ครอบครัวคนยุคใหม่ มักเป็นครอบครัวเดี่ยว มีลูกคนเดียว เด็กจึงมักมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับคนอื่น มีปัญหาในการเข้าสังคม คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับปลูกฝังทักษะในเรื่องนี้ เพราะเด็กที่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี  มีน้ำใจกับคนอื่น ชอบช่วยเหลือ แบ่งปัน คิดถึงคนอื่น คือ เด็กที่มีพัฒนาการทางสังคมที่ดี จะเป็นที่ยอมรับ เป็นที่รักของคนอื่น ซึ่งจะทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน 

เข้าสังคม พร้อมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ที่สำคัญ ลูกควรได้ฝึกทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่นในแบบทีมเวิร์คได้ เพราะเด็กแต่ละคนมีทักษะที่โดดเด่นหลากหลายต่างกันไป การทำงานร่วมกัน การช่วยเหลือกัน หรือการทำงานแบบทีมเวิร์ค จึงเป็นทักษะสำคัญที่ลูกต้องมี

เข้าสังคม พร้อมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ทักษะเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในอนาคต คนเก่งหรือประสบความสำเร็จในนิยามของโลกอนาคตนั้น ต้องมีทักษะที่หลากหลายรอบด้าน ทั้งเก่งงานและเก่งคน และไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดหรือโดดเดี่ยวตามลำพัง แต่สามารถสมดุลความสำเร็จนั้นกับความสุขของตัวเองและมีความอ่อนโยน อ่อนน้อมไปกับคนรอบข้างด้วย

เข้าสังคม พร้อมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

กิจกรรมสำหรับ ลูกน้อยวัย 1-3 ขวบ

รายละเอียด

ฝึกลูกช่วยเหลือตัวเอง

หากเด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเรื่องต่างๆ เขาก็จะเกิดความมั่นใจ  ส่งผลต่อความมั่นคงทางอารมณ์และการเข้าสังคมของลูกต่อไป สิ่งที่คุณแม่ควรจะฝึกฝนให้ลูก คือ

  • หัดแปรงฟันเอง   โดยคุณแม่คอยช่วยเหลือก่อนในระยะแรก จากนั้นค่อยๆ ปล่อยให้ลูกทำเอง คุณแม่มาดูอีกครั้งว่าลูกแปรงได้สะอาดหรือไม่ 
  • หัดขับถ่ายให้เป็นเวลา เช่น นั่งกระโถนทุกเช้า 
  • หัดแต่งตัว โดยเริ่มจากฝึกถอดเสื้อ ถอดกางเกงก่อนแล้วจึงฝึกให้สวมเสื้อสวมกางเกงตามมา
  • หัดตักอาหารกินเอง 

  ฯลฯ 

ให้ลูกช่วยทำงานบ้าน

การฝึกให้ลูกช่วยแม่ทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้เขาเข้าใจคนอื่น เห็นคนอื่นทำงานแล้วเข้าไปช่วยเหลือ คุณแม่อย่ามองข้ามการให้ลูกช่วยทำงานบ้าน อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก  โดยเริ่มจากงานง่ายๆ เช่น เก็บที่นอนเอง กวาดบ้าน หยิบเสื้อผ้าที่จะซักใส่เครื่องซักผ้า วางช้อนส้อมบนโต๊ะอาหาร ช่วยแม่จัดเก็บเสื้อผ้าใส่ตู้  ช่วยแม่รดน้ำต้นไม้ เมื่อลูกทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ นี้จนเริ่มชินแล้ว จึงค่อยมอบหมายให้ลูกทำงานที่ยากขึ้นไปเมื่อลูกโตขึ้น

พาลูกร่วมกิจกรรมต่างๆ 

ควรพาลูกออกไปพบปะผู้คน ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ บ้าง เพื่อให้ลูกเรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น รู้จักแบ่งปันของเล่น การรอคอย และรู้จักระเบียบ กฎกติกาของสังคม  

สอนขอบคุณ ขอโทษ

การขอบคุณ ขอโทษ เป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนลูก  สอนให้ลูกรู้ว่าเมื่อใดที่ควรพูดคำว่าขอโทษและขอบคุณ  เช่น เมื่อลูกเริ่มทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ตี หรือแย่งของเล่นเพื่อน ให้ค่อยๆ บอกลูกว่า “หนูไปแย่งของเล่นเพื่อนแบบนี้ไม่ได้ หนูควรขอโทษเพื่อน” หรือเมื่อใครให้ของหรือทำสิ่งใดให้เราก็ควรพูด “ขอบคุณ”   

สอนลูกเล่นกับเพื่อน

เวลาเล่นกับเพื่อน ควรบอกลูกว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร เช่น    “เล่นแรงๆ หรือตี หรือผลักคนอื่นไม่ได้” “แย่งของเล่นเพื่อนไม่ได้” “ถ้าเพื่อนมาขอเล่นของเล่น ให้แบ่งให้เพื่อนด้วย เลือกดูว่าจะแบ่งชิ้นไหนให้เขาดี  เดี๋ยวเพื่อนก็คืน” 

