ฉลาดเรียนรู้

สร้างสมาธิ เพื่อลูกฉลาดเรียนรู้

       โดยปกติแล้ว สิ่งที่ผ่านเข้ามาในสมองของคนเรา 100 ส่วน จะมีสิ่งที่ทำให้เราสนใจขณะนั้นได้แค่ 1 ส่วน ส่วนอีก 99 ส่วนจะถูกทิ้งไป เมื่อเด็กมีความสุขและใจจดจ่อกับการทำกิจกรรมแล้วจะเกิดการกระตุ้นวงจรแห่ง ความปีติ (Reward Circuit) ให้ทำงานมากขึ้นและเกิดเป็นการเรียนรู้ขึ้นมา

       ด้วยเหตุนี้ สมาธิจึงเป็นดั่งจุดเริ่มต้นแห่งการฉลาดเรียนรู้ของเด็ก ที่คุณแม่มือใหม่สามารถส่งเสริมลูกให้มีพัฒนาการนี้ได้ตั้งแต่ยังแบเบาะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ลูกมีสมาธิแบบเด็กโตหรือผู้ใหญ่ เพราะโดยพัฒนาการของเด็กวัยนี้แล้ว การที่เขาจะจะสามารถจ้องวัตถุได้ หรือหันไปหาเสียงที่เขาได้ยิน แค่เพียงนาทีสองนาที นั่นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดสมาธิที่เหมาะสมกับวัยของเขาได้แล้ว สมาธิของเด็กวัยนี้คือการนิ่ง จ้องมองสิ่งที่ตนสนใจได้ชั่วเวลาหนึ่ง

       ดังนั้น กิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิของลูกวัยนี้จึงเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่คุณแม่ทำกับลูกในทุกๆ วันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกได้ดูดนมแม่ การผสานสายตาระหว่างแม่ลูก ตาจ้องตา เนื้อแนบเนื้อ การร้องเพลงเห่กล่อม หรือแม้กระทั่งการนวดสัมผัส เหล่านี้ล้วนช่วยเสริมสร้างสมาธิและปูทางลูกน้อยสู่การเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพในอนาคตได้แล้ว  สำคัญที่ ต้องอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่ง “ความสุข” และ “ความสงบ” ด้วยค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว

ฝึกสายตา พัฒนาการเอื้อมคว้าด้วยโมบาย

       เพื่อความฉลาดเคลื่อนไหวของลูก ขอแนะนำของเล่นง่ายๆ ที่ช่วยพัฒนาสายตาและการเอื้อมคว้าให้ลูกอย่าง “โมบาย”  พ่อแม่สมัยก่อนใช้โมบายคลาสสิกอย่างปลาตะเพียนสาน มาฝึกพัฒนาการลูก ซึ่งสมัยนี้โมบายปลาตะเพียนสานก็ยังนำมาใช้ได้ดีอยู่  หรือคุณแม่อาจจะใช้โมบายสีสันสดใสรูปต่างๆ มีเสียงดังกรุ๋งกริ๋งอยู่ด้วยแทนก็ได้

       เพียงคุณแม่แขวนโมบายไว้ในเหนือเตียงหรือเปลที่ลูกนอนหรือเล่น ซึ่งลูกจะได้มองเห็นและสามารถเอื้อมมือคว้าจับเล่นได้ แล้วชวนลูกพูดคุย ชี้ชวนให้ลูกดูโมบาย บอกศัพท์หรือชื่อของสิ่งที่ลูกเห็น เช่น ปลา ลิง ช้าง ฯลฯ  ซ้ำทุกครั้ง เพื่อให้ลูกได้รู้จักและจดจำ  คุณแม่ลองค่อยๆ ยกโมบายให้สูงขึ้น แล้วใช้มือแตะโมบายให้แกว่งเพื่อเพิ่มความสนใจของลูกให้มากขึ้น  ลูกจะพยายามเอื้อมมือคว้าโมบายดูบ้าง 

       กิจกรรมการเล่นแบบนี้ ลูกจะได้ฝึกการใช้สายตาในการมองวัตถุที่เคลื่อนไหว  ฝึกการฟังเสียงดนตรีจากโมบาย และการที่ลูกเอื้อมมือจับโมบายนั้น  ช่วยให้มือและสายตาของลูกประสานกันดีขึ้น ช่วยให้ลูกฉลาดเคลื่อนไหวค่ะ

