นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เอนฟาสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนไปจนถึง 2 ปี หรือนานกว่าตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

นิทานอีสปยาว ๆ นิทานพื้นบ้านยาว ๆ อ่านสนุก ได้ข้อคิด เสริมทักษะสมวัย

Enfa สรุปให้

  • นิทานอีสปยาว ๆ เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก เป็นนิทานที่เข้าใจง่าย มีตัวละครในเรื่องไม่มาก และเนื้อหาไม่ซับซ้อน ทำให้ลูกรู้สึกสนุก และเข้าถึงบริบทของนิทานได้ดี
  • นิทานพื้นบ้านยาว ๆ เป็นอีกหนึ่งประเภทนิทานที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเลือกอ่านให้ลูกฟัง เพราะได้บริบทความเป็นไทยที่ใกล้ชิดกับท้องถิ่น และมีเนื้อหาที่สนุกสนานไม่แพ้นิทานต่างประเทศ
  • นิทานยาว ๆ สนุก ๆ เป็นอีกหนึ่งไอเดียกล่อมนอนที่ดีมาก เพราะนอกจากลูกน้อยจะได้สนุกสนานกับนิทานเรื่องใหม่ ๆ แล้ว ด้วยเนื้อหาที่ยาวขึ้น ก็ช่วยให้ลูกน้อยได้เข้านอนเป็นเวลา กว่าที่นิทานจะจบ ลูกน้อยก็รู้สึกง่วงนอนพอดี

เลือกอ่านตามหัวข้อ


การอ่านนิทานยาว ๆ โดยเลือกเรื่องราวที่สนุกมาเล่าให้ลูกน้อยฟัง กิจกรรมนี้จะช่วยให้พัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้และช่วยเปิดโอกาสให้ลูกน้อยได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกกว้างรอบตัวอีกด้วยนะ หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหานิทานยาว ๆ สนุก ๆ เรื่องใหม่ ไปเล่าให้ลูกน้อยฟังเพื่อสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ และเป็นกิจกรรมสร้างเสริมความอบอุ่นในครอบครัว วันนี้ Enfa ได้รวบรวมเอานิทานอีสปยาว ๆ และนิทานพื้นบ้านยาว ๆ มาเป็นไอเดียให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกนำไปเล่าให้ลูกน้อยฟังกันค่ะ



นิทานยาว ๆ สนุก ๆ กับการเรียนรู้ของลูกน้อย

การอ่านนิทานสนุก ๆ ยาว ๆ นอกจากจะได้ความสนุกสนานและความตื่นตาตื่นใจแล้ว ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นทักษะการเรียนรู้ของลูกน้อยอีกหลายด้าน ดังนี้

  • ช่วยให้ลูกสนุกกับคำศัพท์ 

ลูกน้อยได้เรียนรู้คำศัพท์และทักษะทางภาษาจากการฟังและการมีส่วนร่วมในเรื่องราว ภาพประกอบ และบทสนทนาต่าง ๆ ในนิทาน การอ่านนิทานยาว ๆ ให้ลูกฟังเป็นประจำ จะช่วยให้ลูกคุ้นเคยกับคำศัพท์และเสียงต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ เด็กจะเรียนรู้คำ ความหมายของคำ และนำไปประยุกต์กับการสื่อสารและการเรียนรู้ที่โรงเรียน

  • เรียนรู้โลกว้างผ่านเรื่องราวในนิทาน

เรื่องราวในนิทานสำหรับเด็กแต่ละเรื่องนั้นจะแตกต่างกันอยู่เสมอ สิ่งนี้จึงสามารถช่วยให้เด็ก ๆ เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครต่าง ๆ และเรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง 'ความจริง' และ 'เรื่องสมมติ' มากขึ้น และนิทานยาว ๆ ยังสามารถช่วยให้ลูกน้อยรับมือกับประสบการณ์ใหม่ ๆ หรือประสบการณ์ที่น่ากลัวได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น หนังสือเกี่ยวกับการไปหาหมอฟันหรือโรงพยาบาลสามารถช่วยให้ลูกของคุณเรียนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ หรือวิธีการรับมือกับฝันร้ายของตัวละคร ก็จะช่วยให้ลูกน้อยเรียนรู้ที่จะกล้าเผชิญกับความกลัวเหมือนตัวละครในนิทาน 

  • สร้างสมาธิและสัมพันธภาพอันดีในครอบครัว

คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ช่วงเวลาเหล่านี้อย่างเต็มที่ เลียนเสียง เล่นเสียงแบบจัดเต็ม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ลูกน้อยจะจดจ่อและเกิดสมาธิอย่างมาก หากคุณพ่อคุณแม่ช่วยดึงความสนใจขณะอ่านนิทานได้ ก็จะสามารถสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นให้เกิดขึ้นระหว่างพ่อแม่ลูก และช่วยกระตุ้นให้ลูกน้อยตั้งตารอที่จะอ่านนิทานยาว ๆ กับคุณพ่อคุณแม่ และระหว่างการอ่านนิทาน ควรมีการหยุดพักถามความเห็นลูก แบ่งปันความเห็นกับลูก ช่วยให้เกิดบทสนทนาระหว่างพ่อแม่ลูก แค่การพูดคุยกันบ่อย ๆ ก็ช่วยให้สัมพันธภาพในครอบครัวอบอุ่นขึ้นได้แล้วค่ะ


นิทานอีสปยาว ๆ 5 เรื่อง

 

 

รวม 5 นิทานอีสปเรื่องยาว ๆ ที่อ่านแล้วสนุก ช่วยปลุกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของลูกน้อยให้สมวัย

  • นิทานอีสปยาว ๆ เรื่องที่ 1: หมาป่ากับลูกแพะ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกแพะตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ที่แม้ว่าเขาของมันจะเพิ่งเริ่มงอกออกมา แต่มันก็คิดว่าตัวเองนั้นเป็นแพะโตแล้วและสามารถดูแลตัวเองได้ ด้วยความมั่นใจในตนเองของมัน ในเย็นวันหนึ่ง เมื่อฝูงแพะถึงเวลาที่จะต้องกลับจากทุ่งหญ้าเข้าคอก แต่เจ้าลูกแพะก็ไม่สนใจ ยังคงเล็มแทะหญ้าอ่อนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งฝูงแพะทั้งหมดได้หายไปแล้ว

