ฉลาดเรียนรู้

สอนลูกเรียนรู้เรื่องสี

       การสอนให้ลูกรู้จักเรื่องสีนั้นมีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้ลูกเข้าใจโลกและสรรพสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เพราะสีเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของวัตถุ และสีเกี่ยวข้องกับตัวเด็กตลอดเวลา เพราะสีอยู่ที่ตัวเด็กทั่วร่างกาย ทั้งสีผม สีผิว สีนัยน์ตา สีเล็บ สีฟัน และสีลิ้น
       สีช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยสร้างความรู้สึกให้แก่ลูกได้ เช่น สีท้องฟ้าขาวปนฟ้า มักจะสร้างอารมณ์สบายใจ แต่เมื่อท้องฟ้ามืดมัว เมฆสีดำ ความรู้สึกต้องการความปลอดภัยย่อมเกิดขึ้นกับจิตใจของเด็ก การสังเกตสีเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวว่ามีสีหลากหลาย ทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน เด็กก็จะเรียนรู้จำแนกประเภท ทำให้สามารถเปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่างของคุณสมบัติของวัตถุนั้นๆได้ เช่นความแตกต่างของสี ความเข้มจางของสี และจำแนกความแตกต่างของวัตถุจากสี
       การเรียนรู้เรื่องสีมีผลต่อการพัฒนาการลูกน้อยทางด้านภาษา เมื่อลูกได้เห็นสี ได้ยินคำศัพท์เกี่ยวกับสี ได้สัมผัสสี มีอารมณ์และความรู้สึกเกี่ยวกับสี ก็จะเป็นการเร้าและเสริมการรับรู้ให้เด็กมีการใช้ภาษา จนกระทั่งสามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ความรู้และเจตคติต่อสีที่เด็กเรียนรู้ จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เด็กสามารถเลือกสวมเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายสีที่โรงเรียนกำหนดได้ เด็กจึงเป็นผู้มีระเบียบวินัย เด็กจะชื่นชมดอกไม้สีสันทำให้เขารู้สึกสบายใจและสดชื่น เมื่อเขาจะข้ามถนน เขาจะเลือกข้ามทางม้าลาย เพราะม้าลายใช้สีขาวดำ เป็นสัญลักษณ์ตามกฎจราจร เป็นต้น

ฉลาดเคลื่อนไหว

ปิดทีวี ปิดคอมพ์ฯ...ไปวิ่งเล่นกันดีกว่า

ภาพของเด็กยุคนี้ที่เราคุ้นเคยกันคือ มักใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ไม่ได้เครื่องไหวร่างกาย อย่างการนั่งดูโทรทัศน์ เล่นเกมต่างๆ   ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องส่งเสริมลูกให้ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายแทนกิจกรรมเหล่านั้น ด้วยการปิดทีวี ปิดจอคอมพิวเตอร์แล้ว...

  • ออกไปเล่นในสนามกันดีกว่า  การที่ลูกได้วิ่งเล่นในพื้นที่กว้าง หรือปีนป่ายเครื่องเล่นสนามนั้น ดีทั้งกับร่างกายและสมองลูกเลยล่ะ

  • ปลูกต้นไม้กันเถอะ  วันแรกของการปิดทีวี ก็ชวนกันไปเลือกซื้อต้นไม้มาปลูก ให้ลูกดูแลต้นไม้ของเขาเองนะคะ วันต่อๆ ไปก็พูดชวนเขาให้ไปดูแลต้นไม้ รดน้ำให้มัน ดูการเจริญเติบโตของมัน ฯลฯ การปลูกต้นไม้จะช่วยให้ลูกใช้ร่างกายในการรดน้ำ พรวนดิน 

  • มาเล่นกัน  เด็กๆ ชอบเล่นอยู่แล้ว ลองชวนเขาต่อบล็อก เล่นขายของ เล่นบทบาทสมมติ วาดภาพ ระบายสี ทำของเล่น ฯลฯ  หรือชวนลูกช่วยทำงานบ้าน เช่น ล้างรถ รดน้ำต้นไม้ หรือชวนลูกไปเที่ยวนอกบ้าน ฯลฯ ล้วนทำให้ลูกสนุกสนานเพลิดเพลินจนลืมทีวีได้ทั้งนั้น

       เด็กส่วนใหญ่ดูทีวี เล่นเกม เพราะเขาไม่มีกิจกรรมอื่นทำ แต่หากเราหากิจกรรมทดแทนให้เขาได้ เขาก็สามารถสนุกกับกิจกรรมใหม่ได้ ที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังไม่เป็นแบบอย่างของการดูทีวีให้ลูก เราควรเป็นแบบอย่างในการทำกิจกรรมที่อยากส่งเสริมเขา  เช่น  อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้แทนการดูทีวี หรือเอาตัวเราไปเล่นกับเขาแทนทีวี ลูกก็จะค่อยๆ ห่างทีวีได้ไม่ยาก และพัฒนาการของเด็กด้านต่างๆ ของเขาก็จะเกิดขึ้นได้อีกมากค่ะ

