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว

ครั้งต่อมาที่สุนัขจิ้งจอกเห็นสิงโต มันรีบหยุดอยู่หลังต้นไม้เพื่อมองดูลาดเลา ก่อนจะค่อย ๆ คลานหนีไป แต่ครั้งที่สาม สุนัขจิ้งจอกไม่หนีแบบครั้งก่อน ๆ มันเดินปรี่เข้าไปหาสิงโตอย่างไม่เกรงกลัว และพูดว่า "สวัสดี เจ้าแก่" โดยไม่สะท้านแม้แต่น้อย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความคุ้นเคย อาจทำให้เรามองข้ามอันตราย บางครั้งเราก็เมินสิ่งชั่วร้ายเพียงเพราะคิดว่าเรารู้จักสิ่งนั้นดีแล้ว แต่ความชะล่าใจมักนำภัยมาสู่ตน


 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 71 สุนัขกับอาหารเย็นของเจ้านาย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สุนัขตัวหนึ่งถูกฝึกฝนให้คาบตะกร้าอาหารเย็นไปส่งให้เจ้านายของมันทุก ๆ วัน แม้ว่าอาหารนั้นจะหอมน่ากินแค่ไหน แต่สุนัขไม่เคยบกพร่องต่อหน้าที่ มันยังคงคาบตะกร้าไปส่งเจ้านายอย่างซื่อสัตย์โดยไม่แตะต้องอาหารนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ฝ่ายสุนัขตัวอื่น ๆ ในละแวกนั้น เมื่อรู้ว่าเจ้าสุนัขมักจะคาบอาหารเย็นไปส่งให้เจ้านายเป็นประจำ แต่ถึงแม้พวกมันจะพยายามขโมยแค่ไหนก็ทำไม่สำเร็จ เพราะสุนัขซื่อสัตย์เฝ้าดูตะกร้านั้นอยู่ไม่ห่างตัวเลย

ต่อมาวันหนึ่ง สุนัขทุกตัวในละแวกนั้นมารวมกันเพื่อดักรอสุนัขระหว่างทาง สุนัขตัวนั้นแม้อยากจะวิ่งหนีสุดชีวิต แต่เมื่อรู้ว่าหนียังไงก็คงจะหนีไม่พ้น มันจึงยอมหยุดเพื่อเจรจาด้วย

นั่นคือความผิดพลาดอันใหญ่หลวง เพราะมันถูกล่อลวงจากสุนัขตัวอื่น ๆ สุดท้ายมันจึงวางตะกร้าลงและกินเนื้อชิ้นใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับเจ้านาย ก่อนจะพูดกลับไปว่า “ส่วนที่เหลือพวกเจ้าแบ่งกันเองก็แล้วกัน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่ายอมเจรจากับคนพาล เพราะเราอาจถูกล่อลวงด้วยเหตุผลที่เย้ายวนใจจนเสียการเสียงานได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 72 อีกาจอมทะนงตนกับขนที่ยืมมา

กาลครั้งหนึ่ง มีอีกาตัวหนึ่งบังเอิญบินผ่านสวนของพระราชวัง มันเห็นฝูงนกยูงหลวงที่สง่างามด้วยแผงขนอันงดงาม อีกาเห็นดังนั้นก็รู้สึกอิจฉา และคิดว่าหากมันจะเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้นได้ มันต้องเริ่มจากการมีขนที่สวยงามแบบนกยูงให้ได้เสียก่อน คิดได้ดังนั้นมันจึงตระเวนไล่เก็บขนที่นกยูงผลัดทิ้งมาติดไว้กับขนสีดำของตัวเอง

เมื่อมันแซมตัวเองด้วยขนของนกยูงมากพอแล้ว มันก็เดินไปอวดดีใส่อีกาในฝูงว่ามันนี้ช่างสวยงามเกินอีกาตัวอื่น ๆ จากนั้นมันก็บินไปรวมฝูงกับเหล่านกยูงในสวน แต่นกยูงรู้ทันจึงพากันไล่จิก ไล่ทึ้งขนอีกาออกมาจนเหี้ยน

สุดท้ายเจ้าอีกาผู้น่าสงสารก็กลับไปหาเพื่อนเก่าของมันด้วยความเศร้า แต่แทนที่อีกาเหล่านั้นจะต้อนรับมันด้วยความเต็มใจ กลับพากันขับไล่และรุมจิกเจ้าอีกาจอมทะนงตนเป็นการใหญ่

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การเสแสร้งเป็นผู้อื่นและละทิ้งตัวตนเดิม อาจไม่ได้ทำให้เรามีคุณค่าขึ้นมาอย่างแท้จริง ซ้ำร้ายเราเองจะถูกปฏิเสธทั้งจากคนอื่นและคนใกล้ชิดด้วย


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 73 ลิงกับโลมา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เรือกรีกลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเอเธนส์ได้อับปางลงนอกชายฝั่งใกล้กับเมืองพีเรอุส ท่าเรือของเอเธนส์ หากไม่ใช่เพราะโลมาเข้ามาช่วยเหลือ ทุกคนคงจะจมน้ำตายหมด โลมาได้พาผู้รอดชีวิตขึ้นหลังและว่ายน้ำพาพวกเขาไปขึ้นฝั่ง

ในสมัยนั้น ชาวกรีกมีธรรมเนียมที่จะพาสัตว์เลี้ยงของตน เช่น ลิงและสุนัข ออกเดินทางไปด้วยทุกครั้ง เมื่อโลมาตัวหนึ่งเห็นลิงกำลังดิ้นรนอยู่ในน้ำ มันคิดว่าเป็นคน จึงให้ลิงปีนขึ้นไปบนหลังของมัน แล้วว่ายน้ำพาไปขึ้นฝั่ง

"เจ้าเป็ชาวเอเธนส์ใช่ไหม" โลมาถามอย่างสุภาพ "ใช่" ลิงตอบอย่างภาคภูมิใจ "ตระกูลของข้าเป็นหนึ่งในตระกูลที่สูงส่งที่สุดในเมืองนี้"

“จริงด้วย” โลมากล่าว “มิน่าเล่า เจ้าถึงได้เดินทางไปที่พีเรอุสบ่อย ๆ”

“ใช่ ๆ” ลิงตอบเพราะเข้าใจว่าพีเรอุสเป็นชื่อของคน “พีเรอุสน่ะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของข้าเลย”

