ฉลาดเรียนรู้

ตั้งคำถาม...สร้างการคิดและการแก้ปัญหาให้ลูกน้อย

       ในชีวิตประจำวันของเด็กๆ นั้น เราสามารถนำมาเล่นเพื่อฝึกทักษะหรือการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ให้เขาได้มากมาย  รวมทั้งการเสริมสร้างทักษะคิดวิเคราะห์ให้เด็ก เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา หากพ่อแม่หมั่นกำหนดหาเรื่องราวหรือหาโจทย์ขึ้นมาเล่นกับเขา เช่น ให้โจทย์ลูกหาของที่สามารถใส่น้ำแทนแก้วให้ได้ 3 อย่าง แล้วลองนำไปใส่น้ำดู จะช่วยให้ลูกเห็นผลลัพธ์ที่เลือก หรือให้หาของอื่นนอกเหนือจากร่มที่สามารถบังแดด กันฝนได้ เป็นต้น 
       นอกจากนี้ ทุกครั้งที่พูดคุย อ่านหนังสือกับลูก ให้ถือโอกาสตั้งคำถามท้าทายให้ลูกคิดต่อ โดยใช้คำถามปลายเปิด ซึ่งคือคำถามที่มีคำตอบหลากหลาย ไม่มีผิด ไม่มีถูก ต้องอาศัยจินตนาการของเด็ก เช่น “ถ้าโลกนี้ไม่มีไฟฟ้า  ลูกคิดว่าโลกจะเป็นอย่างไร”  “ถ้าลูกมีปีก เแต่คนอื่นไม่มี ลูกจะรู้สึกอย่างไร” “ถ้าทุกคนมีตาเหมือนนกฮูก ยกเว้นตัวเรา เราจะรู้สึกอย่างไร” ฯลฯ ด้วยคำถามลักษณะนี้  สมองของเด็กจะทำงาน ทั้งด้านความคิด ความรู้สึก และสติปัญญา เพราะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบหลากหลาย ไร้ขอบเขต ไม่มีถูก-ผิด  เป็นคำถามให้เด็กกล้าคิด กล้าตอบ เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรจะได้นำมาเล่นกับลูกบ่อยๆ

ฉลาดเคลื่อนไหว

ช่วยเพิ่มความสูงให้ลูกด้วยการออกกำลังกาย

       ในวัยเด็กนั้นจะต้องมีการออกกำลังทุกวันเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ดีต่อร่างกาย และพัฒนาการของเด็กเอง ซึ่งจะทำให้เขาเติบโตสมวัยในอนาคต การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้เด็กรับมือกับความเครียด แล้วยังช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกายในมีพัฒนาการที่สมวัย กระดูกแข็งแรงรวมถึงกล้ามเนื้อและข้อต่ออื่นๆ ด้วย และที่สำคัญจะช่วยให้มีน้ำหนักและส่วนสูงที่ดูสมส่วน
       การออกกำลังกายที่จะช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโตของร่างกาย ควรเป็นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกจากการกระโดด ซึ่งเป็นเหมือนการกระตุ้นข้อต่อกระดูกให้มีการขยายตัวขึ้น เพิ่มความยาวของกระดูกสันหลัง และเวลาเดียวกันยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องได้อีกด้วย ตัวอย่างกิจกรรม เช่น

  • การเตะ เพียงแค่ยืนแยกขาออกแล้วเตะขาข้างหนึ่งไปด้านหน้า ทำแบบนี้อย่างน้อยข้างละ 20 ครั้ง ก็ช่วยยืดกระดูกช่วงหน้าแข้งได้เช่นเดียวกัน 

  • การกระโดด ยืนตรงแยกขาออกเล็กน้อย จากนั้นกระโดดด้วยเท้าเพียงข้างเดียว ให้สุด ทำซ้ำแบบเดียวกันประมาณ 10 ครั้ง สลับทั้งสองข้าง 

  • กระโดดเชือก ท่านี้เป็นการกระโดดทั้งตัว ช่วงขา และช่วงหลังได้ยืดเหยียดไปพร้อมๆ กัน 

  • ห้อย โหน  เป็นการยืดกล้ามเนื้อหลังอย่างเต็มที่ รวมช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ และแขนได้เป็นอย่างดี

       คุณแม่สามารถเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับลูก ตามความสนใจและความถนัด ที่สำคัญการออกกำลังกายจะต้องออกอย่างเป็นประจำและสม่ำเสมอ อาจจัดสรรเวลาในหนึ่งวันหรือหนึ่งสัปดาห์เป็นวันออกกำลังโดยเฉพาะ และรักษาอย่างเคร่งครัด และที่สำคัญอย่าลืมเลือกสถานที่ออกกำลังที่ปลอดภัยสำหรับลูก เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุด้วยค่ะ