เจ้าลูกแพะเมื่ออยู่ตัวคนเดียว แรก ๆ ก็ยังทำใจดีสู้เสือได้ แต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปจนสิ้นแสงตะวันแล้ว ความมืดก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ลมพัดเย็นไหว ๆ ยิ่งทำให้บรรยากาศในทุ่งหญ้าวังเวงขึ้นไปอีก ตอนนั้นเจ้าลูกแพะเริ่มตัวสั่นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าถ้ามืดยิ่งกว่านี้ อาจมีหมาป่าโผล่ออกมาก็ได้ คิดได้ดังนั้นมันก็เริ่มสติแตกวิ่งไปมาในทุ่งหญ้าพลางร้องเรียกหาแม่ แต่ยังไม่ทันได้วิ่งไปไหนไกล มันก็เจอเข้ากับหมาป่าพอดี

เจ้าลูกแพะรู้ว่ามันคงต้องตายแน่แล้ว จึงร้องอ้อนวอนต่อหมาป่า “ข้ารู้ว่าท่านจะกินข้า แต่ก่อนอื่นได้โปรดเป่าขลุ่ยให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม เพราะข้าอยากเต้นรำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ฝ่ายเจ้าหมาป่าเองก็ไม่ขัด และรู้สึกเป็นความคิดที่ไม่เลวหากจะได้ร้องรำทำเพลงก่อนกินอาหารมื้อโอชะ คิดได้ดังนั้น เจ้าหมาป่าก็เริ่มร้องเพลงออกมาอย่างสนุกสนาน เจ้าลูกแพะก็เต้นตามจังหวะอย่างเต็มที่มันจึงเริ่มบรรเลงเป่าขลุ่ยเป็นเพลงอย่างร่าเริง และลูกแพะก็กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน

ฝ่ายฝูงแพะที่ทยอยเดินกลับคอก ก็ได้ยินเสียงขลุ่ยลอยมาตามลมแต่ไกล สุนัขเลี้ยงแพะที่กำลังต้อนแพะกลับเข้าคอกก็ได้ยิน เมื่อฟังจนแน่ใจว่านั่นเป็นเสียงเพลงของหมาป่า พวกมันจึงตัดสินใจวิ่งกลับไปที่ทุ่งหญ้าอีกครั้ง ฝ่ายหมาป่าเมื่อเห็นหมาเลี้ยงแพะและฝูงแพะวิ่งกลับมาก็ตกใจจึงรีบวิ่งหนีไปในที่สุด พลางนึกตำหนิตัวเองว่าช่างโง่นักที่ไปหลงกลเป่าขลุ่ยให้เจ้าลูกแพะ สุดท้ายมันก็พลาดอาหารมื้ออร่อยไปจนได้


  • นิทานอีสปยาว ๆ เรื่องที่ 2: หมาป่ากับหมาบ้าน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมาป่าตัวหนึ่งที่หิวโซจนหอมเหลือแต่กระดูกเพราะมันแทบไม่ได้กินอะไรเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีสุนัขในหมู่บ้านนั้นคอยระแวดระวังภัยจากหมาป่าอยู่ตลอดเวลา ทำให้เจ้าหมาป่าไม่สามารถเข้าไปลักลอบขโมยอาหารในหมู่บ้านได้เลย เจ้าหมาป่าเริ่มท้อแท้กับชะตาชีวิตของตนหนักขึ้นเรื่อย ๆ

จนกระทั่งคืนหนึ่ง หมาป่าบังเอิญไปเจอเข้ากับสุนัขบ้านตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ตัวหนึ่งที่กำลังเดินหลงทาง หมาป่าคิดอยากจะจัดการกินเจ้าหมาบ้านตัวอ้วนเสียตรงนั้นเลย แต่หมาป่าก็ระแวงว่าอาจมีคนรู้เรื่องนี้และออกตามหาสุนัขบ้านได้ จึงเปลี่ยนแผนหันมาชมเชยเจ้าหมาบ้านตัวอ้วนนั้นแทนว่ามันช่างมีรูปร่างดีเป็นที่น่าอิจฉา

"ถ้าเจ้าอยากกินอิ่ม เจ้าก็จะได้กินอิ่มเหมือนข้า" สุนัขตอบ "ออกจากป่าไปเถอะ ที่นั่นเจ้าใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน เจ้าต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่ออาหารทุกคำที่เจ้าจะได้กิน ทำตามอย่างข้าแล้วเจ้าก็จะอยู่ดีกินดี"

"ข้าต้องทำอะไรบ้างล่ะ?" หมาป่าถาม

"แทบไม่ต้องทำอะไรเลย" สุนัขบ้านตอบ “ไล่คนถือไม้เท้า เห่าใส่ขอทาน และประจบประแจงคนในบ้าน แล้วเจ้าจะได้ของกินสารพัดอย่างตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นกระดูกไก่ เนื้อชั้นดี น้ำตาล เค้ก และอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่เพียงเท่านั้น ยังจะได้รับคำพูดที่อ่อนโยนและการลูบไล้ด้วย”

หมาป่าเห็นภาพความสุขที่กำลังจะมาถึงอย่างงดงามจนเกือบจะร้องไห้ แต่ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นว่าขนที่คอของสุนัขนั้นร่วงและมีรอยผิวหนังถลอกอยู่โดยรอบ จึงถามไปว่า

“นั่นอะไรอยู่บนคอเจ้า?”

“ไม่มีอะไรเลย” สุนัขตอบ

“อะไรนะ! ไม่มีอะไรเลย ก็เห็น ๆ อยู่ว่ามี!”

“อ้อ แค่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง!”