คำตอบนี้ทำให้โลมาประหลาดใจ จึงหันหัวกลับไป เห็นว่าสิ่งที่นั่งอยู่บนหลังของตนนั้นเป็นเพียงลิงตัวหนึ่ง ไม่ใช่มนุษย์ชาวเมืองเอเธนส์แต่อย่างใด เห็นดังนั้นโลมาจึงดำดิ่งลงทะเลและว่ายกลับไปช่วยมนุษย์ที่จุดเรืออับปาง ปล่อยให้ลิงโง่ตะเกียกตะกายว่ายน้ำเอาเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: เวลาที่พูดความเท็จ อย่าหลงคิดว่าคนอื่นจะจับผิดไม่ได้


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 74 หมาป่ากับลา

กาลครั้งหนึ่ง ณ ทุ่งหญ้าในป่าใหญ่ ลาตัวหนึ่งกำลังกินหญ้าอย่างสบายใจ แต่สายตาของมันเหลือบไปเห็นหมาป่าแอบซุ่มอยู่ตามแนวพุ่มไม้ มันเดาออกทันทีว่าหมาป่าคิดจะทำอะไร เจ้าลาจึงเริ่มใช้ปัญญาคิดหาวิธีเอาตัวรอด คิดได้ดังนั้นมันจึงแกล้งทำเป็นขาเป๋ และเริ่มเดินกะเผลกด้วยท่าทีเจ็บปวด

หมาป่าเดินเข้ามาใกล้ถามลาว่าทำจึงขาเป๋ ลาตอบว่ามันเหยียบหนามแหลม

“เจ้าได้โปรดดึงหนามออกให้ข้าเถอะ” มันแกล้งอ้อนวอนพลางครางด้วยความเจ็บปวด “ถ้าเจ้าไม่ดึงออก เมื่อเจ้ากินข้า หนามนี่ก็จะไปติดอยู่ที่คอของเจ้า”

หมาป่าหลงเชื่อในทันที เพราะมันก็ไม่อยากกินอาหารแล้วมีหนามมาติดคอ เมื่อหมาป่าตอบตกลง ลาจึงยกเท้าขึ้น ฝ่ายหมาป่าก็เริ่มมองหาหนาม ทันใดนั้นลาก็เตะเข้าไปที่หน้าของหมาป่าสุดแรงเกิด หมาป่าล้มกระเด็นไปไกลหลายตลบ กว่าหมาป่าจะตั้งสติลุกขึ้นยืนได้ เจ้าลาก็วิ่งหนีไปไกลจนยากจะตามได้ทันแล้ว

"สมน้ำหน้าจริง ๆ" หมาป่าพูดกับตัวเอง "เป็นหมาป่าล่าเนื้อดี ๆ ไม่ชอบ ดันอยากจะไปเป็นหมอรักษาโรคเสียนี่"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญให้ดี อย่าไปเสียเวลาทำในสิ่งที่ไม่ถนัด


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 75 ลิงกับแมว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แมวกับลิงตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน พวกมันเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและมักจะก่อเรื่องซุกซนด้วยกันเสมอ ในแต่ละวันพวกมันเอาแต่คิดว่าวันนี้จะกินอะดรได้ โดยไม่สนใจว่าอาหารนั้นจะได้มาอย่างไร

วันหนึ่งพวกมันนั่งอยู่ข้างกองไฟ มองดูเกาลัดที่กำลังย่างอยู่บนเตา พวกมันสงสัยกันว่าจะเอาเกาลัดเหล่านั้นออกมาได้อย่างไร

“ข้าก็อยากหยิบมันออกมานะ” ลิงเจ้าเล่ห์กล่าว “แต่เจ้าเก่งกว่าข้าเยอะเลย เจ้าช่วยดึงมันออกมาสิ แล้วข้าจะแบ่งให้เราทั้งสองกินด้วยกัน”

แมวยื่นอุ้งเท้าออกไปอย่างระมัดระวัง เขี่ยขี้เถ้าออกไป แล้วดึงอุ้งเท้ากลับอย่างรวดเร็ว แมวลองดูอีกครั้ง คราวนี้ดึงเกาลัดออกมาได้ครึ่งหนึ่ง แมวทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนได้เกาลัดออกมาทั้งหมด แต่กว่าจะทำสำเร็จอุ้งเท้าของแมวก็พุพองเต็มไปหมด ก่อนจะพบว่าท้ายที่สุดเจ้าลิงกินเกาลัดจนหมดเกลี้ยง ไม่เหบือให้แมวแม้แต่ชิ้นเดียว

ทันใดนั้นของบ้านก็เดินเข้ามา แมวกับลิงกลัวถูกทำโทษจึงรีบวิ่งหนีไปทันที ฝ่ายแมวนอกจากจะได้อุ้งเท้าพุพองกลับมาแล้ว เกาลัดก็ไม่ตกถึงท้องเลยสักชิ้น ทำได้เพียงนอนเศร้าใจ ว่ากันว่าตั้งแต่นั้นมา แมวก็ไม่ไปไหนมาไหนกับลิงอีก มันหาไล่จับหนูกินเองเพียงตัวเดียว และไม่แบ่งปันอาหารใด ๆ กับลิงอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนประจบสอพลอมักหลอกล่อเราเพียงเพราะต้องการผลประโยชน์เท่านั้น ไม่ได้มีความจริงใจใด ๆ กับเราเลย

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 76 สุนัขกับหมาจิ้งจอก

กาลครั้งหนึ่ง มีสุนัขกลุ่มหนึ่งได้บังเอิญพบหนังของสิงโต จึงเริ่มฉีกทึ้งหนังนั้นด้วยฟันที่แหลมคมของพวกมัน ขณะนั้นมีหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าก็หัวเราะเยาะอย่างดูถูกว่า

“ถ้าสิงโตตัวนั้นยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ พวกเจ้าไม่มีทางได้รุมทึ้งมันเช่นนั้นแน่ เพราะฟันและกรงเล็บของมัน คมกว่าฟันของพวกเจ้าเสียอีก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การซ้ำเติมคนที่ด้อยกว่านั้นเป็นเรื่องง่าย และก็เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจด้วยเช่นกัน