ฉลาดสื่อสาร

พูดคุยทักทาย ปูพื้นฐานความฉลาดสื่อสารลูกน้อย

       แม้ลูกยังเล็ก แต่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามการส่งเสริมพื้นฐานด้านภาษาและการสื่อสารของเขา ด้วยการพูดคุยกับลูก เช่น เรียกชื่อลูก  พยักพเยิด ส่งเสียงทักทายลูก เช่น “จ๊ะเอ๋”  “สวัสดีจ๊ะ...ลูก”  สัมผัสเนื้อตัวลูกในขณะที่พูดคุย และแสดงท่าทางต่างๆ ประกอบคำพูดต่างๆ ขณะทำกิจกรรรม  เช่น “อาบน้ำ...อุ๊ย...หนาวจังลูก”  “มากินนมร้อนๆ กันนะ” เป็นต้น

       คุณแม่ควรทำสิ่งเหล่านี้กับลูกตลอดเวลา (ที่ลูกตื่น)  อย่าได้ละเลย เพราะเห็นลูกยังพูดไม่ได้นะคะ ลูกพูดไม่ได้ แต่หากเรามองตาเขา จะเห็นว่าเขามองเราอยู่ตลอดเวลา ลูกรับรู้สิ่งที่คุณแม่พูดได้ค่ะ

       กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางภาษา พร้อมการได้ยินเสียง  เขาจะค่อยๆ เก็บข้อมูลคำศัพท์ที่เขาได้ยินและได้เห็นจากกิริยาประกอบ รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมความฉลาดด้านอารมณ์และพัฒนาการด้านสังคมให้เขาได้ด้วย

ฉลาดด้านอารมณ์

ตอบสนองลูกเมื่อร้องไห้ สร้างลูกฉลาดทางอารมณ์

       พัฒนาการทางจิตวิทยานั้นระบุว่าพัฒนาการช่วง 0-1 ปีนั้น เป็นช่วงของการพัฒนาทางด้านการรับรู้เชื่อใจ/ไม่เชื่อใจ (Trust VS. Mistrust) ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ว่าเมื่อทารกร้องเพื่อต้องการสิ่งต่างๆ และหากได้รับการตอบสนองอย่างทันท่วงที ทารกจะเกิดความเชื่อใจในพ่อแม่ และพัฒนาการอวัยวะต่างๆ ไปอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน หากทารกไม่ได้รับการตอบสนอง หรือได้รับการตอบสนองที่ช้า ทารกจะเกิดความคลางแคลงใจ ซึ่งพัฒนาการในช่วงนี้ถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างลักษณะนิสัยเพื่อก้าวสู่ช่วงวัยอื่นๆ ต่อไป

       ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการตอบสนองที่ดีที่สุดเมื่อลูกร้องไห้คือ ตอบสนองอย่างรวดเร็วและทะนุถนอม ลูกน้อยและคุณแม่สามารถสื่อสารถึงกันได้ทั้งสองฝ่าย คุณแม่ที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วและอ่อนโยน จะทำให้ทารกรู้สึกกังวลน้อยลงเวลาที่เขาต้องการอะไรในคราวต่อไป ทารกจะเรียนรู้ที่จะร้องไห้เท่าที่จำเป็น การร้องไห้น่ารำคาญน้อยลง เพราะเขารู้แล้วว่าแม่จะต้องมาหาแน่ๆ แม่จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมของทารกเพื่อเขาจะไม่จำเป็นต้องร้องไห้บ่อยๆ เช่น แม่จะให้ลูกอยู่ใกล้ๆ ตัวถ้ารู้ว่าเขากำลังง่วงและใกล้หลับ แม่จะเพิ่มความละเอียดอ่อนต่อเสียงร้องเพื่อที่จะสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง เช่น การตอบสนองอย่างรวดเร็วตอนทารกยังเล็กและต้องการการดูแลใกล้ชิด หรือเมื่อเสียงร้องแสดงว่าสถานการณ์กำลังอันตรายจริงๆ แต่การตอบสนองจะช้าลงเมื่อทารกโตขึ้นและเริ่มจะเรียนรู้ที่จะจัดการต่อสิ่งรบกวนได้ด้วยตัวเองค่ะ