คุณแม่หลังคลอดที่เพิ่งคลอดลูกมาใหม่ๆ สิ่งที่ต้องใส่ใจมากที่สุดนั่นคือสุขภาพร่างกายหลังคลอด ที่ต้องสังเกตดูความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นด้วย ซึ่งหลักๆ จะเป็นเรื่องการดูแลแผลฝีเย็บ แผลผ่าคลอด น้ำคาวปลา เป็นต้น มาดูกันว่าคุณแม่จะต้องสังเกตร่างกายหลังคลอดอย่างไรบ้าง

การดูแลแม่หลังคลอด ในกรณีคลอดธรรมชาติ

คุณแม่คลอดธรรมชาติ หลังคลอดประมาณ 1-2 ชั่วโมง พยาบาลจะตรวจวัดความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ สังเกตปริมาณเลือดที่ออกทางช่องคลอด และการแข็งตัวของมดลูก คุณแม่หลังคลอดควรพักผ่อนอย่างเต็มที่ และไม่ควรเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้หน้ามืดเป็นลมได้ง่าย

การดูแลแม่หลังคลอด ในกรณีผ่าคลอด

สำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอด อาจได้รับการดมยาสลบ หรือไม่ก็ฉีดยาบล็อกหลังเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด อาจจะยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่เมื่อตื่นขึ้นมาพร้อมสติที่เต็มร้อย ควรพลิกตัวไปมาบนเตียงบ่อยๆ เพื่อให้ลำไส้เริ่มทำงาน และเมื่อผ่านไปประมาณ 24-48 ชั่วโมง คุณหมอจะอนุญาตให้จิบน้ำ หรือรับประทานอาหารเหลวได้แล้ว ให้คุณแม่ค่อยๆ จิบ ค่อยๆ รับประทานอาหารทีละน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายได้มีแรงขึ้น จากนั้นให้ลุกเดินเท่าที่เดินไหว เพื่อป้องกันอาการท้องอืด รวมทั้งเมื่ออยู่บนเตียงพักฟื้นให้คุณแม่ค่อยๆ ปรับขยับเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เรื่อยๆ และหากมีอาการเจ็บแผลมากให้รีบแจ้งคุณหมอ หรือพยาบาลทราบทันที

ดูแลร่างกายหลังคลอดอย่างไร

น้ำคาวปลา คือเลือดคล้ายประจำเดือนที่ไหลออกมาทางช่องคลอดในระยะหลังคลอด ซึ่งออกมาจากผนังมดลูกที่ลอกตัวออก และจะค่อยๆ จางลง ในช่วง 3 วันแรก น้ำคาวปลาจะมีสีแดงแล้วจะค่อยๆ จางลง กลายเป็นสีชมพูเรื่อๆ ภายใน 14 วันหลังคลอด และจะหมดลงหลังคลอดไปแล้ว 6 สัปดาห์ สำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด น้ำคาวปลาจะจางลง และหมดเร็วกว่า ความผิดปกติที่ควรสังเกตในช่วงที่มีน้ำคาวปลา คือ หากพบว่าน้ำคาวปลาออกมาเป็นสีแดงสดมากกว่า 3 วัน มีปริมาณน้ำไหลออกมาจนล้นผ้าอนามัย มีลักษณะเป็นลิ่มเลือดออกมาด้วย มีกลิ่นเหม็น รู้สึกมีไข้ ปวดท้องน้อย และมดลูกบีบตัวเป็นพัก ๆ ร่วมด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจหาความผิดปกติ

แผลฝีเย็บ ในระหว่างคลอดคุณหมอจะทำการตัดฝีเย็บ เพื่อให้คลอดทารกได้สะดวกและป้องกันเนื้อเยื่อรอบปากช่องคลอดยืดขยายมากเกินไป แล้วจึงมีการเย็บซ่อมแซมฝีเย็บให้เหมือนเดิม วันแรกหลังคลอดถ้าแผลฝีเย็บมีอาการบวม และเจ็บมาก พยาบาลจะให้รับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการปวดแผล การดูแลแผลฝีเย็บอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันอาการอักเสบติดเชื้อ ควรทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และซับให้แห้ง การดูแลเรื่องสุขอนามัยในระหว่างวันให้เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เพราะยังมีน้ำคาวปลาอยู่ ไม่ควรปล่อยให้แฉะอับชื้น เพราะจะทำให้มีเชื้อโรคสะสมบริเวณช่องคลอดได้ หลังกลับมาบ้านแล้ว หากยังมีอาการเจ็บแผลฝีเย็บอยู่บ้าง ให้คุณแม่นั่งแช่น้ำอุ่น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บบริเวณแผลได้

แผลผ่าคลอด เมื่อผ่าคลอดทารกเรียบร้อยแล้ว คุณหมอจะทำการเย็บแผลผ่าตัดให้ ซึ่งต้องระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ ในช่วงแรกๆ อาจจะทำความสะอาดร่างกายด้วยการเช็ดตัวไปก่อน การพักฟื้นที่โรงพยาบาลคุณแม่ต้องลุกเดินบ่อยๆ เพื่อป้องกันพังผืดที่อาจเกิดขึ้นตรงบริเวณแผลผ่าตัด ถึงแม้การลุกเดินจะทำให้เจ็บแผลมาก แต่ก็แค่ในช่วงแรก หากปรับตัวได้ภายใน 1-2 วัน คุณแม่จะรู้สึกว่าร่างกายหลังคลอดดีขึ้น ทำอะไรก็กระฉับกระเฉงมากขึ้น

การอยู่ไฟหลังคลอด

คุณแม่หลังคลอดสามารถดูแลสุขภาพหลังคลอดได้ด้วยการอยู่ไฟ ซึ่งประโยชน์ของการอยู่ไฟหลังคลอด คือ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยลดภาวะความรู้สึกหนาว และอ่อนเพลียจากการเสียเลือดในช่วงคลอดลูก และช่วยลดความเจ็บปวดขณะมดลูกหดรัดตัวเข้าสู่ภาวะปกติ หรือที่เรียกว่ามดลูกเข้าอู่

  • แม่หลังคลอดที่คลอดลูกเองธรรมชาติ สามารถอยู่ไฟได้เลยหลังจากพักฟื้นได้ประมาณ 7 วันขึ้นไปแล้ว

  • แม่หลังคลอดที่ผ่าคลอด ยังไม่สามารถอยู่ไฟได้ทันที เพราะต้องรอให้แผลผ่าตัดหาย หรือแห้งสนิทก่อน ประมาณ 1 เดือนไปแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้แผลเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ขณะที่อยู่ไฟ

นอกจากข้อควรรู้หลังคลอดที่ควรปฏิบัติในเบื้องต้น แม่หลังคลอดควรต้องพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลังคลอดด้วย เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และที่สำคัญต้องกลับไปพบคุณหมอทุกครั้งที่มีการนัดตรวจร่างกายหลังคลอดนะคะ