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 77 สุนัขกับหนังวัว

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสุนัขหิวโซกลุ่มหนึ่งเห็นหนังจำนวนหนึ่งแช่อยู่ที่ลำธาร ซึ่งช่างฟอกหนังได้นำไปแช่น้ำไว้ หนังชั้นดีเหล่านั้นถือว่าเป็นอาหารเลิศรสสำหรับสุนัขหิวโซ แต่เนื่องจากน้ำในลำธารค่อนข้างลึก

เหล่าสุนัขจึงไม่สามารถเอื้อมไปหยิบหนังกองนั้นมาได้ พวกมันจึงประชุมหาทางออก และเห็นตรงกันว่าถ้าดื่มน้ำในลำธารให้หมด ก็จะเดินไปหยิบหนังพวกนั้นมาได้

พวกมันจึงตั้งหน้าตั้งตาพากันดื่มน้ำอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถึงแม้พวกมันจะดื่มน้ำจนท้องแตกตายกันจนหมดทั้งฝูง ระดับน้ำในลำธารก็ยังคงสูงอยู่เท่าเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าพยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 78 กระต่าย พังพอน และแมว

กาลครั้งหนึ่ง มีกระต่ายตัวหนึ่งออกจากบ้านไปหากินหญ้าตามปกติ แต่มันลืมล็อคประตูบ้าน พังพอนจึงเดินเข้ามาและทำตัวเหมือนราวกับอยู่ในบ้านของตนเองอย่างสบายใจ เมื่อกระต่ายกลับมาเห็นพังพอนนอนอยู่ในบ้านก็รู้สึกโกรธมาก และรีบไล่พังพอนให้ออกไปทันที แต่พังพอนก็เอาแต่นอนหลับอย่างไม่สนใจใยดี

แมวแก่ตัวหนึ่งผ่านมาได้ยินเรื่องทะเลาะวิวาทเข้า จึงเสนอตัวที่จะไกล่เกลี่ย

“เข้ามาใกล้ ๆ ข้าหน่อยสิ” แมวกล่าว “ฉันข้าแก่แล้ว หูไม่ค่อยดี ขยับเข้ามาพูดใกล้ๆ หูของข้า แล้วบอกความจริงให้ข้าฟัง”

กระต่ายกับพังพอนทำตามที่แมวบอก ทันทีที่มันทั้งสองเดินเข้าไปใกล้แมว แมวก็ตะปบพวกมันทั้งสองไว้ใต้กรงเล็บ ถึงตอนนี้ก็เป็นอันว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้ยุติลงอย่างเด็ดขาดแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ผู้แข็งแกร่งมักจะหาทางทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเองได้เสมอ


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 79 หมีกับผึ้ง

กาลครั้งหนึ่ง หมีตัวหนึ่งเดินไปเจอต้นไม้ล้มที่มีรวงผึ้งติดอยู่ เจ้าหมีเริ่มดม ๆ รอบ ๆ ท่อนไม้ เพื่อดูว่าผึ้งยังอยู่หรือไม่ แต่ก่อนที่เจ้าหมีจะได้ลงมือกินรวงผึ้งนั้น บังเอิญมีผึ้งตัวหนึ่งก็บินกลับมาจากทุ่งโคลเวอร์และเห็นหมีกำลังยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ใกล้กับรวงผึ้ง จึงบินเข้าไปต่อยหมีและรีบหลบเข้าไปในรวงผึ้งทันที 

หมีรู้สึกโกรธมาก จึงหักท่อนไม้แล้วฟาดเข้าไปที่รวงผึ้งทันที ทันใดนั้นฝูงผึ้งทั้งหมดก็บินกรูกันออกมาทั้งรังแล้วรุมต่อยเจ้าหมีอย่างบ้าคลั่ง หมีผู้น่าสงสารต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อหลบภัยจากฝูงผึ้ง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การรู้จักอดทนต่อความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยอย่างเงียบ ๆ ย่อมดีกว่าการหาเรื่องยั่วยุเพื่อก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ที่ยากจะรับมือ


  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 80 สุนัขในรางหญ้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สุนัขตัวหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่ในรางหญ้าที่เต็มไปด้วยฟาง มันถูกปลุกให้ตื่นโดยฝูงวัวที่เหนื่อยล้าและหิวโหยจากการทำงานในทุ่งนา แต่ปลุกอย่างไรเจ้าสุนัขก็ไม่ยอมให้พวกมันเข้าใกล้รางหญ้า แถมยังขู่คำรามและไล่งับฝูงวัวราวกับว่ารางหญ้านั้นเต็มไปด้วยเนื้อและกระดูกสำหรับมัน

ฝูงวัวมองสุนัขด้วยความรังเกียจ “เจ้าหมานี่เห็นแก่ตัวนัก!” วัวตัวหนึ่งพูด “ตัวมันเองรึกินฟางก็ไม่ได้ แล้วยังจะมีหน้ามาขวางไม่ให้พวกเรากินฟางนั่นอีก!”

ชาวนาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงคว้าไม้มาตีสุนัขหลายต่อหลายครั้ง เพื่อดับความเห็นแก่ตัวของมัน และไล่มันให้พ้นออกจากคอกวัว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าหวงในสิ่งที่ตนเองไม่มีวันจะได้ใช้ประโยชน์


 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 81 หมาป่ากับแพะ

กาลครั้งหนึ่ง มีหมาป่าหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นแพะกำลังกินหญ้าอยู่บนหน้าผาสูงชัน มันอยากจับแพะกินเป็นอาหารมาก แต่ก็ไม่สามารถเอื้อมถึงตัวแพะได้

“ที่นั่นอันตรายมากสำหรับเจ้า” มันร้องออกมา ทำทีเป็นห่วงความปลอดภัยของแพะ “โปรดฟังข้าและลงมากินหญ้าตรงนี้เถอะ! ที่นี่เจ้าจะได้กินหญ้าที่นุ่มและอร่อยที่สุดในประเทศนี้อย่างจุใจไปเลย”

แพะมองลงไปที่ขอบหน้าผา ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เจ้าช่างเป็นหมาป่าที่ใจกว้างยิ่งนัก! อุตส่าห์เป็นห่วงข้ามากถึงเพียงนี้ แต่ข้ารู้จักเจ้าดี! ในหัวของเจ้าไม่เคยคิดถึงผู้อื่นนอกจากความอยากของเจ้าเองเท่านั้น!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คำเชิญจากคนพาลที่เห็นแก่ตัวนั้น ไม่ควรตอบรับ

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 82 ลากับตั๊กแตน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขณะที่ลาตัวหนึ่งกำลังเดินเล่นอยู่ในทุ่งหญ้า มันก็พบตั๊กแตนกลุ่มหนึ่งกำลังร้องเพลงเจื้อยแจ้วอย่างร่าเริงอยู่ที่มุมหนึ่งของทุ่งหญ้า

มันฟังเสียงเพลงของตั๊กแตนด้วยความชื่นชมเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเสียงเพลงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่มันเคยได้ฟังมา ทำให้หัวใจของมันพองโตและเกิดความปรารถนาที่จะร้องเพลงให้เพราะเช่นเดียวกับตั๊กแตน

“อะไรกัน? ที่ทำให้พวกเจ้ามีเสียงที่ไพเราะเช่นนี้?” ลาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ “พวกเจ้ากินอาหารวิเศษอะไร? หรือเป็นน้ำทิพย์จากสวรรค์ที่ทำให้พวกเจ้าร้องเพลงได้ไพเราะเช่นนี้?”