ฉลาดสื่อสาร

ขัดจังหวะ = หยุดยั้งจินตนาการลูก

       คำพูดที่คุณพ่อคุณแม่มองดูว่าเป็นคำธรรมดาที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับเด็กๆ แล้ว คำบางคำก็ไม่ควรใช้กับเขาบ่อยเกินไป อย่างเช่นคำว่า “ไม่” และ “อย่า” โดยเฉพาะเวลาที่ลูกกำลังฝึกพูดแล้วพูดผิดๆ ถูกๆ เพราะ 2 คำนี้ จะทำให้จินตนาการที่ลูกมีเกิดการชะงักได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจว่า ถ้าสิ่งที่ลูกทำ สิ่งที่ลูกเรียนรู้ ไม่เป็นอันตรายต่อลูกจริงๆ ควรปล่อยให้ลูกได้ทำ เพื่อจะได้ไม่สกัดกั้นความสนใจใคร่รู้และจินตนาการของลูก โดยเฉพาะเมื่อลูกพูดผิดหรือพูดไม่ชัด คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิ หรือขัดจังหวะ เพราะการจังหวะเวลาที่ลูกพูด ด้วยการแก้ไข หรือพูดคำว่าไม่ และอย่า เช่น “ไม่ใช่แบบนั้นลูก ต้องพูดแบบนี้...” จะทำให้ลูกเกิดอาการกล้าๆ กลัวๆ  ในการเรียนรู้ การพยายามฝึกพูด ฝึกออกเสียง และการแสดงความคิดเห็น
       นอกจากการขัดคอด้วยคำว่า “ไม่” และ “อย่า” แล้ว การที่คุณพ่อคุณแม่หัวเราะขบขันด้วยความเอ็นดูลูกหรืออะไรก็ตาม ก็อาจทำให้ลูกเกิดความไม่มั่นใจกับสิ่งที่จะทำจะพูดได้ เพราะเขาจะรู้สึกว่ากลัวว่าหากจะพูดหรือทำอะไรอีกก็อาจจะผิดพลาดในสายตาของคุณพ่อคุณแม่ได้ เดี๋ยวพ่อแม่จะหัวเราะอีก ดังนั้นเมื่อลูกพูดอะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ปล่อยให้เขาพูดไปก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยชวนลูกพูดคุยถึงสิ่งนั้นและค่อยๆ บอกเขาว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร เช่น ลูกอาจจะออกเสียง นกสิบตัว เป็น "นกฉิบตัว" เราก็อาจบอกเขาว่า "นกสิบตัว บินไป" โดยเน้นคำว่า “สิบ” ช้าๆ ชัดๆ แล้วอาจจะชวนนับจำนวน 1-10 โดยเน้นสิบ เป็นต้น  นอกจากจะทำให้ลูกเข้าใจภาษาที่ถูกต้องแล้ว จะทำให้ลูกกล้าที่จะพูดในครั้งหน้าได้อย่างไม่ต้องกลัวว่าพ่อแม่จะขัดจังหวะค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์

สอนลูกรู้จักมารยาท

       คุณแม่สามารถสอนมารยาทในการเข้าสังคมขั้นพื้นฐานให้ลูก ฝึกให้เขามีมารยาทในเรื่องต่างๆ ให้มากเท่าที่เขาจะทำได้ และหลอมละลายให้ติดเป็นนิสัย คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขา เพื่อให้เขามองเป็นแบบอย่างที่ดีและทำตามได้ทุกขั้นตอน

  • สอนให้พูดคำดีๆ : การมีมารยาทที่ดีหมายถึงคำพูดที่ดี อย่างเช่น ค่ะ/ครับ นะคะ/นะครับ ขอบคุณค่ะ/ขอบคุณครับ สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำทักทายและเป็นคำพูดทั่วไปที่สามารถใช้ในสังคมได้ ควรสอนให้ลูกพูดคำเหล่านี้ทุกครั้งที่มีโอกาสจนติดปากเขาเองในที่สุด

  • สอนให้รู้จักมีความเคารพ: ส่งเสริมให้ลูกมีความเคารพผู้อื่น ให้ปฏิบัติกับผู้อื่นเหมือนอย่างที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติด้วย และให้ลูกเห็นความสำคัญของการปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างใจเย็นและสุภาพ

  • ให้รางวัล: เมื่อลูกพูดเพราะ และมีมารยาทในเรื่องต่าง ๆ อย่างที่คุณแม่สอนไว้ อย่าลืมพูดชมอย่างใจจริงด้วย เมื่อเขามีมารยาทในงานเลี้ยงหรือในที่สาธารณะ อย่าลืมกล่าวขอบคุณ หรือมอบรางวัลให้ลูกในภายหลัง หรือถ้าเขาพูดจาสุภาพกับผู้หลักผู้ใหญ่เช่น คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย บอกเขาด้วยว่าคุณปู่คุณย่าชอบและเอ็นดูเขามากเมื่อเขาพูดจาไพเราะเช่นนั้น ทำให้ลูกรู้สึกดีเมื่อมีมารยาทที่ดีต่อคนอื่น

       อย่าลืมทำให้ลูกรับรู้ถึงความสำคัญของการมีมารยาทที่ดี ที่จะช่วยให้เขาได้รับความเคารพ และรับความรักในหมู่เพื่อนฝูงค่ะ