ฉลาดสื่อสาร

เรียนรู้การใช้น้ำเสียงสูงต่ำ

       คุณแม่เคยลองสังเกตกันบ้างรึเปล่าคะว่า ลูกน้อยพูดเสียงสูงๆ ต่ำๆ ในประโยคที่บ่งบอกอารมณ์ต่างๆ ได้มากขึ้นรึยัง ถ้าเห็นว่าลูกยังไม่มีเสียงสูงต่ำเลยไม่ว่าจะอารมณ์ไหนก็ใช้โทนเสียงเดียวตลอด จนฟังไม่น่าสนใจ  คุณแม่สามารถฝึกเขาได้ค่ะ ด้วยการพูดกับเขาโดยใช้น้ำเสียงต่างๆ  เวลาคุยกับเขาให้เข้ากับอารมณ์หรือเรื่องที่คุย  หรือถ้าอยากให้เขาเรียนรู้มากขึ้น แทนที่จะพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดา  คุณแม่ลองเปลี่ยนมากระซิบเบาๆ เมื่อลูกตื่นเต้นก็ลองเปลี่ยนเสียงอีก เขาจะรู้สึกตื่นเต้นกับน้ำเสียงใหม่ของแม่ แล้วอีกเดี๋ยวก็จะเกิดการเลียนแบบบ้าง หรือบางทีตอนอ่านนิทานให้เขาฟังก็อาจใช้น้ำเสียงที่หลากหลายมากขึ้นก็ได้ค่ะ
       การฝึกให้ลูกได้ใช้น้ำเสียงสูงต่ำนี้ จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องความแตกต่างของการพูด เมื่อเขารู้จักการใช้น้ำเสียงแล้ว เขาจะสนุกกับการพูดและออกเสียง ต่อไปเมื่อเขาได้คุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน คุยกับคุณพ่อคุณแม่ หรือคุยกับผู้ใหญ่ เขาจะรู้ได้ด้วยตนเองว่าควรพูดกับใครด้วยน้ำเสียงแบบไหน ในอารมณ์แบบใดค่ะ

ฉลาดด้านอารมณ์

ช่วยลูกกำจัดความเครียด

       หากพบว่าลูกมีความเครียดไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรคุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยเหลือค่ะ โดยเริ่มจากการช่วยให้ลูกได้ผ่อนคลาย ด้วยกิจกรรมหรืองานอดิเรกสนุกๆ อย่างการวาดภาพ ระบายสี ร้องเพลง เล่นดนตรี แต่ต้องเป็นกิจกรรมที่ลูกชอบจริงๆ และทำเพื่อผ่อนคลาย  ไม่ใช่คุณแม่เลือกให้ลูกเองแล้วไปกดดันให้ลูกทำซะจนยิ่งเครียดหนักเข้าไปใหญ่
       จากนั้นลองดูว่าลูกเครียดเพราะอะไรบ้าง เรื่องเล็กๆ ของผู้ใหญ่อาจเป็นเรื่องใหญ่ของเด็กก็ได้ ที่สำคัญต้องสนใจในสิ่งที่ลูกพูด ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เมื่อลูกพยายามอธิบายไม่ควรรีบตัดบทว่าเรื่องไร้สาระ ที่สำคัญควรสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเข้าใจในบ้าน ยิ้มแย้มให้กัน เพื่อให้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในบ้านควรเป็นไปอย่างอบอุ่นใกล้ชิด
       ควรฝึกลูกให้รู้จักปัญหาและรับมือกับความเครียด โดยให้เขาได้รับรู้ว่า ทุกคนต้องเคยพบปัญหาหรือเรื่องยุ่งยากใจ อาจยกตัวอย่าง เช่น “ตอนเด็กๆ แม่ก็เคยถูกเพื่อนแกล้ง แต่แม่ก็มีเพื่อนดีๆ หลายคน” “พ่อก็เคยสอบตกนะ แต่พ่อก็เล่นกีฬาเก่ง”  และควรส่งเสริมให้ลูกได้ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ความเครียดลดลงได้ และที่สำคัญควรใช้ช่วงเวลาก่อนนอนพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่พบมาระหว่างวันกับลูก เพื่อจะได้คอยสังเกตว่าแต่ละวันลูกพบปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า มีสิ่งใดที่ทำให้ลูกไม่สบายใจ เพื่อให้ลูกเข้านอนอย่างมีความสุข แล้วความฉลาดด้านอารมณ์ของลูกก็จะเกิดขึ้นค่ะ