“ใช่แล้ว” ตั๊กแตนตัวหนึ่งตอบลาแบบติดตลก “พวกเราดื่มน้ำค้างนี่ทุกวัน เสียงจึงได้ไพเราะเช่นนี้ไงล่ะ ลองชิมดูสิ”

หลังจากนั้น ลาตัวนั้นก็ไม่กินอะไรอีกเลย เอาแต่แต่น้ำค้างด้วยความหวังว่าจะมีเสียงร้องที่ไพเราะบ้าง แน่นอนว่าเจ้าลาผู้โง่เขลาตัวนั้นสุดท้ายก็ผอมโซจนถึงแก่ความตายในไม่ช้า

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: กฎของธรรมชาตินั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 83 ล่อจอมหลงตัวเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ล่อจอมหลงตัวเองตัวหนึ่งกำลังพักผ่อนและกินอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญ หลังกินเสร็จมันรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เต็มไปด้วยกำลังวังชา จึงเดินอวดร่างอย่างสง่าผ่าเผย เดินเชิดหน้าขึ้นสูง

“พ่อของข้าต้องเป็นม้าแข่งตัวจริงเสียงจริงแน่ ๆ” มันพูด “ข้าสัมผัสได้”

วันรุ่งขึ้นล่อถูกนำไปเทียมเกวียนอีกครั้ง แต่ตกเย็นวันนั้นเจ้าล่อจอมหลงตัวเองกลับบ้านมาด้วยความรู้สึกหดหู่ใจมาก

“ข้าเข้าใจผิด” มันพูด “ที่จริงแล้วพ่อของข้าเป็นลาต่างหาก”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าหลงระเริงสิ่งใดเกินฐานะที่แท้จริงของตนเอง

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 84 หมาป่ากับคนเลี้ยงแกะ

ครั้งหนึ่งมีหมาป่าตัวหนึ่งคอยมาวนเวียนอยู่รอบฝูงแกะหลายต่อหลายครั้ง แต่คนเลี้ยงแกะก็เฝ้าดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้หมาป่ามาคาบลูกแกะไป แต่หมาป่าไม่ได้พยายามทำร้ายอะไรเลย

กลับกัน มันทำทีเหมือนคอยช่วยคนเลี้ยงแกะดูแลแกะเสียด้วยซ้ำ เมื่อคนเลี้ยงแกะเห็นว่าหมาป่าไม่มีท่าทีคุกคาม ก็เริ่มปล่อยปละละเลยฝูงแกะ

อยู่มาวันหนึ่งคนเลี้ยงแกะเอ่ยปากฝากฝูงแกะไว้กับหมาป่าขณะที่เขาออกไปทำธุระ แต่เมื่อกลับมาก็พบว่าแกะในฝูงถูกฆ่าตายไปหลายตัว คนเลี้ยงแกะจึงได้บทเรียนว่าการไว้ใจหมาป่านั้นช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาเหลือเกิน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: เสือย่อมไม่ทิ้งลาย คนพาลก็คือคนพาลอยู่วันยันค่ำ

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 85 นกยูงกับนกกระเรียน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้านกยูงจอมทะนงตนอยากจะอวดว่าตนนั้นงดงามกว่านกกระเรียน เมื่อเห็นนกกระเรียนที่ลานกว้าง มันเดินรำแพนหางตรงไปทางนกกระเรียนทันที

"ดูขนของข้านี่สิ ช่างงามเสียนี่กระไร" มันพูด "นกกระเรียนแบบเจ้าจะเอาอะไรมาเทียบกับข้าได้ ขนของข้านั้นงดงามราวกับสีรุ้ง ในขณะที่ขนของเจ้าเป็นสีเทาเหมือนฝุ่น!"

นกกระเรียนไม่ตอบโต้ใด ๆ แต่กางปีกกว้างของมันและบินขึ้นไปสูง ก่อนจะพูดว่า

"แน่จริงก็บินตามข้ามาสิ ถ้าทำได้น่ะ" พูดจบนกกระเรียนก็บินไกลออกไป ทิ้งให้นกยูงยืนอวดหางอยู่ที่เดิมท่ามกลางฝูงนกในลานบ้าน ขณะที่นกกระเรียนสามารถโบยบินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: สิ่งของที่มีประโยชน์ใช้สอยได้จริง ย่อมดีกว่าสิ่งของสวยงาม แต่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 86 ชาวนากับนกกระเรียน

การครั้งหนึ่ง ฝูงนกกระเรียนเฝ้ามองชาวนาที่กำลังหว่านเมล็ดข้าวในนาอย่างใจจดใจจ่อ รอที่จะโฉบเข้าไปกินเมล็ดข้าวพวกนั้น เมื่อชาวนาหว่านข้าวเสร็จและกลับบ้าน ฝูงนกกระเรียนก็พากันบินลงไปที่ทุ่งนาและเริ่มจิกกินเมล็ดข้าวเปลือกในทันที

แต่ชาวนาไม่ได้ชะล่าใจแบบที่ฝูงนกกระเรียนคิด เพียงไม่นานชาวนาก็กลับไปที่ทุ่งนาพร้อมกับหนังสติ๊ก แต่ไม่ได้นำก้อนหินไปด้วย ชาวนาคิดเพียงว่าจะทำให้พวกนกกระเรียนตกใจกลัวเพียงแค่แกว่งหนังสติ๊กไปในอากาศและตะโกนไล่พวกมัน