“บอกข้ามาเถอะ”

“บางทีเจ้าอาจจะเห็นรอยของปลอกคอที่โซ่ของฉันติดอยู่”

“อะไรนะ! โซ่!” หมาป่าร้อง “เจ้าไม่ได้ไปไหนมาไหนตามใจชอบหรอกหรือ?”

“ไม่เสมอไป! แต่มันต่างกันตรงไหนล่ะ?” สุนัขตอบ

"ต่างกันอย่างสิ้นเชิง! ฉันไม่สนใจชีวิตแบบนั้นเลยสักนิด และฉันจะไม่ยอมเป็นลูกแกะในกำมือของใครแบบนั้นด้วย" พูดจบแล้วหมาป่าก็วิ่งหนีเข้าไปในป่า เพราะถึงที่สุดแล้วมันก็ยังคิดเสมอว่าการมีอิสรภาพนั้นย่อมดีกว่าการถูกกักขังอยู่ดี


  • นิทานอีสปยาว ๆ เรื่องที่ 3: นกยูงกับนกกระเรียน

ครั้งหนึ่งนานมากแล้ว มีนกยูงตัวหนึ่งเป็นนกที่มีความหยิ่งผยองในตนเองเป็นที่สุด มันมักจะอวดเบ่งความสวยงามของตนเองกับสัตว์อื่น ๆ อยู่เสมอ กระทั่งวันหนึ่งเจ้านกยูงได้ตื่นเช้ามาพบกับนกกระเรียน เจ้านกยูงรีบรำแพนหางสวยของมันให้บานออกรับกับแสงของดวงอาทิตย์ยามเช้าทันที และรีบพูดอวดขึ้นว่า

"ดูหางของข้าสิ! ช่างงดงามอะไรเช่นนี้ นกแบบเจ้าจะเอาปัญญาอะไรมาเทียบกับนกที่สวยงามแบบข้าได้ ขนของข้านั้นงามหาที่เปรียบมิได้ แต่ขนของเจ้านั้นช่างขุ่นหมอง สีเทาราวกับสีของฝุ่น" นกยูงโอ้อวดกับความงามของตัวเองใหญ่โต

แต่นกกระเรียนไม่ได้สนใจ และไม่โต้ตอบนกยูงแม้สักนิดเดียว นกยูงยังคงพูดข่มและถากถางสีขนของนกกระเรียนต่อไปไม่หยุด สารพัดคำเหยียดหยามเท่าที่มันจะพูดได้

จนในที่สุดนกกระเรียนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป แต่แทนที่จะพูดโต้ตอบกลับไปอย่างรุนแรง นกกระเรียนเลือกที่จะสยายกางปีกอันกว้างใหญ่ของมันออก และทะยานบินขึ้นสู่ท้องฟ้า บินสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งหลังคาบ้านและทุ่งนาเบื้องล่างดูเล็กไป

นกกระเรียนบินโฉบต่ำลงมาอีกหน่อยในระยะที่พอจะให้นกยูงได้ยินเสียงของมัน และพูดตอบกลับไปว่า "บินตามฉันมาสิ ถ้าทำได้" พูดจบแล้วนกกระเรียนก็บินจากไป

นกยูงได้ฟังก็เก็บเอามาคิดว่า เออหนอ แม้ขนของมันจะรำแพนสวยงามสักแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็อยู่ได้แค่ที่เดิมไปวัน ๆ อย่างเก่งก็ได้แค่เดินอวดดีอยู่ท่ามกลางฝูงไก่และฝูงห่านในลานบ้าน ในขณะที่นกกระเรียนนั้นแม้ขนจะไม่สวยเท่า แต่สามารถที่จะโบยบินอย่างอิสระสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าสีคราม จะไปไหนมาไหนตามใจชอบก็ได้


  • นิทานอีสปยาว ๆ เรื่องที่ 4: หม้อสองใบ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหม้ออยู่สองใบตั้งอยู่ด้วยกันบนเตาไฟในครัว หม้อใบหนึ่งทำมาจากทองเหลือง ส่วนหม้ออีกใบทำมาจากดินเหนียว ทั้งสองมักจะเจอกันอย่างนี้เป็นประจำอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งหม้อทองเหลืองได้ชักชวนให้หม้อดินเหนียวออกไปเที่ยวข้างนอกด้วยกัน แต่หม้อดินเหนียวปฏิเสธเสียงแข็ง และตอบกลับไปว่าการอยู่ในครัวบนเตาไฟแบบนี้มันทั้งดีและก็ปลอดภัยอยู่แล้ว “เจ้าก็รู้ว่าฉันเปราะบางแค่ไหน แค่กระแทกนิดเดียวก็ทำให้ฉันแตกเป็นเสี่ยง ๆ ได้แล้ว แบบนี้จะให้ฉันออกไปเที่ยวไหนได้อีกล่ะ!” หม้อดินเหนียวตอบ

“อย่าปล่อยให้เรื่องนั้นเป็นอุปสรรคที่ทำให้เจ้าต้องอุดอู้อยู่แต่ในครัวเลยน่า” หม้อทองเหลืองยังไม่ละความพยายาม และคะยั้นคะยอหม้อดินเหนียวอยู่ไม่ขาด ก่อนจะตอบไปว่า “ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี ถ้าเราบังเอิญเจออะไรที่แข็ง ๆ ใกล้เข้ามา ข้าจะเข้าไปขวางและปกป้องเจ้าเอง ไว้ใจข้าเถอะ”

ท้ายที่สุดหม้อดินเหนียวทนเสียงรบเร้าไม่ไหว ในที่สุดก็ตอบตกลง จากนั้นหม้อทั้งสองใบก็ออกเดินทางไปข้างนอกด้วยกัน ทั้งสองกระโดดลงจากเตา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะออกไปเที่ยวดูโลกกว้างข้างนอกบ้าง แต่ทว่าทั้งหม้อสองใบนั้นมีขาเพียงสามขา ทำให้เวลาเดินเคียงกันจึงโซซัดโซเซ ชนกันไป ชนกันมาอยู่อย่างนั้นไม่หยุด จนสุดท้ายหม้อดินเหนียวที่แสนจะเปราะบางอยู่แล้ว เมื่อเดินชนกับหม้อทองเหลืองมากเข้า ทั้งสองยังเดินพ้นครัวไปไม่ถึงสิบก้าว หม้อดินเหนียวก็เริ่มปริออก และเมื่อถูกกระแทกจากหม้อทองเหลืองอีกครั้ง หม้อดินเหนียวจึงแตกกระเด็นเป็นเสี่ยง ๆ ในทันที