สงบสยบลูกอาละวาด

ถ้าลูกอาละวาดอย่างไม่เหมาะสมให้ทำเป็นไม่สนใจ วางเฉย ทำท่าสงบ อย่าแสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่อารมณ์เสีย และอย่าแก้ปัญหาโดยยอมแพ้ให้ลูกในสิ่งที่ลูกต้องการ ฯลฯ เพราะลูกจะรู้ได้ทันทีว่าถ้าอาละวาดแบบนี้แล้วได้ผล สามารถเอาชนะพ่อแม่ได้ ลูกก็จะใช้วิธีอาละวาดเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่ถ้าพ่อแม่ไม่สนใจ ปล่อยให้ร้องไป ในที่สุดลูกจะเลิกใช้วิธีอาละวาดเพื่อแก้ปัญหา เพราะรู้ว่าไม่ได้ผล

สอนลูกทำตามกฎกติกา

การสอนลูกทำตามกฎกติกาเป็นสิ่งสำคัญของทักษะทางสังคม สามารถสอนได้ผ่านกิจวัตรประจำวันและงานบ้าน เช่น  เมื่อถึงมื้ออาหารก็ต้องกิน อาจกำหนดเวลาอาหารแต่ละมื้อไว้ เช่น ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที หากลูกเล่นอาหาร ขว้างปาช้อนหรือถ้วย อมข้าว หรือกินช้าจนเลยเวลาที่กำหนด ให้เก็บอาหาร ซึ่งคุณแม่ต้องใจแข็งและไม่ให้อาหารอื่นกับลูก เมื่อยังไม่ถึงเวลาอาหารตามที่กำหนดไว้ หรือเมื่อถึงเวลานอนที่แม่ได้ร่วมกำหนดกันไว้ก็ต้องนอน เป็นต้น ลูกจะได้เรียนรู้ว่ากฎกติกาที่ตั้งไว้เขาต้องทำตาม   

ไม่ตามใจลูก

การตามใจลูกจะทำให้ลูกไม่ได้เรียนรู้ที่จะควบคุมความต้องการของตัวเองอย่างเหมาะสม จนเติบโตมาเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ทำให้มีปัญหาในการเข้าสังคมได้ คุณแม่จึงไม่ควรตามใจลูก และเขาต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมความต้องการของตนเอง เช่น ขณะที่แม่ทำอาหารอยู่ ลูกขอร้องแม่ให้มาเล่านิทาน ควรบอกให้ลูกรอแม่ทำอาหารให้เสร็จก่อนแล้วจะไปเล่าให้ฟัง เมื่อถึงเวลาที่ตกลงกันก็ควรเล่านิทานให้ลูกฟัง เด็กจะเริ่มเรียนรู้การรอคอยได้ จะเป็นพื้นฐานของการรู้จักเกรงใจผู้อื่น 

สอนเรื่องสิทธิของคนอื่น

ควรจะสอนลูกให้เคารพสิทธิหรือของส่วนตัวของคนอื่น เช่น ก่อนเข้าห้องคนอื่นต้องขออนุญาต ไม่เอาของคนอื่นมาเล่นโดยเจ้าของไม่อนุญาต ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกหยิบ หรือแย่งของเล่นของคนอื่นมาตามอำเภอใจ

ชี้แนะสิ่งไม่สมควร

หากลูกเห็นคนที่ทำตัวไม่เหมาะสม หรือภาพตามสื่อต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น คนด่าทอกัน ตบตีกัน  หรือตัวตลกเล่นตีหัว ฯลฯ  ควรชี้แนะลูกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม ไม่ควรทำกับคนอื่น

ให้ลูกออกไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ

การให้ลูกออกไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ได้พบกับคนที่มีโอกาสมากกว่าและด้อยโอกาสมากกว่าตัวเอง จะทำให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเข้าใจคนอื่นได้ดีขึ้น  ในทางกลับกัน การที่คุณพ่อคุณแม่ประคบประหงมลูกมากเกินไป หรือให้เห็นแต่ด้านที่ดีของสังคม  อาจทำให้เด็กอยู่กับตนเอง และคิดให้คนอื่นเข้าใจตนเอง ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางได้

สอนลูกพูดจาไพเราะ 

การพูดจาไพเราะถือเป็นมารยาททางสังคมอย่างหนึ่ง สอนให้ลูกทักทาย สวัสดี สาธุ ขอโทษเมื่อทำผิด และรู้จักขอบคุณ พร้อมกับพนมมือไหว้สวยๆ และค้อมตัวลง รวมถึงแสดงความนอบน้อม มีสัมมาคารวะ ลูกจะเป็นที่รักของคนอื่น 

เคารพกฎระเบียบของสังคม 

วิธีสอนลูกง่ายๆ เช่น เมื่อขับรถเจอไฟจราจรสีแดง คุณพ่อต้องหยุดรถ เมื่อเจอทางม้าลายก็จอดให้คนข้าม ฯลฯ  และสอนลูกว่าทุกคนต้องทำตามกฎที่มี เพื่อความปลอดภัยและความเป็นระเบียบของสังคม