ในตอนแรก นกกระเรียนบินหนีไปด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่นานพวกมันก็เริ่มเห็นว่าไม่มีนกตัวใดได้รับบาดเจ็บ และไม่ได้ยินแม้แต่เสียงก้อนหินพุ่งผ่านอากาศมาด้วยซ้ำ สุดท้ายพวกมันก็เลิกสนใจชาวนาและบินลงไปจิกกินเมล็ดข้าวกันต่อไป

เมื่อชาวนาเห็นว่าแผนการนั้นล้มเหลว จึงหยิบก้อนหินยัดใส่หนังสติ๊กและเริ่มยิงใส่นกกระเรียนจนถึงแก่ความตายไปหลายตัว วิธีนี้ได้ผลทันตาเห็น และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา นกกระเรียนก็ไม่โผล่มาที่ทุ่งนาของเขาอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การข่มขู่นั้นไร้ประโยชน์กับเหล่าคนพาล

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 87 ชาวนากับลูกชาย

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ง ชาวนาชราผู้มั่งคั่งคนหนึ่งกำลังใกล้จะสิ้นใจ แต่ก่อนจะจากไปเขาได้เรียกบรรดาลูกชายมาพบที่ข้างเตียงและบอกแก่ลูก ๆ ว่า “ลูก ๆ เอ๋ย พวกเจ้าอย่าได้ขายที่ดินที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคนของตระกูลเราไปโดยเด็ดขาด ที่ดินผืนนี้ซ่อนสมบัติล้ำค่าเอาไว้สักแห่ง พ่อไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอน แต่สมบัตินั้นมีอยู่จริง พ่อเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องหามันเจออย่างแน่นอน จงทุ่มเทแรงกายแรงใจและค้นหาให้ทั่วทุกหนทุกแห่ง”

หลังบิดาเสียชีวิตลง เหล่าลูกชายก็เริ่มขุดค้นที่ดินอย่างสุดกำลัง พลิกหน้าดินทุกตารางฟุตด้วยจอบ แต่ขุดค้นเท่าไหร่ก็ยังไม่พบสมบัติที่พ่อเคยบอกเอาไว้จนพวกเขาถอดใจและเลิกคิดถึงเรื่องสมบัติ

จนกระทั่งฤดูเก็บเกี่ยวมาถึง ปรากฏว่าฟาร์มของเหล่าลูกชายได้ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำมากกว่าเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ตอนนั้นเอง พวกเขาจึงเข้าใจว่าสมบัติที่พ่อเคยบอกไว้ก็คือความมั่งคั่งจากผลผลิตในไร่นานี่เอง และเพราะความขยันหมั่นเพียรของพวกเขา จึงได้สมบัตินั้นมาครอบครองหลังฤดูเก็บเกี่ยว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความขยันหมั่นเพียรถือเป็นสมบัติอันมีค่ามหาศาล

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 88 วัวกระทิงกับกบ

กาลครั้งหนึ่ง มีวัวกระทิงสองตัวกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดในทุ่งนา ด้านหนึ่งของทุ่งนาเป็นบึงที่มีเหล่ากบอาศัยอยู่ กบเฒ่าตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบึงนั้นนั่งตัวสั่นเทาขณะที่มันเฝ้าดูการต่อสู้อันดุเดือดของสองวัวกระทิง

“ตัวสั่นเชียว เจ้ากลัวอะไรรึ?” กบหนุ่มถามขึ้น

“เจ้าไม่เห็นหรือ” กบเฒ่าตอบ “ว่าหากวัวกระทิงตัวใดสู้แพ้ขึ้นมา ก็จะถูกขับไล่ออกจากทุ่งนานั่น สุดท้ายมันก็จะหันหน้ามาหากินที่บึงนี้นี่แหละ และเจ้าวัวกระทิงนั่นมันก็จะเหยียบย่ำพวกเราให้จมลงไปในโคลน”

คำกล่าวของกบเฒ่าเป็นจริงตามนั้น วัวกระทิงที่พ่ายแพ้ถูกขับไล่ให้มาอยู่ที่บึง ที่ซึ่งกบหลายต่อหลายตัวถูกกีบเท้าอันใหญ่โตของวัวกระทิงเหยียบย่ำจนถึงแก่ความตายในโคลนตม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจทะเลาะกัน ผลกรรมมักจะตกอยู่กับผู้ที่อ่อนแอทั้งหลาย

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 89 ชาวนากับงู

กาลครั้งหนึ่งในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ชาวนาคนหนึ่งเดินผ่านทุ่งนาของเขา เหลือบมองเห็นงูตัวหนึ่งนอนตัวแข็งทื่อเพราะความหนาวเย็น ชาวนารู้ดีว่าเจ้างูตัวนี้อันตรายถึงชีวิต แต่เขาก็ยังหยิบมันขึ้นมาแนบอกเพื่อให้ความอบอุ่นแก่มัน

ไม่นานงูก็ฟื้นคืนชีพ และเมื่อมันมีเรี่ยวแรงพอ แทนที่มันจะตอบแทนบุญคุณของชาวนา มันกลับกัดชาวนาผู้นั้นจนถึงแก่ความตาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงอย่าได้คิดสงสารคนชั่ว ความเมตตาต่อคนพาล จะนำภัยพิบัติมาสู่ตน

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 90 กวางป่วย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กวางตัวหนึ่งล้มป่วยลงจนมันไม่เหลือเรี่ยวแรงจะออกไปหาอาหารไกล ๆ ได้ มันมีแรงแค่พอจะหาอาหารอยู่ที่ทุ่งหญ้าโล่ง ๆ ในป่าเท่านั้น สัตว์อื่น ๆ เมื่อได้ยินข่าวว่าเจ้ากวางกำลังป่วย จึงแวะเวียนมาถามไถ่อาการของกวางอยู่เสมอ แต่สัตว์เหล่านั้นต่างก็หิวโหย พวกมันไม่ได้แค่เพียงมาเยี่ยม

แต่ยังมาแย่งกินอาหารของกวางจนหมด สุดท้ายเจ้ากวางก็ตายในที่สุด หากแต่มันไม่ได้ตายเพราะโรคภัยไข้เจ็บ มันตายเพราะอดอาหารต่างหาก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความปรารถนาดีนั้นไร้ค่า หากปราศจากการกระทำที่ดีควบคู่ไปด้วย

 