  • นิทานอีสปยาว ๆ เรื่องที่ 5: เทวดากับคนตัดฟืน

ชายตัดไม้กำลังนั่งอยู่ริมน้ำอย่างสิ้นหวัง เพราะขวานเครื่องมือทำมาหากินที่เขาต้องใช้ตัดฟืนไปขายนั้นเกิดหลุดมือตกน้ำไปเสียแล้ว และเขายากจนเกินกว่าจะมีปัญญาซื้อขวานใหม่ ชายตัดไม้ได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ริมน้ำ จนกระทั่งเทพเมอร์คิวรีปรากฏตัวขึ้นจากน้ำและถามกับชายตัดไม้ว่าเกิดอะไรขึ้น ชายตัดไม้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น จากนั้นเทพเมอร์คิวรีผู้ใจดีก็ได้ดำดิ่งลงไปในน้ำ โผล่ขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับขวานทองคำในมือ "นี่คือขวานของเจ้าหรือ?" เทพเมอร์คิวรีถามชายตัดไม้

"ไม่ใช่" ชายตัดไม้ผู้ซื่อสัตย์ตอบ "นั่นไม่ใช่ขวานของข้า"

เทพเมอร์คิวรีวางขวานทองคำไว้บนฝั่งและกระโดดกลับลงไปในน้ำอีกครั้ง คราวนี้กลับขึ้นมาพร้อมกับขวานเงิน แต่ชายตัดไม้ก็ยังคงยืนยันว่าขวานของเขาเป็นเพียงขวานไม้ธรรมดาเท่านั้น

เทพเมอร์คิวรีดำลงน้ำไปเป็นครั้งที่สาม และกลับขึ้นมาพร้อมกับขวานเล่มเดิมของชายตัดไม้

ชายตัดไม้ร้องไห้ด้วยความดีใจและกล่าวขอบคุณเทพเมอร์คิวรีไม่หยุด เทพเมอร์คิวรีพอใจในความซื่อสัตย์ของชายตัดไม้เป็นอย่างมากจึงได้มอบขวานทั้งสามเล่มให้กับชายตัดไม้

ในไม่ช้าเรื่องราวความโชคดีของชายตัดไม้ก็ได้ร่ำลือไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ใคร ๆ ต่างก็เชื่อว่าจะสามารถได้รับความโชคดีแบบเดียวกับที่ายต้นไม้ได้รับ ดังนั้น ชายในหมู่บ้านจึงแห่พากันไปที่ริมน้ำในป่า และซ่อนก็เป็นที่รู้จักไปทั่วหมู่บ้าน ตอนนี้มีคนตัดไม้หลายคนในหมู่บ้านที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถได้รับความโชคดีแบบเดียวกันได้ง่ายๆ พวกเขารีบออกไปในป่า และซ่อนขวานไว้ในพุ่มไม้ ก่อนจะวิ่งไปร้องไห้ที่ริมน้ำแสร้งทำเป็นว่าทำขวานหาย แล้วคร่ำครวญวิงวอนขอความช่วยเหลือจากเทพเมอร์คิวรี

เทพเมอร์คิวรีเมื่อได้ยินเสียงคนเรียกร้องหาก็ปรากฏตัวขึ้น เมื่อได้ความว่าชายเหล่านี้ทำขวานหาย ก็ดำลงน้ำไปและกลับขึ้นมาพร้อมกับขวานทองคำ เทพเมอร์คิวรียื่นขวานทองคำไปตรงหน้าชายเหล่านั้นและถามว่านี่คือขวานของใคร แต่ละคนก็ต่างแย่งกันอ้างว่าเป็นขวานที่ตนทำหายไป เทพเมอร์คิวรีพิโรธที่ชายเหล่านี้กล้าโกหกหลอกลวง แทนที่จะให้ขวานทองคำแก่พวกเขา เทพเมอร์คิวรีกลับฟาดหัวพวกเขาแต่ละคนอย่างแรงด้วยขวานนั้น แล้วไล่ชายหลุ่มนั้นกลับบ้านไป เมื่อชายเหล่านั้นกลับมายังพุ่มไม้ที่ซ่อนขวานเอาไว้ในวันรุ่งขึ้น ก็ปรากฎว่าขวานทั้งหมดได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว


นิทานอีสปภาษาอังกฤษยาว ๆ 5 เรื่อง



รวม 5 นิทานอีสปภาษาอังกฤษยาว ๆ ที่ทั้งสนุก ได้ความรู้ และมีข้อคิดสอนใจ เหมาะอ่านเป้นนิทานก่อนนอนให้ลูกน้อย

  • นิทานอีสปภาษาอังกฤษยาว ๆ เรื่องที่ 1: The North Wind & the Sun

The North Wind and the Sun had a quarrel about which of them was the stronger. While they were disputing with much heat and bluster, a Traveler passed along the road wrapped in a cloak.

"Let us agree," said the Sun, "that he is the stronger who can strip that Traveler of his cloak."

"Very well," growled the North Wind, and at once sent a cold, howling blast against the Traveler.

With the first gust of wind the ends of the cloak whipped about the Traveler's body. But he immediately wrapped it closely around him, and the harder the Wind blew, the tighter he held it to him. The North Wind tore angrily at the cloak, but all his efforts were in vain.


Then the Sun began to shine. At first his beams were gentle, and in the pleasant warmth after the bitter cold of the North Wind, the Traveler unfastened his cloak and let it hang loosely from his shoulders. The Sun's rays grew warmer and warmer. The man took off his cap and mopped his brow. At last he became so heated that he pulled off his cloak, and, to escape the blazing sunshine, threw himself down in the welcome shade of a tree by the roadside.

