ฉลาดเรียนรู้

สอนลูกเรียนรู้ ซ้าย-ขวา-บน-ล่าง

       การเลี้ยงลูกวัย 3 ขวบขึ้นไป พัฒนาการของเด็กมีการรับรู้มากขึ้น สามารถแยกแยะตำแหน่งหน้า-หลัง บน-ล่าง ใน-นอก ได้ ซึ่งเป็นความสามารถของสมองในด้านมิติสัมพันธ์ การจัดวาง การมองภาพรวม มีผลต่อการเรียนรู้ในเรื่องของการจำเป็นภาพ เด็กที่มีความสามารถสูงในด้านนี้ มักมีความสามารถในด้านการวาดภาพ การออกแบบ แม่นยำเรื่องเส้นทาง สามารถจินตนาการเรื่องราวออกมาเป็นภาพ และมีการเรียนรู้เรื่องยากๆ ให้ง่ายขึ้น 
       คุณแม่สามารถส่งเสริมทักษะด้านมิติสัมพันธ์ให้ลูกได้จากการพูดคุยกับลูกขณะทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ขณะกำลังกินอาหาร ก็บอกลูกว่า “แม่วางแก้วนมไว้ด้านขวามือของหนู”  “หนูจับช้อนด้วยมือขวา จับส้อมด้วยมือซ้าย” 
       นอกจากนี้ คุณแม่ควรเริ่มหัดให้ลูกมีส่วนร่วมในการจัดกระเป๋า จัดลิ้นชัก จัดห้อง ฝึกให้ลูกมีความสามารถในการจัดวาง การใช้พื้นที่ซ้าย–ขวา หน้า-หลัง บน-ล่าง เมื่อลูกโตขึ้นฝึกลูกระบายสีเน้นข้อความสำคัญเมื่ออ่านหนังสือ หัดจดบันทึกโดยการใช้ภาพ เส้น สีประกอบเพื่อช่วยจำ เช่น การทำ Mind Maps หัดวาดแผนที่ง่ายๆ เป็นต้น จะเป็นการฝึกฝนการเรียนรู้เรื่องทิศทางหรือมิติสัมพันธ์ขั้นง่ายๆ ได้ค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว

ชวนลูกเคลื่อนไหว ออกกำลังกายยามเช้า

       ในเช้าวันหยุดคุณแม่ลองชวนลูกน้อยให้ตื่นมารับแสงแดดอ่อนยามเช้ากันนะคะ แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นวิตามินตามธรรมชาติที่ดีที่สุดของลูกค่ะ เด็กจะแข็งแรงได้ต้องโดนแดดบ้าง เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินดีที่ร่างกายต้องการเพื่อการรักษาภาวะสมดุลของระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีความสำคัญในการสร้างกระดูกและฟัน และช่วยในการเจริญเติบโตค่ะ
       เริ่มต้นด้วยการพาลูกเดินเล่น หรือออกกำลังกายกลางแจ้งด้วยกัน ครั้งละ 10-15 นาที เช่น วิ่งเหยาะๆ หรือปั่นจักรยาน การได้ออกไปเล่นกลางแจ้งจะช่วยให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเป็นอิสระ มีอารมณ์แจ่มใส สนุกสนาน ทำให้สมองปลอดโปร่ง ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ทำให้มีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ที่มีอาการอย่างคัดจมูก หายใจไม่สะดวกเวลาอากาศเปลี่ยนแปลง หรือแพ้ฝุ่นง่าย เด็กหลายคนที่เคยเป็นโรคนี้สามารถหายได้ด้วยการออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นประจำ...อย่าลืมออกกำลังกายกันนะคะ