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 91 คนเลี้ยงแพะกับแพะป่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันที่มีพายุหนาวเหน็บ คนเลี้ยงแพะต้อนฝูงแพะของเขาเข้าไปหลบภัยในถ้ำ ซึ่งมีแพะป่าจำนวนหนึ่งเข้ามาอาศัยหลบภัยหนาวรวมอยู่ในนั้นด้วย คนเลี้ยงแพะอยากจับเอาแพะป่าเหล่านั้นมารวมเข้ากับฝูงแพะของเขา จึงเลี้ยงดูให้อาหารพวกมันอย่างดี

แต่สำหรับฝูงแพะของตัวเอง เขาให้แค่อาหารเพียงเล็กน้อยพอประทังชีวิตเท่านั้น เมื่ออากาศพายุหิมะสงบลง คนเลี้ยงแพะก็ค่อย ๆ ต้อนแพะออกไปหาอาหาร แต่แทนที่แพะป่าจะเข้ามารวมกับฝูงแพะของเขา พวกมันกลับวิ่งหนีขึ้นไปบนเนินเขา

“นี่คือสิ่งที่พวกแกตอบแทนที่ฉันดูแลอย่างดีหรือ?” คนเลี้ยงแพะบ่น

“อย่าหวังว่าพวกข้าจะเข้าร่วมฝูงแพะของเจ้าเลย” แพะป่าตัวหนึ่งตอบ “ข้ารู้ดีว่าเจ้าจะดูแลเราเช่นไรหลังจากร่วมฝูงกับเจ้า แล้ว พอวันหน้าเจ้าเจอแพะป่าฝูงใหม่ เจ้าก็จะละเลยเราเหมือนที่เจ้าละเลยฝูงแพะของเจ้าไงล่ะ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การเอาใจเพื่อนใหม่ แล้วละเลยเพื่อนเก่านั้นไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดเอาเสียเลย

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 92 ชายฟุ่มเฟือยกับนกนางแอ่น

กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่เพื่อนฝูงว่าเป็นคนฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย จนกระทั่งวันหนึ่งในต้นฤดูใบไม้ผลิ ชายคนนั้นพบว่าตัวเองไม่มีเงินและทรัพย์สินใด ๆ เหลืออยู่เลยนอกจากเสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่

ในขณะนั้นเอง มีนกนางแอ่นตัวหนึ่งบินผ่านมาส่งเสียงร้องอย่างร่าเริง ทำให้ชายหนุ่มคิดว่าฤดูร้อนมาถึงแล้ว จึงรีบขายเสื้อผ้าทั้งหมดที่มีแม้กระทั่งเสื้อคลุมตัวในที่เขาสวมอยู่

ทว่าไม่กี่วันต่อมา สภาพอากาศเกิดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อากาศกลับมาหนาวเย็นจัดอีกครั้ง ชายหนุ่มเดินออกจากบ้านมาด้วยเสื้อคลุมบาง ๆ และพบว่าเจ้านกนางแอ่นตัวนั้นก็นอนตายอยู่หน้าบ้านเขานั่นเอง ชายหนุ่มนึกโกรธในใจว่า ‘เจ้านกชั่วตัวนี้นำพาหายนะมาถึงเราทั้งสอง’

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ก่อนจะทำอะไรควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน แต่นกนางแอ่นตัวเดียวไม่ทำให้เกิดฤดูร้อนขึ้นมาได้

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 93 แมวกับนก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแมวผอมโซตัวหนึ่งที่อดอยากมานาน วันหนึ่งมันได้ยินว่ามีนกป่วยอาศัยอยู่ในละแวกนั้นและกำลังต้องการหมอ รู้ดังนั้นมันจึงสวมแว่นตา ถือกล่องหนังในมือ สวมรอยเป็นหมอแล้วไปเคาะประตูบ้านนก

นกโผล่หน้าออกมาดู หมอแมวถามด้วยความห่วงใยว่าพวกมันเป็นอย่างไรบ้าง หากอาการยังไม่ดีขึ้น เขาเต็มใจที่จะให้ยาแก่พวกมัน

นกเห็นแมวที่ปลอมตัวเป็นหมอก็หัวเราะลั่นและพูดขึ้นว่า “ฉลาดจังเลยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า พวกข้าสบายดี ขอบคุณ! และจะสบายดียิ่งขึ้นไปอีก ถ้าเจ้าออกไปจากที่นี่เสียเดี๋ยวนี้”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 94 สุนัขกับหอยนางรม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสุนัขตัวหนึ่งที่ชอบกินไข่มาก มันมักไปที่เล้าไก่บ่อย ๆ เพื่อจะขโมยกินไข่ไก่ วันหนึ่งสุนัขตัวนั้นเดินไปที่ชายทะเล ที่นั่นมันเห็นหอยนางรมตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่ที่ชายหาด มันเข้าใจว่าหอยทรงกลม ๆ นั่นคงจะเป็นไข่ไก่ ไม่รอช้ามันรีบตะครุบหอยนางรมตัวนั้นแล้วกลืนลงท้องทันที

ทว่าโชคร้ายเพราะเจ้าสุนัขกลืนหอยนางรมเข้าไปทั้งเปลือก ทำให้เปลือกหอยแตกบาดกระเพาะอาหารของมัน เจ้าสุนัขปวดท้องทรมานน่าเวทนาเป็นที่สุด "ข้าได้เรียนรู้แล้วว่า ของกลม ๆ ที่เห็น ไม่ใช่ไข่ไก่เสมอไป" มันพูดพลางคร่ำครวญ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ทำอะไรอย่ารีบร้อนจนเกินควร ของบางอย่างหากไม่ไตร่ตรองให้ดี อาจนำภัยมาสู่ตนได้

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 95 โหราจารย์ตกบ่อน้ำ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งผู้เรียกตัวเองว่าเป็นโหร และสามารถทำนายอนาคตจากดวงดาวได้ เขาใช้เวลาในยามค่ำคืนจ้องมองท้องฟ้าเป็นประจำ

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเดินอยู่บนถนนโล่งนอกหมู่บ้าน สายตาของเขาจ้องมองไปที่ดวงดาว แล้วก็เกิดเข้าใจขึ้นมาว่าวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง เขามัวมองดาวบนท้องฟ้าโดยไม่มองทางเดินจึงตกลงไปในบ่อที่เต็มไปด้วยโคลนและน้ำ แม้พยายามตะเกียกตะกายแค่ไหนก็ยังไม่สามารถปีนขึ้นมาจากบ่อได้ เขาจึงเริ่มส่งเสียงเรียกให้ชาวบ้านเข้ามาช่วย

ชาวบ้านเมื่อได้ยินเสียงร้องให้ช่วยก็เข้ามาดึงโหรให้ขึ้นมาจากบ่อน้ำ ก่อนที่หนึ่งในชาวบ้านจะพูดขึ้นว่า

"เจ้าแสร้งบอกว่าสามารถทำนายอนาคตจากดวงดาวได้ แต่เหตุใดเจ้ากลับมองไม่เห็นบ่อน้ำที่อยู่ตรงหน้านี่เล่า!"