Moral: Gentleness and kind persuasion win where force and bluster fail.


  • นิทานอีสปภาษาอังกฤษยาว ๆ เรื่องที่ 2: The Lion's Share

A long time ago, the Lion, the Fox, the Jackal, and the Wolf agreed to go hunting together, sharing with each other whatever they found.

One day the Wolf ran down a Stag and immediately called his comrades to divide the spoil.

Without being asked, the Lion placed himself at the head of the feast to do the carving, and, with a great show of fairness, began to count the guests.

"One," he said, counting on his claws, "that is myself the Lion. Two, that's the Wolf, three, is the Jackal, and the Fox makes four."

He then very carefully divided the Stag into four equal parts.

"I am King Lion," he said, when he had finished, "so of course I get the first part. This next part falls to me because I am the strongest; and this is mine because I am the bravest."

He now began to glare at the others very savagely. "If any of you have any claim to the part that is left," he growled, stretching his claws meaningly, "now is the time to speak up."

Moral: Might makes right.


  • นิทานอีสปภาษาอังกฤษยาว ๆ เรื่องที่ 3: The Lion, the Ass, & the Fox

A Lion, an Ass, and a Fox were hunting in company, and caught a large quantity of game. The Ass was asked to divide the spoil. This he did very fairly, giving each an equal share.

The Fox was well satisfied, but the Lion flew into a great rage over it, and with one stroke of his huge paw, he added the Ass to the pile of slain.

Then he turned to the Fox.

"You divide it," he roared angrily.

The Fox wasted no time in talking. He quickly piled all the game into one great heap. From this he took a very small portion for himself, such undesirable bits as the horns and hoofs of a mountain goat, and the end of an ox tail.

The Lion now recovered his good humor entirely.

"Who taught you to divide so fairly?" he asked pleasantly.

"I learned a lesson from the Ass," replied the Fox, carefully edging away.

Moral: Learn from the misfortunes of others.


  • นิทานอีสปภาษาอังกฤษยาว ๆ เรื่องที่ 4: The Wolf, the Kid, & the Goat

Mother Goat was going to market one morning to get provisions for her household, which consisted of but one little Kid and herself.

"Take good care of the house, my son," she said to the Kid, as she carefully latched the door. "Do not let anyone in, unless he gives you this password: 'Down with the Wolf and all his race!'"

Strangely enough, a Wolf was lurking near and heard what the Goat had said. So, as soon as Mother Goat was out of sight, up he trotted to the door and knocked.

"Down with the Wolf and all his race," said the Wolf softly.

It was the right password, but when the Kid peeped through a crack in the door and saw the shadowy figure outside, he did not feel at all easy.

"Show me a white paw," he said, "or I won't let you in."

A white paw, of course, is a feature few Wolves can show, and so Master Wolf had to go away as hungry as he had come.

"You can never be too sure," said the Kid, when he saw the Wolf making off to the woods.

Moral: Two sureties are better than one.


  • นิทานอีสปภาษาอังกฤษยาว ๆ เรื่องที่ 5: The Cat & the Old Rat

There was once a Cat who was so watchful, that a Mouse hardly dared show the tip of his whiskers for fear of being eaten alive. That Cat seemed to be everywhere at once with his claws all ready for a pounce. At last the Mice kept so closely to their dens, that the Cat saw he would have to use his wits well to catch one. So one day he climbed up on a shelf and hung from it, head downward, as if he were dead, holding himself up by clinging to some ropes with one paw.

When the Mice peeped out and saw him in that position, they thought he had been hung up there in punishment for some misdeed. Very timidly at first they stuck out their heads and sniffed about carefully. But as nothing stirred, all trooped joyfully out to celebrate the death of the Cat.

Just then the Cat let go his hold, and before the Mice recovered from their surprise, he had made an end of three or four.

Now the Mice kept more strictly at home than ever. But the Cat, who was still hungry for Mice, knew more tricks than one. Rolling himself in flour until he was covered completely, he lay down in the flour bin, with one eye open for the Mice.

Sure enough, the Mice soon began to come out. To the Cat it was almost as if he already had a plump young Mouse under his claws, when an old Rat, who had had much experience with Cats and traps, and had even lost a part of his tail to pay for it, sat up at a safe distance from a hole in the wall where he lived.

"Take care!" he cried. "That may be a heap of meal, but it looks to me very much like the Cat. Whatever it is, it is wisest to keep at a safe distance."

Moral: The wise do not let themselves be tricked a second time.


นิทานพื้นบ้านยาว ๆ 5 เรื่อง

 

 

รวม 5 นิทานพื้นบ้านไทย ที่ทั้งสนุก และยังได้แง่คิด พร้อมทั้งได้เห็นเรื่องราวและวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อน

  • นิทานพื้นบ้านยาว ๆ เรื่องที่ 1: เมขลารามสูร

บนสวรรค์มีนางฟ้าองค์หนึ่งนามว่า เมขลา เป็นนางฟ้าผู้ทำหน้าที่ในการปกปักรักษาดวงแก้วมณีศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นของวิเศษประจำมหาสมุทร ดวงแก้วดวงนี้มีอานุภาพปรากฎเป็นที่พิสดาร สามารถส่องแสงสว่างไสวและเจิดจรัสไปทั่วทั้งท้องฟ้าและท้องทะเล นางฟ้าเมขลามักจะเหาะร่ายรำบนท้องฟ้าอยู่เป็นนิจ และโยนดวงแก้วไปมาอย่างสนุกสนาน จนปรากฎเป็นแสงสว่างแปลบปลาบอยู่บนท้องฟ้าอยู่เสมอ