ฉลาดสื่อสาร

เคล็ดลับแก้ไขลูกพูดผิด

       หลายครั้งที่ลูกกำลังเรียนรู้พัฒนาการด้านภาษาจากการลองผิดลองถูก ทำให้บางครั้งก็ผสมคำผิด ออกเสียงผิดๆ ถูกๆ และอาจจะสร้างคำขึ้นใหม่ทั้งที่เขาไม่เคยฟังคุณแม่พูดมาก่อนเลยก็ได้ คุณแม่หลายท่านกลัวว่าลูกจะเข้าใจผิดและนำคำผิดๆ เหล่านี้ไปใช้ จึงคอยแก้ไขหรือสอนลูกทุกครั้งที่เขาพูดผิด ซึ่งการทำแบบนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ เพราะถ้าคุณแม่คอยแก้ไขทุกครั้งที่ลูกพูดผิด ลูกอาจจะนึกในใจว่า “ไม่ควรพูดจะดีกว่า เดี๋ยวจะถูกคุณแม่ดุว่าพูดผิด”
       วิธีที่ถูกต้องเมื่อพบว่าลูกพูดหรือใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้อง คุณแม่ควรจะพูดคำที่ถูกต้องซ้ำหลังจากที่ลูกพูด ราวกับว่าคุณแม่ได้ยินลูกพูดถูกแล้ว วิธีสะท้อนกลับทางบวกนี้ดีกว่าการจ้องจับผิดลูก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกเห็นนกที่กำลังบินหนีไปและพูดว่า “โน่น ฮกหนีแย้ว “คุณแม่ก็ควรจะพูดว่า “ใช่จ๊ะ นกกำลังบินหนีไปแล้ว” หรือ “ดอกไม้ฉวย” ก็บอกว่า “แม่ก็ว่า ดอกไม้นี้สวยจริง” โดยเน้นคำที่ลูกพูดผิด เป็นต้น  ซึ่งนอกจากจะไม่ทำให้ลูกเสียความมั่นใจในการพูดแล้ว ยังจะช่วยทำให้ลูกได้ฟังคำศัพท์ที่ถูกต้องอีกด้วย และทักษะการพูดของลูกก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์

สอนลูกเรียนรู้ระงับอารมณ์

       การเลี้ยงลูกเมื่อลูกมีอาการเอะอะโวยวาย ทำลายข้าวของ ใช้กำลังทำร้ายคนอื่น สิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำ คือ ควรระงับอารมณ์โกรธของตัวเอง ไม่โต้ตอบกลับด้วยความรุนแรง และแก้ปัญหาอย่างใจเย็น กอดลูกแล้วเปิดโอกาสให้ลูกได้บอกว่าอะไรทำให้เขาโกรธ รับฟังอย่างใส่ใจ  ไม่ด่วนสรุป และบอกสอนลูกอย่างใจเย็น ซึ่งจะเป็นแบบอย่างในการควบคุมอารมณ์โกรธแก่ลูกได้เป็นอย่างดี
       การโอบกอดและการให้ความรักความเข้าใจลูก ทำให้เขารับรู้ว่าคุณแม่ยังรักเขาอยู่เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจทำให้เรื่องต่างๆ คลี่คลายได้ง่าย โดยธรรมชาติแล้วเด็กมักจะต้องการความสนใจจากผู้ใหญ่และอยากให้ผู้ใหญ่เล่นด้วย เด็กที่กำลังจะทำลายของเล่นชิ้นโปรดของเขาเพราะถูกขัดใจ อาจจะหยุดการกระทำนั้น เมื่อเห็นว่าคุณให้ความสนใจในของเล่นของเขา ไม่ปล่อยให้เล่นอยู่คนเดียว
       คุณแม่ควรชมลูกถ้าเห็นว่าเขารู้จักที่จะควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองได้ และบอกลูกให้เข้าใจถึงสาเหตุที่ไม่ควรทำ ด้วยคำอธิบายที่กะทัดรัดชัดเจน การชื่นชมซึ่งกันและกันจะช่วยให้ลูกมีอารมณ์ดี ไม่ตึงเครียด และลดอารมณ์ก้าวร้าวของลูกได้ หลีกเลี่ยงคำพูดตำหนิที่ทำให้เกิดปมด้อย เปรียบเทียบ เสียดสี  รวมทั้งสีหน้าที่บึ้งตึง จะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น และลูกก็จะเลียนแบบพฤติกรรมและอารมณ์แบบนี้ของเราไปด้วยค่ะ