“การดูดาวจะมีประโยชน์อะไร หากเจ้ามองไม่เห็นแม้แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยซ้ำ” ชาวบ้านอีกคนหนึ่งกล่าว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การเฝ้าสนใจแต่เรื่องของอนาคต จนละเลยปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้า มักนำหายนะมาให้

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 96 งูกับนกอินทรี

กาลครั้งหนึ่ง มีงูตัวหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมนกอินทรีอย่างไม่ทันตั้งตัว มันพันรัดรอบคอนกอินทรีจนแน่น ทำให้นกอินทรีไม่สามารถจะเอื้อมกรงเล็บไปจับงูได้ มันจึงตัดสินใจบินขึ้นไปบนฟ้าเพื่อพยายามสลัดศัตรูให้หลุด แต่ยิ่งสลัดงูกลับยิ่งรัดแน่นขึ้นมากขึ้น นกอินทรีเริ่มหายใจไม่ออกและหมดแรง ก่อนจะค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้นดิน ด้วยอาหารหายใจหอบ

ขณะนั้นชาวบ้านคนหนึ่งบังเอิญเห็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมนี้ ด้วยความสงสารนกอินทรี เขาจึงรีบเข้าไปช่วยคลายการรัดของงูและช่วยนกอินทรีให้เป็นอิสระ

งูโกรธมากที่ชาวบ้านคนนั้นมาขัดขวางมัน มันจึงใช้ฟันเจาะกระบอกน้ำที่ห้อยอยู่ตรงเอวของชาวบ้าน และปล่อยพิษจากเขี้ยวของมันเข้าไปในขวดนั้น

ระหว่างที่ชาวบ้านคนนั้นเดินทางกลับบ้าน เขาเกิดกระหายน้ำขึ้นมา จึงตักน้ำในบ่อเติมใส่กระบอกน้ำ แต่ก่อนที่เขาจะดื่มน้ำนั้น นกอินทรีก็รีบบินมาโฉบเอากระบอกน้ำนั้นทิ้งไป เพื่อช่วยให้ผู้มีพระคุณของมันไม่ต้องตายเพราะพิษของงู

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนทำดีย่อมต้องได้ดี หากทำดีไว้ วันหนึ่งก็จะได้รับผลดีตอบแทน

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 97 สิงโตเฒ่ากับสุนัขจิ้งจอก

กาลครั้งหนึ่ง มีสิงโตเฒ่าตัวหนึ่งซึ่งบัดนี้ฟันและเล็บของมันได้สึกกร่อนจนเกือบหมด ทำให้มันหาอาหารกินได้ยากกว่าตอนที่มันยังเป็นสิงโตหนุ่ม ดังนั้นมันจึงคิดว่าจะแสร้งทำเป็นป่วย และรีบไปแจ้งให้เพื่อนบ้านทุกตัวรู้ เมื่อปล่อยข่าวออกไปแล้วมันก็รีบกลับมาที่ถ้ำและนอนรอผู้มาเยือน และเมื่อมีสัตว์ตัวใดมาเยือน มันก็จับสัตว์ตัวนั้นกินทีละตัว

ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกเมื่อทราบข่าวว่าสิงโตป่วยก็มาเยี่ยมเช่นกัน แต่สุนัขจิ้งจอกระมัดระวังเป็นอย่างมาก แทนที่มันจะเข้าไปใกล้ ๆ มันเลือกที่จะยืนอยู่ห่างจากถ้ำในระยะที่ปลอดภัย แล้วถามถึงสุขภาพของสิงโตอย่างสุภาพ

สิงโตตอบว่ามันป่วยหนักจริง ๆ และขอให้สุนัขจิ้งจอกเข้ามาใกล้ ๆ แต่เจ้าสุนัขจิ้งจอกรู้ทัน ก่อนจะพูดขึ้นว่า

“ข้าเองก็อยากเข้าไปใกล้ท่านกว่านี้นะ” มันกล่าวเสริม “แต่ข้าสังเกตเห็นว่ามีรอยเท้ามากมายที่นำเข้าไปในถ้ำของท่าน แต่ไม่มีรอยเท้าไหนเดินกลับออกมาเลย โปรดบอกข้าทีเถิดว่าผู้มาเยือนของท่านนั้น เดินออกจากถ้ำกันทางไหนหรือ?”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: จงเรียนรู้จากความโชคร้ายของผู้อื่น และอย่าชะล่าใจกับสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 98 สาวรีดนมวัวผู้เพ้อฝัน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสาวรีดนมวัวคนหนึ่งแบกถังนมที่บรรจุนมวัวเอาไว้จนเต็มถังเทินวางไว้บนศีรษะอย่างมั่นคงและเดินกลับบ้าน ขณะที่เธอเดินไปเธอก็เริ่มครุ่นคิดถึงแผนการในอนาคตว่า

“นมดี ๆ รสชาติเข้มข้นแบบนี้ ฉันจะเอากลับไปตีครีมจนขึ้นฟูแล้วนำไปทำเนย เสร็จแล้วจะเอาไปขายที่ตลาด แล้วเอาเงินไปซื้อไข่มาหลาย ๆ ฟอง แล้วไข่พวกนั้นก็จะฟักออกมาเป็นลูกไก่ พอถึงเดือนพฤษภาคม ฉันจะขายไก่พวกนั้น แล้วเอาเงินไปซื้อชุดใหม่สวย ๆ ใส่ไปงานเทศกาล ทีนี้ล่ะหนุ่ม ๆ ทุกคนก็จะมองมาที่ฉัน แล้วพวกเขาก็จะแย่งกันเข้ามาจีบฉัน และฉันก็จะไล่พวกเขาออกไปให้พ้น!”