อยู่มาวันหนึ่ง ยักษ์ร้ายนามว่า รามสูร มีขวานเพชรที่ทรงพลานุภาพเป็นอาวุธคู่กาย ขณะที่นางฟ้าเมขลากำลังเหาะโยนดวงแก้วผ่านมานั้น รามสูรเห็นแสงสว่างจากดวงแก้วก็ยังเกิดความโลภอยากจะได้ดวงแก้ววิเศษนั้นมาครอบครอง จึงเหาะปรี่เข้าไปหานางฟ้าเมขลาเพื่อจะแย่งชิงดวงแก้วนั้น

ทว่านางฟ้าเมขลาสามารถเหาะหลบได้อย่างว่องไว รามสูรไล่ตามเท่าไหร่ก็ยังไม่สามารถจับนางฟ้าเมขลาได้ จึงเกิดความพิโรธขว้างขวานเพชรออกไปหมายจะสังหารนางฟ้าเมขลา แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะนางเมขลาใช้แสงจากดวงแก้วมณีส่องเข้าดวงตาของรามสูร ทำให้รามสูรมองไม่เห็น ทุกครั้งที่ขว้างขวานออกไปก็จะพลาดเป้าทุกครั้ง

เหตุการณ์ไล่ล่าแย่งชิงดวงแก้ววิเศษนี้มักจะเกิดขึ้นในหน้าฝน และเกิดเป็นแสงสว่างแปลบปลาบอยู่บนท้องฟ้ามองเห็นได้ทั้งบนสวรรค์ ท้องทะเล และโลกมนุษย์ เมื่อเกิดแสงแปลบปลาบแล้ว ก็จะตามมาด้วยเสียงอึกทึกครึกโครมดังสนั่นตามมา คนสมัยโบราณจึงเชื่อกันว่า แสงฟ้าแลบที่เห็นนั้น เป็นแสงจากดวงแก้วของนางฟ้าเมขลา และเสียงฟ้าร้องดังลั่นนั้นเป็นเสียงขวานเพชรของรามสูรนั่นเอง


  • นิทานพื้นบ้านยาว ๆ เรื่องที่ 2: เกาะหนูเกาะแมว

กาลครั้งหนึ่ง มีพ่อค้าจีนแล่นเรือสำเภาสินค้าเดินทางไกจากเมืองจีนเพื่อมาค้าขายที่เมืองสงขลา เมื่อขายสินค้าจนหมดก็จะนำสินค้าจากเมืองสงขลากลับไปขายที่จีนอยู่เสมอ ครั้งนี้พ่อค้าจีนก็ทำเช่นทุกครั้ง เมื่อขายสินค้าหมดแล้ว ก็ตระเวนซื้อสินค้าในเมืองสงขลาขนขึ้นเรือกลับไปขายที่เมืองจีน บังเอิญพ่อค้าจีนเห็นหมากับแมวคู่หนึ่งจึงนึกเอ็นดูซื้อหมากับแมวคู่นั้นลงเรือกลับเมืองจีนด้วย

แต่การเดินเรือในสมัยนั้นใช้ระยะเวลานาน หมากับแมวเมื่ออยู่บนเรือนานเข้าก็รู้สึกเบื่อหน่ายและคิดถึงบ้านที่เมืองสงขลา จึงระดมความคิดหาวิธีหนีกลับบ้าน เจ้าหมารู้มาว่าพ่อค้าจีนมีแก้ววิเศษที่ว่ากันว่าใครถือไว้จะไม่จมน้ำ ได้ยินดังนั้น แมวจึงวางแผนกับหนูให้ไปขโมยแก้ววิเศษมาจากพ่อค้า และจะขอติดตามกลับเมืองสงขลาด้วย เมื่อพ่อค้าจึนถึงคราวขนสินค้าจากเมืองจีนกลับมายังเมืองสงขลาอีกครั้งหนึ่ง เจ้าหนูก็ได้จังหวะเข้าไปขโมยแก้ววิเศษของพ่อค้าจีน เจ้าหนูอมดวงแก้วเอาไว้ในปาก แล้วกระโดดลงน้ำโดยมีหมากับแมวเกาะตามหลังมาด้วย ทั้งสามว่ายน้ำไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ทันจะถึงชายฝั่งเมืองสงขลา เจ้าหนูก็บังเกิดความคิดว่า แก้ววิเศษนี้เป็นของมีค่า ถ้าขึ้นฝั่งเมื่อไหร่ หมากับแมวจะต้องแย่งชิงเอาไปแน่ ๆ จึงคิดที่จะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวและครอบครองแก้ววิเศษนี้เสีย 

ฝ่ายแมวที่ว่ายน้ำตามหลังมาติด ๆ ก็คิดเช่นเดียวกัน และตัดสินใจว่ายน้ำปรี่เข้าไปหาหนู หนูตกใจนึกว่าแมวจะตะปบ จึงรีบว่ายน้ำหนีสุดแรงกล้า แต่พลาดท่าไม่ทันระวังตัว แก้ววิเศษที่อมไว้หลุดออกจากปากจมหายลงไปในน้ำ เมื่อสิ้นอิทธิฤทธิ์ของแก้ววิเศษ สัตว์ทั้ง 3 ก็หมดแรงจนไม่สามารถจะว่ายน้ำต่อไปได้อีก และจมน้ำตายลงไปกลายเป็นเกาะหนู และเกาะแมว ส่วนหมาแม้จะสามารถตะเกียกตะกายว่ายไปจนถึงชายฝั่งเมืองสงขลาได้ แต่ก็เหนื่อยล้าจนขาดใจตายกลายเป็นหินที่ปัจจุบันเรียกว่า เขาตังกวน อยู่ริมอ่าวสงขลา ส่วนแก้ววิเศษที่หล่นจากปากของหนู เกิดแตกละเอียดเป็นเศษเล็กเศษน้อยก็กลายมาเป็นหาดทรายที่เรียกกันในปุจจุบันว่า หาดทรายแก้ว 



