ฉลาดเรียนรู้

เล่นจับคู่ สอนหนูเรียนรู้ลักษณะ

       การให้ลูกเล่นจับคู่ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ เปรียบเทียบสิ่งของใกล้ตัว เป็นการพัฒนาสติปัญญา และฝึกการเรียนรู้ของลูกได้เป็นอย่างดีค่ะ โดยคุณแม่นำของเล่นหรือเครื่องใช้ที่เราใช้ในกิจวัตรต่างๆ ที่มีรูปร่าง รูปทรงชวนให้สังเกต จดจำ และอยู่ในความสนใจของลูกมาเป็นอุปกรณ์ในการเล่นจับคู่ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องความเหมือน – ต่าง

  • แยกขนาดเล็ก กลาง ใหญ่  นำของในบ้าน เช่น ถุงกระดาษ มาวางคละกัน แล้วให้ลูกลองวางเรียงกันจากขนาดเล็กไปหาใหญ่ หรือนำใบไม้ที่มีขนาดต่างๆ กันมาให้ลูกวางเรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก เป็นการฝึกเรียนรู้ขนาดของลูกค่ะ

  • มาเป็นคู่ หาสิ่งของที่ใช้คู่กัน เช่น แม่-ลูกกุญแจ ดินสอ-กระดาษ รองเท้า-ถุงเท้า ช้อน-ส้อม กระดานดำ-ชอล์ก ฯลฯ วางของที่เตรียมไว้คละๆ กันบนโต๊ะ ไม่ให้เป็นคู่ ให้ลูกดูของเหล่านี้ แล้วหยิบของมาชิ้นหนึ่งให้ลูกหาว่าต้องใช้คู่กับอะไร

  • กระเป๋าถือของแม่  เอาของในกระเป๋าถือของแม่ออกมาให้ลูกจัดหมวดหมู่ เช่น สิ่งที่ไว้ใช้ทาหน้า (แป้ง) ใช้เขียนคิ้ว (ดินสอ เขียนคิ้ว) ไว้ทาปาก (ลิป) ฯลฯ เป็นการจัดหมวดหมู่จากความจำที่ลูกได้เห็นแม่ใช้ในชีวิตประจำวัน

       ทั้งหมดนี้เป็นการนำของใกล้ตัวมาเล่น นอกจากสนุกแล้ว ลูกยังได้เรียนรู้การแยกแยะสิ่งของและมีการพัฒนาความจำและความคิดเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการ 360° อัจฉริยะรอบด้านค่ะ

ฉลาดเคลื่อนไหว

ชวนลูกเล่นรินน้ำ...พัฒนากล้ามเนื้อ

       เด็กวัย 3-4 ปี  กล้ามเนื้อมือพัฒนามากขึ้น จนสามารถตักอาหารกินได้เอง  สามารถรินน้ำจากเหยือกเล็กๆ ใส่แก้วได้ และเขาก็กระตือรือร้นที่จะทำสิ่งเหล่านี้เอง  คุณพ่อคุณแม่อย่าคิดว่าลูกยุ่งหรือทำให้เสียเวลา เสี่ยงต่อการที่ข้าวของจะตกแตก เพราะนั่นเท่ากับเราไปขัดขวางพัฒนาการของเขา  และจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในด้านสังคมและอารมณ์ด้วย ปล่อยให้เขาได้ลงมือทำ  ผู้ใหญ่เพียงดูอยู่ใกล้ๆ คอยช่วยเหลือเมื่อเขาเกิดปัญหา และยอมรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบ้าง
       ดังนั้น ขณะที่นั่งทานข้าวกับลูก ให้ลูกช่วยเหลือตัวเองในการกิน เช่น ตักข้าวกินเอง รินน้ำจากเหยือกเล็กๆ ใส่แก้วเอง และอาจมอบหมายหน้าที่การรินน้ำใส่แก้วให้คนร่วมโต๊ะให้ลูกไปเลย จะได้ช่วยฝึกความรับผิดชอบและความมั่นใจให้ลูกด้วย เพราะมีงานวิจัย พบว่าเด็กที่พ่อแม่ปล่อยให้ได้ช่วยเหลือตัวเองในวัยที่ควร จะโตขึ้นเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตนเองค่ะ