ขณะที่จินตนาการของเธอกำลังโลดแล่นอยู่นั้น เธอเผลอสะบัดหัวอย่างแรง ทำให้ถังนมตกลงพื้น น้ำนมไหลออกมาจนเกลี้ยงถัง เป็นอันวัวทั้งนม เนย ไข่ไก่ ลูกไก่ ชุดใหม่แสนสวย และความภาคภูมิใจทั้งหมดของสาวรีดนมวัวก็อันตรธานหายไปในพริบตา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก่อน อย่าเพิ่งคิดฝันเฟื่องถึงอนาคตอันไกลที่ยังมาไม่ถึง

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 99 ชายขี้เหนียว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายขี้เหนียวคนหนึ่งฝังทองคำของเขาไว้ในสวน ทุกวันเขาจะไปที่หลุมนั้น และขุดสมบัติขึ้นมานับทีละชิ้นเพื่อให้แน่ใจว่ามันอยู่ครบ เขาไปที่นั่นบ่อยมาก มากพอจนโจรที่เฝ้าดูเขาอยู่เดาได้ว่าชายขี้เหนียวคนนี้คงซ่อนของมีค่าเอาไว้แน่ ๆ ในคืนหนึ่งโจรก็ลักลอบไปขุดสมบัติขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ แล้วจากไป

เมื่อชายขี้เหนียวรู้ว่าของมีค่าของตนหายไป เขาก็เสียใจและสิ้นหวังอย่างมาก เขาคร่ำครวญ ร้องไห้ และดึงผมตัวเอง จนคนเดินผ่านไปมาได้ยินเสียงร้องของเขาก็รีบเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ทองของข้า! โอ้ ทองของข้า!” ชายขี้เหนียวร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง “มีคนมาขโมยทองของข้า!”

“ทองของเจ้า! ที่อยู่ในหลุมนั่นน่ะหรือ? ทำไมเจ้าถึงเอาไปซ่อนไว้ที่นั่น? ทำไมเจ้าไม่เก็บไว้ในบ้านของเจ้าเองเล่า เวลาจะใช้ซื้อของก็จะได้หยิบออกมาง่าย ๆ”

“ซื้อหรือ!” ชายขี้เหนียวตะโกนอย่างโกรธจัด “ข้าไม่เคยแตะต้องมัน และไม่คิดที่จะใช้มันด้วยซ้ำ”

ชาวบ้านคนนั้นจึงหยิบก้อนหินขนาดใหญ่ขึ้นมาแล้วโยนลงไปในหลุมตรงหน้าชายขี้เหนียวแล้วพูดขึ้นว่า

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กลบก้อนหินนั้นลงหลุมไปซะ มันมีค่าเท่ากับทองคำที่ถูกขโมยไปนั่นแหละ เพราะสุดท้ายเจ้าก็ไม่เคยใช้ทองนั่นไปทำประโยชน์อะไรอยู่ดี!”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: สินทรัพย์จะมีค่าก็ต่อเมื่อเรารู้จักใช้ประโยชน์จากมัน หากวางมันไว้เฉย ๆ มันก็มีค่าเท่ากับก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง

 

  • นิทานอีสปสั้น ๆ 100 เรื่องพร้อมข้อคิด เรื่องที่ 100 สุนัขจิ้งจอกกับเม่น

กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งว่ายน้ำข้ามแม่น้ำมาได้ เมื่อถึงฝั่งมันนอนหมดแรงลงกับพื้นหลังจากออกแรงว่ายน้ำบนกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากอยู่นาน มันนอนพักได้ไม่นานก็มีฝูงแมลงวันดูดเลือดบินมารุมกัดมัน แต่มันก็ยังนอนนิ่งอยู่ เพราะอ่อนแรงเกินกว่าจะวิ่งหนีพวกมันไปได้

ขณะนั้นมีเม่นตัวหนึ่งเดินผ่านมา “ให้ข้าช่วยไล่แมลงวันพวกนี้ไปเถอะ” เม่นพูดอย่างใจดี

“ขอบใจ แต่ไม่ล่ะ!” สุนัขจิ้งจอกอุทาน “เจ้าอย่าไปรบกวนพวกมันเลย! พวกมันกินเลือดข้าแค่เล็กน้อยก็อิ่มกันแล้ว ถ้าเจ้าไล่พวกมันไปตอนนี้ ฝูงแมลงวันที่หิวโหยอีกฝูงหนึ่งก็จะแห่มาดูดเลือดข้าจนหมดตัวกันพอดี”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: การยอมทนอยู่กับปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่หนักหนา ย่อมดีกว่าเสี่ยงกับปัญหาใหญ่ที่ยากจะรับมือ

 

เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านของลูกตั้งแต่ยังเล็ก นอกจากจะอ่านนิทานอีสปแล้ว ยังสามารถสลับอ่านนิทานกล่อมเด็กทั้งนิทานพื้นบ้านไทย และนิทานพื้นบ้านนานาชาติ ก็จะช่วยให้ลูกน้อยได้รู้จักเรื่องราวใหม่ ๆื เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในทุกวัน ดีต่อทักษะการเรียนรู้ การจดจำ กระตุ้นจินตนาการ เสริมทักษะด้านภาษษ การสื่อสาร และได้ความรู้รอบตัวที่ดีอีกด้วย


รู้จัก Enfagrow A+ Superior นม UHT เสริมสารอาหารสูงสำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป

รู้ไหม? เด็กยุคนี้แค่ IQ อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี EF ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นต่ออนาคตของเด็กยุคนี้ด้วย คุณพ่อคุณแม่สามารถเสริมทักษะสมองของลูกได้ผ่านกิจกรรมอ่านนิทาน EF  หรือนิทานอีสปยาวๆ ก่อนนอนเป็นประจำ พร้อมเลือกโภชนาการให้สมวัย นมกล่องยูเอชที เอนฟาโกร เอพลัส สูตรเฉพาะที่มี MFGM และ DHA สูง พร้อมวิตามินบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง


บทความแนะนำนิทานสำหรับเสริมพัฒนาการเรียนรู้ของลูกน้อย

    * นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
    Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
    เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
    Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

    คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

    กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

    Line TH
    Line TH
    Cart TH
    กรุณากรอกชื่อของคุณ
    กรุณากรอกชื่อของคุณ
    กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
    วันเกิดลูกน้อย
    กรุณาเลือกวันที่