  • นิทานพื้นบ้านยาว ๆ เรื่องที่ 3: กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ครอบครัวชาวนายากจนครอบครัวหนึ่งเหลือกันแค่แม่กับลูกชาย ลูกชาวอายุยังน้อยจึงเป็นเสาหลักของครอบครัว ตื่นออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด มานะบากบั่นทำนาตั้งแต่เช้าจนสายก็ยังไม่เห็นแม่เอาข้าวมาส่งให้สักที ยิ่งทำงานก็ยิ่งเหนื่อยจนหิวแทบจะทนไม่ไหว แต่ก็ยังมองไม่เห็นแม่เดินทางมาถึงที่นาสักที

ผ่านไปสักพัก ลูกชายก็เห็นแม่เดินถือกล่องข้าวมาแต่ไกล ด้วยความเหนื่อย ความหิว รวมเข้ากับความโมโห ลูกชายจึงเดินเข้าไปต่อว่าแม่ทันทีที่นำข้าวมาส่งให้ช้า หนำซ้ำยังนำกล่องข้าวใบเล็กนั่นมาอีก ฝ่ายแม่พยายามจะอธิบาย แต่ลูกชายก็ไม่ยอมฟัง ไม่เพียงด่าทอด้วยความโมโห แต่ยังโกรธจัดจนทำร้ายแม่ของตนเอง เสร็จแล้วจึงหยิบกล่องข้าวนั้นไปนั่งกินด้วยความหิวโหย

พอกินจนอิ่ม ลูกชายก็ได้พบว่ากล่องข้าวนั้นเล็กก็จริง แต่แม่ก็ได้อัดข้าวเหนียวไว้ในกล่องจนแน่น เขากินเท่าไหร่ข้าวก็ยังคงเหลืออยู่อีกมาก กล่องข้าวน้อยแต่ข้าวกลับไม่ได้มีน้อยแบบที่เขาคิด

ลูกชายเมื่อได้สติก็รีบหันกลับไปหาแม่ ก่อนจะพบว่าแม่ได้นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นสิ้นชีวิตไปเสียแล้ว ลูกชายร่ำไห้เสียใจที่ปล่อยให้ความหิวและความโกรธครอบงำจนทำร้ายแม่ของตนเอง ด้วยความสำนึกผิด ลูกชายตัดสินใจออกบวชและอุทิศตนให้พระศาสนา พร้อมสร้างจึงพระธาตุเจดีย์ขึ้นกลางท้องนาบริเวณที่เขาได้ทำร้ายแม่จนสิ้นใจ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับแม่ของตน และเป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงพระคุณของแม่ 



  • นิทานพื้นบ้านยาว ๆ เรื่องที่ 4: ปลาบู่ทอง

นางเอื้อย และ นางอ้าย เป็นพี่น้องร่วมพ่อเดียวกันแต่คนละแม่ ทั้งสองเติบโตมามีสัยแตกต่างกันสุดขั้ว นางเอื้อยนั้นเป็นคนเรียบร้อย อ่อนโยน จิตใจดี ส่วนนางอ้ายนั้นเป็นเด็กเอาแต่ใจ ขี้อิจฉาริษยา

วันหนึ่ง ขณะที่แม่ของเอื้อยกับพ่อออกไปหาปลา วันนั้นหาปลาแทบไม่ได้ ฝ่ายพ่อนึกโมโหว่าแม่ของเอื้อยเป็นตัวโชคร้ายทำให้วันนี้หาปลาไม่ได้ จึงใช้ไม้พายเรือสังหารแม่ของเอื้อยจนสิ้นใจ หลังจากตายไปแล้ว แม่ของนางเอื้อยได้กลับมาเกิดเป็น "ปลาบู่ทอง" นางเอื้อยรู้ว่าแม่ตายก็เสียใจ เฝ้าร้องไห้อยู่ริมน้ำหน้าบ้านเป็นประจำ จนวันหนึ่งปลาบู่ทองได้บอกความจริงว่าตนคือแม่ของเอื้อยที่มาเกิดใหม่เป็นปลาบู่ทอง

ฝ่ายแม่เลี้ยงและนางอ้ายสืบจนรู้ความว่าปลาบู่ที่นางเอื้อยแอบมาพูดคุยและป้อนรำอยู่ทุกวันนั้นเป็นแม่ของนางเอื้อยกลับมาเกิดใหม่ จึงจับเอาปลาบู่นั้นมาแกงกินเสีย นางเอื้อยเสียใจมาก จึงเก็บเกล็ดและก้างของแม่ปลาบู่ไปฝังดิน

ฝ่ายแม่ของเอื้อยดวงจิตยังคงห่วงใยลูกสาว จึงเกิดใหม่มาสถิตอยู่ในต้นมะเขือบริเวณที่เอื้อยฝังเกล็ดและก้างของปลาบู่ แต่ไม่นานแม่เลี้ยงและนางอ้ายก็สืบรู้เรื่องอีกจนได้ว่าต้นมะเขือนั้นคือปลาบู่กลับมาเกิดใหม่ จึงโค่นต้นมะเขือแล้วเก็บผลมะเขือมาจิ้มน้ำพริกกิน เอื้อยเสียใจมากทำได้แค่เก็บเอาเมล็ดมะเขือทั้งหมดและนำไปฝังดินใหม่อีกครั้ง และครั้งนี้เมล็ดมะเขือได้เกิดใหม่เป็นต้นโพธิ์ทอง เอื้อยรู้ว่าแม่สถิตอยู่ในต้นโพธิ์ทองก็หมั่นมาเยี่ยมเยียนแม่อยู่เสมอ

วันหนึ่ง เจ้าชาย ผ่านมาเห็นเอื้อยนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ทองและรับรู้เรื่องราวทั้งหมด เจ้าชายประทับใจในความกตัญญูของเอื้อยเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งได้เห็นเอื้อยก็ยิ่งตกหลุมรัก จึงตัดสินใจรับเอื้อยเข้าวังไปเป็นพระชายา และสั่งทำโทษพ่อ แม่เลี้ยงและครอบครัวให้ได้รับผลกรรมที่ทำไว้กับเอื้อยและแม่ของเอื้อย


