วัยแรกเกิด

แม้ว่าในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด คุณแม่จะเห็นลูกน้อยเอาแต่นอนทั้งวัน แต่ก็ใช่ว่าลูกจะทำอะไรไม่ได้เลย  เพราะทุกเวลานาทีที่ผ่านไปคุณแม่สามารถสร้างเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของลูกน้อยได้ไม่ต่างจากทารกในวัยอื่นๆ  อีกทั้งช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปรับตัวระหว่างคุณแม่กับลูกน้อยด้วย

 

ด้านสติปัญญาและการเรียนรู้

  •  สัปดาห์แรกของชีวิต ลูกน้อยต้องการเวลานอนหลับประมาณ 17-18 ชั่วโมงต่อวัน การนอนหลับที่เพียงพอ สำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของลูก  เพราะขณะที่ลูกหลับร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตและช่วยเพิ่มพลังงานให้สมองพร้อมสำหรับการเรียนรู้ในยามตื่น  ฉะนั้นการนอนหลับที่ไม่เพียงพอหรือการนอนหลับไม่สนิท เช่น อยู่ในสถานที่เสียงดังเกินไป เย็นหรือร้อนเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูก

  •  ประสาทหูของลูกค่อนข้างไวต่อเสียงได้ยินอะไรนิดหน่อยก็สะดุ้งผวา

  •  เวลากระทบแสงจ้าจะหยี่ตา ประสิทธิภาพในการมองเห็นยังไม่ดีนัก มองเห็นได้เพียงรางๆ ระยะห่างไม่เกิน 8 นิ้วเท่านั้น 

  •  สามารถรับรู้เวลาได้รับการโอบอุ้ม สัมผัส ยิ่งคุณแม่โอบอุ้มลูกให้อยู่ในท่าที่มั่นคงเพื่อให้นมลูกก็จะสามารถไซ้หาหัวนมคุณแม่ได้

  •  สามารถคว้าจับสิ่งของได้หากบังเอิญไปแตะเข้า หรือหากคุณแม่ลองสอดนิ้วเข้าไปในอุ้งมือของลูก ลูกจะกำนิ้วของคุณแม่ไว้แน่น

  •  สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างรสหวานและขมได้ในช่วง 3-4 วันหลังคลอด

 

ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว

  • ด้วยศีรษะที่ยาวเกือบครึ่งหนึ่งของลำตัวจึงทำให้ทารกเคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด เช่น ขยับแขนขา กระพริบตา ส่ายศีรษะไปมาได้เล็กน้อย เป็นต้น แต่การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบของปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (Reflexes) เช่น ถ้าคุณแม่เปลี่ยนท่านอนลูกอย่างฉับพลันหรือมีเสียงดัง ลูกจะสะดุ้งผวา แขนขากางออกแล้วงอกลับมาอยู่ในท่าห่อตัวอย่างรวดเร็ว หรือหากคุณแม่ลองเอานิ้วเขี่ยที่แก้มของลูก เขาจะหันหาตามทิศทางที่ถูกสัมผัส

  •  สามารถหันศีรษะจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้ บางครั้งอาจยกขึ้นลงได้เล็กน้อย

  • หากจับลูกอุ้มขึ้นบ่าลูกจะพยายามยกศีรษะและขยับร่างกาย แต่ถ้านอนคว่ำลูกจะนอนในท่าคุดคู้ตัวกลม

  • คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านร่างกายของลูกน้อยได้ ด้วยการโอบอุ้มหรือนวดสัมผัสตามส่วนต่างๆ ของร่างกายลูกบ่อยๆ  จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการด้านร่างกายและการเรียนรู้ดีขึ้น

 

ด้านภาษาและการสื่อสาร

  • แม้ว่าลูกจะพูดไม่ได้แต่สามารถสื่อสารได้ด้วยการส่งเสียง “ร้อง” เช่น เมื่อรู้สึกหิว รู้สึกไม่สบายเนื้อตัว หากคุณแม่ตอบสนองลูกน้อยอย่างถูกต้องและทันท่วงทีด้วยการอุ้มที่มั่นคงจะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจ  และเป็นเด็กอารมณ์ดีได้ไม่ยาก  

 

ด้านอารมณ์และสังคม

  • ในแต่ละวันลูกจะมีเวลาตื่นตัวประมาณ 3 % ในช่วงเวลากลางวัน  จึงเป็นช่วงที่คุณแม่กับลูกน้อยควรจะได้สบตาทักทายเพื่อสร้างความอบอุ่นคุ้นเคยต่อกันมากขึ้น

  • ลูกวัยนี้ชอบมองใบหน้าคนมากกว่าสิ่งของ และชอบฟังเสียงสูงของแม่มากกว่าเสียงทุ้มๆ ของคุณพ่อ

  • ชอบมองดูวัตถุที่มีลวดลายมากกว่าสีเรียบๆ เนื่องจากไม่ว่าจะมองจากมุมไหนหรือแสงสว่างอย่างไรลวดลายนั้นยังคงเหมือนเดิม แต่สีจะเปลี่ยนไประดับความสว่างในห้อง

 

คุณแม่คงเห็นแล้วนะคะว่าแม้ลูกน้อยจะยังใหม่ต่อโลกแต่เขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขอเพียงเราเข้าใจและเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกอย่างรอบด้าน โดยผ่านดูแลอย่างเหมาะสมค่ะ