ฉลาดสื่อสาร

ฝึกลูกพูดชัด พัฒนาการสื่อสาร

       หากลูกมีอาการพูดไม่ชัด คุณแม่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะหากปล่อยไว้นานเข้าจะกลายเป็นความเคยชินติดไปจนกระทั่งลูกโตได้  เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่พัฒนาการทางภาษามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว พูดเยอะ พูดเร็ว แต่อวัยวะที่ใช้สำหรับการออกเสียง คือ ลิ้น ฟัน ริมฝีปากยังทำงานสัมพันธ์กันได้ไม่ดีนัก เด็กจึงเหมือนพูดไม่ชัด และพูดติดขัด โดยเฉพาะเสียงที่ยากๆ เช่น ส ซ ร ล เป็นต้น
       วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ลูกน้อยพูดชัดเจนขึ้นคือ เมื่อลูกพูดไม่ชัด คุณแม่ควรพูดคำที่ถูกต้องให้ลูกฟัง เช่น เมื่อลูกพูดคำว่า “ฉวยจัง” คุณแม่ควรพูดให้ฟังว่า “สวยจัง”  และเมื่อลูกพยายามพูดจนชัดเจนขึ้นแล้ว คุณแม่อย่าลืมให้รางวัลเป็นคำชม  จะทำให้ลูกมีกำลังใจที่จะพยายามพูดให้ชัดเจน หากลูกพูดไม่ชัด  คุณแม่ไม่ควรดุ ล้อเลียน หัวเราะ ทำให้อาย เพราะจะทำให้เขาขาดความมั่นใจที่จะหัดพูด หรือแสดงออกว่าการพูดไม่ชัดของลูกเป็นสิ่งที่น่าเอ็นดู เพราะลูกจะคิดว่าสิ่งที่พูดนั้นถูกต้อง หรือถ้าเด็กได้รับความสนใจก็จะติดพูดเพื่อความสนุกสนาน       
       การที่ลูกพูดชัดมีความสำคัญมาก เพราะเขาจะสามารถสื่อสารให้ผู้อื่นฟังได้เข้าใจ ที่สำคัญยังช่วยให้เขาอ่านออกเสียงได้ถูกต้องอีกด้วย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะค่อยๆ พัฒนาการออกเสียงได้ชัดเกือบทุกพยัญชนะเมื่ออายุ 6-7 ปีค่ะ เมื่อถึงเวลานั้นหากลูกยังออกเสียงไม่ชัดก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์

สอนลูกจิตใจดีด้วยสัตว์เลี้ยงแสนรัก

       เมื่อมีสมาชิกใหม่อย่างสัตว์เลี้ยงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ปัญหาอยู่ที่เด็กบางคนไม่รู้จักวิธีการเลี้ยง หรือเล่น จนอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง ฉะนั้นวิธีที่จะให้ลูกและสัตว์เลี้ยงอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข คุณแม่จึงต้องสอนลูกมีจิตใจอ่อนโยน และรู้ถึงวินัย การแบ่งปัน และความรับผิดชอบผ่านกิจกรรมต่างๆ
       คุณแม่อาจมอบหมายหน้าที่ให้ลูกได้มีส่วนร่วมการในเลี้ยงสัตว์ โดยคุณแม่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และสอนให้ลูกเห็นก่อน แล้วให้เด็กทำให้ดูจนเห็นว่าทำได้ถูกต้องจึงปล่อยให้ทำเองได้ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กรัก และเข้าใจสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น เช่น ช่วยอาบน้ำดูแลรักษาความสะอาด พาไปวิ่งเล่นออกกำลังกาย
       การเปิดโอกาสให้ลูกได้ดูแลสัตว์เลี้ยง นอกจากจะสอนให้ลูกได้ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์แล้ว ยังเป็นการสอนให้ลูกเป็นคนใจดี มีเมตตากรุณา มีจิตใจที่อ่อนโยน รัก และไม่อยากรังแกสัตว์ ซึ่งเมื่อลูกมีสัตว์เลี้ยงที่ต้องรับผิดชอบ เขาจะมีความสุขที่ได้ดูแลสัตว์เลี้ยงของตนเอง จะส่งผลทำให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี มีอารมณ์แจ่มใส มีความฉลาดด้านอารมณ์ตามไปด้วยค่ะ