  • นิทานพื้นบ้านยาว ๆ เรื่องที่ 5: ไกรทองกับชาละวัน

ณ เมืองพิจิตร เป็นที่ร่ำลือและกล่าวขานกันมานานว่ามีจระเข้ที่มีอำนาจและฤทธิ์เดชมาก มักจะฉุดเอาชาวบ้านไปกินเป็นอาหารอยู่เสมอ ๆ ชาวบ้านต่างก็หวาดกลัวกับจระเข้ที่มีนามว่าชาละวันเป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่งพญาชาละวันออกหากินตามปกติ ว่ายน้ำมาจนถึงท่าน้ำของเจ้าเมืองพิจิตร เห็นลูกสาวเจ้าเมืองชื่อตะเภาทองกำลังอาบน้ำอยู่ ชาละวันหลงรักขึ้นมาทันทีจึงคาบนางตะเภาทองลงไปอยู่ด้วยกันที่ถ้ำทอง

เจ้าเมืองเมื่อรู้ว่าลูกสาวถูกพญาชาละวันจับตัวไปจึงออกประกาศตามหาผู้มีวิชาอาคมให้มาปราบพญาชาละวัน หากใครทำสำเร็จจะยกทั้งลูกสาวและทรัพย์สมบัติให้ ไกรทอง ชายหนุ่มผู้มีวิชาอาคมแก่กล้ารู้ข่าวเข้าก็อาสามาช่วยปราบพญาชาละวัน ไกรทองได้ผูกแพลอยไปกลางน้ำพร้อมทำพิธีเรียกพญาชาละวันให้ชึ้นมาจากน้ำ ฝ่ายพญาชาละวันทนฤทธิ์อาคมไม่ไหว จึงกลายร่างโผล่ออกมาจากน้ำและคาบเอาไกรทองลงน้ำหายไปด้วย ไกรทองกับชาละวันสู้กันในถ้ำทองอยู่นานก็ยังไม่รู้แพ้รู้ชนะ จนสุดท้ายไกรทองได้จังหวะใช้หอกอาคมสังหารชาละวันจนสิ้นใจ และพานางตะเภาทองกลับขึ้นไปบนฝั่งสำเร็จ เมื่อพญาชาละวันสิ้นไปแล้ว ชาวเมืองพิจิตรก็กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันอีกครั้ง ไกรทองได้แต่งงานกับลูกสาวทั้ง 2 ของท่านเจ้าเมือง และภายหลังยังได้ภรรยาของพญาชาละวันที่อยู่ในถ้ำทองมาเป็นภรรยาของตนอีกด้วย


กล่อมลูกนอนด้วยนิทานยาว ๆ

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ลูกน้อยได้ใช้เวลาก่อนเข้านอนอย่างมีคุณภาพ และช่วยให้เด็ก ๆ เข้านอนเป็นเวลานั่นก็คือ การอ่านนิทานยาว ๆ พร้อมภาพประกอบให้ลูกได้ฟังเป็นประจำ ด้วยเนื้อเรื่องที่ยาว จึงทำให้อาจต้องใช้เวลาต่อเรื่อง 10-20 นาที หรือถ้าอ่านอย่างน้อย 2 เรื่อง ก็อาจใช้เวลา 15-30 นาที และด้วยเรื่องราวที่มีรายละเอียดหลากหลาย สามารถช่วยดึงความสนใจของลูกน้อยให้จดจ่อกับเรื่องราวในนิทานเรื่องยาวนั้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ในระหว่างการอ่านนิทานเรื่องยาว ลูกน้อยจะได้เรียนรู้ทั้งคำศัพท์ใหม่ ๆ รูปประโยคที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นทักษะด้านภาษษและการสื่อสารได้เป็นอย่างดี รวมถึงการเรียนรู้ที่จะเข้าใจปมเหตุของแต่ละตัวละคร เข้าใจวิถีชีวิตของตัวละครที่หลากหลาย ช่วยให้ลูกน้อยเรียนรู้ที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา

นอกจากนี้ นิทานเรื่องราวแต่ละเรื่องย่อมต้องใช้เวลา กว่าที่จะอ่านกันจนจบ ลูกน้อยก็จะรู้สึกง่วงนอนได้พอดิบพอดี ถือเป็นการกล่อมนอนโดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องร้องเพลงกล่อม แต่ได้สร้างช่วงเวลาที่อบอุ่นร่วมกันก่อนส่งลูกน้อยเข้านอนด้วย นิทานกล่อมเด็ก สุดสนุก



รู้จัก Enfagrow A+ Superior นม UHT เสริมสารอาหารสูงสำหรับเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป

การอ่านนิทานเรื่องยาว เป็นกิจกรรมที่มีส่วนช่วยสร้างเสริม IQ ที่สมวัยให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี แต่เด็กยุคนี้แค่ IQ อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี EF ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นต่ออนาคตของเด็กยุคนี้ที่ควรมีควบคู่กันไป นอกจากกิจกรรมที่ดีแล้ว การเลือกโภชนาการที่ดีจะช่วยสร้างเสริมทั้งร่างกายและสมองของลูกให้สมวัย นมกล่องยูเอชที เอนฟาโกร เอพลัส สูตรเฉพาะที่มี MFGM และ DHA สูง พร้อมวิตามินบี 12 ที่มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง


บทความแนะนำสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

* นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก
Enfa Smart Club สนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่าง
เดียวอย่างน้อย 6 เดือนและให้นมแม่ควบคู่อาหารตามวัยอีก 2 ปี หรือนานกว่านั้น ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO)
Enfa Smart Club พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยการมอบข้อมูลโภชนาการและพัฒนาการลูกน้อยแต่ละวัย ที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ ผ่านเว็บไซต์ enfababy.com

คุณกำลังเข้าถึงเนื้อหาจากผู้ให้บริการภายนอกเกี่ยวกับการซื้อหรือ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย) จำกัด​

กรุณากดยืนยันเพื่อดำเนินการต่อ

Line TH
Line TH
Cart TH
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกชื่อของคุณ
กรุณากรอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกต้อง
วันเกิดลูกน้อย
กรุณาเลือกวันที่